หญิงขายไก่ทอดถูกคู่หมั้นของเจ้าพ่อเหยียดหยาม แต่บัตรห้าล้านกลับเปิดเผยความจริงที่ทำให้ทั้งตระกูลฟู่ต้องคุกเข่า

ซ่งหนิงกำลังยื่นบัตรธนาคารให้หญิงสาวที่เพิ่งสั่งคนลงจากรถมาทำร้ายเธอ ขณะที่เลือดจากหน้าผากของเสี่ยวเสี่ยว ลูกสาววัยหกขวบ กำลังไหลเปื้อนชุดวันเกิดสีเหลืองตัวเล็กจนแดงเป็นทาง

“ในบัตรนี้มีเงินห้าล้าน ถ้าไม่พอ ฉันจะจ่ายค่าซ่อมเพิ่มให้” ซ่งหนิงพูดทั้งที่มือสั่น เพราะก่อนหน้านั้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แผงขายไก่ทอดของเธอเพิ่งถูกคนของอีกฝ่ายทำลายจนไม่เหลือแม้แต่เค้กวันเกิดของลูก

หญิงสาวหัวเราะเสียงดัง “เธอคิดว่าฉันโง่หรือไง ผู้หญิงขายของริมถนนอย่างเธอจะมีเงินห้าล้านได้ยังไง”

คำถามนั้นควรทำให้ซ่งหนิงอับอาย แต่สิ่งที่ทำให้เธอกลัวกว่าคือเสียงหายใจของเสี่ยวเสี่ยวที่เริ่มเบาลงเรื่อย ๆ เด็กน้อยกุมหน้าอกและพยายามเรียกหาแม่

“แม่…หนูเจ็บ…”

ซ่งหนิงพยายามจะเข้าไปหา แต่ชายสองคนจับแขนเธอเอาไว้ หญิงสาวเจ้าของรถหรูยกมือขึ้น ตั้งใจจะตบเธอต่อหน้าคนทั้งถนน

แล้วเสียงรถหลายคันก็ดังขึ้นพร้อมกัน

รถสีดำหกคันจอดเรียงขวางถนน ชายชุดสูทลงมาอย่างรวดเร็ว คนที่เดินนำหน้าไม่ใช่ตำรวจ แต่ทุกคนรอบข้างกลับถอยหนีราวกับรู้ดีว่าเขามีอำนาจมากกว่าตำรวจหลายเท่า

“หยุดมือเดี๋ยวนี้” เขาพูด

หญิงสาวชะงัก “พวกคุณเป็นใคร กล้ามายุ่งกับเรื่องของฉันได้ยังไง”

ชายคนนั้นไม่ตอบ เขาเพียงเปิดประตูรถคันกลาง ฟู่หลิงหยวนก้าวลงมาในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าของเขาซีดกว่าปกติ ดวงตาซึ่งเคยนิ่งเย็นกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นเด็กน้อยบนพื้น

“เสี่ยวเสี่ยว!”

เด็กหญิงลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนพึมพำ “พ่อ…”

ซ่งหนิงเงยหน้ามองเขา น้ำตาที่อดกลั้นมาตลอดทั้งวันไหลลงทันที

“คุณยังจำได้ด้วยเหรอว่าวันนี้เป็นวันเกิดลูก”

ฟู่หลิงหยวนคุกเข่าลง อุ้มลูกสาวขึ้นจากพื้น แล้วหันไปสั่งคนของเขา “เปิดทางไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ เรียกหมอโรคหัวใจที่ดีที่สุดของเมืองมา รักษาเธอให้ได้ ไม่ว่าเสียเท่าไหร่ก็ไม่ต้องถามฉัน”

เสี่ยวเสี่ยวมีโรคหัวใจตั้งแต่เกิด อาการของเธอไม่ได้รุนแรงตลอดเวลา แต่ความตกใจและการวิ่งหนีจากเหตุการณ์ที่แผงขายของทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ วันนี้ซ่งหนิงตั้งใจจะขายไก่ทอดให้หมด แล้วพาลูกไปกินบะหมี่ฉลองวันเกิดอย่างเรียบง่าย เธอไม่เคยคิดว่าวันนั้นจะจบลงด้วยรถพยาบาลและเสียงเครื่องตรวจหัวใจ

หลายชั่วโมงก่อนหน้านั้น เสี่ยวเสี่ยวกำลังยืนถือกล่องเค้กอยู่ข้างแผงเล็ก ๆ ของแม่

“ขายให้หมดก่อนนะลูก” ซ่งหนิงบอก “แล้วแม่จะพาไปฉลองวันเกิด”

เด็กหญิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอรอวันนี้มาหลายสัปดาห์ เพราะพ่อบอกว่าจะกลับจากต่างจังหวัดให้ทัน แต่ตอนสายฟู่หลิงหยวนโทรมาบอกว่างานมีปัญหาและคงกลับไม่ทัน ซ่งหนิงฝืนยิ้มแล้วบอกลูกว่าไม่เป็นไร

ไม่นาน รถตู้สีดำก็จอดหน้าร้าน ชายร่างใหญ่หลายคนเดินลงมา คนที่ดูเหมือนหัวหน้ากวาดตามองแผงขายของแล้วพูดว่า

“ใครอนุญาตให้มาตั้งร้านตรงนี้”

ซ่งหนิงหยิบเอกสารออกมา “ฉันเช่าพื้นที่ถูกต้อง มีใบอนุญาตจากสำนักงานเขต”

“ใบอนุญาตของเธอถูกยกเลิกแล้ว เก็บของแล้วออกไป”

“ยกเลิกตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเพิ่งจ่ายค่าเช่าไปเมื่อวาน”

ไม่มีใครตอบ ชายคนนั้นเตะถังน้ำมันจนล้ม ไฟจากเตาทอดลุกวาบ ซ่งหนิงรีบอุ้มเสี่ยวเสี่ยวถอยออกมา ขณะที่คนของเขาคว่ำโต๊ะ ทุบตู้แช่ และเหยียบกล่องเค้กจนแบน

เด็กหญิงร้องไห้ “เค้กของหนู…”

ซ่งหนิงยืนบังลูกไว้ “พวกคุณเกินไปแล้ว นี่เป็นร้านของฉัน ไม่ใช่เขตของใคร”

ชายคนนั้นหัวเราะ “ถนนเส้นนี้อยู่ในอาณาเขตของฟู่หลิงหยวน คนขายของอย่างเธอกล้าขัดคำสั่งเขาหรือ”

ซ่งหนิงแข็งค้าง ชื่อของสามีทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักตกจากที่สูง ฟู่หลิงหยวนไม่เคยบอกว่าเขามีอิทธิพลมากเพียงใด เขาเคยพูดเพียงว่าทำธุรกิจรักษาความปลอดภัยและไม่อยากให้ภรรยากับลูกเข้าไปยุ่งกับงาน

แต่เขากลับรู้เรื่องแผงขายของของเธอทุกอย่าง รู้ว่าเธอใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายซื้อเตาทอด รู้ว่าเธอจะฉลองวันเกิดให้ลูก และรู้ด้วยว่าเธอต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ

“พังให้หมด” หญิงสาวคนหนึ่งที่เพิ่งลงจากรถพูดขึ้น

เธอชื่อหลานหลาน เป็นลูกสาวของผู้มีอำนาจในตระกูลฟู่ และเป็นคนที่ทุกคนกำลังเรียกว่า “คู่หมั้นของฟู่หลิงหยวน” ซ่งหนิงจำเธอได้จากข่าวสังคม ผู้หญิงคนนี้กำลังจะเข้าพิธีหมั้นกับฟู่หลิงหยวนในวันถัดไป

หลานหลานมองเค้กที่ถูกเหยียบแล้วเอียงคอ “สภาพแบบนี้ยังจะจัดวันเกิดอีกเหรอ”

“หยุดนะ” ซ่งหนิงพุ่งเข้าไป แต่ถูกชายสองคนขวางไว้

หลานหลานยิ้มเยาะ “อย่าทำเป็นกล้า ถ้าเธอรู้ว่าฉันเป็นใคร เธอคงคุกเข่าขอโทษไปแล้ว”

ทันใดนั้น รถอีกกลุ่มก็มาถึง ชายชราในเสื้อคลุมเรียบหรูลงมาจากรถพร้อมคนจำนวนมาก พวกเขาเรียกเสี่ยวเสี่ยวว่า “คุณหนูน้อย” และนำของขวัญมามากจนเต็มทางเท้า มีทั้งบ้านหลังใหญ่ หุ้นบริษัท และทองคำแท่ง

ซ่งหนิงมองภาพนั้นด้วยความสับสน พวกเขาคือคนจากตระกูลฟู่ ครอบครัวที่เธอพยายามหลีกหนีมาตลอดหลายปี

หญิงสูงวัยคนหนึ่งรีบเข้ามากอดเสี่ยวเสี่ยว “สุขสันต์วันเกิดนะหลานรัก ตาคิดถึงหนูเหลือเกิน”

ซ่งหนิงดึงลูกออกมา “อย่ามายุ่งกับลูกของฉัน”

“ลูกสาว” หญิงคนนั้นมองเธออย่างอ่อนใจ “เราหายกันไปนานเกินไปแล้ว หลังจากเธอเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศก็หายไป แต่งงานแล้วก็ไม่กลับบ้าน พวกเราคิดถึงเธอ”

ซ่งหนิงหัวเราะอย่างขมขื่น “ครอบครัวที่ส่งคนมาทุบร้านของฉันน่ะหรือคะ ครอบครัวที่ไม่เคยถามว่าฉันกับลูกอยู่กันอย่างไร”

คนในตระกูลฟู่เงียบลง ชายชราผู้เป็นผู้นำครอบครัวมองไปทางหลานหลานอย่างเย็นชา แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ซ่งหนิงก็หันไปหาพวกเขา

“วันนี้พวกคุณมาทำดีด้วย ไม่ใช่แค่มาให้ของขวัญใช่ไหม พูดมาเถอะ พวกคุณต้องการอะไร”

ทุกคนมองหน้ากัน หญิงสูงวัยถอนหายใจ ส่วนชายชรากำมือแน่น

ในที่สุดน้องชายของซ่งหนิงก็พูดออกมา “พ่อรู้เรื่องแล้ว พ่อของหลานหลานกำลังจะรวบหุ้นของบริษัท พวกเขาต้องการให้หลิงหยวนแต่งงานเพื่อรวมอำนาจ แต่ถ้าหลิงหยวนมีภรรยาอยู่แล้ว การหมั้นก็เป็นไปไม่ได้”

ซ่งหนิงหันไปมองหลานหลาน “ดังนั้นพวกคุณถึงมาหาฉันกับลูก”

“ไม่ใช่แบบนั้น” หญิงสูงวัยรีบพูด “พวกเราอยากให้เธอกลับบ้าน”

“บ้านที่ไม่เคยเปิดประตูให้ฉันหรือคะ”

เมื่อหลายปีก่อน ซ่งหนิงเคยเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลฟู่ เธอเก่งด้านการเงินและได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ ทุกคนคาดว่าเธอจะกลับมารับช่วงธุรกิจของครอบครัว แต่ซ่งหนิงกลับแต่งงานกับฟู่หลิงหยวน ชายหนุ่มที่ครอบครัวมองว่าเป็นคนนอกและมีอดีตไม่น่าไว้วางใจ

พ่อของเธอสั่งให้เลือก ถ้าเลือกหลิงหยวนก็ไม่ต้องกลับบ้านอีก

ซ่งหนิงเลือกสามี และพยายามสร้างชีวิตธรรมดาด้วยการขายอาหารริมถนน เธอไม่เคยบอกครอบครัวว่าตั้งครรภ์ ไม่เคยขอเงิน และไม่เคยบอกว่าเสี่ยวเสี่ยวมีโรคหัวใจ เพราะไม่ต้องการให้ใครใช้ลูกเป็นข้ออ้างดึงเธอกลับไปสู่โลกแห่งการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ

แต่ในวันเกิดของลูก ทุกอย่างก็พังลงต่อหน้าเธอ

หลังจากออกจากแผงขายของ ฟู่หลิงหยวนโทรหาซ่งหนิงหลายครั้ง เธอไม่รับสาย เขาเพิ่งรู้จากคนของตนว่าผู้หญิงที่ถูกทำร้ายบนถนนคือภรรยาของเขา และเด็กที่ถูกส่งไปโรงพยาบาลคือลูกสาวที่เขารักที่สุด

หมอบอกว่าเสี่ยวเสี่ยวต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด อาจต้องผ่าตัดในเร็ว ๆ นี้ แต่ยังไม่สามารถกำหนดวันได้ เพราะผลตรวจบางส่วนถูกส่งผิดแผนกและเอกสารการรักษาขาดลายเซ็น

ซ่งหนิงจำได้ทันทีว่า ก่อนหน้านี้มีคนเคยพยายามขอสำเนาประวัติการรักษาของลูกจากโรงพยาบาล เธอเคยคิดว่าเป็นความผิดพลาดทางธุรการ แต่ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจว่ามีใครบางคนกำลังพยายามทำให้การรักษาของเสี่ยวเสี่ยวล่าช้า

คืนนั้น เธอเปิดกล้องวงจรปิดของแผงขายของที่ยังเหลืออยู่ ภาพเผยให้เห็นชายของหลานหลานโทรศัพท์ก่อนเข้ามาทุบร้าน และพูดประโยคหนึ่งชัดเจน

“คุณหลานบอกว่าอย่าให้เด็กไปถึงงานเลี้ยงของตระกูลฟู่ ถ้าเด็กยังอยู่ หลิงหยวนจะไม่มีวันแต่งงาน”

ซ่งหนิงส่งไฟล์ให้ทนาย แต่ไม่ยอมให้ฟู่หลิงหยวนจัดการเรื่องนี้โดยลำพัง

“คุณบอกมาตลอดว่าไม่อยากให้ฉันยุ่งกับงานของคุณ” เธอพูดกับเขา “แต่วันนี้คนของคุณทำร้ายฉันกับลูก เพราะชื่อของคุณ ถ้าคุณอยากปกป้องเรา ก็เลิกซ่อนความจริงเสียที”

ฟู่หลิงหยวนก้มหน้า “ฉันคิดว่าถ้าเธอไม่รู้ เธอกับลูกจะปลอดภัย”

“ความลับไม่เคยปกป้องใคร มันแค่ทำให้คนอื่นตัดสินใจแทนเรา”

เขาไม่เถียง เพราะรู้ว่าเธอพูดถูก

วันต่อมา ตระกูลฟู่จัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อประกาศการหมั้นระหว่างหลานหลานกับฟู่หลิงหยวน แขกผู้มีอำนาจมารวมตัวกันเต็มโรงแรม หลานหลานสวมชุดสีขาวและเดินยิ้มทักทายทุกคนราวกับตนเองเป็นเจ้าของอนาคต

เธอคิดว่าซ่งหนิงจะไม่กล้ามา แต่เมื่อประตูห้องโถงเปิดออก ซ่งหนิงก็เดินเข้ามาพร้อมทนายและแฟ้มเอกสารสีดำ

ฟู่หลิงหยวนเดินตามหลังเธอ ขณะที่ผู้ใหญ่ตระกูลฟู่ทยอยเข้ามาเงียบ ๆ

หลานหลานหน้าซีด “เธอมาทำอะไรที่นี่”

“มารับสิ่งที่เป็นของฉันคืน” ซ่งหนิงตอบ “ทะเบียนสมรส ใบรับรองการเกิดของเสี่ยวเสี่ยว และหลักฐานการก่อเหตุเมื่อคืน”

พ่อของหลานหลานลุกขึ้น “อย่ามาก่อเรื่องในงานของลูกสาวฉัน ถ้าเธออยากได้เงิน ฉันจะจ่ายให้เท่าไหร่ก็ได้”

ซ่งหนิงวางบัตรธนาคารใบเดิมลงบนโต๊ะ “ฉันไม่ได้มาขอเงิน และบัตรใบนี้ก็มีเงินอยู่ห้าล้านจริง คุณสามารถตรวจสอบได้”

เสียงฮือฮาดังขึ้น หลานหลานกัดฟัน “แค่เงินห้าล้าน อย่าคิดว่าจะซื้อทุกอย่างได้”

“ฉันไม่เคยคิดจะซื้ออะไร” ซ่งหนิงมองเธอ “แต่คุณพยายามซื้อความเงียบของฉันมาหลายปีแล้ว”

ทนายเปิดเอกสารทีละชุด หลักฐานชุดแรกคือภาพจากกล้องวงจรปิด หลักฐานชุดที่สองคือรายการโอนเงินจากบริษัทของพ่อหลานหลานไปยังผู้รับเหมาที่ทำลายร้าน และหลักฐานชุดที่สามคือบันทึกการโทรที่เชื่อมโยงคนของหลานหลานกับผู้ที่ขัดขวางการรักษาของเสี่ยวเสี่ยว

เอกสารไม่ได้พิสูจน์ว่าหลานหลานเป็นคนสั่งทุกอย่างโดยตรง แต่พยานคนหนึ่งยอมรับว่าเธอเป็นผู้จ่ายเงินและพูดซ้ำหลายครั้งว่า “เด็กคนนี้ต้องหายไปจากชีวิตหลิงหยวน”

หลานหลานเริ่มร้องไห้ “ฉันแค่ต้องการแต่งงานกับเขา ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เด็กเจ็บ”

ฟู่หลิงหยวนมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “เธอสั่งให้ขวางรถพยาบาล”

หลานหลานส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ”

“เธอรู้” ซ่งหนิงพูด “เพราะคนของเธอขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเมื่อสามเดือนก่อน”

ความเงียบตกลงกลางห้องโถง หลานหลานหันไปมองพ่อของตนเอง เธอเพิ่งเข้าใจว่าพ่อไม่ได้เพียงสนับสนุนการหมั้น แต่เป็นคนวางแผนใช้เรื่องการรักษาของเสี่ยวเสี่ยวบีบบังคับฟู่หลิงหยวน

ชายชราตระกูลฟู่ลุกขึ้น “พอแล้ว งานหมั้นยกเลิกทันที”

พ่อของหลานหลานตะโกน “ถ้ายกเลิก หุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัทจะตกไปอยู่ในมือคนอื่น คุณจะเสียทุกอย่าง”

“บริษัทที่ต้องแลกด้วยชีวิตของเด็ก ฉันไม่เอา”

หลักฐานถูกส่งให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การดำเนินคดีใช้เวลาหลายเดือน ไม่มีใครถูกจับเพียงเพราะคำพูดในงานเลี้ยง แต่ภาพจากกล้อง รายการโอนเงิน คำให้การของผู้ร่วมก่อเหตุ และการปลอมแปลงเอกสารโรงพยาบาลทำให้คดีเดินหน้าได้

หลานหลานถูกตั้งข้อหาหลายรายการและต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ซ่งหนิง เธอไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในวันเดียว แต่ชื่อเสียง ธุรกิจ และสิทธิ์ในการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวค่อย ๆ หลุดจากมือทีละอย่าง พ่อของเธอต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อการสอบสวน ส่วนผู้ที่ทำลายร้านได้รับโทษตามหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมได้

ซ่งหนิงไม่รับเงินก้อนใหญ่จากตระกูลฟู่ทั้งหมด เธอรับเพียงค่ารักษา ค่าเสียหายของร้าน และเงินที่พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพย์สิน ที่เหลือเธอให้ทนายจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยที่ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่โดยไม่มีความเป็นธรรม

ฟู่หลิงหยวนขายรถคันหรูที่หลานหลานเคยขับ แล้วนำเงินไปจ่ายค่ารักษาและปรับปรุงร้านใหม่ เขาไม่ขอให้ซ่งหนิงกลับไปใช้ชีวิตในคฤหาสน์ของตระกูล แต่เช่าบ้านหลังเล็กใกล้โรงพยาบาลและให้เธอเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวกับลูก

“ฉันไม่ขอให้เธอให้อภัยเร็ว ๆ” เขาพูดในคืนหนึ่ง “ฉันรู้ว่าการไม่บอกความจริงทำให้เธอกับลูกตกอยู่ในอันตราย ฉันจะไม่ใช้คำว่าทำเพื่อปกป้องเธออีกแล้ว ถ้าฉันทำผิด ฉันจะรับผิดเอง”

ซ่งหนิงมองเขาอยู่นาน “การกลับมาเป็นครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่พูดแล้วจะเกิดขึ้นได้”

“ฉันรู้”

“คุณต้องอยู่กับผลของสิ่งที่คุณเลือกเหมือนที่ฉันอยู่กับมัน”

“ฉันจะอยู่”

เสี่ยวเสี่ยวเข้ารับการผ่าตัดหลังจากเตรียมตัวหลายสัปดาห์ การผ่าตัดสำเร็จ แต่หมอย้ำว่าเด็กยังต้องตรวจติดตามเป็นระยะ เธอไม่อาจวิ่งเล่นได้เหมือนเด็กคนอื่นในทันที ทว่าหลังออกจากโรงพยาบาล เธอกลับขอสิ่งเดียวจากพ่อแม่

“ปีหน้าหนูอยากได้เค้กชิ้นเล็ก ๆ ไม่ต้องมีทอง ไม่ต้องมีบ้านใหญ่ แล้วก็อย่าทะเลาะกันนะ”

ซ่งหนิงยิ้มทั้งน้ำตา “แม่สัญญาเรื่องเค้ก”

ฟู่หลิงหยวนยกมือขึ้น “พ่อสัญญาว่าจะกลับมาให้ทัน”

หนึ่งปีต่อมา แผงขายไก่ทอดของซ่งหนิงเปิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้อยู่ในร้านเล็ก ๆ ที่เธอเป็นเจ้าของเอง บนผนังมีภาพเสี่ยวเสี่ยวถือเค้กที่ไม่ถูกเหยียบ และด้านข้างมีกรอบใบอนุญาตที่ออกในชื่อของเธอ ไม่มีใครสามารถยกเลิกมันได้ด้วยคำสั่งลับอีกต่อไป

ฟู่หลิงหยวนยังต้องเดินทางไปจัดการคดีและธุรกิจที่เหลืออยู่ แต่เขาไม่เคยหายไปโดยไม่บอกกล่าว เขาส่งข้อความทุกครั้ง บอกว่าจะกลับเมื่อไหร่ และถ้ากลับไม่ทัน เขาจะไม่สัญญาเกินกว่าที่ทำได้

ซ่งหนิงยังไม่ได้ย้ายกลับไปอยู่กับตระกูลฟู่ เธอกับหลิงหยวนค่อย ๆ เรียนรู้การเป็นสามีภรรยากันใหม่จากเรื่องเล็ก ๆ ตั้งแต่พาเสี่ยวเสี่ยวไปพบหมอ ไปซื้อของเข้าร้าน และนั่งเงียบ ๆ ด้วยกันหลังปิดร้าน ไม่มีคำสาบานใหญ่โต มีเพียงการทำสิ่งที่พูดไว้ให้ได้ในแต่ละวัน

ในวันเกิดปีที่เจ็ดของเสี่ยวเสี่ยว ลูกค้าทั้งร้านช่วยกันร้องเพลง เด็กหญิงเป่าเทียนบนเค้กก้อนเล็ก แล้วแบ่งให้ทุกคนอย่างมีความสุข ฟู่หลิงหยวนยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ในผ้ากันเปื้อนที่เลอะน้ำมัน ขณะที่ซ่งหนิงยื่นจานไก่ทอดให้เขา

“พ่อ หนูขายหมดแล้ว” เสี่ยวเสี่ยวพูดอย่างภูมิใจ

ฟู่หลิงหยวนย่อตัวลงกอดลูก “งั้นปีนี้เราไปฉลองกันได้แล้ว”

ซ่งหนิงมองเตาทอดที่ยังอุ่นและเค้กที่ยังอยู่ครบทั้งก้อน แล้วจึงปิดไฟหน้าร้าน

ครั้งหนึ่ง คนอื่นเคยคิดว่าเงินห้าล้านจะทำให้เธอเงียบได้ แต่สิ่งที่ซ่งหนิงต้องการไม่ใช่เงิน เธอต้องการให้ลูกมีชีวิตที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทุบทำลายวันเกิดของเธออีก

คืนนั้น ครอบครัวเล็ก ๆ เดินกลับบ้านด้วยกันช้า ๆ และเป็นครั้งแรกที่คำว่า “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงคฤหาสน์หรือชื่อของตระกูลใด หากหมายถึงคนสามคนที่เลือกจะไม่ปิดบังกันอีกต่อไป

Leave a Comment