“ถ้าคุณไม่เซ็นสัญญาวันนี้ ผมจะพาเด็กไปจากคุณเดี๋ยวนี้”
ชายหนุ่มวางเช็คมูลค่าสามพันล้านลงบนโต๊ะข้างหม้อบะหมี่ที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา แต่เด็กชายวัยสองขวบกลับคว้ามือของเจียงหน่วนไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปพร้อมกับข้อเสนอที่น่าขันนั้น
“แม่…อย่าไป”
เสียงแหบเล็ก ๆ ทำให้ทั้งร้านเงียบลงทันที
หัวอันอันไม่เคยพูดคำนี้กับใครมาเกือบสองปีแล้ว แม้แต่พ่อของเขาเองก็ยังไม่เคยได้ยิน ในเอกสารทางการแพทย์ เด็กชายถูกระบุว่าอยู่ในกลุ่มออทิสติก มีภาวะเลือกกินรุนแรง และไม่ยอมสื่อสารกับคนรอบข้าง เขาใช้สารอาหารทางการแพทย์ประทังชีวิตมานานจนคนในตระกูลหัวเลิกหวังว่าเขาจะกลับมากินอาหารตามปกติ
แต่คืนนี้ เขากินบะหมี่ของเจียงหน่วนไปแปดชาม และเรียกเธอว่าแม่เป็นครั้งแรก
เจียงหน่วนมองเช็คบนโต๊ะแล้วหัวเราะเบา ๆ
“คุณหัวกำลังซื้อภรรยาไม่ใช่หรือคะ”
“ไม่ใช่การซื้อขาย” หัวเช่าถิงตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “เป็นความร่วมมือ เราจะแต่งงานกันหนึ่งปี หลังจากนั้นหย่า เงินสามพันล้านเป็นของคุณทั้งหมด”
“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน”
ชายหนุ่มเหลือบมองเด็กที่กอดเอวเธอไว้ “เพราะลูกชายของผมเลือกคุณ”
คำตอบนั้นฟังดูเรียบง่ายเกินไป เจียงหน่วนจึงเลื่อนเช็คกลับไปหาเขา
“ฉันมีสามข้อค่ะ หนึ่ง ฉันไม่ใช่คนรับใช้ คุณไม่มีสิทธิ์สั่งให้ฉันทำงานบ้านหรือดูแลคนในตระกูลหัวตามใจคุณ สอง เรื่องอาหารของอันอัน ฉันเป็นคนตัดสินใจ เพราะฉันรู้ว่าเขากินอะไรได้และอะไรทำให้เขากลัว สาม ห้ามพรากเด็กไปจากฉันตลอดระยะเวลาหนึ่งปี”
แววตาของหัวเช่าถิงนิ่งลง เขาเป็นประธานบริษัทหัวกรุ๊ป มหาเศรษฐีที่คนทั้งเจียงเฉิงเกรงใจ แต่ผู้หญิงขายบะหมี่ตรงหน้าไม่เพียงไม่กลัวเขา เธอยังกล้าต่อรองเรื่องลูกชายของเขาราวกับกำลังต่อรองราคาหมูสับในตลาด
“คุณกำลังต่อรองกับผม”
“ไม่ค่ะ” เจียงหน่วนตอบ “ฉันกำลังบอกขีดจำกัดของคนเป็นแม่ ถ้าคุณรับไม่ได้ ก็พาอันอันไปตอนนี้เลย”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นทันที นิ้วเล็ก ๆ กำชายเสื้อของเธอแน่นกว่าเดิม
หัวเช่าถิงมองลูกอยู่หลายวินาที ก่อนหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นสัญญา
คืนนั้น เจียงหน่วนจึงเดินออกจากตรอกเล็ก ๆ พร้อมเด็กชายหนึ่งคน กระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่า และสัญญาแต่งงานปลอมที่มีมูลค่าสามพันล้านอยู่ในมือ
เธอไม่รู้เลยว่าในบ้านหลังนั้นมีคนรอทำลายเธอมากกว่าหนึ่งคน และไม่มีใครคิดว่าเด็กชายที่ไม่พูดมาสองปีจะเป็นกุญแจเปิดเผยความลับที่ตระกูลหัวซ่อนไว้นานถึงหกปี
บ้านตระกูลหัวใหญ่โตจนเจียงหน่วนรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในโรงแรมหรู คนรับใช้ยืนเรียงกันอยู่หน้าประตู แม่บ้านอาวุโสอวี้หว่านเจี๋ยกวาดตามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยกยิ้มเย็นชา
“นี่หรือภรรยาที่คุณชายใหญ่เก็บมาจากตรอกไหน”
“ได้ยินว่าเคยขายบะหมี่ข้างทาง” หญิงสาวอีกคนกระซิบเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน “คนแบบนี้คิดจะเข้ามาชิงสมบัติบ้านหัวหรือเปล่า”
เจียงหน่วนไม่ได้ตอบ เธอเพียงก้มลงถามอันอันว่าเหนื่อยหรือไม่ เด็กชายไม่สนใจเสียงนินทา เขาซุกหน้ากับไหล่ของเธอแล้วหลับไป
หัวเช่าถิงเห็นดังนั้นจึงพูดกับทุกคนอย่างชัดเจน
“ตั้งแต่วันนี้ เจียงหน่วนคือภรรยาของผมและแม่ของอันอัน ใครไม่เคารพเธอก็ไม่ต้องอยู่ในบ้านนี้”
คำประกาศนั้นทำให้สีหน้าของอวี้หว่านเจี๋ยเปลี่ยนไปทันที
เธอเป็นแม่บ้านของตระกูลหัวมาสามสิบปี รู้เรื่องภายในบ้านมากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก และตลอดสองปีที่ผ่านมา เธอเป็นคนควบคุมอาหารของอันอันทั้งหมด ทุกมื้อถูกจัดตามตารางของแพทย์ แต่เด็กชายกลับกินได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนต้องพึ่งสารอาหารเหลว
เช้าวันต่อมา เจียงหน่วนเดินเข้าไปในห้องครัวและพบว่าพ่อครัวกำลังเตรียมอาหารสูตรเดิมให้เด็ก
“ใส่ซอสถั่วเหลืองน้อยลง ต้นหอมไม่ต้องใส่ แล้วเปลี่ยนเป็นเส้นข้าว” เธอบอก
อวี้หว่านเจี๋ยหันขวับ “คุณนายเพิ่งเข้าบ้านวันแรกก็คิดจะเปลี่ยนห้องครัวหรือคะ”
“ฉันไม่ได้เปลี่ยนห้องครัว ฉันเปลี่ยนอาหารของลูกชายฉัน”
“คุณรู้ดีกว่าหมอหรือ”
เจียงหน่วนหยิบถุงเล็ก ๆ จากกระเป๋า เทกุ้งแห้งบดละเอียดลงในชาม แล้วคนรวมกับน้ำซุป
“อันอันไม่แพ้กุ้ง เขาแพ้กลิ่นฉุนและเนื้อสัมผัสแข็ง กุ้งแห้งบดช่วยเพิ่มแคลเซียมและทำให้น้ำซุปมีรสหวานโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรุงมาก”
อวี้หว่านเจี๋ยแค่นหัวเราะ “ใครจะรู้ว่านั่นเป็นยาอะไร”
“ถ้าไม่แน่ใจก็ให้หมอตรวจค่ะ”
เจียงหน่วนหยิบชามขึ้นแล้วเดินไปหาเด็กชายที่นั่งอยู่ริมโต๊ะ อันอันเม้มปากตามนิสัย แต่เมื่อเธอเป่าอาหารให้เย็นและยื่นช้อนให้ เขาก็ลองกินคำหนึ่ง
จากนั้นอีกคำ
แล้วอีกคำ
หัวเช่าถิงที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่พูดอะไร เขามองลูกชายกินอาหารที่คนในบ้านพยายามทำมานับร้อยครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ
“อร่อยไหม” เจียงหน่วนถาม
อันอันพยักหน้าเล็กน้อย
“ถ้าอร่อยก็กินให้หมด แล้วพรุ่งนี้แม่จะใส่ต้นหอมให้น้อยลง”
“แม่ทำอร่อย” เด็กชายพูดชัดกว่าคืนก่อน
ช้อนในมือของหัวเช่าถิงแทบหลุดลงพื้น
ความดีใจอยู่กับเขาได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก่อนที่อวี้หว่านเจี๋ยจะนำเรื่องไปบอกแม่ของเขา หัวซูอวิ๋น หญิงชราผู้ถืออำนาจสูงสุดในตระกูล
“ผู้หญิงขายบะหมี่ทำให้อันอันกินมากผิดปกติ” อวี้หว่านเจี๋ยกล่าว “ดิฉันเห็นนางใส่ของไม่รู้จักลงในอาหาร”
หัวซูอวิ๋นเรียกหมอมาตรวจทันที ผลตรวจยืนยันว่าเป็นเพียงกุ้งแห้ง ไม่มีสารอันตราย แต่หญิงชรายังไม่ยอมแพ้
“เด็กยอมเรียกเธอว่าแม่เพราะอาหารไม่กี่ชามหรือ”
เจียงหน่วนวางช้อนลง “เด็กไม่ใช่เครื่องประดับของบ้านนี้ค่ะ เขาไม่กินเพราะคนรอบตัวบังคับเขาทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารจนถึงวิธีพูด ถ้าพวกคุณอยากให้เขาดีขึ้น ก็ต้องเลิกปฏิบัติกับเขาเหมือนของที่เสียแล้วรอซ่อม”
หัวซูอวิ๋นตบโต๊ะ “เธอรู้หรือไม่ว่ากำลังพูดกับใคร”
“รู้ค่ะ แต่ต่อให้คุณเป็นย่าของเขา คุณก็ไม่มีสิทธิ์ทำให้เขากลัว”
หัวเช่าถิงยืนอยู่ด้านข้าง เขาคิดว่าแม่จะสั่งให้เจียงหน่วนออกจากบ้าน ทว่าคนที่เข้ามาขัดจังหวะกลับเป็นหญิงสาวในชุดเดรสสีขาว
เธอคือเสิ่นหลิน คู่หมั้นที่ตระกูลหัวเลือกให้หัวเช่าถิงมานานหลายปี
“เช่าถิง คุณทำแบบนี้กับฉันได้อย่างไร” เสิ่นหลินพูดเสียงสั่น “งานแต่งของสองตระกูลกำลังจะประกาศอยู่แล้ว แต่คุณกลับแต่งงานกับคนขายบะหมี่”
หัวเช่าถิงตอบเรียบ ๆ “เรื่องของเราจบไปแล้ว”
“เพราะเด็กเรียกเธอว่าแม่อย่างนั้นหรือ” เสิ่นหลินหันไปมองเจียงหน่วน “เธอรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร เขาเป็นทายาทคนเดียวของหัวกรุ๊ป เธอคิดจะใช้เด็กเข้าหาครอบครัวนี้สินะ”
เจียงหน่วนไม่ได้โต้เถียง เพียงหันไปจับมืออันอันที่เริ่มสั่น
แต่เด็กชายกลับเงยหน้ามองเสิ่นหลิน แล้วพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบ
“ไม่เอา…ยา”
หัวเช่าถิงหันไปมองเขาทันที
อันอันไม่เคยพูดคำนี้มาก่อน
เสิ่นหลินหน้าซีดเพียงชั่วครู่ ก่อนฝืนยิ้ม “เด็กพูดตามที่คนอื่นสอน เขาอาจหมายถึงไม่เอาน้ำก็ได้”
เจียงหน่วนจำคำพูดนั้นไว้ในใจ
คืนนั้นเธอค้นห้องอาหารของอันอันอย่างละเอียด พบว่าถุงสารอาหารบางถุงมีรอยเปิดใหม่ ทั้งที่ฉลากยังไม่ถูกฉีก และในถังขยะหลังครัวมีขวดหยดสีชาไม่มีฉลากซ่อนอยู่
เธอไม่ได้แตะต้องขวดนั้น แต่ถ่ายรูปไว้แล้วส่งให้หัวเช่าถิง
ชายหนุ่มมาหาเธอในห้องทันที
“คุณสงสัยใคร”
“ฉันยังไม่รู้ แต่มีคนเติมบางอย่างลงในอาหารหรือสารอาหารของอันอัน”
หัวเช่าถิงหยิบขวดไปตรวจ เขาเป็นคนระวังตัวและไม่เชื่อใครง่าย ๆ แต่เมื่อผลจากห้องทดลองออกมา สีหน้าของเขาก็แข็งกระด้าง
ของเหลวในขวดเป็นยากดประสาทขนาดต่ำ หากใช้ต่อเนื่องอาจทำให้เด็กง่วง ซึม และไม่อยากอาหาร มันไม่ใช่สารพิษที่จะฆ่าคนได้ทันที แต่เพียงพอจะทำให้อันอันดูเหมือนมีอาการรุนแรงขึ้น
“ใครเป็นคนเข้าถึงครัวได้บ้าง” เขาถาม
“ทุกคนที่ทำงานในบ้าน รวมถึงคนที่ดูแลห้องเด็ก” เจียงหน่วนตอบ “แต่คนที่ใส่ยาต้องรู้ว่าไม่มีใครตรวจอาหารของเขา”
หัวเช่าถิงกำหมัด “ผมจะไล่ทุกคนออก”
“ถ้าทำตอนนี้ คนผิดจะรู้ตัวและลบหลักฐาน”
เขามองเธออย่างประหลาดใจ “คุณเคยทำงานสืบสวนหรือไง”
“เคยขายบะหมี่ค่ะ แต่คนที่ขายของริมถนนต้องจำหน้าลูกค้า จำเวลาที่พวกเขามา และรู้ว่าใครโกหกเรื่องเงินทอน ไม่อย่างนั้นก็อยู่ไม่รอด”
นับจากวันนั้น ทั้งสองจึงเริ่มร่วมมือกันอย่างเงียบ ๆ เจียงหน่วนเปลี่ยนอาหารของอันอันทีละน้อย สังเกตว่าเด็กมีอาการผิดปกติหลังมื้อใด ส่วนหัวเช่าถิงติดกล้องในทางเดินและสั่งให้ห้องทดลองตรวจอาหารทุกชามโดยไม่ให้คนในบ้านรู้
ระหว่างนั้น ความสัมพันธ์ของเขากับเจียงหน่วนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ตอนแรกหัวเช่าถิงนอนห้องทำงานและพูดกับเธอเฉพาะเรื่องในสัญญา แต่ทุกเช้าเขาจะพาอันอันไปส่งที่โต๊ะอาหารเอง แม้จะไม่รู้ว่าต้องถือช้อนอย่างไรหรือควรพูดกับเด็กแบบไหน
เจียงหน่วนสอนเขาไม่ให้บังคับลูก
“อย่าถามว่า ‘ทำไมไม่กิน’ ให้ถามว่า ‘อยากลองคำเล็ก ๆ ไหม’”
“ต่างกันตรงไหน”
“คำแรกเหมือนตำหนิ คำหลังเหมือนให้ทางเลือก”
หัวเช่าถิงนิ่งไป ก่อนตักอาหารคำเล็ก ๆ วางไว้ข้างจานของอันอัน
“อยากลองไหม”
เด็กชายไม่ตอบ แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็หยิบช้อนขึ้นมาเอง
วันหนึ่ง เจียงหน่วนทำข้าวปั้นรูปกระต่ายให้อันอัน หูข้างหนึ่งเบี้ยวเพราะเธอปั้นไม่เก่ง เด็กชายมองอยู่นานก่อนหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรก
หัวเช่าถิงแอบถ่ายภาพนั้นไว้ในโทรศัพท์
“ถ่ายทำไมคะ”
“เพื่อเก็บหลักฐานว่าเขาเคยหัวเราะ”
“คุณพ่อคนไหนใช้คำว่าหลักฐานกับรอยยิ้มของลูก”
ชายหนุ่มเงียบไป เขาไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
ความจริงคือเขากลัวการผูกพันกับลูกมาตลอด หลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน เขาทุ่มตัวเองให้กับงานและปล่อยให้อันอันอยู่ในความดูแลของคนอื่น เพราะทุกครั้งที่มองลูก เขาจะนึกถึงคืนที่ภรรยาขอให้เขาอยู่บ้าน แต่เขากลับเลือกไปประชุม
เขาเชื่อว่าถ้าหาเงินมากพอ ลูกจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
จนกระทั่งเจียงหน่วนทำให้เขาเห็นว่าเด็กไม่ได้ต้องการเพียงหมอและอาหารราคาแพง เขาต้องการใครสักคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่พยายามทำให้เขาเป็นเด็กคนอื่น
สามวันต่อมา งานเลี้ยงใหญ่ของตระกูลหัวถูกจัดขึ้น แขกผู้มีชื่อเสียงจากทั่วเจียงเฉิงมารวมตัวกัน รวมถึงตระกูลเสิ่นที่ยังไม่ยอมรับการยกเลิกงานแต่ง
ก่อนออกจากบ้าน สไตลิสต์นำชุดราตรีมาให้เจียงหน่วน แต่เป็นชุดที่ตัดเย็บไม่เรียบร้อย ซิปด้านหลังฝืด และมีรอยเปื้อนตรงชายกระโปรง
“ชุดนี้เป็นของคุณหนูเสิ่นค่ะ” สไตลิสต์พูดอย่างมีพิรุธ “พอดีคุณนายต้องใส่แทนไปก่อน”
เจียงหน่วนมองชุดแล้ววางลง
“เอาชุดธรรมดาของฉันมา”
หัวเช่าถิงเดินเข้ามาพอดี เขามองชุดเก่าในมือเธอแล้วหันไปสั่ง “นำชุดใหม่มาให้เธอภายในห้านาที”
“ไม่ต้องค่ะ” เจียงหน่วนตอบ “ฉันไม่อยากให้ใครพูดว่าฉันแต่งตัวด้วยเงินของคุณจนจำตัวเองไม่ได้”
เขาไม่พูดอะไร เพียงเดินออกไปแล้วกลับมาพร้อมกล่องสีดำ ภายในเป็นชุดสีเขียวเข้มเรียบหรู ไม่มีตราสินค้าใหญ่โต แต่ตะเข็บทุกจุดประณีตมาก
“ผมเลือกเอง” เขาบอก
“คุณเลือกชุดผู้หญิงเป็นด้วยหรือคะ”
“ไม่เป็น แต่ผมเลือกอยู่นาน”
คำตอบนั้นทำให้เธอหลุดยิ้ม
ที่งานเลี้ยง เจียงหน่วนยังไม่ทันก้าวเข้าไปในห้องโถง เสิ่นหลินก็เดินเข้ามาขวาง
“นี่คือผู้หญิงจากร้านบะหมี่คนนั้นหรือ” เธอจงใจพูดเสียงดัง “คุณหัวทำให้ตระกูลต้องอับอายจริง ๆ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัว
หัวซูอวิ๋นประกาศต่อหน้าแขกทุกคนว่า การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และเจียงหน่วนไม่มีสิทธิ์แตะต้องทรัพย์สินใด ๆ ของตระกูลหัว
“หลังครบหนึ่งปี เธอต้องออกจากบ้านโดยไม่เอาอะไรไปแม้แต่ชิ้นเดียว” หญิงชรากล่าว “หวังว่าเงินสามพันล้านจะทำให้เธอพอใจ”
เจียงหน่วนรู้สึกเหมือนถูกตบต่อหน้าคนทั้งงาน แต่เธอไม่ก้มหน้า
“เงินสามพันล้านเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาค่ะ ไม่ใช่ราคาของศักดิ์ศรีฉัน และฉันไม่เคยคิดเอาทรัพย์สินของตระกูลหัว”
เสิ่นหลินยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นช่วยทำอาหารให้แขกทุกคนหน่อยสิคะ ได้ยินว่าคุณเก่งแต่บะหมี่ไม่ใช่หรือ งานเลี้ยงระดับนี้คงไม่เหมาะกับฝีมือข้างทางของคุณ”
พ่อครัวใหญ่ถูกเรียกตัวไปอย่างกะทันหัน อาหารจานหลักเกิดปัญหา และคนในครัวพากันมองเจียงหน่วนเหมือนรอให้นางขายหน้า
เธอไม่ปฏิเสธ
“ได้ค่ะ แต่ฉันต้องเห็นวัตถุดิบทั้งหมดก่อน”
“เธอจะทำอะไรได้” อวี้หว่านเจี๋ยพูด “แม้แต่มีดดี ๆ ยังจับไม่เป็นมั้ง”
เจียงหน่วนเปิดกล่องวัตถุดิบ แล้วพบว่าปลาแช่เย็นมีกลิ่นผิดปกติ ผักบางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นของใกล้เสีย และซอสเห็ดมีฉลากวันหมดอายุถูกแกะออก
“ใครเป็นคนรับของ”
ไม่มีใครตอบ
เธอจึงตัดสินใจไม่ใช้วัตถุดิบเหล่านั้น หันไปเลือกแป้ง ไข่ ผักสด และเนื้อที่เก็บอยู่ในห้องเย็นอีกส่วน ก่อนทำบะหมี่เส้นสดในน้ำซุปใส พร้อมเกี๊ยวขนาดเล็กที่ปรุงรสอ่อน เหมาะกับทั้งเด็กและผู้สูงอายุ
แขกที่เคยหัวเราะค่อย ๆ หยุดพูดเมื่อกลิ่นหอมลอยออกจากครัว
หัวอันอันนั่งอยู่บนตักของหัวเช่าถิง เมื่อเห็นชามอาหารก็ยื่นมือออกไป
“แม่ทำ”
คำพูดนั้นดังผ่านเครื่องขยายเสียงของห้องโถง เพราะไมโครโฟนของพิธีกรยังเปิดอยู่
ทุกคนได้ยินพร้อมกัน
เสิ่นหลินหน้าซีด เธอเดินเข้าไปหยิบชามจากโต๊ะ แต่เด็กชายร้องไห้และกอดคอเจียงหน่วนแน่น
“ไม่เอา! ไม่เอายา!”
เจียงหน่วนเงยหน้าขึ้นทันที “อันอัน ใครเคยใส่ยาให้หนู”
เด็กชายชี้ไปทางอวี้หว่านเจี๋ย แล้วชี้ต่อไปยังเสิ่นหลิน
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วงาน
“เด็กพูดมั่ว!” เสิ่นหลินตะโกน “เธอสอนเขาให้กล่าวหาฉัน!”
หัวเช่าถิงก้าวมายืนข้างเจียงหน่วน “ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ดูเหมือนคุณจะรู้แล้วว่าเขากำลังกล่าวหาเรื่องอะไร”
เสิ่นหลินชะงัก
ในเวลานั้นเอง ผู้ช่วยของหัวเช่าถิงนำแฟ้มเอกสารเข้ามา ภายในมีภาพจากกล้องวงจรปิด รายการซื้อยา และผลตรวจอาหารหลายชุด
ภาพแรกแสดงให้เห็นอวี้หว่านเจี๋ยเข้าไปในห้องเตรียมอาหารตอนตีห้าทุกเช้า ภาพที่สองแสดงให้เห็นเสิ่นหลินพบเธอในคืนก่อนงานเลี้ยง และภาพสุดท้ายคือเอกสารการสั่งยากดประสาทที่ใช้ชื่อบริษัทของเสิ่นกรุ๊ปเป็นผู้ชำระเงิน
เสิ่นหลินส่ายหน้า “มันไม่ใช่ฉัน ฉันแค่ให้แม่บ้านช่วยให้อันอันนอนหลับ ฉันไม่ได้คิดจะทำร้ายเขา”
“แล้วทำไมต้องทำให้อันอันไม่กินอาหาร” เจียงหน่วนถาม
เสิ่นหลินหลบสายตา “ถ้าเขายังมีอาการหนัก ตระกูลหัวก็ต้องเลื่อนเรื่องผู้สืบทอด และเช่าถิงจะต้องแต่งงานกับฉันตามเดิม”
คำสารภาพนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ
อวี้หว่านเจี๋ยร้องไห้และพยายามแก้ตัวว่าเธอเพียงทำตามคำสั่ง แต่หัวเช่าถิงไม่ปล่อยให้เรื่องจบด้วยคำพูด
เขาส่งหลักฐานทั้งหมดให้ทนายและตำรวจ ตรวจสอบบัญชีการซื้อยา รวมถึงเส้นทางเงินจากบริษัทเสิ่นกรุ๊ป การกระทำของเสิ่นหลินและอวี้หว่านเจี๋ยถูกดำเนินคดีตามหลักฐาน ไม่ใช่เพราะความโกรธของคนในตระกูล
หัวซูอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่กลางห้องโถง นางมองเจียงหน่วนด้วยความอับอาย แต่คำขอโทษของนางไม่ได้ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไป
“ฉันเคยคิดว่าเธอเข้ามาเพราะเงิน” หญิงชราพูดในที่สุด “แต่คนที่คิดเรื่องเงินตลอดเวลาคือพวกเราเอง”
เจียงหน่วนตอบเพียงว่า “ฉันไม่ได้ต้องการให้คุณชอบฉัน แค่ขอให้คุณอย่าทำร้ายเด็กอีก”
หลังงานเลี้ยง อันอันมีอาการตื่นกลัวอยู่หลายวัน เขาไม่ยอมเข้าใกล้ห้องครัวและสะดุ้งทุกครั้งที่เห็นขวดแก้วสีชา เจียงหน่วนจึงไม่บังคับ เธอพาเขากลับไปที่ร้านบะหมี่เล็ก ๆ ในตรอก ให้เขานั่งวาดรูปบนโต๊ะเดิมที่เธอเคยนวดแป้ง
หัวเช่าถิงตามไปด้วย แม้จะนั่งไม่เป็นและทำแป้งเละไปสองก้อน
“คุณไม่จำเป็นต้องมาค่ะ” เจียงหน่วนพูด
“ผมรู้”
“สัญญาเหลืออีกสิบเอ็ดเดือน คุณไม่ต้องทำเหมือนเป็นสามีจริงก็ได้”
เขาหยุดนวดแป้งแล้วมองเธอ “ถ้าผมอยากทำล่ะ”
เจียงหน่วนไม่ตอบ
หัวเช่าถิงถอนหายใจ “ผมรู้ว่าคุณไม่เชื่อใจผม ผมเคยใช้เงินแก้ทุกปัญหา และเคยปล่อยให้คนอื่นดูแลอันอัน เพราะคิดว่าหน้าที่ของพ่อคือหาเงิน แต่ถ้าคุณยอม ผมอยากเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด”
อันอันเดินเข้ามาพร้อมกระดาษในมือ บนกระดาษมีภาพคนสามคนยืนอยู่หน้าร้านบะหมี่ คนหนึ่งตัวเล็ก คนหนึ่งผมยาว และอีกคนสูงมากจนเกือบชนขอบกระดาษ
เขายื่นให้หัวเช่าถิง “บ้าน”
หัวเช่าถิงรับภาพไว้ด้วยสองมือ
“ใช่ บ้าน” เขาพูด “แต่บ้านอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้ามีแม่กับพ่ออยู่ด้วยกัน”
เจียงหน่วนมองเขา ไม่ได้แก้คำพูดนั้นเหมือนทุกครั้ง
หลายเดือนต่อมา อันอันเริ่มกินอาหารได้หลากหลายขึ้น เขายังไม่พูดมากและยังต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาสามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ด้วยคำพูดสั้น ๆ และรูปภาพที่วาดขึ้นเอง
หัวเช่าถิงตั้งกองทุนเล็ก ๆ ช่วยครอบครัวที่มีเด็กซึ่งมีภาวะเลือกกินและพัฒนาการล่าช้า โดยไม่ใช้ชื่อของตัวเองโฆษณา เขาไม่ต้องการให้คนมองว่าเป็นการสร้างภาพ เพียงอยากให้พ่อแม่คนอื่นไม่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อสิ่งที่เด็กต้องการจริง ๆ นั่นคือเวลาและความเข้าใจ
ส่วนเจียงหน่วนยังคงเปิดร้านบะหมี่ เธอไม่รับเงินสามพันล้านล่วงหน้า นอกจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการรักษาอันอัน เธอเก็บสัญญาไว้ในลิ้นชัก เพื่อเตือนตัวเองว่าเธอเข้าบ้านหัวด้วยเงื่อนไขของตัวเอง ไม่ใช่ในฐานะคนที่ถูกซื้อ
ครบกำหนดหนึ่งปี หัวเช่าถิงนำเอกสารหย่ามาวางบนโต๊ะเดียวกับที่เขาเคยวางเช็ค
“สัญญาครบแล้ว” เขาพูด “คุณเป็นอิสระ”
เจียงหน่วนมองเอกสารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “แล้วอันอันล่ะ”
“เขาอยู่กับคุณได้ตามที่คุณต้องการ ผมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ถ้าคุณอยากกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ผมก็จะไม่ขัดขวาง”
เด็กชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เงยหน้าขึ้น “แม่อยู่ พ่ออยู่”
หัวเช่าถิงก้มลงกอดลูก “พ่ออยู่นี่”
เจียงหน่วนเซ็นเอกสารหย่าไม่ได้ เธอวางปากกาลงแล้วเลื่อนกระดาษกลับไป
“ฉันไม่อยากอยู่กับคุณเพราะสัญญาแล้วค่ะ”
หัวเช่าถิงชะงัก “หมายความว่า…”
“ถ้าคุณยังอยากแต่งงานกับฉัน ก็เขียนสัญญาใหม่”
“ข้อกำหนดเหมือนเดิมไหม”
“ไม่เหมือนเดิม” เธอยิ้ม “ข้อแรก คุณต้องช่วยล้างจาน ข้อสอง เรื่องอาหารของอันอัน เราตัดสินใจด้วยกัน ข้อสาม ห้ามใช้เช็คสามพันล้านมาขอฉันแต่งงาน”
หัวเช่าถิงหัวเราะเป็นครั้งแรกอย่างไม่ต้องฝืน
“แล้วข้อสี่ล่ะ”
เจียงหน่วนมองเด็กชายที่กำลังพยายามปั้นเกี๊ยวด้วยตัวเอง “ถ้าวันไหนทะเลาะกัน ห้ามเดินหนีออกจากบ้านโดยไม่พูดอะไร”
เขาพยักหน้า “ตกลง”
คืนนั้น อันอันกินบะหมี่ไปสองชาม ไม่ใช่เพราะมีใครสั่ง ไม่ใช่เพราะมียาอยู่ในอาหาร แต่เพราะเขาเลือกกินเอง
ก่อนนอน เขาวางชามเปล่าลงบนโต๊ะ แล้วหันมาหาเจียงหน่วน
“แม่ พรุ่งนี้ทำอีกนะ”
หัวเช่าถิงยิ้ม “พ่อก็อยากกินด้วย”
อันอันคิดอยู่นาน ก่อนพยักหน้า
ร้านบะหมี่เล็ก ๆ ในตรอกยังคงเปิดทุกเช้า เช็คสามพันล้านถูกเก็บอยู่ในลิ้นชัก ไม่เคยถูกนำไปแลกกับชีวิตใหม่ เพราะสิ่งที่เจียงหน่วนได้รับจากบ้านตระกูลหัวไม่ใช่เงินก้อนนั้น
เธอได้เด็กชายที่กลับมาพูด ได้ผู้ชายที่เรียนรู้จะเป็นพ่อ และได้บ้านที่ไม่มีใครต้องซื้อใครอีกต่อไป