นักพนันที่ถูกขู่หักขากลับจับปลาได้สี่ร้อยชั่ง แล้วความลับใต้ทะเลก็ทำให้พ่อของหญิงคนรักต้องเปลี่ยนคำพูด

“ถ้าเย็นนี้แกเอาเงินสองร้อยหยวนมาคืนไม่ได้ ฉันจะตัดมือแกข้างหนึ่ง หรือไม่ก็เอาเรือของครอบครัวแกมาใช้หนี้!”

เสียงของหวังเยวี่ยดังลั่นหน้าบ้านจนคนทั้งตรอกพากันเปิดประตูออกมาดู หลินปินยืนอยู่กลางวงล้อม เสื้อผ้าเปียกชื้นและมีกลิ่นทะเลติดตัว แต่ในมือของเขากลับมีถุงเงินหนักอึ้งอยู่ถุงหนึ่ง

ชายหนุ่มโยนเงินลงบนโต๊ะไม้ทีละก้อน เสียงเหรียญกระทบกันดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ

“เงินสองร้อยหยวนอยู่ตรงนี้” เขาพูด “เอาใบยืมเงินของฉันคืนมา แล้วเลิกมายุ่งกับเรือของบ้านฉัน”

หวังเยวี่ยชะงัก สีหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความสะใจเปลี่ยนเป็นความไม่เชื่อ เขาก้มมองเงิน แล้วเงยหน้ามองหลินปินราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า

เมื่อวานชายคนนี้ยังไม่มีเงินซื้อข้าว วันนี้กลับหาเงินก้อนใหญ่ได้ในคืนเดียว เขาไปเอามาจากไหน และเหตุใดคนที่เคยเอาแต่เล่นพนันถึงกลับมีกลิ่นอายของชาวประมงเก่าผู้ชำนาญทะเล?

หลินปินหยิบใบยืมเงินจากมือของหวังเยวี่ย ตรวจดูตราประทับและลายเซ็นอย่างละเอียด ก่อนฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าทุกคน

“หนี้จบแล้ว” เขาพูด “แต่ถ้านายยังคิดจะทำร้ายคนในบ้านฉัน เราคงไม่ได้คุยกันด้วยเงินอีก”

ไม่มีใครหัวเราะเหมือนตอนที่เขาถูกขู่เมื่อครู่ หลินปินกวาดตามองผู้คนในหมู่บ้าน แล้วเดินกลับบ้านโดยไม่หันหลังให้ใครอีก

เพียงสามวันก่อนหน้านั้น เขายังถูกทุกคนเรียกว่าไอ้นักพนันขี้แพ้ อายุยี่สิบสามปี อยู่บ้านว่างงานมาครึ่งปี ตื่นมาก็เล่นไพ่จนค่ำ เงินที่หามาได้ถูกใช้ไปกับโต๊ะพนันจนหมด แม้แต่พ่อของเจียงชิงเสวี่ย หญิงสาวที่เขารัก ก็ยังไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ลูกสาว

ชิงเสวี่ยเคยพูดกับเขาอย่างตรงไปตรงมาในคืนหนึ่งว่า

“ถ้าคุณอยากแต่งงานกับฉัน ก็ออกไปสร้างตัวข้างนอกก่อน ถ้าคุณทำสำเร็จ ค่อยกลับมาขอฉันก็ยังไม่สาย”

หลินปินรู้ดีว่าคำพูดนั้นไม่ใช่การผลักไส แต่เป็นโอกาสสุดท้าย เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เลว เพียงแต่ปล่อยให้การพนันกลืนชีวิตจนไม่เหลือความน่าเชื่อถือ

เขาจึงตอบเธอว่า “ก่อนจะได้แต่งกับคุณ ผมจะไม่หนีไปไหน ผมจะพิสูจน์ให้พ่อคุณเห็นด้วยตัวเอง”

เช้าวันต่อมา หลินปินยืมเรือเก่าของครอบครัวออกทะเล เขาไม่ได้มีอุปกรณ์ทันสมัย ไม่มีลูกเรือ และแทบไม่มีน้ำมันเหลือในถัง แต่เขายังจำบางอย่างได้

ความทรงจำเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามควรมี หากมองจากชีวิตปัจจุบันของเขา ทว่าในหัวของหลินปินกลับมีภาพทะเลเส้นหนึ่งชัดเจนราวกับเคยเดินทางผ่านมันมานับไม่ถ้วน เขาจำได้ว่าบริเวณรอยแยกของภูเขาไฟใต้ทะเลจะมีน้ำอุ่นและแร่ธาตุไหลขึ้นมา ทำให้ปลาฝูงใหญ่เข้ามาหาอาหารในบางช่วงเวลา

ในชีวิตก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินเรื่องชาวประมงคนหนึ่งจับปลาได้สองร้อยกิโลกรัมโดยบังเอิญ ทุกคนคิดว่าเป็นแค่โชค แต่หลังจากเขาศึกษาเรื่องกระแสน้ำและพฤติกรรมของปลาอยู่นาน เขาจึงรู้ว่าสถานที่นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย

ถ้าความทรงจำของเขาไม่ผิด ที่นั่นจะมีปลาหัวโตฝูงใหญ่รวมตัวกันก่อนฟ้าสาง

หลินปินแล่นเรืออยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ก่อนหยุดเครื่องตรงบริเวณที่คลื่นดูผิดปกติ เขาหย่อนตาข่ายลงน้ำ รออย่างอดทน แล้วค่อยดึงขึ้นช้า ๆ

ตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นเชือกก็ตึงจนมือของเขาชา หลินปินใช้แรงทั้งหมดดึงตาข่ายกลับขึ้นมา ปลาเกล็ดสีเงินหลายสิบตัวดิ้นอยู่ในตาข่าย น้ำทะเลกระเซ็นเต็มใบหน้าเขา

เขาหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

ครั้งแรกเขาจับได้เกือบสองร้อยกิโลกรัม ครั้งที่สองและสามรวมกันเกือบสี่ร้อยชั่ง เขาไม่กล้าโลภมากกว่านั้น เพราะรู้ว่าถ้ากลับเข้าฝั่งพร้อมปลาจำนวนมหาศาล ข่าวจะกระจายไปทั่วหมู่บ้านทันที

เมื่อถึงท่าเรือ หลินปินลากตะกร้าปลาขึ้นไปหาพ่อค้าคนหนึ่งชื่อเฉินเหอ ชายวัยกลางคนตรวจปลาอย่างละเอียด ใช้นิ้วกดเนื้อปลา ดมเหงือก และชั่งน้ำหนักทุกตะกร้า

“ของคุณภาพดีทั้งหมด” เฉินเหอกล่าว “ถ้าขายให้ตลาดประมงของรัฐ คุณอาจได้ราคาดีกว่านี้อีกเล็กน้อย”

“ผมต้องการเงินสดตอนนี้” หลินปินตอบ “และไม่อยากให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าผมจับปลาได้ที่ไหน”

เฉินเหอมองหน้าเขาอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ถามต่อ เขาจ่ายเงินให้ตามราคาตลาด แม้จะกดราคาเล็กน้อยเพราะรู้ว่าหลินปินรีบขาย

หลินปินรับเงินแล้วตรงกลับบ้าน ทว่าเขายังไม่ทันเก็บเงินเข้ากระเป๋า หวังเยวี่ยก็พาคนมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน หนี้สองร้อยหยวนที่หลินปินยืมไปเมื่อหลายเดือนก่อนถูกนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อยึดเรือของครอบครัว

“เรือลำนี้มีค่าอย่างน้อยเจ็ดร้อยหยวน” หวังเยวี่ยพูดพร้อมหัวเราะ “แกคิดว่าจะใช้เงินแค่สองร้อยมาซื้อคืนได้หรือ?”

หลินปินไม่ตอบโต้ เขาเพียงเปิดถุงเงินและวางมันลงบนโต๊ะ

นั่นเป็นเหตุผลที่คนทั้งหมู่บ้านเริ่มสงสัยว่าเขาเปลี่ยนไปได้อย่างไรในคืนเดียว

แต่หลินปินไม่มีเวลาสนใจคำพูดของใคร สถานที่ใต้ทะเลนั้นมีปลาอยู่มากกว่าที่เขาจับขึ้นมาเป็นครั้งแรกหลายเท่า หากเขาต้องการรักษาความลับ เขาต้องมีคนช่วย และคนที่เหมาะสมที่สุดคือเจียงซู พ่อของชิงเสวี่ย ชาวประมงที่ออกทะเลมานานกว่าสี่สิบปี

ปัญหาคือเจียงซูเกลียดเขา

ชิงเสวี่ยจึงวางแผนชวนพ่อไปกินข้าวที่บ้านหลินปิน โดยบอกเพียงว่าชายหนุ่มต้องการขอบคุณที่ช่วยเรื่องเรือ เจียงซูมาถึงพร้อมสีหน้าแข็งกระด้าง ส่วนหลินปินนำหมูสามชั้นที่ซื้อจากตลาดมาวางบนโต๊ะ

“ของพวกนี้เอาเงินมาจากไหน?” เจียงซูถามทันที

“ผมขายปลา”

“แก?” ชายชราหัวเราะเย็น ๆ “คนที่เมื่อวานยังไม่มีเงินคืนหนี้น่ะหรือ?”

หลินปินไม่เถียง เขาเพียงคีบหมูใส่ถ้วยให้ชิงเสวี่ย ก่อนพูดว่า “ถ้าคุณไม่เชื่อ พรุ่งนี้ไปทะเลกับผม ผมจะพาไปดูเอง”

เจียงซูวางตะเกียบลง

“ถ้าแกจับปลาไม่ได้ ฉันจะไม่ให้แกเข้าบ้านฉันอีก และห้ามเจอลูกสาวฉัน”

“ตกลง” หลินปินตอบ “แต่ถ้าผมจับได้ คุณต้องฟังผมเรื่องสถานที่นั้น และช่วยทำงานร่วมกัน”

ชิงเสวี่ยมองพ่ออย่างกังวล เธอรู้ว่าคำท้าทายนี้อาจทำให้เรื่องแย่ลง แต่หลินปินไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเธอ เขาเพียงมองเธอแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับบอกว่าเขาจะรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

ก่อนออกเรือ เจียงซูตรวจตาข่าย เครื่องยก และน้ำมันอย่างละเอียด เมื่อเห็นอุปกรณ์เรียบง่ายของหลินปิน เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าชายหนุ่มกำลังหลอกตน

“เรือลำนี้รับปลาได้ไม่เกินหกร้อยชั่ง” เจียงซูพูด “ถ้าแกคิดว่าจะจับปลาเป็นพันกิโลกรัม ก็เตรียมว่ายน้ำกลับบ้านได้เลย”

“ผมไม่ได้จะเอาปลาขึ้นมาทั้งหมดในครั้งเดียว” หลินปินตอบ “เราจะดึงฝูงปลาเข้ามาใกล้ แล้วเลือกจับเฉพาะส่วนที่เรือรับไหว”

“ดึงฝูงปลา?”

หลินปินหยิบอุปกรณ์ชิ้นเล็กที่พันด้วยผ้าออกมา มันเป็นเครื่องส่งเสียงที่เขาซื้อมาจากพ่อค้าของเก่า ใช้เลียนแบบเสียงที่ปลาใช้รวมฝูงในช่วงหาอาหาร เขาไม่ได้บอกเจียงซูว่าต้องดัดแปลงความถี่หลายครั้งกว่าจะใช้งานได้ เพราะกลัวชายชราจะคิดว่าเขาเพียงอาศัยโชค

เจียงซูจ้องอุปกรณ์นั้น

“แกไปเอาของแบบนี้มาจากไหน?”

“ซื้อมา”

“ของจริงหรือของเล่น?”

“อีกไม่นานคุณก็รู้”

เรือเคลื่อนออกจากฝั่งก่อนฟ้าสาง ทั้งสามคนเงียบอยู่พักใหญ่ เจียงซูเป็นคนถือหางเสือ หลินปินคอยมองเข็มทิศและสีของน้ำ ส่วนชิงเสวี่ยจัดตาข่ายอยู่ด้านหน้า

เมื่อถึงบริเวณรอยแยก หลินปินให้เจียงซูหยุดเครื่อง แล้วปล่อยเครื่องส่งเสียงลงน้ำ เขาบอกให้ดึงสายทุกสิบห้านาที และกำชับว่าหากสายตึงผิดปกติ ห้ามรีบดึงขึ้นมา

เจียงซูทำตามอย่างไม่เต็มใจ

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ไม่มีปลาสักตัวเข้ามาใกล้ ชายชราเริ่มหัวเราะ

“ฉันออกทะเลมาสี่สิบปี ไม่เคยเห็นวิธีไร้สาระแบบนี้ แกพาลูกสาวฉันมาลำบากกลางทะเลเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าแกไม่ใช่นักพนันหรือ?”

หลินปินไม่ตอบ เขามองผิวน้ำอย่างตั้งใจ รอให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศ

ชิงเสวี่ยเดินเข้ามานั่งข้างเขา “คุณแน่ใจหรือ?”

“ไม่แน่ใจ” เขาตอบตามตรง “แต่ผมรู้ว่าควรทำอะไรต่อ ถ้าครั้งนี้ล้มเหลว ผมจะหาวิธีอื่น”

คำตอบนั้นทำให้เธอนิ่งไป หลินปินในอดีตมักพูดว่าทุกอย่างต้องได้ผลในครั้งเดียว หากไม่ได้ก็โทษคนอื่น แต่ชายตรงหน้าไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว เขายอมรับความเสี่ยงโดยไม่ทำทีว่าไม่กลัว

ทันใดนั้นสายเครื่องส่งเสียงก็กระตุก

หลินปินลุกขึ้น “ทุกคนประจำตำแหน่ง”

เจียงซูยังไม่ทันพูดอะไร ผิวน้ำด้านหน้าเรือก็เริ่มสั่นเป็นวงกว้าง เงาสีเงินหลายร้อยเงาเคลื่อนผ่านใต้ท้องเรือ ก่อนรวมตัวกันอยู่ข้างตาข่าย

“ปลามาแล้ว!” ชิงเสวี่ยร้อง

เจียงซูเปลี่ยนสีหน้า เขารีบดึงตาข่ายตามคำสั่งของหลินปิน ชายชราพบว่าฝูงปลาหนักจนเชือกแทบขาด เขาจึงตะโกนให้หลินปินช่วยดึง

ทั้งสามคนออกแรงพร้อมกัน ตาข่ายค่อย ๆ โผล่พ้นน้ำ ปลาแน่นจนมองแทบไม่เห็นช่องว่าง หลินปินกำชับให้แบ่งตาข่ายออกเป็นสองส่วน เพื่อไม่ให้น้ำหนักทำเรือเสียสมดุล

เจียงซูทำตามโดยไม่โต้แย้งอีก

การลากปลาใช้เวลาหลายชั่วโมง พวกเขาจับได้เกือบหกร้อยชั่ง แต่ยังเห็นฝูงปลาอีกจำนวนมากวนอยู่ไกล ๆ หลินปินสั่งให้หยุด เขาไม่ยอมเสี่ยงให้เรือจมเพียงเพราะอยากได้มากขึ้น

เมื่อกลับถึงฝั่ง เจียงซูยังคงยืนเงียบอยู่ข้างตะกร้าปลา เขาไม่ยอมชมหลินปิน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเอง

“วิธีนี้แกเรียนมาจากใคร?” เขาถามในที่สุด

“ผมศึกษาจากหนังสือและคนเก่า ๆ”

“คนเก่า ๆ ที่ไหน?”

หลินปินหลบตา “จากคนที่เคยเสียโอกาสเพราะไม่รู้จักทะเลดีพอ”

คำตอบนั้นไม่ทำให้เจียงซูพอใจ แต่ชายชราไม่มีเวลาซักต่อ เพราะหวังเยวี่ยและชาวบ้านหลายคนเริ่มมารวมตัวกันที่ท่าเรือแล้ว ข่าวเรื่องปลาจำนวนมากแพร่ไปเร็วกว่าที่หลินปินคาด

หวังเยวี่ยเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ดูเหมือนแกจะมีโชคขึ้นมาแล้ว” เขาพูด “ถ้าอย่างนั้นแบ่งสถานที่จับปลาให้พวกเรารู้ด้วยสิ เราจะไปช่วยกันทำเงิน”

“ที่นั่นอันตราย” หลินปินตอบ “และไม่ใช่เขตที่ทุกคนจะเข้าไปได้ตามใจ”

“หรือแกกลัวพวกเรารวยกว่า?”

หลินปินมองเขา “ฉันกลัวคนที่ไม่รู้จักทะเลจะทำให้คนอื่นต้องตาย”

หวังเยวี่ยหน้าเสีย เขาไม่คิดว่าหลินปินจะกล้าปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน จึงเริ่มปล่อยข่าวว่าหลินปินโกงน้ำหนักปลาและขโมยของจากเรือประมงของรัฐ

เฉินเหอซึ่งเป็นคนรับซื้อปลาได้ยินข่าวนั้น เขาจึงขอให้หลินปินนำปลาทั้งหมดไปตรวจที่สถานีประมงของรัฐ แม้จะทำให้คนรู้แหล่งจับปลา แต่จะช่วยยืนยันว่าปลาของเขาได้มาอย่างถูกต้อง

หลินปินลังเล เขาอยากรักษาความลับมากกว่าต้องการชื่อเสียง แต่ชิงเสวี่ยพูดกับเขาในคืนนั้นว่า

“ถ้าคุณหนีทุกครั้งที่คนใส่ร้าย คุณก็จะต้องหลบไปตลอดชีวิต”

เขาจึงตัดสินใจนำปลาไปขายให้สถานีประมงของรัฐ พร้อมเก็บใบชั่ง ใบรับซื้อ และรายชื่อผู้ร่วมงานไว้ทุกฉบับ

ผลตรวจยืนยันว่าปลาทั้งหมดมีคุณภาพดี ไม่มีหลักฐานการขโมยหรือใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย ข่าวลือของหวังเยวี่ยจึงเงียบลงชั่วคราว แต่หลินปินรู้ว่าปัญหายังไม่จบ

คืนนั้นเขาพบว่าถังน้ำมันของเรือถูกเปิดทิ้งไว้ และสายเครื่องส่งเสียงถูกตัดจนใช้การไม่ได้ ชิงเสวี่ยเห็นรอยรองเท้าบนพื้นเรือ เธอจำได้ว่าเป็นรองเท้าของชายคนหนึ่งที่ทำงานให้หวังเยวี่ย

เจียงซูไม่รอให้หลินปินลงมือเอง เขาพาคนไปถามชายคนนั้นถึงบ้าน ชายดังกล่าวยอมรับว่าได้รับเงินให้แอบทำลายอุปกรณ์ แต่ยืนยันว่าไม่รู้แผนทั้งหมด หวังเยวี่ยต้องการเพียงให้หลินปินออกทะเลไม่ได้ เพื่อให้คนของเขาไปค้นหาจุดรวมฝูงปลาก่อน

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงซูจึงถามลูกสาวว่า “เธอยังคิดว่ามันเป็นแค่คนเล่นพนันที่ไม่มีอนาคตอยู่ไหม?”

ชิงเสวี่ยไม่ได้ตอบทันที เธอมองหลินปินซึ่งกำลังซ่อมอุปกรณ์ด้วยมือเปื้อนน้ำมัน

“เขายังต้องพิสูจน์อีกหลายอย่างค่ะพ่อ” เธอกล่าว “แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ใช้คำพูดหลอกใครแล้ว”

หวังเยวี่ยไม่ยอมแพ้ เขารวบรวมคนหลายคนและเช่าเรือออกทะเลตามรอยเส้นทางของหลินปิน พวกเขาไม่ได้มีเครื่องมือที่เหมาะสม และไม่รู้ว่าบริเวณรอยแยกมีช่วงน้ำวนรุนแรงอยู่ด้านหนึ่ง

หลินปินเห็นเรือลำนั้นออกไปในคืนที่คลื่นแรง เขาพยายามเตือน แต่หวังเยวี่ยกลับหัวเราะและบอกว่าเขาแค่หวงแหล่งทำเงิน

ไม่ถึงชั่วโมงต่อมา เครื่องยนต์เรือของหวังเยวี่ยขัดข้อง เรือถูกกระแสน้ำพัดออกจากเส้นทาง หลินปินพยายามติดต่อผ่านวิทยุ แต่ไม่มีคนรับสาย

เจียงซูมองทะเลมืดสนิท “ปล่อยให้พวกมันรับกรรมเองก็ได้”

“ถ้าพวกเขาตาย คนที่ต้องอยู่กับความรู้สึกนั้นไปตลอดชีวิตคือผม” หลินปินตอบ “เตรียมเรือครับ เราจะออกไปช่วย”

เจียงซูจ้องหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสั่งชิงเสวี่ยให้เตรียมไฟฉายและเชือก

พวกเขาพบเรือของหวังเยวี่ยลอยอยู่ใกล้ขอบน้ำวน ชายสองคนตกลงไปในทะเลและเกาะถังน้ำมันไว้ หลินปินผูกเชือกกับตัวเองแล้วกระโดดลงไปช่วยทีละคน แม้คลื่นจะกระแทกจนไหล่ของเขาเคล็ด

หวังเยวี่ยเป็นคนสุดท้ายที่ถูกลากขึ้นเรือ เขาสั่นเทาและพูดไม่ออก หลินปินวางผ้าห่มให้เขาโดยไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

หลังกลับถึงฝั่ง หวังเยวี่ยถูกชาวบ้านนำตัวไปพบเจ้าหน้าที่เรื่องการทำลายทรัพย์สินและจ้างคนก่อเหตุ เขาต้องชดใช้ค่าเสียหายและถูกห้ามออกทะเลในเขตดังกล่าวระยะหนึ่ง ไม่ใช่เพราะหลินปินแก้แค้น แต่เพราะหลักฐานจากกล้องที่ท่าเรือและคำให้การของคนที่เขาจ้างชัดเจนพอ

เรือของครอบครัวหลินปินยังคงเป็นของเขา หนี้ทั้งหมดถูกชำระ และเงินจากการขายปลาถูกแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งใช้ซ่อมเรือและซื้ออุปกรณ์ ส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ครอบครัว และอีกส่วนใช้คืนให้เฉินเหอที่เคยช่วยเขาในวันที่ไม่มีใครเชื่อใจ

เจียงซูยังไม่ได้อนุญาตให้เขาแต่งงานกับชิงเสวี่ยในทันที ชายชราบอกว่าการจับปลาได้ไม่กี่ครั้งไม่ได้พิสูจน์ว่าคนคนหนึ่งเปลี่ยนชีวิตแล้ว

หลินปินเห็นด้วย เขาไม่ขอคำสัญญา ไม่ขอให้ชิงเสวี่ยรอ และไม่กลับไปเล่นพนันอีก เขาเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่าย เรียนรู้การซ่อมเครื่องยนต์ และออกทะเลร่วมกับชาวประมงคนอื่นโดยแบ่งความรู้ให้เท่าที่จำเป็น

หลายเดือนผ่านไป ธุรกิจของเขาเริ่มมั่นคง เขาไม่ได้ร่ำรวยจนซื้อบ้านหลังใหญ่ แต่มีเงินพอส่งน้องสาวไปเรียน และมีเรือที่ไม่ต้องเอาไปค้ำประกันใครอีก

วันหนึ่ง เจียงซูเรียกเขาไปที่ท่าเรือ ชายชราถือใบสัญญาซื้อขายฉบับหนึ่งแล้วยื่นให้

“ฉันจะให้แกเป็นหุ้นส่วนในการออกเรือลำใหม่”

หลินปินมองเอกสารนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา

“แล้วเรื่องชิงเสวี่ยล่ะครับ?”

เจียงซูทำเสียงหึ “ถ้าแกยังต้องถาม แสดงว่ายังไม่ฉลาดขึ้น”

ชิงเสวี่ยซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหัวเราะออกมา เจียงซูมองลูกสาวแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่จำไว้ การแต่งงานไม่ใช่รางวัลสำหรับคนที่จับปลาเก่ง แกต้องดูแลกันในวันที่ทะเลไม่มีปลา และวันที่เงินในกระเป๋าเหลือไม่ถึงเหรียญเดียว”

หลินปินพยักหน้า “ผมรู้ครับ”

ชิงเสวี่ยเดินมาจับมือเขา “ตอนนี้คุณยังจะรอให้ตัวเองมีชื่อเสียงกว่านี้ก่อนหรือเปล่า?”

เขามองมือของเธอ แล้วส่ายหน้า

“ผมไม่อยากให้คุณรออีกแล้ว แต่ผมก็จะไม่ขอให้คุณเชื่อผมเพราะคำพูด วันนี้ผมจะกลับไปคุยกับพ่อคุณอย่างจริงจัง”

งานแต่งของพวกเขาไม่ได้ใหญ่โต มีเพียงญาติสนิทและชาวประมงไม่กี่ครอบครัว ในวันนั้นหลินปินนำเครื่องส่งเสียงเก่าที่เกือบถูกทำลายมาวางไว้บนโต๊ะ มันยังมีรอยขีดจากคืนที่เขาออกไปช่วยหวังเยวี่ย แต่ก็ยังใช้งานได้

หลังพิธี เจียงซูถามเขาว่าจะเก็บของเก่านี้ไว้ทำไม

หลินปินตอบว่า “เพราะมันเตือนผมว่าครั้งหนึ่งผมเคยไม่มีอะไรเลย นอกจากโอกาสเล็ก ๆ กับคนที่ยอมลงเรือไปกับผม”

ชิงเสวี่ยไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงบีบมือเขาแน่นขึ้น

หลายปีต่อมา ชาวบ้านยังเล่าเรื่องนักพนันที่เคยถูกขู่จะตัดมือ แต่กลับจับปลาฝูงใหญ่ได้ในคืนเดียว บางคนบอกว่าเขาโชคดี บางคนบอกว่าเขามีความลับเกี่ยวกับทะเล

หลินปินไม่เคยแก้ข่าว เขารู้ว่าความจริงสำคัญกว่าคำเล่าลือ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไม่ใช่ปลาเงินสี่ร้อยชั่ง และไม่ใช่เงินสองร้อยหยวนที่ช่วยรักษาเรือของครอบครัว

มันคือวันที่เขาเลือกจะไม่หนีจากความอับอายอีกต่อไป

ยามค่ำคืน เมื่อเรือแล่นกลับเข้าฝั่ง ชิงเสวี่ยมักยืนอยู่หัวเรือข้างเขา เครื่องส่งเสียงเก่าถูกเก็บไว้ในกล่องไม้ และเรือของพวกเขายังมีกลิ่นน้ำมันกับเกลือทะเลเหมือนเดิม

เพียงแต่คราวนี้ หลินปินไม่ต้องหลบสายตาใครอีกแล้ว เพราะเมื่อเรือแตะท่า เขามีทั้งบ้านให้กลับไป และมือของคนที่เชื่อในตัวเขาคอยรออยู่ข้าง ๆ

Leave a Comment