“ถ้าไม่มีเงิน ก็เดินกลับไปทางเดิมเสีย” ชายหนุ่มบนรถจี๊ปโยนธนบัตรใบเล็กลงตรงหน้าเธอ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนรับใช้และนักเลงที่เฝ้าประตูเมืองเจียงโจว
หลินเยว่ก้มมองธนบัตรใบนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “ฉันถามทางไปบ้านตระกูลหลิง ไม่ได้ขอทาน”
“บ้านตระกูลหลิงไม่ใช่สถานที่ที่ใครก็เข้าได้” ชายหนุ่มยิ้มเยาะ “โดยเฉพาะผู้หญิงแต่งตัวมอมแมม แบกกระเป๋าเก่า ๆ เหมือนเพิ่งลงจากภูเขา”
“ถ้าอย่างนั้นก็บอกทางมา ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาฟังคำดูถูกของนาย”
เขาหัวเราะดังขึ้น “อยากรู้ทางก็จ่ายเงิน”
หลินเยว่ถอนหายใจ เธอเปิดกระเป๋าผ้าใบเก่าที่มีเพียงเสื้อผ้าสองชุด สมุดบันทึกเล่มหนึ่ง และถุงยาสมุนไพรแห้ง ก่อนจะหยิบเหรียญออกมาสามเหรียญวางบนฝากระโปรงรถ
“นี่คือค่าบอกทาง”
ชายหนุ่มมองเหรียญแล้วหน้าเปลี่ยนสี “ล้อฉันเล่นหรือ?”
“นายบอกว่าต้องจ่าย ไม่ได้บอกว่าต้องจ่ายเท่าไร”
คนรอบข้างกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ชายหนุ่มกระแทกประตูรถลงอย่างหงุดหงิด เขาคือเฉินอวี้ คนขับรถรับจ้างที่รู้ดีว่าคนแปลกหน้าทุกคนซึ่งมาถึงเจียงโจวมักต้องพึ่งเขา แต่หลินเยว่ไม่เหมือนคนอื่น เธอไม่กลัวคำขู่ และไม่แสดงท่าทีว่าจะยอมถูกเอาเปรียบ
“ขึ้นรถ” เขาพูดในที่สุด “ฉันจะพาไปเอง แต่ถ้าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น อย่าหาว่าฉันไม่เตือน ป่านอกเมืองมีทั้งโจรและสัตว์ป่า ผู้หญิงเดินคนเดียวอาจไม่ได้กลับออกมา”
“ฉันไม่ได้ขอให้นายปกป้อง”
“เธอคิดว่าตัวเองเก่งมากนักหรือ?”
“ไม่รู้สิ แต่ดูจากฝีปากของนาย ฉันคงต้องเก่งกว่านายสักหน่อยถึงจะปลอดภัย”
เฉินอวี้กัดฟัน แต่สุดท้ายก็ยอมขับรถพาเธอเข้าไปในเส้นทางภูเขา เขาให้หลินเยว่นั่งเบียดอยู่ด้านหลังพร้อมกระเป๋าเก่า ๆ และแกล้งขับผ่านหลุมบ่อหลายครั้งเพื่อให้เธอตกใจ ทว่าหญิงสาวกลับนั่งนิ่ง ราวกับไม่รู้สึกอะไร
เมื่อรถเข้าใกล้เจียงโจว เสียงเครื่องยนต์และเสียงคนจำนวนมากก็ดังมาจากลานกว้างหน้าเรือนตระกูลหลิง ที่นั่นมีเวทีไม้ตั้งอยู่ ผู้ชายหลายสิบคนกำลังต่อสู้กันต่อหน้าฝูงชน
“นี่มันอะไรกัน?” หลินเยว่ถาม
เฉินอวี้ชะลอรถ “พิธีเลือกเจ้าบ่าวของตระกูลหลิง”
“เลือกเจ้าบ่าว?”
“หลิงจวิน ผู้สืบทอดตระกูลหลิงประกาศว่าจะรับผู้หญิงคนหนึ่งเข้าบ้านในฐานะภรรยา เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล แต่ก่อนหน้านั้นผู้สมัครทุกคนต้องผ่านด่านสามขั้น คนที่ชนะจึงจะมีสิทธิ์แต่งงาน”
“แล้วทำไมผู้ชายถึงกำลังต่อยกัน?”
“เพราะคนที่แต่งเข้าตระกูลหลิงจะได้ทั้งเงินและอำนาจ ใคร ๆ ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้”
หลินเยว่เหลือบมองเวที “แต่ฉันได้ยินว่าคนที่จะแต่งคือผู้หญิงไม่ใช่หรือ?”
เฉินอวี้ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข่าวลือของคนในเมืองก็เป็นแบบนี้แหละ เอาเป็นว่า เธอลงจากรถเสีย เดี๋ยวฉันจะไปบอกคนของตระกูลหลิงว่าเธอมาถึงแล้ว”
“ฉันจะไปเอง”
หลินเยว่เปิดประตู แต่เฉินอวี้คว้ากระเป๋าของเธอไว้ “กระเป๋านี่ดูหนัก ให้ฉันถือ”
“ไม่ต้อง”
“กลัวฉันขโมยหรือ?”
“กระเป๋าใบนี้ไม่มีอะไรมีค่า ถ้านายอยากได้ก็เอาไป”
คำตอบนั้นทำให้เฉินอวี้ชะงัก เขาไม่คาดคิดว่าหญิงสาวจะไม่หวงสิ่งของแม้แต่น้อย ขณะที่เขายังไม่ทันพูดอะไร หลินเยว่ก็คว้ากระเป๋าคืนแล้วเดินตรงไปยังฝูงชน
บนเวที ชายร่างใหญ่เพิ่งล้มคู่ต่อสู้คนสุดท้ายลง พิธีกรยกมือเขาขึ้นพร้อมประกาศว่า “ผู้ชนะได้รับสิทธิ์เข้าบ้านตระกูลหลิง!”
เสียงปรบมือดังสนั่น ชายร่างใหญ่ยิ้มกว้าง แต่แล้วหญิงสาวในเสื้อผ้าฝุ่นดินก็เดินฝ่าฝูงชนขึ้นไปบนเวที
“เดี๋ยวก่อน” หลินเยว่พูด “ฉันมาหาหลิงจวิน”
ฝูงชนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงหัวเราะจะระเบิดขึ้น
“ขอทานก็อยากแต่งเข้าตระกูลหลิงหรือ?”
“ลงไปเสีย เดี๋ยวเสื้อผ้าของเธอจะทำให้เวทีสกปรก!”
หลินเยว่หันไปมองหลิงจวินที่ยืนอยู่ใต้ชายคา เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคมคายและมีแววตาเย็นชา เขาไม่ได้หัวเราะเหมือนคนอื่น เพียงมองเธอด้วยสายตาเหมือนกำลังประเมินสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“คุณคือหลิงจวิน?” เธอถาม
“ใช่”
“ฉันคือหลินเยว่”
ดวงตาของเขาไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาเย็นชาเช่นเดิม “เราเคยพบกันหรือ?”
“ไม่เคย แต่คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้บอกให้ฉันมาหาคุณ”
หลินเยว่หยิบจดหมายเก่าออกจากกระเป๋า ซองจดหมายมีตราครึ่งวงกลมที่ถูกปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งสีดำ เธอยื่นให้เขา หลิงจวินเห็นตรานั้นแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
เขาก้าวลงจากระเบียงและดึงจดหมายไปจากมือเธอ “ใครส่งมา?”
“คนที่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็ก เขาบอกว่าก่อนตาย พ่อของคุณเคยให้คำมั่นว่าจะให้ฉันแต่งงานกับคุณ หากวันหนึ่งฉันเดินทางมาถึงเจียงโจว”
เสียงซุบซิบดังไปทั่วลาน หลิงจวินขยำจดหมายแน่น
“เรื่องไร้สาระ”
“ถ้าไร้สาระ นายคงไม่หน้าซีดแบบนั้น”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนเงียบลง หลิงจวินเดินเข้ามาใกล้ เขาก้มมองรอยตราสีเข้มบนฝ่ามือของหลินเยว่ รอยนั้นมีรูปร่างคล้ายเสี้ยวจันทร์ และตรงกลางมีเส้นเล็ก ๆ สามเส้น ไม่นานเขาก็ถอดถุงมือออก เผยให้เห็นตราอีกครึ่งหนึ่งบนฝ่ามือของตน
เมื่อฝ่ามือทั้งสองเข้าใกล้กัน เส้นบนตราทั้งสองกลับต่อกันพอดี กลายเป็นสัญลักษณ์เดียวกัน
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง
ชายชราผู้เป็นผู้ดูแลบ้านก้าวออกมาจากกลุ่มคน เขาจำตรานั้นได้ มันคือเครื่องหมายของคำมั่นที่หลิงเหวิน ผู้เป็นบิดาของหลิงจวิน เคยทำไว้กับอาจารย์ของหลินเยว่เมื่อยี่สิบปีก่อน
หลิงจวินไม่มีทางปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งเมืองได้ แต่เขาก็ไม่ยอมให้หญิงสาวแปลกหน้ากลายเป็นภรรยาของตนอย่างแท้จริง เขาจึงประกาศว่าเธอจะเข้าบ้านหลิงในฐานะภรรยาเพียงในนาม เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตระกูล
“เราจะมีข้อตกลงสามข้อ” เขาบอกเธอในคืนนั้น
หลินเยว่นั่งอยู่ในห้องรับแขกใหญ่ที่เงียบสงัด ตรงหน้าเธอคือสัญญาสมรสที่ยังไม่มีลายเซ็น
“ข้อแรก เราจะนอนแยกห้อง เธอห้ามเข้าห้องฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อสอง เธอห้ามใช้ชื่อของตระกูลหลิงไปสร้างปัญหาข้างนอก ข้อสาม การตัดสินใจทุกอย่างของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย”
“แล้วข้อที่สี่ล่ะ?”
“ไม่มีข้อที่สี่”
“ก็คือฉันมีหน้าที่เป็นภรรยาเพื่อบังหน้าให้คุณ แต่ไม่มีสิทธิ์พูด ไม่มีสิทธิ์ถาม และไม่มีสิทธิ์ยุ่งกับชีวิตคุณ?”
“ถูกต้อง”
หลินเยว่พลิกสัญญาดูอย่างละเอียด เธอพบว่าหลิงจวินเพิ่มข้อความไว้ท้ายเอกสารว่า หากเธอทำผิดเงื่อนไขแม้แต่ข้อเดียว เขาสามารถยกเลิกการแต่งงานและส่งเธอกลับทันที
“ฉันมีเงื่อนไขเหมือนกัน” เธอพูด
หลิงจวินเลิกคิ้ว “เธอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ต่อรอง?”
“ฉันจะช่วยคุณตามหาคนที่ทำให้ครอบครัวคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ถ้าหาเจอแล้ว เราจะถือว่าเลิกกันโดยไม่มีใครติดค้างใคร”
หลิงจวินมองเธออย่างระแวง “เธอรู้เรื่องอะไร?”
“ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ต้องการแต่งงาน และรู้ว่าคำมั่นนี้ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่คุณยอมให้ฉันเข้าบ้าน”
“อย่าทำเป็นฉลาดเกินไป”
“ฉันไม่จำเป็นต้องทำเป็น ฉันแค่ไม่อยากแต่งงานกับคนที่กำลังจะล้มละลาย”
สีหน้าเขาแข็งขึ้น หลินเยว่เห็นชัดว่าตนพูดถูก
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ธนาคารเรียกคืนเงินกู้ ซัพพลายเออร์ทยอยยกเลิกสัญญา และคู่แข่งอย่างตระกูลซ่งกำลังซื้อหุ้นของบริษัทหลิงกรุ๊ปในราคาถูก หลิงจวินพยายามปิดบังเรื่องนี้จากคนนอก แต่หลินเยว่สังเกตเห็นกองเอกสารในห้องทำงาน ใบแจ้งหนี้ที่มีวันที่ไม่ตรงกัน และตราประทับของบริษัทซึ่งถูกใช้ในคืนที่เขาไม่ได้อยู่ในเมือง
เช้าวันต่อมา ซ่งเทียนซื่อเดินเข้าบ้านหลิงพร้อมทนายสองคน เขาเป็นผู้บริหารหนุ่มจากตระกูลซ่ง ผู้มีรอยยิ้มสุภาพแต่สายตาเต็มไปด้วยความโลภ
“หลิงจวิน ธนาคารจะระงับวงเงินของนายภายในวันนี้ ซัพพลายเออร์ก็ไม่รออีกแล้ว ฉันเสนอซื้อกิจการทั้งหมดในราคาสามสิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าประเมิน นายยังรักษาชื่อเสียงเอาไว้ได้ ส่วนฉันก็ช่วยพนักงานของนายไม่ให้ตกงาน ทุกฝ่ายชนะ”
หลิงจวินฉีกเอกสารต่อหน้าทุกคน “ฉันไม่ขาย”
“นายกำลังปกป้องอะไร? บริษัทที่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนหรือบ้านที่จำนองจนเกือบหมด?”
“ต่อให้หลิงกรุ๊ปล้มละลาย ฉันก็ไม่ยอมให้มันตกไปอยู่ในมือของคนอย่างนาย”
ซ่งเทียนซื่อหันมองหลินเยว่ “คุณผู้หญิงหลิน คุณคงยังไม่รู้ว่าสามีของคุณกำลังพาทุกคนลงเหว ถ้าอยากรักษาอนาคตของตัวเอง ก็ควรชวนเขาเซ็นสัญญา”
หลินเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ “คนที่มั่นใจว่าตัวเองกำลังชนะ ไม่จำเป็นต้องมาพูดซ้ำทุกประโยคว่าทุกฝ่ายจะชนะ”
รอยยิ้มของซ่งเทียนซื่อหายไป
หลังจากเขากลับ หลิงจวินหันมาหาเธอ “ฉันบอกแล้วว่าอย่ายุ่งกับการตัดสินใจของฉัน”
“ถ้าฉันไม่พูด นายจะปล่อยให้เขาคิดว่าทุกคนในบ้านนี้โง่หรือ?”
“เธอรู้เรื่องธุรกิจแค่ไหน?”
“มากพอจะรู้ว่าเอกสารที่เขาเอามาเสนอมีเงื่อนไขซื้อหุ้นล่วงหน้าแอบซ่อนอยู่ ถ้านายเซ็น บริษัทจะถูกโอนให้เขาทันทีที่ผิดนัดชำระเพียงครั้งเดียว”
หลิงจวินนิ่งไป เขาคว้าเอกสารกลับมาอ่านอีกครั้ง และพบข้อความนั้นจริง ๆ
“เธออ่านภาษากฎหมายเป็น?”
“ฉันอ่านทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า”
“เธอเป็นใครกันแน่?”
หลินเยว่ไม่ได้ตอบ เธอเพียงเดินกลับห้อง พร้อมเก็บเหรียญสามเหรียญที่เฉินอวี้เคยวางไว้บนฝากระโปรงรถใส่ไว้ในกล่องไม้เล็ก ๆ ของตน เหรียญพวกนั้นไม่มีค่า แต่เตือนเธอว่าตั้งแต่มาถึงเจียงโจว เธอถูกทุกคนมองว่าเป็นคนไร้ค่า
คืนนั้นหลิงจวินได้รับรายงานว่าซัพพลายเออร์ทั้งหมดถอนตัวพร้อมกันภายในสิบนาที ธนาคารระงับบัญชีชั่วคราว และคณะกรรมการบริหารนัดประชุมฉุกเฉินในเช้าวันรุ่งขึ้น หากไม่สามารถหาเงินมาปิดช่องว่างได้ บริษัทจะถูกประกาศล้มละลาย
“ซ่งเทียนซื่อลงมือแล้ว” หลิงจวินพูด
หลินเยว่ยืนอยู่หน้าหน้าต่าง “เขาไม่ได้ลงมือวันนี้ เขาเตรียมการมานานแล้ว”
“เธอหมายความว่าอย่างไร?”
“สัญญาของซัพพลายเออร์สามรายถูกแก้ไขเมื่อเดือนก่อน แต่ลายเซ็นของนายในสำเนาไม่เหมือนกัน ส่วนบัญชีโอนเงินมีการส่งเงินไปบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งทุกคืนวันศุกร์ บริษัทนั้นไม่มีพนักงานจริง”
หลิงจวินมองเธอ “เธอไปเห็นเอกสารพวกนั้นที่ไหน?”
“ในห้องเก็บของชั้นสอง”
“ฉันห้ามเธอเข้าไปในห้องนั้น”
“ประตูไม่ได้ล็อก”
เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนถามว่า “เธอพบอะไรอีก?”
หลินเยว่เปิดสมุดบันทึกของตน เธอวาดเส้นทางของเงินและจดวันเวลาทั้งหมดไว้แล้ว “คนที่ปลอมลายเซ็นไม่ได้เป็นคนนอก เขารู้รหัสบัญชี รู้ตารางการประชุม และรู้ว่าคุณจะเดินทางไปที่ใดทุกวัน”
หลิงจวินไม่อยากเชื่อ แต่หลักฐานที่เธอรวบรวมไว้ชัดเจนเกินไป ผู้ต้องสงสัยมีเพียงคนไม่กี่คนในบ้าน หนึ่งในนั้นคือหลิงเหอ ลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท
หลิงเหอเป็นคนแรกที่ออกมาต้อนรับหลินเยว่ในวันที่เธอเข้าบ้าน เขาพูดจาอ่อนโยนและคอยนำอาหารไปให้เธอ แต่ในคืนนั้นเอง เขาแอบเข้าไปในห้องทำงานของหลิงจวิน
หลินเยว่เห็นเขาจากเงาสะท้อนบนกระจก เธอไม่ได้ตามไปทันที เพียงวางเข็มกลัดเล็ก ๆ ที่บันทึกเสียงไว้ใต้โต๊ะ แล้วเดินกลับห้องอย่างเงียบ ๆ
เสียงในเครื่องบันทึกเผยให้เห็นว่าหลิงเหอกำลังพูดกับซ่งเทียนซื่อ
“อีกสองวันหลิงจวินจะถูกปลดจากตำแหน่ง หุ้นส่วนใหญ่จะโหวตให้นาย ขอเพียงนายรักษาสัญญา ฉันจะได้เป็นประธานแทนเขา”
“นายจะได้ตำแหน่ง แต่ตระกูลหลิงจะถูกกลืนเข้าไปในบริษัทฉันทั้งหมด”
“ฉันไม่สนใจ ขอแค่หลิงจวินไม่มีอะไรเหลือ”
หลินเยว่กำเครื่องบันทึกแน่น เธอรู้ว่าหลักฐานนี้ยังไม่พอ หากเปิดเผยทันที ซ่งเทียนซื่ออาจอ้างว่าเสียงถูกตัดต่อ และหลิงเหอก็อาจหลบหนี เธอจึงตัดสินใจเดินเกมของตนเอง
เช้าวันประชุมคณะกรรมการ หลิงจวินเดินทางไปบริษัทพร้อมเธอ แต่ยามหน้าประตูกลับขวางไว้
“การประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องภายใน คนที่ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้า”
“เธอเป็นภรรยาของฉัน” หลิงจวินพูด
“ภรรยาในนามไม่มีสิทธิ์เข้าห้องประชุม”
ซ่งเทียนซื่อยืนอยู่ด้านหลังยิ้มเยาะ “ที่รัก กลับไปดื่มชาที่บ้านเสียเถอะ อย่าทำให้ตัวเองขายหน้า”
หลินเยว่ไม่ตอบ เธอหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกจากกระเป๋าแล้วส่งให้ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย “ช่วยตรวจสอบวันที่ในสัญญาสามฉบับนี้ด้วยค่ะ ถ้าคุณพบว่าลายเซ็นของประธานถูกใช้ในวันที่เขาไม่ได้อยู่ในเมือง กรุณาอย่าทำลายเอกสารนั้น”
ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายเปิดดูเพียงไม่กี่หน้า สีหน้าก็ซีดลง
ซ่งเทียนซื่อก้าวเข้ามาคว้าเอกสาร แต่หลินเยว่เบี่ยงตัวหลบ “ถ้าคุณไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ต้องรีบร้อน”
เสียงโวยวายเริ่มดังขึ้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยหลายคนหยุดฟัง และหลิงจวินก็เปิดประตูห้องประชุมด้วยตนเอง
“ให้เธอเข้ามา” เขาพูด
“หลิงจวิน เธอไม่มีสิทธิ์—”
“เธอมีสิทธิ์เท่ากับคนที่กำลังจะขายบริษัทให้ศัตรูของฉัน”
ภายในห้องประชุม ซ่งเทียนซื่อยื่นข้อเสนอให้ซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นทั้งหมด เขาเตรียมเสียงสนับสนุนไว้เกินครึ่ง และมั่นใจว่าหลิงจวินจะถูกปลดในวันนี้
หลิงเหอเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นกล่าวว่า “บริษัทต้องการผู้นำที่รู้จักประนีประนอม การดื้อรั้นของหลิงจวินทำให้ทุกคนเดือดร้อน ผมเสนอให้ปลดเขาจากตำแหน่งประธาน”
เสียงลงคะแนนเริ่มขึ้น ผู้ถือหุ้นหลายคนยกมือเห็นด้วย
หลินเยว่นั่งอยู่ด้านข้างโดยไม่ขยับ เธอรอจนถึงเวลาที่ผู้ตรวจสอบบัญชีซึ่งเธอเชิญมาเดินเข้าห้อง พร้อมกล่องเอกสารและสำเนาข้อมูลจากธนาคาร
“ก่อนลงคะแนน ขอให้ทุกคนตรวจสอบหลักฐานนี้” เธอพูด
หลิงเหอหัวเราะ “ภรรยาในนามอย่างเธอมีสิทธิ์อะไร?”
“ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนบริษัท แต่มีสิทธิ์ปกป้องทรัพย์สินที่ฉันถือครองร่วมกับสามีตามกฎหมาย และมีสิทธิ์ส่งหลักฐานการทุจริตให้ผู้ตรวจสอบ”
เธอวางเอกสารทีละชุดลงบนโต๊ะ
ชุดแรกคือสัญญาที่มีลายเซ็นปลอม ชุดที่สองคือรายการโอนเงินไปยังบริษัทขนส่งลวง ชุดที่สามคือภาพจากกล้องวงจรปิดในคืนที่หลิงเหอเข้าไปในห้องทำงาน และชุดสุดท้ายคือไฟล์เสียงที่บันทึกบทสนทนาระหว่างเขากับซ่งเทียนซื่อ
ห้องประชุมเงียบสนิท
หลิงเหอหน้าซีด “นี่เป็นการใส่ร้าย!”
หลินเยว่เปิดไฟล์เสียง เสียงของเขาดังชัดเจนไปทั่วห้อง แม้ประโยคจะไม่ครบทั้งหมด แต่เพียงพอให้ผู้ตรวจสอบเห็นความเชื่อมโยงกับรายการเงินและวันที่ในเอกสาร
ซ่งเทียนซื่อพยายามปิดเครื่อง แต่หลิงจวินก้าวเข้าขวาง
“นายคิดว่าฉันจะยอมให้คนทรยศทำลายบ้านของฉันหรือ?”
“อย่าทำเป็นวีรบุรุษ นายไม่มีเงินเหลือแม้แต่จะจ่ายเงินเดือนพนักงาน!”
“นายพูดถูก” หลิงจวินตอบ “แต่บริษัทจะไม่ถูกขายให้คนที่วางแผนทำลายมัน”
หลินเยว่ยื่นแฟ้มสุดท้ายให้เขา “เปิดดูหน้าเจ็ด”
ในแฟ้มนั้นเป็นหนังสือรับรองสินเชื่อฉุกเฉินจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการที่ใช้ที่ดินโรงงานเก่าของตระกูลหลิงเป็นหลักประกัน หลินเยว่เป็นคนจัดทำแผนนี้จากข้อมูลการผลิตและสัญญาซัพพลายเออร์เดิม เธอพบว่าบริษัทไม่ได้ขาดทุนจากการดำเนินงาน แต่เงินถูกดึงออกไปผ่านบริษัทลวงของหลิงเหอและซ่งเทียนซื่อ
หากหยุดการโอนเงินและเจรจากับซัพพลายเออร์รายสำคัญสามราย บริษัทจะมีเวลาฟื้นตัว
“เธอเตรียมเรื่องพวกนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไร?” หลิงจวินถามเสียงต่ำ
“ตั้งแต่วันที่นายโยนสัญญาแต่งงานใส่หน้าฉัน”
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่แววตาของเขากลับเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก เขาไม่ได้มองเธอเหมือนคนแปลกหน้าหรือภาระอีกต่อไป
ผลการลงคะแนนถูกเลื่อนออกไป ผู้ตรวจสอบภายนอกยื่นรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลิงเหอถูกพักงานและต้องรับผิดชอบต่อการยักยอกเงิน ส่วนซ่งเทียนซื่อสูญเสียโอกาสเข้าครอบครองหลิงกรุ๊ป แต่เขายังพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการปลอมเอกสาร
หลักฐานจากบัญชีธนาคารและข้อความที่ส่งระหว่างเขากับหลิงเหอทำให้คำปฏิเสธนั้นไม่มีน้ำหนักมากพอ ทั้งสองถูกดำเนินคดีตามกระบวนการ และการสอบสวนใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ข้อสรุป
หลิงกรุ๊ปไม่กลับมายิ่งใหญ่ในชั่วข้ามคืน หลิงจวินต้องขายทรัพย์สินบางส่วน ลดค่าใช้จ่าย และเจรจาชำระหนี้กับธนาคาร พนักงานหลายคนเลือกลาออกเพราะไม่มั่นใจในอนาคต แต่คนที่เหลืออยู่กลับทำงานหนักกว่าที่เคย เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นผู้บริหารยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าทุกคน
“ฉันประเมินซ่งเทียนซื่อต่ำเกินไป” หลิงจวินบอกหลินเยว่ในคืนหนึ่ง “และฉันไว้ใจหลิงเหอเพราะคิดว่าเขาเป็นครอบครัว”
“การไว้ใจไม่ใช่ความผิด แต่การเห็นหลักฐานแล้วไม่ยอมรับต่างหากที่เป็นความผิด”
“แล้วเธอล่ะ? เธอเข้ามาในบ้านนี้เพราะคำมั่นของคนรุ่นก่อนจริง ๆ หรือมีเหตุผลอื่น?”
หลินเยว่เงียบไปนาน เธอหยิบจดหมายเก่าจากลิ้นชักออกมา ในจดหมายฉบับนั้น อาจารย์ของเธอเขียนไว้ว่า ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาเคยช่วยพ่อของหลิงจวินจากคดีทุจริตที่ถูกใส่ร้าย และหลิงเหวินสัญญาว่าจะปกป้องเด็กหญิงที่ไม่มีครอบครัว หากวันหนึ่งเธอมาขอความช่วยเหลือ
แต่หลิงเยว่ไม่เคยตั้งใจจะมาเรียกร้องชีวิตของหลิงจวิน เธอมาที่เจียงโจวเพราะอาจารย์ทิ้งเบาะแสว่าคนที่ใส่ร้ายพ่อของเขาอาจเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่ง
“ฉันต้องการรู้ความจริงเรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อน” เธอพูด “การแต่งงานเป็นเพียงทางเดียวที่จะทำให้ฉันเข้าใกล้เอกสารของตระกูลคุณ”
หลิงจวินไม่โกรธ เขากลับหัวเราะเบา ๆ “ในวันที่ฉันคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงยากจนที่ต้องการเกาะตระกูลหลิง เธอกลับเข้ามาเพื่อสืบเรื่องที่บ้านฉันเองก็ไม่กล้าสืบ”
“ฉันไม่ได้ต้องการเงินของคุณ”
“ฉันรู้แล้ว”
พวกเขาช่วยกันค้นเอกสารเก่าของหลิงเหวิน จนพบว่าบัญชีบางส่วนถูกแก้ไขโดยหลิงเหอในวัยหนุ่ม แต่คนที่ให้คำสั่งจริงคือซ่งเทียนซื่อผู้เป็นบิดา เขาเคยบังคับให้หลิงเหวินรับผิดแทนเพื่อแลกกับการไม่ทำร้ายคนในครอบครัว
ความจริงไม่สามารถนำพ่อของหลิงจวินกลับมา และไม่สามารถลบความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีต แต่การเปิดเผยเรื่องนั้นทำให้ชื่อเสียงของเขาได้รับการคืนกลับในที่สุด
หกเดือนต่อมา หลิงกรุ๊ปยังเป็นเพียงบริษัทขนาดกลางที่กำลังฟื้นตัว ไม่ใช่อาณาจักรธุรกิจที่ทุกคนเคยเกรงกลัว หลิงจวินย้ายออกจากคฤหาสน์ใหญ่และเปิดโรงงานเก่าให้ชุมชนในเจียงโจวใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพ เขาบอกว่าตระกูลหลิงไม่ควรมีประโยชน์เพียงกับคนที่นั่งอยู่บนยอดตึก
ส่วนหลินเยว่เปิดคลินิกสมุนไพรเล็ก ๆ ในบริเวณเดียวกัน เธอยังคงใช้กระเป๋าใบเก่า และยังเก็บเหรียญสามเหรียญจากเฉินอวี้ไว้ในกล่องไม้ เฉินอวี้เองกลายเป็นคนขับรถประจำของบริษัท หลังจากสารภาพว่าในวันนั้นเขาได้รับคำสั่งจากหลิงเหอให้คอยจับตาดูเธอ แต่เขาเปลี่ยนใจเมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมถูกใครเอาเปรียบ
คืนหนึ่ง หลิงจวินนำสัญญาสมรสฉบับเดิมมาวางตรงหน้าเธอ
“สัญญาฉบับนี้หมดอายุแล้ว” เขาพูด
หลินเยว่หยิบขึ้นมาดู “นายจะหย่าหรือ?”
“ถ้าเธอต้องการ”
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นว่าเขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนเมื่อก่อน
“แล้วถ้าฉันไม่ต้องการล่ะ?”
“เราก็ทำสัญญาฉบับใหม่”
“ข้อกำหนดเหมือนเดิมไหม?”
“ไม่เหมือน”
หลิงจวินหยิบปากกาขึ้น เขาขีดฆ่าข้อความทุกข้อที่เคยห้ามเธอเข้าห้อง ห้ามยุ่งกับการตัดสินใจ และห้ามใช้ชื่อของตระกูลหลิง ก่อนเขียนข้อความใหม่ลงไปเพียงบรรทัดเดียว
“เราจะไม่เป็นเกราะกำบังให้กันอีก เราจะยืนอยู่ข้างกัน”
หลินเยว่ยิ้มเล็กน้อย “ประโยคเดียวก็พอแล้ว”
เธอเซ็นชื่อ แต่ยังไม่ยอมคืนปากกาให้เขา “มีเรื่องหนึ่งที่นายยังติดค้างฉัน”
“อะไร?”
“ค่าบอกทางวันแรก”
หลิงจวินมองเธออย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะนึกถึงเหรียญสามเหรียญที่เธอวางบนรถของเฉินอวี้ เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา “ฉันจ่ายให้สิบเท่า”
“ไม่เอาเงิน”
“แล้วเธอต้องการอะไร?”
หลินเยว่ชี้ไปยังถนนนอกหน้าต่าง “พาฉันไปดูเจียงโจวให้ทั่ว คราวนี้ไม่ต้องคิดค่าทาง และห้ามพาฉันหลง”
หลิงจวินหัวเราะเป็นครั้งแรกอย่างเปิดเผย “ตกลง”
วันรุ่งขึ้น ทั้งสองออกจากบ้านด้วยรถคันเดิม กระเป๋าเก่าของหลินเยว่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับ ข้างในยังมีสมุดบันทึกและถุงยาสมุนไพรเหมือนวันแรก แต่ไม่มีใครมองเธอเป็นขอทานอีกแล้ว
บนฝ่ามือของทั้งคู่ รอยตราครึ่งเสี้ยวจันทร์ยังคงอยู่ ทว่าเวลานี้มันไม่ได้เป็นเครื่องผูกมัดจากคำสัญญาของคนรุ่นก่อน หากเป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากฐานะหรือเอกสารใด ๆ แต่มาจากวันที่คนสองคนเลือกจะไม่ปล่อยมือกัน แม้บ้านทั้งหลังจะกำลังพังลงตรงหน้า