“ให้ฉันกินเดี๋ยวนี้!” หวังเยว่หลินตบถาดอาหารในมือของหลิงหลิงจนกระเด็นต่อหน้าคนไข้และเจ้าหน้าที่ทั้งโถงโรงพยาบาล ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม เพราะทุกคนรู้ว่าหญิงตั้งครรภ์คนนี้เป็นภรรยาของรองผู้อำนวยการ และเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการหวัง
หลิงหลิงก้มลงเก็บชามที่แตก มือของเธอสั่นจนเลือดซึมจากเศษกระเบื้อง แต่เธอยังไม่ทันได้ลุก หวังเยว่หลินก็เตะถาดออกไปอีกครั้ง
“เด็กฝึกงานอย่างเธอกล้าทำให้ฉันรออาหารเกือบสิบนาทีหรือ? รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร”
“เธอไม่ใช่คนส่งอาหาร” ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้นจากด้านข้าง “เธอเป็นพยาบาลฝึกหัดที่กำลังดูแลคนไข้ฉุกเฉิน ถ้าเธอมัวแต่รับใช้เธอ คนไข้คนนั้นอาจตายได้”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว ชายชราคนนั้นแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีเทาซีด กางเกงเก่า และถือไม้เท้าในมือ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่คำพูดของเขาทำให้หวังเยว่หลินหันไปมองด้วยความโกรธ
“คุณเป็นใคร กล้ามาตำหนิฉัน?”
“คนที่เห็นว่าเธอกำลังรังแกคนที่ไม่มีทางสู้”
“ฉันเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ ถ้าฉันสั่งให้พวกเขาไล่คุณออก คุณก็ไม่มีสิทธิ์ยืนอยู่ตรงนี้”
หวังเยว่หลินยกมือขึ้นจะตบเขา แต่ยังไม่ทันได้ทำ หลิงหลิงก็รีบคว้าข้อมือเธอไว้
“อย่าทำร้ายพ่อของฉัน!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลงทันที หวังเยว่หลินมองชายชราแล้วหัวเราะเยาะ
“พ่อบุญธรรมงั้นเหรอ? ถึงว่าล่ะ เธอถึงได้กล้าหาคนแก่ไร้ประโยชน์มาคอยปกป้อง ตัวเองไม่มีความสามารถ ก็เลยต้องเกาะคนอื่นสินะ”
ชายชรากำไม้เท้าแน่น แต่ไม่ได้ตอบโต้ เขาหันไปมองมือของหลิงหลิงที่มีเลือดออก สีหน้าอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“หลิงหลิง เจ็บมากไหม”
“หนูไม่เป็นไรค่ะ พ่อ”
“พ่อบอกแล้วว่า ถ้ามีใครรังแกลูก ให้โทรหาพ่อทันที”
“เธอคิดว่าพ่อเธอเป็นใคร ถึงจะทำอะไรฉันได้” หวังเยว่หลินตะโกน “สามีของฉันกำลังจะได้รับเงินลงทุนจากหว่านอวี่แคปิตอล ถ้าเขาได้ทุนพันล้าน โรงพยาบาลนี้ก็จะอยู่ในมือของพวกเรา ใครยังกล้าขัดคำสั่งฉันอีก?”
สามีของเธอ หวังจื้อเหวิน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เดินออกมาจากห้องพักแพทย์ในเวลานั้น เขาเห็นภรรยากำลังเผชิญหน้ากับหลิงหลิงและชายชรา จึงรีบเดินเข้ามา แต่แทนที่จะถามถึงอาการของหลิงหลิง เขากลับหันไปตำหนิเธอ
“เธอทำอะไรของเธออีกแล้ว หลิงหลิง? รีบขอโทษภรรยาของฉันเดี๋ยวนี้”
หลิงหลิงเงยหน้ามองเขา หวังจื้อเหวินเคยเป็นคนที่สัญญาว่าจะปกป้องเธอ เขาเคยบอกว่าเธอเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่หลังจากแต่งงานกับหวังเยว่หลิน เขาก็ทำเหมือนหลิงหลิงเป็นเพียงคนรับใช้ในโรงพยาบาล
“เธอต้องขอโทษฉัน” หวังเยว่หลินพูด “เธอทำร้ายฉันต่อหน้าคนมากมาย”
“ฉันแค่จับมือคุณไว้ ไม่ให้คุณตบพ่อ”
“ยังกล้าเถียงอีก!”
หวังเยว่หลินตบหลิงหลิงเต็มแรง คราวนี้ชายชราเข้ามายืนขวางทันที เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าของเขาดังไปทั่วโถง ผู้คนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่าย
“พ่อ!” หลิงหลิงร้อง
ชายชราหันกลับมายิ้มให้เธอ แม้แก้มจะขึ้นรอยแดง “พ่อไม่เป็นไร”
จากนั้นเขาหันไปมองหวังจื้อเหวิน “คนที่ทำให้ลูกสาวของฉันต้องทนทุกข์ จะต้องชดใช้มากกว่านี้สิบเท่า”
หวังจื้อเหวินหัวเราะเยาะ “คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร? ที่นี่คือโรงพยาบาลของตระกูลหวัง ไม่ใช่ที่ให้คนแก่ไร้บ้านมาข่มขู่คนอื่น”
คำพูดนั้นทำให้หลิงหลิงหน้าซีด เธอรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้เป็นคนไร้บ้าน แต่เป็นพ่อบุญธรรมที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก เพียงแต่เขาไม่เคยยอมบอกว่าเคยทำงานอะไร หรือมีชีวิตอยู่ที่ไหนก่อนรับเธอมาเลี้ยง
เมื่อหลิงหลิงอายุเจ็ดขวบ เธอถูกทิ้งไว้หน้าสถานีรถไฟพร้อมสร้อยคอเส้นหนึ่งและกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนชื่อของเธอไว้ว่า “หลิงหลิง” ชายชราคนนั้นพบเธอในคืนฝนตก เขาชื่อหว่านเจิ้ง และเลี้ยงเธอโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน
เขาทำงานรับจ้างสารพัด ตั้งแต่ขนของ ล้างจาน ไปจนถึงซ่อมเครื่องจักรในโรงงาน แม้จะไม่มีเงินมาก แต่เขาไม่เคยปล่อยให้เธออดข้าว เขาเป็นคนส่งหลิงหลิงเรียนจนเธอได้ทุนฝึกงานพยาบาล และเป็นคนเดียวที่บอกเธอเสมอว่าเธอไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้คนที่มีเงินมากกว่า
หวังเยว่หลินไม่รู้เรื่องนั้น เธอเห็นเพียงชายชราที่สวมเสื้อเก่า ๆ จึงคิดว่าเขาไม่มีค่า
“จัดการมัน” เธอสั่งสามี “อย่าให้มันได้เข้ามาในโรงพยาบาลอีก”
หวังจื้อเหวินพยักหน้า แล้วเรียกรปภ. “ลากตัวสองคนนี้ออกไป ส่วนหลิงหลิง พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
หลิงหลิงกำมือแน่น เธออยากโต้แย้ง แต่หว่านเจิ้งจับมือเธอไว้
“ไม่ต้องร้องไห้ พ่ออยู่ตรงนี้”
“หนูไม่ได้ร้องไห้เพราะถูกไล่ออกค่ะ หนูแค่ไม่อยากให้พ่อโดนทำร้าย”
“คนที่ทำร้ายพ่อวันนี้ จะต้องรู้ว่าเขากำลังแตะต้องใคร”
หวังเยว่หลินเดินตามไปขวางหน้าประตู “ยังไม่จบ! สามีฉันกำลังจะเซ็นสัญญากับหว่านอวี่แคปิตอล อีกไม่กี่วันพวกแกจะได้เห็นว่าฉันมีอำนาจแค่ไหน”
หว่านเจิ้งมองเธอนิ่ง ๆ “เธอแน่ใจหรือว่าเงินลงทุนนั้นจะมาถึง?”
“แน่นอน ผู้อำนวยการหวังรับปากกับฉันแล้ว หว่านอวี่แคปิตอลจะลงทุนหนึ่งพันล้านในโครงการโรงพยาบาลใหม่ของเรา”
“ถ้าอย่างนั้นก็รอดูอีกไม่กี่นาที”
ทุกคนคิดว่าเขาพูดเพราะต้องการข่มขู่ แต่หว่านเจิ้งเพียงหยิบโทรศัพท์เก่า ๆ ออกมา แล้วส่งข้อความสั้น ๆ ถึงใครบางคน
ระหว่างนั้น หวังเยว่หลินยังไม่หยุดดูถูกหลิงหลิง
“เธอคงไม่รู้สินะว่าฉันกำลังมีลูกของตระกูลหวัง เด็กคนนี้จะใช้นามสกุลที่มีเกียรติ ไม่ใช่ของคนเก็บขยะอย่างพ่อเธอ”
หลิงหลิงก้มมองท้องของเธอ แล้วตอบเบา ๆ “เด็กไม่ควรต้องรับผิดชอบคำพูดของแม่ตัวเอง”
“แกหมายความว่าอะไร?”
“ฉันหมายความว่า ถ้าคุณยังทำร้ายคนอื่นต่อหน้าลูก วันหนึ่งลูกอาจถามว่าทำไมคนเป็นแม่ถึงใจร้ายขนาดนี้”
หวังเยว่หลินตบหน้าเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผู้ช่วยของหว่านเจิ้งก้าวเข้ามาขวาง เขาชื่อเสี่ยวซุน เป็นชายหนุ่มที่ทุกคนคิดว่าเป็นผู้ติดตามธรรมดา ทว่าเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงของเขากลับเปลี่ยนเป็นเด็ดขาด
“ท่านประธาน ผมทนไม่ไหวแล้ว ขออนุญาตจัดการไหมครับ”
คำว่า “ท่านประธาน” ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป หวังจื้อเหวินชะงัก แต่หวังเยว่หลินกลับหัวเราะ
“แสดงละครอะไรของพวกแก ประธานบริษัทอะไรจะแต่งตัวเหมือนขอทาน?”
เสี่ยวซุนมองนาฬิกา “อีกสิบวินาที คุณก็จะรู้เองครับ”
“สิบวินาทีอะไร?”
“สิบวินาทีที่คำโกหกของคุณจะถูกเปิดเผย”
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของหวังเยว่หลินก็ดังขึ้น เธอยิ้มอย่างมั่นใจและกดรับสายต่อหน้าทุกคน
“สวัสดีค่ะ ผู้อำนวยการหวัง ดิฉันกำลังจะโทรหาคุณพอดี วันนี้มีคนก่อเรื่องในโรงพยาบาล—”
เสียงปลายสายพูดแทรกขึ้นก่อน เธอฟังอยู่เพียงไม่กี่วินาที รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไป
“อะไรนะคะ? ถอนการลงทุน?”
ผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามอง หวังจื้อเหวินแย่งโทรศัพท์ไปฟังเอง
เสียงของผู้อำนวยการหวังดังลอดออกมา “คำสั่งจากประธานหว่านโดยตรง หว่านอวี่แคปิตอลยกเลิกการลงทุนทั้งหมดในโครงการของเรา และจะตรวจสอบสัญญาทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณ”
หวังจื้อเหวินหน้าซีด “เป็นไปไม่ได้ ประธานหว่านเพิ่งอนุมัติโครงการเมื่อเช้า”
“คำสั่งเปลี่ยนแล้ว และมีผลทันที”
สายถูกตัดไป หวังเยว่หลินยืนนิ่งเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่ เธอหันไปมองหว่านเจิ้ง แต่ยังไม่ยอมเชื่อ
“พวกคุณเป็นใครกันแน่?”
หว่านเจิ้งเดินเข้ามาช้า ๆ เขาถอดหมวกเก่าออก เผยใบหน้าที่ผู้บริหารหลายคนเคยเห็นในข่าวธุรกิจ แต่คนในโรงพยาบาลไม่มีใครจดจำได้ เพราะช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเขาปลอมตัวเป็นคนธรรมดาเพื่อมาตรวจสอบโครงการด้วยตัวเอง
“ฉันบอกเธอแล้ว” เขาพูด “ว่าการลงทุนจะไม่มาถึง”
“คุณรู้ได้อย่างไร?” หวังจื้อเหวินถามเสียงสั่น
“เพราะฉันคือหว่านเจิ้ง ประธานของหว่านอวี่แคปิตอล”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เสี่ยวซุนเปิดเอกสารในแท็บเล็ตให้ทุกคนเห็น หนังสือแต่งตั้งหวังจื้อเหวินเป็นผู้บริหารโครงการมีลายเซ็นปลอม รายการค่าใช้จ่ายมีเงินหายไปหลายสิบล้าน และกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าหวังเยว่หลินใช้สิทธิ์ของโรงพยาบาลกดขี่เจ้าหน้าที่มาแล้วหลายครั้ง
ที่สำคัญกว่านั้น คือชื่อของหลิงหลิงอยู่ในเอกสารลับฉบับหนึ่ง หวังจื้อเหวินเคยยื่นคำร้องให้ยกเลิกทุนการศึกษาของเธอ เพราะไม่ต้องการให้เธอได้เป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลหลังจากรู้ว่าเธอเป็นลูกบุญธรรมของหว่านเจิ้ง
หวังจื้อเหวินไม่เคยรู้ตัวว่าชายชราที่เขาดูถูกคือผู้ลงทุนที่บริษัทกำลังรอคอย เขาคิดว่าหากแต่งงานกับหวังเยว่หลิน เขาจะได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ และสามารถควบคุมโรงพยาบาลได้ทั้งหมด
“คุณรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร?” เขาถาม
“ฉันรู้ว่าคุณปลอมแปลงเอกสารตั้งแต่เดือนก่อน” หว่านเจิ้งตอบ “แต่ฉันยังไม่เปิดโปง เพราะอยากเห็นว่าคุณจะปฏิบัติต่อลูกสาวของฉันอย่างไร เมื่อคิดว่าฉันไม่มีอำนาจ”
หลิงหลิงหันมองเขาด้วยความประหลาดใจ “พ่อรู้ตั้งแต่แรกเหรอคะ?”
“พ่อรู้ แต่พ่ออยากให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง พ่อไม่อยากใช้เงินหรือชื่อของพ่อบังคับให้ลูกอยู่กับใคร”
คำพูดนั้นทำให้หลิงหลิงนึกถึงวันที่เธอเคยถามว่าทำไมเขาไม่ซื้อบ้านหลังใหญ่เหมือนคนอื่น เขาตอบเพียงว่า “บ้านที่ดีไม่ใช่บ้านที่แพงที่สุด แต่เป็นบ้านที่ไม่มีใครต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออกไป”
ตอนนั้นเธอไม่เข้าใจ วันนี้เธอเพิ่งรู้ว่าความมั่งคั่งของเขามากพอจะซื้อโรงพยาบาลทั้งแห่งได้ แต่เขาเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายเพื่อดูว่าใครรักเขาจริง และใครรักเพียงอำนาจของเขา
หวังเยว่หลินเริ่มร้องไห้ “ท่านประธาน ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นพ่อของหลิงหลิง ถ้ารู้ฉันคง—”
“คงพูดจาดีกว่านี้?” หว่านเจิ้งถาม
เธอเงียบ
“นั่นแปลว่าคำขอโทษของเธอไม่ได้เกิดจากความเสียใจ แต่เกิดจากความกลัว”
หวังจื้อเหวินรีบคุกเข่าลง “ท่านประธาน ผมยอมรับว่าผมทำผิด แต่ผมทำทุกอย่างเพราะต้องการพัฒนาโรงพยาบาล เงินบางส่วนผมเอาไปใช้ชั่วคราว เดี๋ยวผมหามาคืนได้ ขอเวลาให้ผมหน่อย”
“เงินที่คุณเอาไปไม่ใช่เงินของคุณ และคนที่คุณทำร้ายไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี”
หว่านเจิ้งส่งหลักฐานให้คณะกรรมการโรงพยาบาลและตำรวจ การตรวจสอบใช้เวลาหลายสัปดาห์ ไม่ได้มีใครถูกจับทันทีอย่างที่หวังเยว่หลินเคยขู่คนอื่น แต่หวังจื้อเหวินถูกพักงาน ถูกระงับสิทธิ์ลงนาม และต้องชดใช้เงินส่วนที่ยักยอกไปตามกระบวนการ
ผู้อำนวยการหวังถูกสอบสวนเรื่องการปล่อยให้ครอบครัวใช้อำนาจในโรงพยาบาล ส่วนโครงการก่อสร้างถูกระงับจนกว่าจะตรวจสอบใหม่ เจ้าหน้าที่หลายคนที่เคยถูกกลั่นแกล้งได้รับการคุ้มครอง และหว่านเจิ้งประกาศว่าจะไม่ลงทุนต่อ หากโรงพยาบาลยังไม่ปรับระบบการร้องเรียนให้เป็นอิสระ
สำหรับหวังเยว่หลิน เรื่องที่หนักที่สุดไม่ใช่การสูญเสียเงิน เธอแท้งลูกในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา หลังจากความเครียดและการทะเลาะกับครอบครัวสะสมอย่างหนัก หว่านเจิ้งช่วยจัดการค่ารักษาให้ตามหน้าที่มนุษย์คนหนึ่ง แต่เขาไม่ยอมให้เธอใช้เหตุการณ์นั้นลบล้างความผิดที่เคยทำ
“ฉันเสียทุกอย่างแล้ว” เธอพูดกับหลิงหลิงในวันที่มาขอโทษ “เธอพอใจหรือยัง?”
หลิงหลิงมองเธออยู่นาน ก่อนตอบว่า “ฉันไม่เคยต้องการให้คุณเสียลูกหรือเสียชีวิต ฉันแค่ต้องการให้คุณหยุดทำร้ายคนอื่น ความทุกข์ของคุณไม่ทำให้ความเจ็บปวดของฉันหายไป และความเจ็บปวดของฉันก็ไม่ได้ทำให้คุณสมควรได้รับความทุกข์เพิ่ม”
หวังเยว่หลินก้มหน้า เธอไม่เคยได้รับคำตอบเช่นนี้จากคนที่เธอเคยดูถูก หลิงหลิงไม่ได้ให้อภัยทันที และไม่ได้กลับไปสนิทกับเธอ แต่เธอยอมรับคำขอโทษโดยมีเงื่อนไขว่าหวังเยว่หลินต้องเข้ารับการบำบัดและช่วยชดเชยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ
การแต่งงานของหวังเยว่หลินกับหวังจื้อเหวินสิ้นสุดลงในเวลาต่อมา ทั้งสองไม่ได้ทะเลาะกันในศาลเหมือนที่คนรอบข้างคาด เพราะเมื่อเงินและอำนาจหายไป พวกเขาก็ไม่มีสิ่งใดเหลือให้ใช้ปกป้องกันอีก
ส่วนหลิงหลิงกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลหลังจบการฝึกงาน เธอเลือกแผนกฉุกเฉิน แม้จะรู้ว่าที่นั่นเหนื่อยและเต็มไปด้วยคืนที่ไม่มีเวลานอน เธอบอกพ่อว่าไม่อยากให้ชื่อของเขาช่วยเปิดประตูให้
“หนูอยากเข้าไปด้วยความสามารถของหนูเอง”
หว่านเจิ้งยิ้ม “พ่อรู้อยู่แล้วว่าลูกทำได้”
หลายเดือนหลังจากนั้น โรงพยาบาลเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนแห่งใหม่ ป้ายเล็ก ๆ หน้าห้องเขียนว่า “ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี” หลิงหลิงเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยออกแบบระบบนี้ เธอไม่ใช้ชื่อเสียงของพ่อเพื่อแก้แค้นใคร แต่ใช้โอกาสที่มีเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่คนอื่นต้องยืนก้มหน้าเก็บเศษถาดอาหารเหมือนเธออีก
เย็นวันหนึ่ง เธอกลับถึงบ้านแล้วเห็นชามใบใหม่วางอยู่บนโต๊ะ หว่านเจิ้งซื้อมาแทนใบที่แตกในวันนั้น เป็นชามธรรมดาราคาถูก แต่ด้านข้างมีรอยวาดด้วยมือของเขา เป็นรูปเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังจับมือชายชราใต้ร่ม
“พ่อยังเก็บภาพวันนั้นไว้อีกเหรอคะ?” หลิงหลิงถาม
“พ่อไม่ได้เก็บภาพวันที่ลูกถูกทำร้าย” เขาตอบ “พ่อเก็บวันที่ลูกยืนขึ้นด้วยตัวเองต่างหาก”
หลิงหลิงยิ้มแล้วตักข้าวใส่ชามให้เขา คราวนี้ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครตะโกน และไม่มีใครต้องกลัวว่าอาหารตรงหน้าจะถูกปัดตกพื้น
ชามใบนั้นไม่เคยแพง แต่ทุกครั้งที่พวกเขากินข้าวร่วมกัน หลิงหลิงก็จำได้ว่าอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้คนอื่นคุกเข่า หากเป็นการทำให้คนที่เคยถูกกดทับมีแรงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง