“ลบไปเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับเสียงเหล็กบิดตัว รถบรรทุกคันหนึ่งเสียหลักพุ่งชนแผงขายอาหารริมถนน ผู้คนแตกตื่น บางคนร้องเรียกให้ช่วย บางคนพยายามดึงชายชราคนหนึ่งออกจากใต้ท้องรถ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะน้ำหนักของรถกดขาเขาไว้แน่น
เจียงหนิงกำลังยกหม้อน้ำซุปกระดูกลงจากเตา เมื่อเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัวสั่นอยู่ข้างถนน หญิงชราคนนั้นมองซากรถอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะเดินเข้าไปหาโดยไม่รู้ว่ารถยังอาจไหลลงมาได้อีก
“คุณยาย หยุดก่อน!”
เจียงหนิงวิ่งเข้าไปคว้าแขนเธอไว้ ทันใดนั้นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบโรงงานก็พุ่งตามมา เขาผลักเจียงหนิงออก แล้วดึงหญิงชราเข้าหาตัวเองอย่างแรง
“คุณยาย!”
ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรวจดูแขนและศีรษะของหญิงชรา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นพบเจียงหนิง แววตานั้นกลับเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เจ้าเชี่ยนกัว
คนรักที่เคยสัญญาว่าจะสร้างครอบครัวกับเธอ และเป็นคนเดียวกับที่ทำให้เธอหมดศรัทธาในคำว่าความรักเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
“พวกคุณรู้จักกันหรือ?” อาสาสมัครคนหนึ่งถาม
“หมู่บ้านเดียวกัน” หญิงชราตอบอย่างเลื่อนลอย “แต่หนิงเอ๋อร์ทำงานอยู่ในโรงงาน ไม่ใช่คนแปลกหน้า…”
เจ้าเชี่ยนกัวไม่ตอบ เขาหันไปสั่งคนอื่นให้พาหญิงชราไปโรงพยาบาล ก่อนมองเจียงหนิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสื้อผ้าของเธอเปื้อนน้ำซุปและฝุ่นจากถนน แต่เธอยังคงกอดหม้อใบใหญ่ไว้แน่น เพราะในนั้นคือเงินทั้งหมดของครอบครัว
“คุณมาทำอะไรที่นี่?” เขาถาม
“ขายอาหาร แล้วคุณล่ะ มายุ่งอะไรกับฉัน”
“ยายของฉันหลงทางเพราะคุณทิ้งเธอไว้ตรงทางแยกเมื่อคืน”
เจียงหนิงชะงัก “ฉันไม่ได้ทิ้งใคร ฉันแค่ช่วยพาเธอออกจากตลาด เธอบอกว่าจะกลับบ้านเอง”
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ยายคงไม่เดินหลงไปถึงถนนใหญ่”
“ถ้าคุณเป็นห่วงยายมากนัก ก็พาเธอกลับไปดูแลเองสิ”
คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างเงียบลง เจ้าเชี่ยนกัวกำหมัดแน่น เขาเป็นหัวหน้าคนงานคนใหม่ของโรงงานแปรรูปเนื้อ และตั้งแต่เลื่อนตำแหน่ง เขาก็ทำเหมือนเจียงหนิงเป็นเพียงคนรู้จักจากหมู่บ้าน ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเคยกุมมือสัญญาว่าจะแต่งงานด้วย
ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่า หากเก็บเงินได้มากพอ เขาจะซื้อเสื้อผ้าดี ๆ และมาสู่ขอเธออย่างสมเกียรติ เจียงหนิงเชื่อเขา แม้ในวันที่เขายืมเงินเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ในวันที่เขาไม่มีเงินซื้อข้าว เธอก็แบ่งเงินค่าจ้างให้เขาโดยไม่เคยทวงคืน
แต่เมื่อเขาได้งานในโรงงานและเริ่มสนิทกับจางเหม่ย ลูกสาวของหัวหน้าคนงานจาง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
“คุณจะแต่งงานกับฉันจริงหรือ?” เจียงหนิงเคยถามเขาในคืนหนึ่ง
เจ้าเชี่ยนกัวตอบโดยไม่มองหน้า “ฉันต้องตั้งตัวก่อน”
“ตั้งตัวมาสามปีแล้วนะ”
“ถ้าฉันได้เลื่อนตำแหน่ง ฉันก็จะมีอนาคต คุณจะได้สบายไปด้วย”
“แล้วจางเหม่ยล่ะ?”
เขานิ่งไปนาน ก่อนพูดออกมาว่า “เธอเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน”
ไม่กี่วันต่อมา เจียงหนิงเห็นเขาเดินออกจากร้านผ้าเคียงข้างจางเหม่ย มือของเขาถือชุดสีแดงสำหรับงานแต่งงาน ส่วนมือของจางเหม่ยคล้องแขนเขาไว้แน่น
เธอไม่ร้องไห้ ไม่ถามซ้ำ เพียงถอดกำไลเงินที่เขาเคยมอบให้วางบนโต๊ะ แล้วบอกเขาว่าเรื่องระหว่างพวกเขาจบแล้ว
วันนั้นเจ้าเชี่ยนกัวกลับมาขอเงิน 120 หยวน บอกว่าเขาเพิ่งเริ่มทำงาน ยังไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ และไม่อยากให้ใครดูถูก
“เงินของฉัน คุณอย่าหวังว่าจะได้แม้แต่เหรียญเดียว” เจียงหนิงตอบ
เขาคว้ามือเธอไว้ “อย่าทำให้ฉันลำบาก ถ้าฉันได้แต่งงานกับจางเหม่ย ฉันจะมีตำแหน่งที่ดี คุณก็จะได้สบายไปด้วย”
“ความสุขของคุณ ฉันไม่ต้องการ”
เธอดึงมือกลับแล้วไล่เขาออกไป แต่เขาไม่ยอมจบเพียงเท่านั้น
เจ้าเชี่ยนกัวใช้ตำแหน่งในโรงงานกดดันคนในหมู่บ้าน เขาสั่งไม่ให้ใครขายลูกหมูให้ครอบครัวเจียงหนิง และขู่ว่าโรงงานจะไม่รับซื้อหมูจากบ้านใครที่ขัดคำสั่งเขา
พ่อของเจียงหนิงเลี้ยงหมูไว้สิบกว่าตัว เงินที่ได้จากการขายหมูคือค่าอาหารและค่ารักษาแม่ของเธอ เมื่อไม่มีใครกล้ารับซื้อ ครอบครัวก็เหมือนถูกตัดทางทำมาหากิน
“ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าถ้าขัดแย้งกับฉันจะเป็นอย่างไร” เจ้าเชี่ยนกัวยืนอยู่หน้าคอกหมูด้วยรอยยิ้มเย็นชา “เอาเงิน 120 หยวนมาคืน แล้วฉันจะให้คนรับซื้อลูกหมูของบ้านเธอ”
“เงินนั้นฉันให้คุณ ไม่ได้ให้ยืม”
“อย่าทำเป็นคนดีนักเลย ถ้าฉันไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้า ฉันจะถูกหัวเราะในโรงงาน แล้วใครจะรับผิดชอบ?”
“นั่นเป็นปัญหาของคุณ”
เขาก้มลงกระซิบ “อีกไม่นานฉันจะเป็นลูกเขยของหัวหน้าจาง ต่อไปทั้งหมู่บ้านต้องเกรงใจฉัน เธอคิดว่าฉันจะสนใจเงินเล็กน้อยของเธอหรือ?”
เจียงหนิงมองเขานิ่ง ๆ “ถ้าเงินเล็กน้อยของฉันไม่สำคัญ ก็เลิกตามทวงเสียที”
เธอเดินกลับบ้านทั้งที่มือสั่น เพราะรู้ว่าคำพูดของเขาไม่ใช่เพียงคำขู่เล่น ๆ วันรุ่งขึ้นชาวบ้านหลายคนถอนตัวจากการขายหมูให้ครอบครัวเธอ บางคนขอโทษ บางคนหลบหน้า ไม่มีใครอยากมีปัญหากับโรงงาน
คืนนั้นแม่ของเจียงหนิงนั่งนับเงินในกล่องไม้ เงินที่เหลือไม่พอซื้ออาหารได้ถึงหนึ่งสัปดาห์
“ถ้าขายหมูไม่ได้ เราจะอยู่กันอย่างไร?” แม่ถาม
เจียงหนิงมองถุงกระดูกหมูที่โรงงานขายทิ้งให้คนงานในราคาถูก เธอนึกถึงเนื้อที่ยังติดอยู่ตามกระดูก แม้ไม่มีใครต้องการซื้อ แต่ถ้าต้มจนเปื่อย เนื้อเหล่านั้นจะหลุดออกมาและมีกลิ่นหอมกว่าที่คิด
“ถ้าไม่มีใครซื้อหมู เราก็ยังขายอาหารจากกระดูกได้”
แม่มองเธออย่างไม่มั่นใจ “ของที่คนอื่นไม่เอา จะมีใครกิน?”
“เราจะทำให้เขาอยากกินเอง”
เจียงหนิงต้มกระดูกกับขิง พริกแห้ง ต้นหอม และเครื่องเทศที่เหลือจากร้านเก่า ๆ เธอเคี่ยวตลอดทั้งคืนจนไขมันลอยเป็นเงาสีทองบนผิวน้ำซุป ตอนเช้าเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่ติดกระดูกนุ่มจนใช้ตะเกียบคีบออกได้
เธอตั้งแผงเล็ก ๆ หน้าโรงงาน ใช้ป้ายไม้เขียนว่า “ก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปกระดูก”
ลูกค้าคนแรกเป็นชายชราที่มองชามของเธออย่างลังเล เขาถามราคาแล้วส่ายหน้าเมื่อได้ยินว่า 60 บาท เพราะคิดว่าแพงเกินไปสำหรับอาหารจากกระดูก แต่เจียงหนิงยอมลดให้เหลือชามเล็กและใส่พริกให้น้อยลง
ชายชรากินคำแรกแล้วหยุดนิ่ง จากนั้นก็กินต่อจนหมดชาม
“พรุ่งนี้ทำไว้ให้ฉันอีกชาม” เขาบอก “แต่เพิ่มเนื้ออีกหน่อย”
ข่าวเรื่องน้ำซุปของเจียงหนิงแพร่ไปอย่างรวดเร็ว คนงานในโรงงานเริ่มต่อแถวก่อนเวลาเข้าเวร เธอไม่ได้มีเนื้อหมูชิ้นใหญ่ แต่เธอมีน้ำซุปเข้มข้นและความอดทน ลูกค้าบางคนไม่มีเงินพอ เธอก็ให้ติดไว้ก่อน บางคนมาขอยืมเงินยี่สิบหยวนแล้วสัญญาว่าจะคืนเมื่อได้รับค่าจ้าง
เจียงหนิงจำได้ดีว่าการไม่มีเงินในวันที่ต้องกินข้าวรู้สึกอย่างไร แต่เธอไม่ยอมให้ใครใช้ความลำบากเป็นข้ออ้างมาข่มขู่เธออีก
วันหนึ่งเจ้าเชี่ยนกัวมาที่ร้าน ข้างกายเขาคือจางเหม่ย หญิงสาวสวมเสื้อใหม่และถือกระเป๋าใบราคาแพง
“เธอขายอาหารอยู่จริง ๆ หรือ?” จางเหม่ยหัวเราะ “ฉันนึกว่าจะกลับไปขอเงินจากคนรักเก่าเสียอีก”
คนงานรอบข้างเงียบลง เจียงหนิงวางชามลงบนโต๊ะ
“ถ้าจะกินก็สั่ง ถ้าจะพูดก็ไปพูดที่อื่น”
เจ้าเชี่ยนกัวตบโต๊ะ “เธอคิดว่าขายอาหารไม่กี่ชามแล้วจะลืมว่าเคยเป็นคนของฉันหรือ?”
“ฉันไม่เคยเป็นของใคร”
เขากัดฟัน “เอาเงิน 120 หยวนคืนมา แล้วฉันจะไม่มายุ่งกับเธออีก”
เจียงหนิงหัวเราะเบา ๆ “คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่าเงินจำนวนนี้เล็กน้อย? ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงตามทวงเหมือนเป็นชีวิตของคุณ?”
“เธออย่าท้าทายฉัน”
“คุณต่างหากที่กำลังกลัว”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป เจียงหนิงเห็นว่ามือของเขากำแน่น และในกระเป๋าเสื้อมีเอกสารพับอยู่มุมหนึ่ง เธอจำตราประทับของโรงงานได้ เพราะก่อนหน้านั้นเธอเคยช่วยพ่ออ่านสัญญารับซื้อหมูของโรงงาน
เจ้าเชี่ยนกัวไม่เพียงกีดกันบ้านของเธอ เขายังใช้รายชื่อชาวบ้านสั่งห้ามซื้อหมูโดยไม่มีคำสั่งเป็นทางการจากผู้จัดการโรงงาน
เจียงหนิงยังไม่ทันได้ถาม ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทวงหนี้เจ้าเชี่ยนกัว เขาพูดเสียงดังว่าเจ้าเชี่ยนกัวรับเงินจากคนเลี้ยงหมูหลายบ้าน แต่ไม่ยอมส่งหมูเข้าโรงงานตามจำนวนที่ตกลงไว้
เจ้าเชี่ยนกัวผลักเขาออก “อย่ามาพูดไร้สาระ”
“ถ้าไร้สาระ งั้นอธิบายใบรับเงินนี่สิ” ชายคนนั้นชูใบกระดาษขึ้น “ลายเซ็นเป็นของคุณ แต่หมูหายไปเกือบครึ่ง”
จางเหม่ยหน้าซีด เธอมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ
เจียงหนิงเก็บภาพใบรับเงินไว้ในความทรงจำ วันนั้นเธอไม่ได้เข้าไปยุ่ง แต่เริ่มถามชาวบ้านอย่างเงียบ ๆ และพบว่าหลายครอบครัวเคยถูกขอเงินเพื่อแลกกับสิทธิ์ขายหมูให้โรงงาน บางบ้านจ่ายแล้วแต่ยังถูกตัดสิทธิ์ บางบ้านขายหมูผ่านเจ้าเชี่ยนกัวโดยไม่เคยได้รับใบชั่งน้ำหนัก
เธอรู้ว่าหากรวบรวมหลักฐานไม่พอ เจ้าเชี่ยนกัวจะกล่าวหาว่าเธอแก้แค้นคนรักเก่า
เจียงหนิงจึงเริ่มเก็บทุกอย่างไว้ในสมุดเล่มเล็ก ทั้งวันที่รับเงิน น้ำหนักหมู ราคาที่ตกลง และชื่อคนที่ถูกข่มขู่ เธอให้พ่อถ่ายสำเนาใบเสร็จทุกใบ และขอให้คนงานที่มาซื้อก๋วยเตี๋ยวช่วยบอกว่าตนเคยเห็นอะไรในโกดัง
แต่เจ้าเชี่ยนกัวก็เริ่มตอบโต้ เขาส่งคนมาป่วนร้าน บอกลูกค้าว่าน้ำซุปของเธอใช้เนื้อเน่า บางคืนมีคนเทน้ำสกปรกใส่หม้อน้ำซุป บางวันขาโต๊ะถูกเลื่อยจนเกือบพัง
แม่ของเจียงหนิงขอให้เธอหยุด
“ลูกเอ๋ย เราไม่มีอำนาจไปสู้กับคนในโรงงาน”
เจียงหนิงกอดแม่ “หนูไม่ได้อยากชนะเขา หนูแค่ไม่อยากให้คนอื่นต้องก้มหัวเพราะกลัวเขาอีก”
ไม่นานหลังจากนั้น หญิงชราคนหนึ่งก็ปรากฏตัวที่หน้าร้าน เธอสวมเสื้อผ้าบาง ๆ และถือถุงผ้าขาด ๆ เดินถามคนแถวนั้นว่าบ้านของเธออยู่ทางไหน เจียงหนิงจำได้ทันทีว่าเป็นยายของเจ้าเชี่ยนกัว
“คุณยาย มาจากไหนคะ?”
หญิงชราจ้องหน้าเธออยู่นานก่อนตอบ “ฉันจำได้ว่าเคยมีหลานชาย แต่จำไม่ได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”
เจียงหนิงพาเธอเข้ามานั่งในร้าน ให้น้ำอุ่นและก๋วยเตี๋ยวชามเล็ก หญิงชรากินช้า ๆ แล้วหลับไปข้างเตา
ตอนเย็นเจ้าเชี่ยนกัวมาตามหา เขาตะโกนกล่าวหาว่าเจียงหนิงลักพาตัวยายของเขา
“เธอต้องการอะไรจากครอบครัวฉัน?”
“ฉันช่วยเธอไว้”
“ไม่มีใครขอให้ช่วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็พากลับไป”
เจ้าเชี่ยนกัวมองหญิงชราที่กำลังหลับ แล้วเงียบไป เขาไม่อุ้มเธอกลับ แต่กลับพูดว่า “คืนนี้เธอดูแลไปก่อน พรุ่งนี้ฉันจะมารับ”
เจียงหนิงมองเขาอย่างไม่เชื่อ “คุณเป็นหลานของเธอ คุณควรดูแลเอง”
เขาหลบตา “ฉันมีงาน”
“งานของคุณสำคัญกว่ายายหรือ?”
คราวนี้เขาไม่ตอบ
จางเหม่ยที่ตามมาด้วยถอนหายใจ “เจียงหนิง เธอก็รู้ว่าเขายุ่ง ตอนนี้เธอทำให้ยายหลงทาง ก็รับผิดชอบไปก่อนเถอะ”
หญิงชราตื่นขึ้นพอดี เธอมองเจ้าเชี่ยนกัวแล้วถอยหนีด้วยความหวาดกลัว ราวกับจำอะไรบางอย่างได้ แต่ยังไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำ
คืนนั้นเจียงหนิงจึงต้องพายายกลับบ้าน แม่ของเธอจัดที่นอนให้หญิงชรา ส่วนเจียงหนิงนั่งอยู่ข้างเตียงจนเกือบเช้า
ก่อนหลับ หญิงชราคว้ามือเธอไว้แล้วพึมพำว่า “อย่าเซ็น…อย่าให้เขาเอาไป…สมุดอยู่ใต้กล่องชา…”
เจียงหนิงจำคำพูดนั้นไว้ แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
วันรุ่งขึ้น เจ้าเชี่ยนกัวไม่มารับยาย เขาฝากคนมาบอกว่าให้เจียงหนิงดูแลต่อ และจะไม่ส่งเงินมาให้แม้แต่หยวนเดียว จนกว่ายายจะยอมกลับบ้าน
เจียงหนิงโกรธจนหัวเราะออกมา “เขาเอาความกตัญญูของคนอื่นมาบังคับฉันอีกแล้ว”
หญิงชรากลับไม่ยอมไป เธอบอกว่าไม่อยากกลับบ้านหลังเดิม เพราะมีบางอย่างอยู่ที่นั่นที่ทำให้เธอกลัว
เจียงหนิงไม่บังคับ เธอให้หญิงชราอยู่กับแม่ในตอนกลางวัน และพาไปตรวจที่คลินิก หมอบอกว่าเธอมีอาการความจำเสื่อมระยะแรก แต่ยังจำเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญได้เป็นบางส่วน
เมื่อเจียงหนิงกลับถึงบ้าน หญิงชรากำลังค้นกล่องชาเก่าใต้เตียง เธอหยิบสมุดบัญชีปกดำออกมา มือสั่นเทา
“หลานชายของฉันเอาเงินของชาวบ้านไป” เธอพูดช้า ๆ “เขาบอกว่าจะนำไปซื้อหมูเข้าโรงงาน แต่เงินบางส่วนถูกโอนไปให้ครอบครัวของหัวหน้าจาง”
เจียงหนิงเปิดสมุด บันทึกด้านในมีวันที่ จำนวนเงิน และชื่อผู้จ่ายหลายคน บางหน้ามีลายมือของเจ้าเชี่ยนกัว บางหน้ามีลายเซ็นของหัวหน้าจาง
ที่สำคัญกว่านั้นคือมีบันทึกเรื่องรถบรรทุกที่เกิดอุบัติเหตุในวันแรก
รถคันนั้นบรรทุกหมูจากหมู่บ้านไปโรงงาน แต่ถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงด่านชั่งน้ำหนัก รถบรรทุกจึงบรรทุกเกินกำหนดและเบรกแตก หญิงชราเห็นเหตุการณ์ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เพราะเธอเป็นคนเอาเอกสารไปให้คนขับตามคำสั่งของเจ้าเชี่ยนกัว
“เขาบอกให้ฉันลบข้อความในโทรศัพท์” หญิงชรากระซิบ “แต่ฉันไม่รู้ว่าข้อความไหน ฉันกลัวมาก เลยเดินหนี…”
เจียงหนิงนึกถึงเสียงตะโกนในที่เกิดเหตุ “ลบไป!” และเข้าใจทันทีว่าคำพูดนั้นไม่ได้หมายถึงรูปถ่ายธรรมดา มีใครบางคนพยายามลบหลักฐานหลังรถชน
ในสมุดยังมีหมายเลขโทรศัพท์ของชายคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในห้องชั่งน้ำหนัก เจียงหนิงติดต่อเขา ชายคนนั้นลังเลอยู่นานก่อนยอมส่งสำเนาบันทึกน้ำหนักรถให้ บันทึกแสดงว่ารถบรรทุกหนักเกินกว่าที่ระบุในใบส่งของหลายร้อยกิโลกรัม
เจียงหนิงรวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้วนำไปให้ผู้จัดการโรงงาน แต่ผู้จัดการไม่ยอมรับเอกสารทันที เขาถามว่าทำไมเธอถึงเชื่อว่าหลักฐานเป็นของจริง
“เพราะทุกใบมีวันที่ต่างกัน แต่ตัวเลขถูกแก้ด้วยหมึกชนิดเดียวกัน และคนที่เซ็นรับเงินคือคนเดียวกับที่สั่งไม่ให้ชาวบ้านขายหมูให้ครอบครัวฉัน”
ผู้จัดการเปิดดูภาพถ่าย ใบรับเงิน และบัญชีของหญิงชรา เขาเริ่มติดต่อคนงานหลายคนเพื่อสอบถามอย่างเป็นทางการ
ข่าวรั่วไปถึงเจ้าเชี่ยนกัวก่อน เขาบุกมาที่บ้านเจียงหนิงในคืนนั้น ใบหน้าที่เคยมั่นใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เอาสมุดมา”
“คุณยายเป็นคนเก็บไว้ ไม่ใช่ของคุณ”
“เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองพูดอะไรอยู่”
“แต่เธอจำได้ว่าคุณบังคับให้เธอส่งเอกสาร”
เขาตบโต๊ะ “เธอคิดว่าตัวเองชนะแล้วหรือ? ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย บ้านเธอก็จะเดือดร้อนเหมือนกัน เธอขายอาหารโดยไม่มีใบอนุญาต และใช้วัตถุดิบของโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต”
เจียงหนิงนิ่งไป เพราะเขาพูดถูกบางส่วน เธอซื้อกระดูกจากคนงานในราคาถูกและขายอาหารหน้าประตูโรงงานโดยไม่ได้ยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการ
เจ้าเชี่ยนกัวเห็นความลังเลจึงยิ้ม “ส่งสมุดมา ฉันจะให้เธอกลับไปขายอาหารได้เหมือนเดิม และจะไม่ทวง 120 หยวนอีก”
เธอหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
“นี่คือเงิน 120 หยวน”
เจ้าเชี่ยนกัวรีบเอื้อมมือไปหยิบ แต่เจียงหนิงวางมือทับไว้
“ฉันคืนให้เพราะไม่อยากให้คุณใช้เงินก้อนนี้เป็นข้ออ้างอีก ไม่ใช่เพราะฉันยอมแพ้”
เขาจ้องเธอ “เธอจะเอาอะไร?”
“เอาความจริงไปให้คนที่มีอำนาจตรวจสอบ”
“ถ้าเธอทำ ฉันจะทำให้ทั้งบ้านเธออยู่ไม่ได้”
เจียงหนิงมองชายที่เธอเคยรัก แล้วรู้สึกว่าความกลัวในใจค่อย ๆ จางลง
“คุณทำไปแล้ว ตั้งแต่วันที่สั่งไม่ให้ใครขายหมูให้บ้านฉัน”
เขาผลักเธอจนเก้าอี้ล้ม หญิงชราที่อยู่ในห้องข้าง ๆ ร้องขึ้นด้วยความตกใจ แม่ของเจียงหนิงรีบออกมา ส่วนพ่อของเธอถือไม้เท้ายืนขวางประตู
เจ้าเชี่ยนกัวชะงัก เพราะข้างนอกมีคนงานและชาวบ้านหลายคนยืนอยู่ พวกเขาได้ยินเสียงทะเลาะและบางคนเปิดโทรศัพท์บันทึกภาพไว้แล้ว
ครั้งนี้เขาไม่ได้มีอำนาจมากพอจะสั่งให้ทุกคนเงียบ
วันต่อมา โรงงานตั้งคณะตรวจสอบภายใน และเชิญตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วม การสอบสวนกินเวลาหลายสัปดาห์ ไม่ได้จบลงด้วยคำสารภาพง่าย ๆ เจ้าเชี่ยนกัวปฏิเสธทุกอย่างในตอนแรก เขาบอกว่าลายเซ็นถูกปลอม บัญชีของยายอ่านไม่ได้ และอุบัติเหตุเป็นความผิดของคนขับรถ
แต่หลักฐานหลายชิ้นเชื่อมโยงกัน คนขับรถยอมรับว่าเจ้าเชี่ยนกัวสั่งให้บรรทุกเกินน้ำหนัก คนชั่งยืนยันว่าได้รับคำสั่งให้แก้ตัวเลข ชาวบ้านสิบกว่าครอบครัวนำใบรับเงินมาแสดง และหัวหน้าจางก็ไม่สามารถอธิบายเงินโอนเข้าบัญชีของครอบครัวได้
จางเหม่ยเป็นคนสุดท้ายที่ยอมพูด เธอไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด แต่จำได้ว่าเจ้าเชี่ยนกัวเคยขอให้เธอใช้บัญชีรับเงินแทน โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าสินสอดและค่าเตรียมงานแต่ง
เมื่อความจริงปรากฏ เธอถามเขาเสียงสั่นว่า “แม้แต่ฉัน คุณก็ใช้เป็นทางผ่านของเงินหรือ?”
เจ้าเชี่ยนกัวตอบไม่ได้
งานแต่งงานถูกยกเลิก หัวหน้าจางถูกพักงานระหว่างการตรวจสอบ เจ้าเชี่ยนกัวถูกให้ออกจากตำแหน่งและต้องรับผิดชอบเงินที่เรียกเก็บจากชาวบ้าน ส่วนเรื่องรถบรรทุกถูกส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพราะมีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีการแก้ไขเอกสารการขนส่ง
เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน เขายังมีบ้าน มีครอบครัว และมีโอกาสต่อสู้ตามขั้นตอน แต่ชื่อเสียงที่ใช้กดคนอื่นมานานไม่สามารถเอากลับคืนได้ง่าย ๆ
หลายเดือนต่อมา เจียงหนิงได้รับใบอนุญาตเปิดร้านอย่างถูกต้อง เธอเช่าห้องเล็ก ๆ ใกล้ตลาดและตั้งชื่อร้านว่า “ชามแรก” เพราะแม่เคยเป็นคนชิมน้ำซุปชามแรกในคืนที่พวกเธอไม่มีทางเลือก
ครอบครัวของเธอไม่ต้องขายหมูผ่านคนกลางอีกต่อไป โรงงานเปลี่ยนระบบรับซื้อและออกใบชั่งให้ทุกบ้าน ส่วนเงินที่ถูกเรียกเก็บเกินก็ทยอยคืนตามหลักฐาน
หญิงชรายังมีอาการหลงลืมเป็นบางวัน แต่จำเจียงหนิงได้เสมอ เธอชอบนั่งอยู่หน้าร้าน ปอกกระเทียมช้า ๆ และบอกลูกค้าว่าน้ำซุปของหลานสะใภ้รสชาติดีที่สุดในตลาด
เจียงหนิงไม่เคยแก้คำเรียกนั้น เธอเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “คุณยายเรียกผิดแล้วค่ะ หนูไม่ใช่ภรรยาของเขา”
หญิงชราจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แล้วอีกไม่กี่นาทีก็ลืมอีกครั้ง
วันหนึ่งเจ้าเชี่ยนกัวมาที่ร้าน เขาผอมลงและสวมเสื้อธรรมดา ไม่มีคนงานเดินตาม ไม่มีใครหลบทางให้ เขาวางเงิน 120 หยวนลงบนโต๊ะ
“ฉันรู้ว่าเงินนี้ไม่พอชดใช้สิ่งที่ทำ” เขาพูด “แต่ฉันอยากคืนมัน”
เจียงหนิงมองธนบัตรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผลักกลับไป
“คุณไม่ได้คืนให้ฉันแล้ว คุณเอาไปคืนครอบครัวที่ถูกคุณเรียกเงิน หากยังเหลือ ค่อยชดใช้ให้คนขับรถและคนเจ็บ”
“แล้วระหว่างเรา…”
“ระหว่างเราไม่มีอะไรเหลือให้คืน”
เขาก้มหน้า “ฉันเคยคิดว่าถ้าได้ตำแหน่ง มีเงิน และแต่งงานกับคนที่มีอำนาจ ฉันจะไม่ต้องถูกใครดูถูกอีก”
“คุณจึงเลือกดูถูกคนอื่นก่อน”
เจ้าเชี่ยนกัวพยักหน้าอย่างยอมรับ เขาขอโทษ แต่เจียงหนิงไม่ได้บอกว่าให้อภัย เธอเพียงส่งชามน้ำซุปให้เขาหนึ่งชามในฐานะลูกค้า แล้วหันไปต้อนรับคนต่อไป
เขานั่งกินเงียบ ๆ จนหมด ก่อนวางเงินไว้บนโต๊ะตามราคาจริงและเดินออกไป
เจียงหนิงไม่ได้มองตามนานนัก เธอหันกลับไปเติมน้ำซุปในหม้อ กลิ่นขิงกับพริกลอยขึ้นเหนือร้านเล็ก ๆ ผู้คนยังต่อแถวเหมือนเดิม บางคนมีเงิน บางคนขอติดไว้ก่อน แต่ทุกคนได้รับอาหารจากมือเธออย่างเท่าเทียมกัน
บนชั้นไม้ข้างเตา มีธนบัตร 120 หยวนใส่กรอบไว้ ไม่ใช่เพื่อเตือนถึงชายคนหนึ่ง แต่เพื่อเตือนถึงวันที่เธอเข้าใจว่าเงินจำนวนเล็กน้อยอาจเป็นโซ่ตรวนได้ หากยอมให้ใครใช้มันผูกคอเรา
และในทุกเช้า เมื่อเธอตักน้ำซุปชามแรกให้แม่ เจียงหนิงจะยิ้มเหมือนในวันนั้นที่ไม่มีใครเชื่อว่ากระดูกเหลือ ๆ จะกลายเป็นอาชีพได้
ชามแรกไม่เคยสวยที่สุด แต่เป็นชามที่ทำให้เธอรู้ว่า ชีวิตของเธอไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมารับรองอีกต่อไป