“ถ้าวันนี้คุณไม่แต่งกับหมิงหยวนจริง ๆ ก็กลับบ้านเถอะลูก อย่าเดินเข้าไปในโรงแรมด้วยหัวใจที่ยังลังเลอยู่เลย”
พ่อของฉันพูดอยู่หลังประตูห้องนอน ขณะที่ฉันยืนกำชุดแต่งงานสีขาวแน่นจนปลายนิ้วซีด ชุดนี้ถูกแขวนอยู่ในตู้มานานกว่าสามปี และวันนี้ควรเป็นวันที่ฉันได้สวมมันเดินไปหาเจ้าบ่าวของตัวเอง
แต่เจ้าบ่าวคนนั้นกลับไม่อยู่ที่นี่
หมิงหยวนส่งข้อความสุดท้ายมาตอนเช้า บอกเพียงว่าเขามีเรื่องด่วนที่ต้องจัดการกับบริษัท แล้วจะรีบตามมา ทว่าเวลาผ่านไปจนใกล้พิธีเริ่ม โทรศัพท์ของเขาก็ปิดเครื่อง ส่วนผู้หญิงที่ทุกคนในบ้านไม่เคยรู้จักกลับส่งรูปชุดเจ้าสาวมาให้ฉันดู พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “เขาเลือกฉันแล้ว”
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือรูปในโทรศัพท์ของเธอเป็นรูปหมิงหยวนกำลังติดเข็มกลัดให้เธอ และชุดที่เธอสวมอยู่ก็คือชุดเดียวกับที่ฉันกำลังถืออยู่ในมือ
“พ่อ…” ฉันเปิดประตูออก “ถ้าหนูยังไปงานแต่ง งานนี้จะเป็นงานของใครกันแน่คะ”
พ่อมองใบหน้าฉันอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ “ลูกยังรักเขาอยู่ไหม”
คำถามนั้นง่ายเกินไป แต่ฉันกลับตอบไม่ได้
สิบปีที่คบกันมาไม่ใช่สิ่งที่ลบทิ้งได้เพราะข้อความไม่กี่บรรทัด ต่อให้หมิงหยวนจะทำให้ฉันต้องยืนอยู่หน้าประตูในชุดเจ้าสาวโดยไม่มีเจ้าบ่าว ฉันก็ยังจำได้ว่าเขาเคยกางร่มให้ฉันตอนฝนตก จำได้ว่าเขาเคยนั่งรอหน้าห้องฉุกเฉินทั้งคืนตอนแม่ฉันป่วย และจำได้ว่าในวันที่เขาขอแต่งงาน เขาพูดว่าเราจะใช้ชีวิตธรรมดาด้วยกันไปจนแก่
แต่ฉันก็จำได้เช่นกันว่า ในช่วงสองปีหลัง เขาเริ่มไม่พูดถึงอนาคต เริ่มหลบหน้าฉันเวลาฉันถามเรื่องงานแต่ง และเริ่มเดินทางไปทำงานต่างเมืองบ่อยขึ้นโดยไม่บอกกำหนดกลับ
ความทรงจำที่ดีไม่ได้ทำให้การทรยศเจ็บน้อยลง มันเพียงทำให้เราหาเหตุผลให้อีกฝ่ายได้นานขึ้นเท่านั้น
เสียงรถเบรกดังหน้าบ้าน พ่อหันไปมองหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว
“ใครมา”
ฉันไม่ตอบ เพราะรู้คำตอบก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้น
“จิ่งอี ผมมารับคุณแล้ว”
เสียงนั้นไม่ใช่ของหมิงหยวน
มันเป็นเสียงของหลินอันเฉิง ผู้ชายที่ฉันไม่ได้พบตามลำพังมานานเกือบสิบปี และเป็นผู้ชายคนเดียวที่ฉันเคยปฏิเสธอย่างชัดเจนที่สุดในชีวิต
พ่อเปิดประตูออกไปก่อน ฉันได้ยินเสียงเขาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“มารับจิ่งอีครับ”
“รับไปไหน วันนี้เธอแต่งงานกับหมิงหยวน”
“ถ้าเธอยังอยากแต่ง ผมจะพาเธอไปส่งที่งาน” อันเฉิงตอบอย่างสงบ “แต่ถ้าเธอไม่อยากแต่ง ผมก็จะพาเธอกลับบ้าน ไม่มีใครมีสิทธิ์บังคับเธอ รวมถึงผมด้วย”
ฉันเดินออกจากห้อง พ่อหันมามองอย่างเป็นห่วง ส่วนอันเฉิงยืนอยู่หน้าประตูในชุดสูทสีเข้ม แขนข้างหนึ่งพันผ้าไว้ตั้งแต่ข้อมือถึงข้อศอก ใบหน้าของเขาซีดกว่าปกติ แต่ดวงตายังคงนิ่งเหมือนเดิม
“คุณบาดเจ็บ?” ฉันถาม
“อุบัติเหตุนิดหน่อย”
“แล้วทำไมยังมาที่นี่”
“เพราะคุณโทรหาผมเมื่อคืน”
ฉันชะงัก “ฉันโทรหาคุณ?”
อันเฉิงหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดบันทึกเสียงที่ถูกส่งเข้ามาตอนตีสอง เสียงของฉันดังเบา ๆ ปนสะอื้น
“อันเฉิง…ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่ได้แต่งงาน คุณช่วยมารับฉันได้ไหม”
ฉันจำไม่ได้ว่าโทรไปตอนไหน แต่จำความรู้สึกในคืนนั้นได้ ฉันนั่งอยู่บนพื้นห้องน้ำ พยายามกลั้นเสียงร้องไห้ไม่ให้แม่ได้ยิน หลังจากอ่านบทสนทนาระหว่างหมิงหยวนกับผู้หญิงคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ฉันคงเมามาก” ฉันพูด
“ผมรู้”
“ลบมันไปเถอะ”
“ไม่ได้ครับ”
“ทำไม”
“เพราะคุณขอให้ผมมา ผมก็ต้องมา”
พ่อจ้องเขาเขม็ง “คุณยังรักลูกสาวผมอยู่หรือ”
อันเฉิงไม่ได้ตอบทันที เขามองมาทางฉันก่อน
“ผมรักเธอครับ แต่วันนี้ผมไม่ได้มาเพื่อแย่งเธอจากใคร ถ้าเธอยังเลือกหมิงหยวน ผมจะเป็นคนขับรถไปส่งเธอเอง”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของฉันเจ็บยิ่งกว่าเดิม
เพราะอันเฉิงเป็นคนแบบนี้เสมอ เขาไม่เคยบังคับ ไม่เคยทำให้ฉันต้องรู้สึกผิด และไม่เคยใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นเครื่องต่อรองกับฉัน แม้กระทั่งวันที่ฉันปฏิเสธเขา เขาก็เพียงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ถ้าคุณมีคนที่รักอยู่แล้ว ผมจะถอยเอง”
นั่นเป็นเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ฉันกับหมิงหยวนเพิ่งคบกันได้สามปี
ฉันกับอันเฉิงรู้จักกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เขาเป็นรุ่นพี่ที่ช่วยฉันทำโครงงาน ช่วยถือของเวลาฉันป่วย และจำได้ว่าฉันไม่กินผักชี แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยทำให้ฉันคิดว่าเขาจะกลายเป็นคนสำคัญ จนกระทั่งวันที่เขาสารภาพรัก
วันนั้นฉันตอบเขาทันทีว่า ฉันมีแฟนแล้ว และเราคบกันมานานมาก
อันเฉิงเพียงพูดว่า “ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจ ต่อจากนี้เราเป็นเพื่อนกันก็พอ”
หลังจากนั้นเขาก็ทำตามที่พูดจริง ๆ เขาไม่เคยชวนฉันกินข้าวกันสองคน ไม่เคยส่งข้อความมาตอนดึก ไม่เคยถามว่าฉันทะเลาะกับหมิงหยวนหรือเปล่า และเมื่อหมิงหยวนไม่ว่างในวันสำคัญ เขาก็ไม่เคยฉวยโอกาสเข้ามาแทนที่
ตอนแรกฉันคิดว่านั่นเป็นเพียงมารยาท แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันจึงเข้าใจว่าเขาถอยออกไปเพราะเคารพการเลือกของฉันจริง ๆ
“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ” ฉันบอกเขา
“งั้นก็ไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้”
“พิธีจะเริ่มในอีกไม่ถึงชั่วโมง”
“พิธียกเลื่อนได้ แต่ชีวิตคุณเลื่อนไม่ได้”
ประโยคนั้นทำให้พ่อหันไปมองเขาอย่างพอใจ ส่วนฉันกลับรู้สึกอับอายที่ชายคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นอะไรกับฉัน กลับเข้าใจฉันมากกว่าคนที่เรียกตัวเองว่าเจ้าบ่าว
โทรศัพท์ของฉันสั่นขึ้นอีกครั้ง เป็นสายจากแม่ของหมิงหยวน
ฉันรับสายด้วยมือที่สั่น
“จิ่งอี แม่ขอโทษแทนหมิงหยวนด้วยนะ เขาบอกว่าจะไปถึงแน่นอน อย่าเพิ่งยกเลิกงานแต่งเลย”
“เขาอยู่ที่ไหนคะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
“เขา…กำลังจัดการเรื่องสำคัญ”
“เรื่องผู้หญิงชื่อเหลียงซือหรือคะ”
เสียงหายใจของแม่เขาสะดุด
“หนูรู้แล้วสินะ”
คำตอบนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงบนความหวังชิ้นสุดท้าย
“ทุกคนรู้กันหมดแล้วใช่ไหมคะ”
“ไม่ใช่อย่างที่หนูคิด หมิงหยวนไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งหนู เขาแค่…”
“แค่เลือกคนอื่นในวันแต่งงานของเรา?”
ไม่มีคำแก้ตัวใดตอบคำถามนั้นได้
ฉันวางสายแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะแห้งจนพ่อก้าวเข้ามาจับไหล่ฉัน
“อย่าฝืนเลยลูก”
ฉันมองชุดแต่งงานในมือ “หนูไม่ได้อยากให้เขากลับมาเพราะกลัวคนอื่นหัวเราะ หนูแค่อยากรู้ว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา หนูเป็นอะไรสำหรับเขากันแน่”
อันเฉิงพูดเบา ๆ “ถ้าคุณต้องการคำตอบ เราไปถามเขาได้”
“คุณจะพาฉันไปหรือ”
“ครับ”
“ทั้งที่คุณเจ็บอยู่?”
“แผลไม่หนักเท่าที่คุณคิด”
“ฉันไม่ได้หมายถึงแผลที่แขน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ผมรู้ครับ”
เราขึ้นรถไปที่โรงแรมซึ่งจัดงานแต่งงาน ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร พ่อกับแม่ของฉันนั่งอยู่เบาะหลัง ส่วนฉันนั่งข้างอันเฉิงและมองถนนผ่านกระจกอย่างเลื่อนลอย
บนเบาะหลังมีถุงผ้าใบหนึ่งวางอยู่ พ่อบอกว่าเป็นชุดเจ้าสาวของฉันที่แม่ช่วยกันเก็บไว้ตั้งแต่เช้า เขาไม่รู้ว่าฉันจะได้ใช้มันหรือไม่ แต่ไม่อยากให้มันถูกส่งไปให้ผู้หญิงคนอื่น
ฉันเปิดถุงดู ชุดลูกไม้สีงาช้างยังคงเรียบร้อย แม้จะผ่านการตัดเย็บและแก้ไขหลายครั้ง ภายในชายกระโปรงมีด้ายสีแดงเส้นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ แม่เป็นคนเย็บไว้ตอนที่ฉันยังเด็ก เพื่อให้ฉันจำได้ว่าเสื้อผ้าที่ทำด้วยมือจะมีร่องรอยของคนที่รักเราอยู่เสมอ
“นี่คือชุดที่คุณจะให้เหลียงซือจริง ๆ หรือ” เสียงอันเฉิงดังขึ้น
“หมิงหยวนเป็นคนขอ เขาบอกว่าชุดนี้เป็นของโรงแรม ไม่ใช่ของฉันแล้ว”
“คุณก็ยอม?”
“ตอนนั้นฉันคิดว่า ถ้าเขาอยากให้เธอสวมชุดเดียวกันมากขนาดนั้น ก็ให้เธอไปเถอะ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
ฉันลูบด้ายสีแดงบนชายกระโปรง
“ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า สิ่งที่ฉันยอมทิ้งไม่ใช่แค่ชุดแต่งงาน แต่เป็นศักดิ์ศรีของตัวเอง”
เมื่อรถมาถึงโรงแรม แขกบางส่วนเริ่มทยอยเข้าห้องจัดเลี้ยง เสียงดนตรีดังจากชั้นบน แต่หน้าล็อบบี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย พนักงานวิ่งเข้าออก ผู้จัดงานกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
และตรงกลางล็อบบี้ หมิงหยวนกำลังยืนกอดเหลียงซืออยู่
เธอสวมชุดเจ้าสาวของฉันจริง ๆ
แม้จะเป็นเพียงชุดสำรองที่ถูกส่งไปให้เธอลอง แต่ตัวกระโปรง ลูกไม้ และเข็มกลัดรูปดอกลิลลี่ล้วนเป็นของฉันทุกอย่าง หมิงหยวนกำลังช่วยจัดผ้าคลุมหน้าให้เธอ ขณะที่เธอร้องไห้ซบอกเขา
ฉันหยุดเดิน
อันเฉิงไม่ได้แตะตัวฉัน เพียงยืนอยู่ด้านข้างและรอให้ฉันเลือกว่าจะทำอย่างไร
หมิงหยวนหันมาเห็นฉันก่อน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
“จิ่งอี ฟังผมก่อน”
ฉันมองเหลียงซือ “เธอจะเป็นเจ้าสาวในงานของฉันหรือ”
เหลียงซือรีบถอยออกจากเขา “ฉันไม่ได้อยากทำแบบนี้ เขาบอกว่าคุณไม่มาแล้ว และทุกอย่างกำลังจะพัง…”
“ผมไม่เคยบอกว่าคุณไม่ต้องมา” หมิงหยวนขัดขึ้น
“แต่คุณบอกว่าถ้าฉันไม่ยอมแต่งวันนี้ คุณจะไม่รับผิดชอบเด็ก”
ทั้งล็อบบี้เงียบลง
ฉันมองใบหน้าของเธอ แล้วเลื่อนสายตาไปที่ท้องซึ่งยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน
หมิงหยวนหน้าซีด “จิ่งอี เรื่องนี้ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
“ถ้าอย่างนั้นก็อธิบายมา”
เขาอ้าปาก แต่ไม่มีคำใดหลุดออกมา
อันเฉิงก้าวมาข้างหน้า “คุณควรให้เธอได้ฟังความจริงทั้งหมด ไม่ใช่ให้เธอยืนเดาอยู่ต่อหน้าคนอื่น”
หมิงหยวนจ้องเขา “นี่เป็นเรื่องของผมกับจิ่งอี คุณไม่เกี่ยว”
“ผมไม่เกี่ยว” อันเฉิงตอบ “แต่คุณเป็นคนโทรเรียกผมให้มารับเธอในวันที่คุณหายตัวไป”
หมิงหยวนชะงัก
“คุณพูดอะไร” ฉันถาม
อันเฉิงหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดข้อความที่ได้รับเมื่อคืน ข้อความจากหมายเลขของหมิงหยวนระบุว่า “ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ไปงาน ช่วยดูแลจิ่งอีด้วย อย่าให้เธออยู่คนเดียว”
หมิงหยวนมองข้อความนั้นด้วยความตกใจ “ผมไม่ได้ส่ง”
“แต่ข้อความมาจากโทรศัพท์คุณ”
“โทรศัพท์ผมอยู่กับเลขาฯ”
ฉันหันไปหาเขา “แล้วทำไมเลขาฯ ของคุณถึงส่งข้อความให้ผู้ชายที่คุณรู้ว่าเคยรักฉัน”
ไม่มีใครตอบ
ในที่สุดแม่ของหมิงหยวนเดินเข้ามาจากทางเดิน เธอถือซองเอกสารสีน้ำตาลแน่นอยู่ในมือ
“พอได้แล้ว” เธอพูดกับลูกชาย “แกปิดเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว”
หมิงหยวนหน้าซีดลงกว่าเดิม “แม่ อย่า…”
เธอยื่นซองให้ฉัน
“จิ่งอี แม่รู้ว่าคำขอโทษตอนนี้คงไม่มีความหมาย แต่หนูควรได้เห็นเอกสารพวกนี้ก่อนตัดสินใจ”
ฉันเปิดซอง ภายในมีสำเนาสัญญาโอนหุ้น ใบรับรองการชำระหนี้ และจดหมายจากธนาคาร
ชื่อของฉันปรากฏอยู่ในเอกสารทุกฉบับ
ฉันเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหญ่ของบริษัทหมิงหยวนตั้งแต่สองปีก่อน โดยใช้บ้านของพ่อเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย
“นี่อะไร” เสียงฉันแหบพร่า
หมิงหยวนก้าวเข้ามา “บริษัทกำลังมีปัญหา ผมจำเป็นต้องใช้ชื่อคุณ แต่ผมตั้งใจจะคืนเงินทั้งหมดก่อนที่คุณจะรู้”
“แล้วทำไมฉันถึงไม่เคยรู้ว่าบ้านของพ่อถูกนำไปค้ำประกัน”
“เพราะคุณคงไม่ยอม”
“ใช่ ฉันไม่ยอมแน่”
“ตอนนั้นผมคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ถ้าผมช่วยบริษัทได้ เราก็จะแต่งงานกัน มีบ้าน มีชีวิตด้วยกัน…”
“แล้วเหลียงซือเกี่ยวอะไร”
เหลียงซือก้มหน้าลง ก่อนพูดด้วยเสียงสั่น “ฉันเป็นเจ้าของเงินกู้ส่วนที่เหลือค่ะ ครอบครัวฉันลงทุนในบริษัทของเขา เขาสัญญาว่าจะแต่งงานกับฉันเพื่อแลกกับการขยายเวลาให้บริษัท”
ฉันมองหมิงหยวน “เขาสัญญาจะแต่งงานกับเธอเพื่อเงิน แล้วใช้ชื่อฉันค้ำประกันหนี้โดยไม่บอกฉัน?”
“ผมไม่ได้อยากทำร้ายคุณ”
“แต่คุณทำไปแล้ว”
คำตอบนั้นเรียบง่ายจนเขานิ่งไป
สองปีก่อน หมิงหยวนเคยบอกฉันว่าเขาไปทำงานที่เมืองทางตะวันตก เขาหายไปเกือบเดือนและกลับมาพร้อมอาการป่วยจากความสูง เขาเล่าเพียงว่าระหว่างเดินทางมีคนช่วยพาเขาลงจากภูเขา ฉันไม่ได้ซักถามมาก เพราะคิดว่าเขาคงเหนื่อย
แต่ความจริงคือ ในช่วงเวลานั้นเขากำลังเจรจากับครอบครัวของเหลียงซือ และใช้เอกสารของฉันเป็นหลักประกันโดยที่ฉันไม่รู้
“แม่ของผมไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้” หมิงหยวนพูด “แต่บริษัทกำลังจะล้ม คนงานหลายสิบคนจะตกงาน ผมไม่มีทางเลือก”
“คุณมีทางเลือก” ฉันมองเขา “คุณเลือกที่จะโกหกฉันต่างหาก”
พ่อเดินมาข้างหน้าพร้อมใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นโกรธจัด
“บ้านของฉันถูกนำไปค้ำประกันตั้งแต่เมื่อไร”
หมิงหยวนก้มหน้า “เกือบสองปีแล้วครับ”
“แล้ววันนี้แกยังคิดจะให้ลูกสาวฉันแต่งงานกับแก โดยไม่บอกเรื่องนี้อีกหรือ”
“ผมกำลังจะสารภาพวันนี้”
“หลังพิธีหรือก่อนพิธี”
หมิงหยวนตอบไม่ได้
ฉันมองไปยังห้องจัดเลี้ยง ประตูถูกเปิดแง้มไว้ แขกบางคนเริ่มหันมามอง บนเวทีมีป้ายชื่อของฉันกับหมิงหยวน และดอกไม้สีขาวที่ฉันเลือกด้วยตัวเอง
ทุกอย่างดูเหมือนงานแต่งงาน แต่ไม่มีสิ่งใดเป็นของฉันอีกแล้ว
ฉันเดินไปที่โต๊ะลงทะเบียน หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเขียนชื่อของตัวเองลงบนกระดาษยกเลิกพิธี
มือของหมิงหยวนคว้าข้อมือฉันไว้
“จิ่งอี ขอเวลาให้ผมหน่อย”
“คุณมีเวลาสิบปี”
“ผมรักคุณ”
“ความรักของคุณมีเงื่อนไขอะไรบ้าง”
เขานิ่ง
“ต้องใช้บ้านพ่อฉันค้ำประกันไหม ต้องมีผู้หญิงอีกคนมาช่วยบริษัทไหม หรือฉันต้องแต่งงานกับคุณเพื่อปิดหนี้ทั้งหมดก่อน คุณถึงจะรักฉันได้”
“ผมไม่เคยคิดจะให้คุณรับหนี้แทน”
“แต่ถ้าบริษัทล้ม ฉันก็ต้องรับอยู่ดี”
“ผมจะจัดการเอง”
“คุณจัดการเองมาสองปีแล้ว และวันนี้คุณยังไม่มีคำตอบ”
หมิงหยวนปล่อยมือจากฉันช้า ๆ
เหลียงซือร้องไห้ไม่หยุด เธอไม่ได้ดูเหมือนผู้หญิงที่ชนะการแย่งชิง เธอดูเหมือนคนอีกคนที่ถูกหมิงหยวนใช้เป็นทางออกเช่นเดียวกับฉัน
ฉันหันไปหาเธอ “เธอรู้ไหมว่าเขามีแฟนแล้ว”
“รู้ค่ะ”
“แล้วทำไมยังตกลงแต่งงาน”
เธอกำชายกระโปรงแน่น “เพราะเขาบอกว่าคุณกำลังจะเลิกกับเขา และเขาบอกว่าถ้าฉันช่วย เขาจะรับผิดชอบลูกของฉัน”
“เด็กเป็นลูกของเขาหรือ”
เหลียงซือส่ายหน้า น้ำตาไหลลงบนใบหน้า
“ไม่ใช่ค่ะ”
หมิงหยวนหันขวับ “เหลียงซือ!”
“ฉันโกหกเรื่องเด็ก” เธอพูด “ฉันตั้งครรภ์จริง แต่เด็กไม่ใช่ลูกของเขา เขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่ยังเอามันมาใช้หลอกคุณ เพราะเขาบอกว่าถ้าคุณรู้ความจริง คุณจะไม่ยอมช่วยบริษัทอีก”
ฉันมองหมิงหยวนอย่างไม่อยากเชื่อ
นี่คือเหตุผลที่เขาหายไปในวันแต่งงานหรือ เขาไม่ได้ลังเลว่าจะเลือกใคร แต่กำลังพยายามบังคับให้ผู้หญิงสองคนยอมรับสิ่งที่เขาต้องการ ด้วยการใช้หนี้ ความรู้สึกผิด และความกลัวเป็นเครื่องมือ
แม่ของเขาหลับตาลงอย่างเจ็บปวด
“แม่พยายามให้เขาหยุด แต่เขาบอกว่าถ้าไม่มีบริษัท ครอบครัวเราจะไม่เหลืออะไร”
“แล้วตอนนี้เหลืออะไรบ้างคะ” ฉันถาม “เหลือบ้านของพ่อที่กำลังจะถูกยึด เหลือผู้หญิงสองคนที่ถูกหลอก และเหลือผู้ชายคนหนึ่งที่ยังคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ”
หมิงหยวนเดินเข้ามาหาฉัน ดวงตาแดงก่ำ
“ผมทำทั้งหมดเพราะอยากให้เรามีอนาคต”
“อนาคตที่ฉันไม่มีสิทธิ์รู้ความจริงน่ะหรือ”
“ผมกลัวคุณทิ้งผม”
“คุณจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันทิ้งคุณไม่ได้”
เขาพูดไม่ออก
ฉันถอดแหวนหมั้นออกจากนิ้ว วางลงบนสมุดลงทะเบียน แล้วส่งเอกสารทั้งหมดให้พ่อ
“เรากลับบ้านกันค่ะ”
หมิงหยวนไม่ห้ามอีก
อันเฉิงเดินตามฉันออกจากโรงแรม แต่เมื่อถึงหน้าประตู ฉันกลับหยุด
“คุณช่วยให้ฉันกลับบ้านได้ไหม”
“ได้ครับ”
“ไม่ใช่บ้านพ่อ”
เขามองฉันอย่างเข้าใจ “คุณอยากไปที่ไหน”
ฉันมองชุดแต่งงานบนตัวเหลียงซือ แล้วตอบว่า “ไปเอาชุดของฉันคืน”
ฉันไม่ได้แย่งชุดจากเธอ เหลียงซือถอดมันออกอย่างรีบร้อนและส่งคืนให้ฉันด้วยมือสั่น ๆ เราต่างรู้ดีว่าไม่มีใครชนะในเรื่องนี้
ก่อนแยกกัน ฉันบอกเธอว่าให้ไปพบที่ปรึกษากฎหมายและอย่าเซ็นเอกสารใด ๆ ให้หมิงหยวนอีก เธอพยักหน้า ส่วนฉันไม่รู้ว่าเธอจะให้อภัยตัวเองได้เมื่อไร แต่เธอไม่จำเป็นต้องช่วยคนที่หลอกเธอต่อไป
ระหว่างทางกลับบ้าน อันเฉิงขับรถช้ากว่าปกติ แผลที่แขนของเขาเริ่มมีเลือดซึม ฉันเห็นจากกระจกมองข้างจึงบอกให้เขาจอด
“คุณต้องไปโรงพยาบาล”
“แค่แผลถลอก”
“ทุกคนชอบพูดแบบนี้ก่อนแผลจะอักเสบ”
เขายิ้มบาง ๆ “คุณยังดุเหมือนเดิม”
“คุณยังดื้อเหมือนเดิม”
เราจอดรถที่คลินิกใกล้ทางผ่าน ระหว่างรอทำแผล ฉันถามเขาว่าทำไมถึงบาดเจ็บ
“รถชนตอนผมรีบไปสนามบิน”
“คุณกำลังจะไปไหน”
“ไปทำงานต่างเมือง”
“แล้วเปลี่ยนใจมาที่บ้านฉัน?”
“หลังได้รับสายจากคุณ ผมก็ไม่อยากไปแล้ว”
ฉันมองผ้าพันแผลสีขาวรอบแขนของเขา “คุณรู้ไหมว่าฉันอาจเลือกหมิงหยวน”
“รู้ครับ”
“แล้วคุณก็ยังมา”
“ผมเคยบอกคุณแล้วว่าผมจะถอย ถ้าคุณเลือกเขา แต่การถอยไม่ได้แปลว่าผมจะไม่ช่วยคุณในวันที่คุณกำลังจะล้ม”
ฉันไม่รู้จะตอบอะไร
ผู้ชายคนนี้รักฉันมาสิบปี โดยไม่เคยเรียกร้องให้ฉันตอบแทนแม้แต่ครั้งเดียว และในวันที่ฉันเพิ่งหลุดออกจากความสัมพันธ์ที่ทำให้ฉันสับสน เขาก็ยังไม่ฉวยโอกาสบอกว่าตัวเองดีกว่าใคร
นั่นทำให้ฉันเริ่มกลัวมากกว่าความรักเสียอีก
เพราะฉันไม่แน่ใจว่าที่หัวใจเริ่มหวั่นไหว เป็นเพราะฉันรักเขา หรือเพราะฉันเพิ่งหนีจากความเจ็บปวดมา
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันบอกอันเฉิงว่าอย่าเพิ่งรอคำตอบจากฉัน
“ฉันไม่อยากกระโดดจากความสัมพันธ์หนึ่งไปอีกความสัมพันธ์หนึ่ง”
“ผมรู้”
“ฉันอาจต้องใช้เวลานาน”
“ผมรอได้”
“อย่ารอแบบหยุดชีวิตตัวเอง”
อันเฉิงมองฉันแล้วหัวเราะเบา ๆ “ผมรอแบบใช้ชีวิตของผมเองครับ ถ้าวันหนึ่งคุณอยากเดินมาหาผม เราค่อยเดินไปด้วยกัน ถ้าไม่อยากมา ผมก็ยังต้องเดินต่อ”
คำตอบนั้นทำให้ฉันร้องไห้เป็นครั้งแรกในวันนั้น
ไม่ใช่เพราะฉันเสียหมิงหยวนไป แต่เพราะในที่สุดฉันก็รู้ว่าความรักไม่ควรทำให้เราต้องสูญเสียสิทธิ์ในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง
หลังจากวันนั้น เรื่องของหมิงหยวนไม่ได้จบลงง่าย ๆ
ฉันจ้างทนายตรวจสอบเอกสารทั้งหมด พบว่าลายเซ็นบางฉบับถูกใช้โดยไม่อธิบายรายละเอียดให้ฉันเข้าใจ แม้จะยังต้องพิสูจน์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ธนาคารยอมระงับการดำเนินการกับบ้านของพ่อชั่วคราว หลังจากทนายยื่นหลักฐานว่าฉันไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วนตอนเซ็นเอกสาร
บริษัทของหมิงหยวนถูกตรวจสอบเรื่องบัญชีและการกู้ยืม นักลงทุนถอนตัวหลายราย เขาต้องขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ และลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารเพื่อให้การตรวจสอบดำเนินไปโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เขาไม่ถูกลงโทษรุนแรงอย่างฉับพลัน และไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่เขาต้องใช้เวลาหลายปีรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ รวมถึงชดใช้เงินบางส่วนให้ครอบครัวของเหลียงซือ
เหลียงซือยกเลิกงานแต่งและย้ายออกจากเมือง เธอให้กำเนิดลูกในอีกหลายเดือนต่อมา และไม่เคยกลับไปติดต่อหมิงหยวนอีก ฉันได้ยินจากแม่ของเขาว่าเธอเริ่มต้นทำงานใหม่ และกำลังสร้างชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งคำสัญญาของผู้ชายคนไหน
ส่วนหมิงหยวนส่งข้อความมาหาฉันหลายครั้งในช่วงแรก บางข้อความขอโทษ บางข้อความบอกว่าเขายังรักฉัน และบางข้อความถามว่าฉันจะกลับไปหาเขาได้ไหม
ฉันไม่ตอบ
ไม่ใช่เพราะฉันเกลียดเขา แต่เพราะฉันรู้ว่าคำตอบทุกคำอาจกลายเป็นประตูให้เขากลับมาเจรจากับฉันอีกครั้ง
สามเดือนหลังวันแต่งงานที่ไม่เกิดขึ้น ฉันย้ายออกจากบ้านเช่าที่เคยอยู่กับหมิงหยวน และเริ่มทำงานกับบริษัทเล็ก ๆ ของอันเฉิง เขาไม่ได้เป็นเจ้านายของฉัน เขาให้ฉันเลือกตำแหน่งและเงินเดือนด้วยตัวเอง ก่อนจะย้ำว่าถ้าวันไหนเราเริ่มทำงานด้วยกันแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ฉันสามารถลาออกได้ทันที
เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่าแฟน
เราเริ่มจากการกินข้าวกับเพื่อนหลายคน ไปดูงานด้วยกัน และคุยกันเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับหมิงหยวนเลย ฉันใช้เวลาเกือบหนึ่งปีจึงรู้ว่าเสียงหัวเราะของตัวเองกลับมาโดยไม่ต้องฝืน
วันหนึ่งอันเฉิงพาฉันไปยังร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เราเคยกินข้าวด้วยกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขาสั่งอาหารโดยไม่ถาม เพราะยังจำได้ว่าฉันไม่กินผักชี
ฉันจึงเปลี่ยนจานผักชีไปไว้ตรงหน้าเขา
“คุณยังจำได้อีกหรือ”
“ผมจำเรื่องของคุณได้เยอะกว่านั้น”
“เช่นอะไร”
“คุณกลัวเสียงฟ้าร้อง แต่ไม่กลัวการนั่งเครื่องบิน คุณชอบอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำเวลาเครียด และเวลาโกหกว่าไม่เป็นไร คุณจะจับชายเสื้อด้านซ้าย”
ฉันก้มมองมือของตัวเอง แล้วพบว่ากำลังจับชายเสื้ออยู่จริง ๆ
อันเฉิงไม่ได้ถามว่าฉันพร้อมหรือยัง เขาเพียงเลื่อนแก้วน้ำมาให้
ฉันมองเขาอยู่นาน ก่อนพูดว่า “ถ้าฉันขอให้คุณรออีก คุณจะรอไหม”
“ผมไม่ได้รอคุณอยู่แล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ผมใช้ชีวิตอยู่ และในชีวิตนั้นมีพื้นที่ให้คุณเสมอ ถ้าคุณอยากเข้ามา”
ฉันยิ้มทั้งน้ำตา “คุณพูดเหมือนคนที่เตรียมคำตอบไว้แล้ว”
“ผมเตรียมไว้สิบปีแล้ว”
ครั้งนี้ฉันเป็นฝ่ายยื่นมือไปจับมือเขา
มันไม่ใช่คำสัญญาว่าทุกอย่างจะง่าย และไม่ใช่การแต่งงานเพื่อปิดบาดแผลของอดีต แต่เป็นการเลือกของฉันเอง เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ฉันไม่ได้เลือกเพราะกลัวใครเสียใจ ไม่ได้เลือกเพราะหนี้สิน ไม่ได้เลือกเพราะคำสัญญาที่อีกฝ่ายใช้ผูกมัด
หนึ่งปีต่อมา ฉันนำชุดแต่งงานกลับไปแก้ไขใหม่ ช่างตัดด้ายสีแดงที่แม่เย็บไว้ไม่ได้ เพราะฉันขอให้เธอเพิ่มผ้าลูกไม้จากชายชุดเดิมเข้าไปแทน เป็นร่องรอยของชีวิตช่วงที่ฉันเคยหลงทาง และเป็นหลักฐานว่าฉันเดินกลับมาได้ด้วยตัวเอง
อันเฉิงถามว่าฉันแน่ใจหรือไม่ที่จะใช้ชุดเดิม
ฉันตอบว่า “ชุดนี้เคยเป็นของเจ้าสาวที่รอให้คนอื่นเลือก แต่ต่อไปมันจะเป็นของผู้หญิงที่เลือกชีวิตของตัวเอง”
เราไม่ได้จัดงานใหญ่ ไม่มีรถหรู ไม่มีดอกไม้เต็มโรงแรม และไม่มีใครถูกบังคับให้สวมแหวนต่อหน้าคนมากมาย พ่อกับแม่ยืนอยู่ข้างฉัน อันเฉิงยืนตรงหน้า และก่อนพิธีเริ่ม พ่อก็ถามเขาด้วยน้ำเสียงเดิมว่า
“ถ้าลูกสาวฉันเปลี่ยนใจ คุณจะทำอย่างไร”
อันเฉิงมองฉันแล้วตอบว่า “ผมจะพาเธอกลับบ้านครับ ถ้านั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ”
พ่อพยักหน้าในที่สุด
ครั้งนี้ฉันเป็นคนเดินเข้าไปหาเขาเอง
หลายปีต่อมา ชุดแต่งงานชุดนั้นถูกเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า ไม่ใช่ในฐานะของที่ระลึกจากวันที่เกือบถูกทำลาย แต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงเช้าวันหนึ่งที่ฉันเคยยืนอยู่หน้าประตูและคิดว่าชีวิตของตัวเองจบลงแล้ว
แท้จริงแล้ว วันนั้นไม่ใช่วันที่ฉันเสียเจ้าบ่าว
มันเป็นวันที่ฉันได้ตัวเองกลับคืนมา