หญิงสาวประกาศกลางงานแต่งว่ากำลังตั้งท้องกับชายผู้ทรงอำนาจ แต่ผลตรวจดีเอ็นเอกลับเปิดโปงความลับของทั้งตระกูล

“ยกเลิกงานแต่งเดี๋ยวนี้!”

เสียงของเสิ่นเฉียนเฉียนดังขึ้นกลางห้องจัดเลี้ยง ก่อนที่แหวนเพชรจะถูกสวมลงบนนิ้วของแม่เธอเพียงไม่กี่วินาที แขกนับร้อยหันมามองหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างเวที ขณะที่ชายผู้กำลังจะกลายเป็นพ่อเลี้ยงของเธอกำลังยิ้มรับคำอวยพรจากทุกคน

ไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดเฉียนเฉียนจึงกล้าทำลายงานแต่งของตระกูลเสิ่นต่อหน้าผู้มีอำนาจทั้งเมือง และยิ่งไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กในท้องของเธอจะเกี่ยวข้องกับเฟิงปู้เหยียน ชายที่คนทั้งเมืองเรียกว่า “ราชาปีศาจที่ยังมีชีวิตอยู่”

“เฉียนเฉียน เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่” เสิ่นหว่าน แม่ของเธอถามเสียงเบา แต่แววตากลับเย็นชาอย่างผิดปกติ

เฉียนเฉียนกำมือแน่น เธอไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก ไม่สนใจเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นรอบตัว และไม่สนใจแม้กระทั่งชายหนุ่มที่ยืนอยู่ปลายห้องพร้อมแก้วไวน์ในมือ

เฟิงปู้เหยียนไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ เขาเพียงมองเธอด้วยดวงตาดำสนิท ราวกับกำลังพยายามค้นหาความจริงจากใบหน้าที่ซีดเผือดของเธอ

“แม่แต่งงานกับเซิ่งเชียนเริ่นไม่ได้” เฉียนเฉียนพูดชัดทีละคำ “เขาไม่ได้รักแม่ เขาต้องการหุ้นของคุณตา ถ้าแม่เซ็นทะเบียนสมรสพรุ่งนี้ เขาจะส่งแม่ไปโรงพยาบาลจิตเวชชานเมือง แล้วใช้ใบรับรองว่าแม่ไร้ความสามารถเข้าควบคุมทรัพย์สินทั้งหมด”

เสียงฮือฮาดังไปทั่วห้อง

เซิ่งเชียนเริ่น ชายวัยกลางคนที่ยืนข้างเสิ่นหว่าน เปลี่ยนสีหน้าทันที เขาเคยวางตัวเป็นสุภาพบุรุษใจดีต่อหน้าสื่อและญาติของเธอ แต่ตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้ากลายเป็นความโกรธเกรี้ยว

“เด็กคนนี้เสียสติไปแล้ว” เขาหันไปบอกแขก “ผมขอให้ทุกคนอย่าถือสา เธอคงเครียดจากเรื่องที่บ้านจนแต่งเรื่องขึ้นมา”

“ฉันไม่ได้เสียสติ” เฉียนเฉียนตอบ “และฉันยังมีหลักฐาน”

เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่ก่อนจะเปิดไฟล์ เสิ่นหว่านก็ก้าวเข้ามาตบหน้าเธออย่างแรง

เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังชัดเจนกว่าดนตรีในห้องจัดเลี้ยง

“แกทำลายชื่อเสียงของแม่ยังไม่พอ ยังจะใส่ร้ายคนที่กำลังจะแต่งงานกับแม่ต่อหน้าทุกคนอีกเหรอ” เสิ่นหว่านกัดฟัน “ฉันเลี้ยงแกมาอย่างไร แกถึงได้ตอบแทนฉันแบบนี้”

เฉียนเฉียนหันหน้ากลับช้า ๆ รอยนิ้วแดงปรากฏบนแก้ม แต่สิ่งที่เจ็บกว่าไม่ใช่ฝ่ามือของแม่ หากเป็นคำว่าเลี้ยงดูที่ถูกนำมาใช้เป็นโซ่ตรวนอีกครั้ง

เธอจำได้ดีว่าเสิ่นหว่านไม่เคยเลี้ยงเธอจริง ๆ หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่เอาแต่เดินทางไปทำงาน ทิ้งเธอไว้กับคนรับใช้และคุณตา คนที่ดูแลเธอจนเติบโตคือคุณตา ไม่ใช่เซิ่งเชียนเริ่น และไม่ใช่แม่ที่เพิ่งจำได้ว่าเธอเป็นลูกเมื่อหุ้นในบริษัทตกอยู่ในมือของเธอ

“ถ้าแม่รักเขาจริง ก็ให้เขาแต่งงานกับแม่โดยไม่แตะต้องหุ้นของคุณตา” เฉียนเฉียนพูด “แต่แม่ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเขาต้องการทุกอย่าง ไม่ใช่แค่แม่”

“หุบปาก!” เซิ่งเชียนเริ่นตะโกน “เธอเป็นแค่เด็กที่ไม่มีใครเอา อย่าคิดว่าการพูดเรื่องท้องปลอม ๆ จะทำให้ตัวเองมีค่า”

คำว่า ‘ท้อง’ ทำให้แขกทุกคนหันมามองเธออีกครั้ง

เฉียนเฉียนสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเดินผ่านผู้คนไปยังโต๊ะด้านหน้า เธอวางมือบนหน้าท้องที่ยังแบนราบของตัวเอง

“ฉันกำลังตั้งท้องลูกของเฟิงปู้เหยียน”

ทั้งห้องเงียบลงในทันที

จากนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็เริ่มดังขึ้นจากมุมหนึ่ง ก่อนจะแพร่ไปทั่วงานราวกับข่าวตลกที่ทุกคนรอคอย

“เธอรู้ไหมว่ากำลังกล่าวหาใคร”

“เฟิงปู้เหยียนไม่เคยมีข่าวกับผู้หญิงคนไหนเลย”

“เด็กผู้หญิงจากตระกูลเสิ่นจะไปพบเขาได้อย่างไร”

เฟิงปู้เหยียนยังคงยืนนิ่ง เขาไม่ได้ปฏิเสธ ไม่ได้ยอมรับ เพียงวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะอย่างช้า ๆ

คนสนิทของเขา ลั่วจื่อเหยียน รีบเดินเข้ามาขวางหน้าเฉียนเฉียน

“คุณเสิ่น กรุณาออกไปจากงานก่อนที่เรื่องจะบานปลาย”

“ฉันไม่ไป” เฉียนเฉียนตอบ “ฉันต้องคุยกับเขา”

“คุณกำลังทำให้คุณเฟิงเสียชื่อเสียง”

“ฉันรู้” เธอหันไปมองชายหนุ่ม “แต่ถ้าเขาไม่เชื่อ ฉันก็พร้อมตรวจดีเอ็นเอทันทีที่เด็กคลอด หรือจะตรวจจากเลือดของฉันตอนนี้ก็ได้”

เฟิงปู้เหยียนมองเธออยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงเย็น

“ผมไม่เคยพบคุณมาก่อน”

คำตอบนั้นเหมือนมีดที่แทงทะลุอกเธอ แต่เฉียนเฉียนกัดฟันไม่ถอย

“คุณจำไม่ได้ต่างหาก”

“ผมจำคนที่ผมพบได้ทุกคน”

“แล้วรอยปานใต้ชายโครงด้านซ้ายของคุณล่ะ คุณก็จำได้ไหม”

ดวงตาของเฟิงปู้เหยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เฉียนเฉียนพูดต่อ “ใต้ชายโครงด้านซ้าย ห่างจากสะดือประมาณสามนิ้ว มีปานสีแดงเข้มรูปเปลวไฟ นั่นเป็นความลับที่แม้แต่คนในครอบครัวคุณก็แทบไม่มีใครรู้”

ลั่วจื่อเหยียนชะงัก ส่วนเซิ่งเชียนเริ่นก็เงียบลงทันที

เมื่อสามเดือนก่อน เฉียนเฉียนขึ้นเรือสำราญของราชวงศ์เพื่อไปรับเอกสารมรดกของคุณตา คืนนั้นเธอถูกวางยาโดยคนที่เธอไว้ใจที่สุด เธอจำได้เพียงว่าตัวเองเดินโซเซเข้าไปในห้องสวีตผิดห้อง ก่อนจะพบผู้ชายคนหนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่บนโซฟา

เขาคือเฟิงปู้เหยียน

เขาเองก็ถูกวางยา แต่ยังมีสติพอจะปกป้องเธอจากคนที่พยายามบุกเข้ามา ทั้งสองคนใช้เวลาคืนนั้นอยู่ในห้องเดียวกัน ท่ามกลางความกลัวและความสับสน หลังจากนั้นเฉียนเฉียนถูกพาตัวออกไปโดยคนของครอบครัว และเฟิงปู้เหยียนก็หายไปก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรกับเขา

เธอไม่เคยตั้งใจจะใช้เด็กเป็นเครื่องมือ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็พบว่าแม่กำลังจะส่งตัวเองเข้าพิธีแต่งงานกับเซิ่งเชียนเริ่น และคนของเซิ่งเชียนเริ่นกำลังเตรียมเอกสารให้ศาลรับรองว่าเสิ่นหว่านมีอาการทางจิต

เธอไม่มีเวลาเหลือแล้ว

“คุณอาจลืมฉัน แต่คุณจำปานนั้นได้” เฉียนเฉียนพูด “เพราะคืนนั้นฉันเห็นมัน”

“เธอพูดเรื่องเหลวไหลอะไร” เฟิงปู้เหยียนตอบ แต่เสียงของเขาไม่มั่นคงเหมือนเดิม “ผมไม่เคยมีอะไรกับคุณ”

“ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันจะตรวจครรภ์เดี๋ยวนี้”

เธอหยิบซองเอกสารจากกระเป๋า แต่ยังไม่ทันเปิด เซิ่งเชียนเริ่นก็กระชากมันไปจากมือเธอแล้วฉีกทิ้งต่อหน้าทุกคน

“พอได้แล้ว!” เขาตะคอก “เธออยากแต่งเข้าตระกูลใหญ่จนเสียสติไปแล้วหรือไง”

กระดาษผลตรวจครรภ์ร่วงกระจายบนพื้น แขกบางคนก้มลงเก็บ หนึ่งในนั้นเห็นชื่อโรงพยาบาลและวันที่ตรวจอย่างชัดเจน

“ผลเป็นบวกจริงด้วย…”

เสียงกระซิบเปลี่ยนจากความขบขันเป็นความตกใจ

เสิ่นหว่านหน้าซีด “เฉียนเฉียน แกไปตรวจตั้งแต่เมื่อไร”

“วันที่แม่พาฉันไปเซ็นเอกสารมอบอำนาจให้เซิ่งเชียนเริ่น”

คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเซิ่งเชียนเริ่นแข็งค้าง

เฉียนเฉียนหันไปหาแม่ “วันนั้นแม่บอกว่าจะพาฉันไปตรวจสุขภาพ แต่เอกสารที่ให้ฉันเซ็นไม่ใช่ใบยินยอมตรวจ มันคือหนังสือสละสิทธิ์ในหุ้นของคุณตา ฉันไม่เซ็น เพราะฉันอ่านมันก่อน”

เสิ่นหว่านเริ่มสั่น “แกกำลังเข้าใจผิด”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมคืนนั้นคนของเขาถึงตามฉันไปถึงคลินิก”

ไม่มีใครตอบ

ในเวลานั้นเอง ประตูห้องจัดเลี้ยงก็เปิดออก หญิงชราผมสีเงินก้าวเข้ามาพร้อมทีมแพทย์ เธอคือเฟิงฮูหยิน ย่าของเฟิงปู้เหยียน ผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูลเฟิง

เธอได้ยินข่าวเรื่องหญิงสาวที่อ้างว่าตั้งท้องกับหลานชาย จึงมาดูด้วยตัวเอง

“พาแพทย์เข้ามา” เฟิงฮูหยินสั่ง “ตรวจให้รู้กันวันนี้ว่าเด็กเป็นลูกของใคร”

เซิ่งเชียนเริ่นรีบเดินเข้าไปขวาง “คุณย่า เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องอื้อฉาวของตระกูลเสิ่น ไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลเฟิงเข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ถ้าเด็กเป็นหลานของฉัน เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับฉัน” เฟิงฮูหยินตอบ “แต่ถ้าเธอโกหก ฉันจะเป็นคนจัดการเอง”

เธอหันมามองเฉียนเฉียนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“เธอกล้าตรวจไหม”

เฉียนเฉียนพยักหน้า “กล้า”

“ดี งั้นตรวจต่อหน้าทุกคน”

แพทย์เก็บตัวอย่างเลือดจากเฉียนเฉียนและใช้เครื่องตรวจครรภ์แบบเร่งด่วน เครื่องมือรุ่นใหม่สามารถยืนยันผลเบื้องต้นได้ภายในเวลาไม่นาน ระหว่างรอ เสิ่นหว่านเอาแต่ร้องไห้และขอให้ลูกสาวหยุด แต่เฉียนเฉียนไม่ได้หันกลับไปมอง

เธอรู้ว่าแม่ไม่ได้กลัวว่าเธอจะถูกทำร้าย แม่กลัวว่าความลับของตัวเองจะถูกเปิดเผย

เฟิงปู้เหยียนเดินมาหยุดตรงหน้าเธอเมื่อไม่มีใครอยู่ใกล้

“คืนนั้นเกิดอะไรขึ้น” เขาถาม

“คุณจำอะไรไม่ได้จริง ๆ เหรอ”

“ผมจำได้ว่าถูกวางยา จำได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามเข้ามาในห้อง แต่ใบหน้าของเธอพร่าเลือน”

“ผู้หญิงคนนั้นคือฉัน”

“แล้วทำไมคุณถึงไม่ติดต่อผม”

เฉียนเฉียนหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ “ฉันเคยส่งข้อความไปที่บริษัทคุณสามครั้ง แต่ทุกครั้งผู้ช่วยของคุณตอบกลับมาว่าฉันเป็นนักต้มตุ๋น ฉันไปถึงหน้าบริษัทก็ถูกคนของคุณไล่ออกมา”

เฟิงปู้เหยียนหันไปมองลั่วจื่อเหยียนทันที

ลั่วจื่อเหยียนหน้าตึง “ผมไม่เคยได้รับข้อความจากเธอ”

เฉียนเฉียนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพหน้าจอ เธอแสดงประวัติการส่งข้อความและหมายเลขที่ติดต่อกลับมา หมายเลขนั้นเป็นของสำนักงานเก่าของเฟิงปู้เหยียน แต่มีการเปลี่ยนซิมในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

“ฉันคิดว่าคุณไม่อยากรับผิดชอบ” เธอพูด “เลยเลิกตามหา”

“ผมไม่เคยรู้เรื่อง” เขาตอบ

ก่อนที่ทั้งคู่จะถามต่อ เครื่องตรวจส่งเสียงเตือน

แพทย์มองผลบนหน้าจอ แล้วประกาศว่าเฉียนเฉียนตั้งครรภ์จริง อายุครรภ์ประมาณสิบสัปดาห์

ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง

เฟิงฮูหยินมองหลานชาย “ปู้เหยียน”

เขาไม่ได้ละสายตาจากเฉียนเฉียน “ตรวจดีเอ็นเอ”

“ตอนนี้ยังตรวจยืนยันความเป็นพ่อได้ไม่สมบูรณ์” แพทย์อธิบาย “แต่สามารถเก็บตัวอย่างของคุณไว้เปรียบเทียบกับตัวอย่างทารกหลังคลอด หรือใช้วิธีตรวจจากเลือดมารดาได้หากโรงพยาบาลที่รับรองมีความพร้อม”

“ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง” เฟิงปู้เหยียนสั่ง “ไม่ต้องรีบร้อนจนทำให้ผลคลาดเคลื่อน”

คำพูดนั้นทำให้เฉียนเฉียนแปลกใจ เธอคิดว่าเขาจะปฏิเสธหรือบังคับให้เธอออกไป แต่เขากลับเลือกตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม เสิ่นหว่านกลับตะโกนขึ้น

“ตรวจอะไรกัน! ใครจะรู้ว่าเด็กในท้องเป็นลูกของใคร เธออาจไปมีอะไรกับผู้ชายคนอื่นแล้วโยนความผิดให้ตระกูลเฟิงก็ได้”

สายตาของเฟิงปู้เหยียนเย็นลง

เฉียนเฉียนไม่พูดอะไร เธอเพียงถอยออกมาเล็กน้อยและวางมือบนท้อง

เฟิงฮูหยินหันไปมองเสิ่นหว่าน “ถ้าเธอมั่นใจว่าลูกสาวโกหก เหตุใดจึงกลัวการตรวจ”

เสิ่นหว่านพูดไม่ออก

ในคืนนั้น เฉียนเฉียนไม่ได้กลับบ้าน เธอเก็บของเพียงกระเป๋าเดียวแล้วออกจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นโดยมีเฟิงปู้เหยียนเป็นคนขับรถไปส่ง ระหว่างทางไม่มีใครพูดกันเป็นเวลานาน

เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เชื่อเธอทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้มองเธอเป็นคนหลอกลวงอีกต่อไป

“คุณจะไปไหน” เขาถามในที่สุด

“โรงแรม”

“กลับบ้านไม่ได้เหรอ”

“บ้านหลังนั้นไม่ใช่บ้านของฉันอีกแล้ว”

เฟิงปู้เหยียนกำพวงมาลัยแน่น “ผมจะให้คนจัดหาที่พักให้”

“ไม่ต้อง ฉันไม่อยากเป็นหนี้คุณ”

“คุณกำลังตั้งครรภ์”

“เด็กคนนี้เป็นลูกของฉันด้วย ไม่ใช่ภาระของคุณฝ่ายเดียว”

เขาหันมามองเธอครู่หนึ่ง “ถ้าเขาเป็นลูกของผม ผมจะรับผิดชอบ”

เฉียนเฉียนหันไปมองนอกหน้าต่าง “ฉันไม่ได้ต้องการเงิน ฉันต้องการให้แม่ปลอดภัย และต้องการให้คนที่พยายามส่งแม่ไปโรงพยาบาลจิตเวชได้รับผลที่สมควร”

วันรุ่งขึ้น เฉียนเฉียนเริ่มตรวจสอบเอกสารของเสิ่นหว่าน เธอพบว่ามีการนัดแพทย์คนหนึ่งให้ประเมินอาการทางจิตของแม่ล่วงหน้า ทั้งที่แม่ยังไม่เคยพบแพทย์คนนั้น นอกจากนี้ยังมีการโอนเงินจากบัญชีบริษัทไปยังบริษัทที่เซิ่งเชียนเริ่นเป็นผู้ถือหุ้นลับ ๆ หลายครั้ง

หลักฐานทั้งหมดอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณตาที่ถูกล็อกไว้ตั้งแต่ท่านเสียชีวิต เฉียนเฉียนเคยคิดว่ารหัสผ่านหายไปแล้ว แต่เมื่อเปิดกล่องไม้เก่าที่คุณตาเคยมอบให้ เธอพบปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่ง ด้านในสลักวันที่ที่เธอเกิด

คุณตาเคยพูดเสมอว่า “ถ้าวันหนึ่งทุกคนหันหลังให้หลาน ให้เชื่อสิ่งที่หลานตรวจสอบได้ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นบอกให้เชื่อ”

ปากกานั้นเป็นกุญแจสำรองสำหรับห้องทำงานของท่าน

ในคอมพิวเตอร์ เฉียนเฉียนพบไฟล์เสียงหลายไฟล์ ไฟล์หนึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างเซิ่งเชียนเริ่นกับผู้จัดการฝ่ายการเงิน เขาพูดถึงการยึดหุ้นของเสิ่นหว่านและการส่งตัวเธอไปอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้ทุกอย่างดูถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ไฟล์เสียงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เฉียนเฉียนจึงส่งสำเนาให้ทนายของคุณตา และขอให้เขาตรวจสอบเอกสารโอนหุ้นทั้งหมด

เธอไม่รู้ว่าเซิ่งเชียนเริ่นเฝ้าดูเธออยู่

สองวันต่อมา ชายสองคนพยายามบุกเข้าไปในห้องพักของเธอ โชคดีที่เฟิงปู้เหยียนส่งคนมาดูแลความปลอดภัยอย่างลับ ๆ ชายทั้งสองถูกจับได้ก่อนจะเข้าถึงตัวเธอ และในโทรศัพท์ของหนึ่งในนั้นพบข้อความสั่งให้ “นำเอกสารจากหญิงตั้งครรภ์กลับมา ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด”

ครั้งนี้เฉียนเฉียนเริ่มกลัวจริง ๆ

เธอไม่ได้กลัวการถูกใส่ร้ายอีกต่อไป แต่กลัวว่าลูกในท้องจะได้รับอันตราย

เฟิงปู้เหยียนมาหาเธอในคืนนั้น เขายืนอยู่นอกประตูจนเธออนุญาตให้เข้าไป

“ผมจะให้คุณย้ายไปบ้านของผม” เขาพูด

“ไม่”

“ที่นั่นปลอดภัยกว่า”

“ฉันไม่อยากให้ใครคิดว่าฉันใช้เด็กบีบบังคับคุณ”

“คนที่กำลังบีบบังคับคุณคือเซิ่งเชียนเริ่น ไม่ใช่ผม”

เฉียนเฉียนเงียบ

เขาวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “นี่คือรายงานการรักษาของผมจากคืนนั้น ผมถูกวางยาจริง และมีการใช้สารที่ทำให้ความจำช่วงสั้น ๆ ขาดหาย ผมกำลังให้ทีมตรวจสอบว่าใครเป็นคนซื้อยา”

“คุณเชื่อฉันแล้วเหรอ”

“ผมเชื่อว่าคุณไม่ได้แต่งเรื่องทั้งหมด แต่เรื่องเด็ก เราต้องรอผลตรวจ”

“ยุติธรรมดี”

“ผมไม่ได้พูดเพื่อเอาใจคุณ” เขามองเธอตรง ๆ “ผมพูดเพราะผมไม่อยากตัดสินใจจากความสงสัยเหมือนคนอื่น”

ประโยคนั้นทำให้เฉียนเฉียนนึกถึงคุณตา เธอจึงยอมย้ายไปบ้านของเขาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขว่าห้องของเธอจะอยู่คนละชั้น และเขาจะไม่แตะต้องเอกสารของคุณตาโดยไม่ได้รับอนุญาต

ช่วงเวลาที่อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน ทั้งคู่ค่อย ๆ รู้จักกันมากกว่าคืนนั้นบนเรือ

เฟิงปู้เหยียนไม่ใช่ชายเย็นชาที่คนอื่นพูดถึงเสมอ เขาจำได้ว่าเฉียนเฉียนแพ้กุ้ง ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมแรง และมักตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย เขาไม่เคยถามตรง ๆ ว่าเธอกลัวอะไร เพียงวางแก้วน้ำไว้ข้างเตียงทุกคืน

ส่วนเฉียนเฉียนก็พบว่าเขามีแผลเป็นยาวบริเวณไหล่จากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน และเขาเกลียดโรงพยาบาลเพราะแม่ของเขาเสียชีวิตที่นั่นโดยไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ

ความใกล้ชิดทำให้เธอสับสน เธอไม่รู้ว่าควรเชื่อใจเขาในฐานะพ่อของลูก หรือควรรักษาระยะห่างในฐานะคนแปลกหน้า

ในขณะเดียวกัน เสิ่นหว่านกลับมาหาเธอที่บ้านเฟิงเพียงลำพัง

“กลับบ้านกับแม่” เสิ่นหว่านพูด “แม่จะยกบ้านให้แก ขอเพียงแกหยุดเรื่องทั้งหมดและบอกทุกคนว่าเด็กไม่ใช่ลูกของเฟิงปู้เหยียน”

เฉียนเฉียนมองแม่อย่างไม่อยากเชื่อ “เขาขู่แม่ด้วยอะไร”

เสิ่นหว่านเบือนหน้า “ไม่มีใครขู่แม่”

“ถ้าไม่มีใครขู่ แม่จะยอมเสียหุ้นของคุณตาไปทำไม”

ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยาวนาน

ในที่สุดเสิ่นหว่านก็พูดเสียงสั่น “แม่เป็นหนี้เขา”

เฉียนเฉียนนิ่งงัน

เสิ่นหว่านสารภาพว่า หลังจากคุณตาป่วย เซิ่งเชียนเริ่นเป็นคนจัดการเงินลงทุนบางส่วน เขาหลอกให้เธอลงนามค้ำประกันหนี้ก้อนใหญ่ เมื่อธุรกิจขาดทุน เขาก็ใช้หนี้นั้นบังคับให้เธอแต่งงานและมอบหุ้น หากเธอปฏิเสธ เขาจะเปิดเผยว่าเธอเคยปลอมแปลงเอกสารการเงินเพื่อปกปิดความเสียหายจากคุณตา

“แม่กลัวว่าแกจะเกลียดแม่” เสิ่นหว่านร้องไห้ “แม่คิดว่าถ้าแต่งงานกับเขา อย่างน้อยแกจะยังมีบ้านอยู่”

“แม่คิดว่าการส่งตัวเองไปโรงพยาบาลจะทำให้หนูปลอดภัยหรือ”

“แม่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”

“แม่ควรบอกหนู”

เสิ่นหว่านก้มหน้า “แม่ขอโทษ”

เฉียนเฉียนอยากกอดแม่ แต่ความเจ็บปวดตลอดหลายปียังขวางอยู่ เธอจึงเพียงวางมือบนโต๊ะระหว่างพวกเขา

“หนูจะช่วยแม่ แต่แม่ต้องพูดความจริงทุกอย่าง และต้องไม่เซ็นเอกสารใด ๆ อีก”

เสิ่นหว่านพยักหน้า แม้ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น

การสืบสวนของทนายพบว่าเซิ่งเชียนเริ่นไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว ผู้จัดการการเงินของบริษัทเสิ่นและแพทย์ที่เตรียมออกใบรับรองทางจิตเวชต่างได้รับเงินจากบริษัทบังหน้าเดียวกัน ส่วนบริษัทนั้นเชื่อมโยงกับเซิ่งหว่าน น้องสาวของเซิ่งเชียนเริ่น ซึ่งเป็นผู้หญิงที่สวมสร้อยคอรุ่นลิมิเต็ดของเขาในงานแต่ง

ภาพถ่ายที่เธอสวมสร้อยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชู้สาว แต่เป็นหลักฐานว่าเธอได้รับของขวัญราคาแพงจากเงินบริษัทในช่วงที่หุ้นของเสิ่นหว่านกำลังถูกยึด

อย่างไรก็ตาม หลักฐานสำคัญที่สุดยังขาดอยู่ นั่นคือผู้ที่วางยาเฉียนเฉียนบนเรือ

ลั่วจื่อเหยียนตามรอยการจองห้องพักได้ ผู้จองห้องสวีตของเฟิงปู้เหยียนในคืนนั้นใช้ชื่อปลอม แต่บัตรผ่านประตูถูกออกโดยพนักงานฝ่ายจัดงานของตระกูลเสิ่น และกล้องวงจรปิดบริเวณชั้นนั้นถูกปิดไปสิบเก้านาที

คนที่ขอปิดกล้องคือผู้ช่วยส่วนตัวของเสิ่นหว่าน

เมื่อถูกสอบถาม เขายอมรับว่าได้รับคำสั่งจากเซิ่งเชียนเริ่น แต่ยืนยันว่าไม่รู้ว่าเขาต้องการทำอะไร เขาเพียงได้รับเงินให้พาเฉียนเฉียนไปยังห้องนั้นหลังจากเธอถูกวางยา

คำสารภาพนี้ทำให้เฟิงปู้เหยียนเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่เหตุบังเอิญ

เซิ่งเชียนเริ่นตั้งใจใช้คืนนั้นสร้างข่าวฉาว หากเฉียนเฉียนมีความสัมพันธ์กับชายอื่น เธอจะเสียสิทธิ์ในทรัพย์สินของคุณตาในสายตาสาธารณะ และหากชายคนนั้นเป็นเฟิงปู้เหยียน เขาก็จะใช้เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงของทั้งสองตระกูล

แต่แผนกลับผิดพลาด เพราะเฟิงปู้เหยียนยังมีสติพอจะปกป้องเธอ และเฉียนเฉียนตั้งครรภ์จริง

เมื่อรู้ความจริง เฟิงปู้เหยียนเป็นคนไปพบเซิ่งเชียนเริ่นด้วยตัวเอง

“คุณต้องการหุ้นของตระกูลเสิ่น” เขาพูด

เซิ่งเชียนเริ่นนั่งอยู่ในสำนักงานอย่างไม่สะทกสะท้าน “คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับเรื่องครอบครัวคนอื่น”

“แต่คุณยุ่งกับคนของผมก่อน”

“เธอไม่ใช่ภรรยาคุณ”

“และคุณก็ไม่ใช่สามีของเสิ่นหว่านจนกว่าจะจดทะเบียน”

เซิ่งเชียนเริ่นหัวเราะ “คุณคิดว่าตัวเองชนะเพราะเด็กในท้องหรือ ถ้าเด็กเกิดมาแล้วพิสูจน์ว่าไม่ใช่ลูกคุณ เธอจะเหลืออะไร”

เฟิงปู้เหยียนไม่ตอบ เขาวางเครื่องบันทึกเสียงลงบนโต๊ะ

“ผมไม่ได้มาขู่คุณ ผมมาแจ้งว่าหลักฐานทั้งหมดถูกส่งให้ทนายและตำรวจแล้ว”

รอยยิ้มของเซิ่งเชียนเริ่นจางหาย

“คุณ…”

“คุณยังมีโอกาสหยุดก่อนที่แม่ของเฉียนเฉียนจะต้องขึ้นศาลในฐานะผู้ร่วมกระทำผิด แต่ถ้าคุณแตะต้องเธออีกครั้ง ผมจะไม่ช่วยปกป้องใคร”

เซิ่งเชียนเริ่นพยายามข่มความกลัวด้วยการยิ้มเยาะ “คุณกำลังข่มขู่ผม”

“ไม่ ผมกำลังบอกผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณทำ”

แต่เซิ่งเชียนเริ่นไม่ยอมถอย เขาปล่อยข่าวว่าเฉียนเฉียนตั้งครรภ์กับผู้ชายหลายคนและพยายามจับเฟิงปู้เหยียนเพื่อยกระดับฐานะ คลิปจากงานแต่งถูกตัดต่อจนดูเหมือนเธอเป็นฝ่ายไล่ตามเขาและประกาศเรื่องเด็กอย่างไร้ยางอาย

เฉียนเฉียนถูกคนแปลกหน้าตามด่าทอถึงหน้าบ้าน เธอเริ่มไม่กล้าออกไปพบแพทย์และเกือบจะยอมถอนตัวจากทุกอย่าง

คืนหนึ่ง เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างพร้อมผลตรวจในมือ

“บางทีฉันควรยอม” เธอพูด “ถ้าฉันไม่พูดอะไร แม่อาจไม่ต้องถูกลากเข้าเรื่องนี้ และลูกก็ไม่ต้องเกิดมาท่ามกลางข่าวพวกนี้”

เฟิงปู้เหยียนยืนอยู่ด้านหลังเธอ “การเงียบไม่ได้ทำให้คนผิดหยุด”

“แต่ฉันเหนื่อย”

“ผมรู้”

“คุณไม่รู้หรอก คุณไม่เคยถูกคนทั้งเมืองเรียกว่านังตัวแสบ คุณไม่เคยถูกแม่แท้ ๆ ตบต่อหน้าคนอื่นแล้วบอกว่าคุณไม่มีค่า”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ผมอาจไม่รู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร แต่ผมรู้ว่าผมไม่อยากให้คุณต้องสู้คนเดียว”

เฉียนเฉียนหันกลับมา

เขาไม่ได้พูดว่าจะปกป้องเธอทุกอย่าง ไม่ได้สัญญาว่าจะทำให้เธอไม่เจ็บปวด เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคง

“ถ้าผลตรวจออกมาแล้วเด็กไม่ใช่ลูกคุณล่ะ” เธอถาม

“ผมจะยังช่วยคุณพิสูจน์เรื่องเซิ่งเชียนเริ่น”

“ทำไม”

“เพราะความจริงไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าเด็กเป็นลูกของผมหรือไม่”

คืนนั้นเอง เฉียนเฉียนตัดสินใจจัดแถลงข่าวด้วยตัวเอง เธอไม่ต้องการให้เฟิงปู้เหยียนพูดแทน และไม่ต้องการให้ตระกูลเฟิงกลบเสียงของเธอด้วยอำนาจ

เธอนำเอกสารการโอนเงิน บันทึกเสียง ภาพสร้อยคอ และรายงานการปิดกล้องขึ้นจอ พร้อมให้ทนายอธิบายหลักฐานทีละชิ้น เสิ่นหว่านเข้าร่วมด้วย แม้จะรู้ว่าการพูดความจริงหมายถึงการยอมรับว่าตัวเองเคยปลอมแปลงเอกสารและปกปิดหนี้

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงไม่ปฏิเสธข่าวเรื่องลูกตั้งแต่แรก เสิ่นหว่านตอบด้วยเสียงสั่น

“เพราะฉันกลัว และความกลัวของฉันทำให้ลูกสาวเกือบถูกทำร้าย ฉันไม่ได้เป็นเหยื่อที่บริสุทธิ์ ฉันเคยเซ็นเอกสารและเคยโกหก แต่คนที่วางแผนยึดทรัพย์สินและส่งฉันไปโรงพยาบาลไม่ใช่ลูกสาวของฉัน”

คำพูดนั้นทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป แม้ยังมีคนสงสัย แต่หลักฐานหลายชิ้นไม่อาจลบล้างด้วยคำด่าเพียงไม่กี่คำ

เซิ่งเชียนเริ่นพยายามเดินทางออกนอกประเทศ แต่ถูกระงับการเดินทางหลังทนายยื่นคำร้องต่อศาล เขาถูกสอบสวนเรื่องฉ้อโกง การปลอมแปลงเอกสาร และการทำร้ายร่างกายโดยใช้ผู้อื่น ส่วนแพทย์ที่รับเงินเพื่อออกใบรับรองปลอมถูกพักใบอนุญาตและเข้าสู่กระบวนการสอบสวน

เสิ่นหว่านต้องรับผิดชอบต่อการปลอมแปลงเอกสารทางการเงิน เธอไม่ได้หลุดพ้นเพียงเพราะถูกหลอก แต่ศาลพิจารณาว่าเธอให้ความร่วมมือในการเปิดเผยหลักฐานและชดใช้เงินบางส่วน จึงได้รับโทษที่เบาลงและต้องเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูหนี้ของบริษัท

หุ้นของคุณตาไม่ถูกโอนให้เซิ่งเชียนเริ่น และทนายของคุณตาได้รับแต่งตั้งให้ดูแลจนกว่าเฉียนเฉียนจะมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขในพินัยกรรม เธอเลือกไม่ขายหุ้นทิ้ง แต่ปรับโครงสร้างบริษัทและยกเงินส่วนหนึ่งตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เซ็นเอกสารทางการเงินโดยไม่เข้าใจสิทธิของตัวเอง

หลายสัปดาห์ต่อมา ผลตรวจความเป็นบิดามารดาก็ออกมา

เฟิงปู้เหยียนเป็นพ่อของเด็กจริง

เขาได้รับผลตรวจจากมือแพทย์ แต่ไม่ได้เปิดอ่านทันที เขาเดินไปหาเฉียนเฉียนที่สวนหลังบ้าน ซึ่งเธอกำลังนั่งจัดเอกสารบนโต๊ะไม้ตัวเล็ก

“ผลออกแล้ว” เขาพูด

เธอเงยหน้า “เป็นอย่างไร”

เขาวางซองลงตรงหน้าเธอ

เฉียนเฉียนเปิดอ่าน มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นคำยืนยัน เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้หัวเราะ เพียงหลับตาลงและถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งวางของหนักที่แบกมานานหลายเดือน

“คุณรู้สึกอย่างไร” เฟิงปู้เหยียนถาม

“โล่งใจ”

“แค่โล่งใจเหรอ”

“แล้วคุณล่ะ”

เขามองเธอ “ผมดีใจ แต่ผมไม่อยากให้คุณคิดว่าผมอยู่ข้างคุณเพราะผลตรวจนี้”

เฉียนเฉียนมองเขาอยู่นาน “ฉันรู้”

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้กลายเป็นความรักในทันที เฟิงปู้เหยียนยังต้องเรียนรู้วิธีพูดเมื่อรู้สึกเป็นห่วง ส่วนเฉียนเฉียนยังต้องเรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ยื่นมือมาจะเรียกร้องสิ่งตอบแทน

พวกเขาจึงเริ่มต้นจากข้อตกลงง่าย ๆ เธอจะดูแลเรื่องบริษัทและการรักษา เขาจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเด็ก ทั้งคู่จะไม่ใช้การแต่งงานเพื่อปิดข่าวหรือกอบกู้ชื่อเสียง และจะไม่บังคับให้อีกฝ่ายตัดสินใจเพราะความกลัว

หกเดือนต่อมา เฉียนเฉียนคลอดลูกชายอย่างปลอดภัย

เฟิงปู้เหยียนอยู่หน้าห้องคลอดตั้งแต่เช้าจนค่ำ เขาปฏิเสธการประชุมทั้งหมดและปล่อยให้คณะกรรมการบริษัทจัดการแทน เมื่อได้ยินเสียงเด็กร้อง เขาหลับตาแน่น ราวกับเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

เสิ่นหว่านยืนอยู่ข้างเตียงลูกสาว เธอไม่ได้ขอให้เฉียนเฉียนลืมสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงช่วยป้อนน้ำและดูแลหลานอย่างเงียบ ๆ

“แม่ไม่รู้ว่าจะเป็นแม่ที่ดีได้ไหม” เธอพูด

เฉียนเฉียนมองเธอ “ไม่มีใครรู้ตั้งแต่แรกหรอก แต่แม่ต้องไม่หนีอีกแล้ว”

เสิ่นหว่านพยักหน้า น้ำตาไหลลงบนมือของลูกสาว

หลายเดือนต่อมา คดีของเซิ่งเชียนเริ่นสิ้นสุดลง เขาถูกตัดสินจำคุกจากการฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสาร ส่วนความผิดเรื่องการทำร้ายเฉียนเฉียนยังอยู่ระหว่างการชดใช้ค่าเสียหาย เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่สูญเสียสิ่งที่เขาให้ค่าที่สุดทีละอย่าง ทั้งอำนาจ ชื่อเสียง และสิทธิ์ในการควบคุมชีวิตคนอื่น

ในวันที่เฉียนเฉียนกลับไปเปิดห้องทำงานของคุณตา เธอพบปากกาด้ามเดิมวางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ เธอเก็บมันไว้ในลิ้นชัก ไม่ใช่เพราะต้องการเก็บอดีต แต่เพราะมันเตือนว่าในวันที่ทุกคนบอกให้เธอเงียบ เธอยังเลือกตรวจสอบความจริงด้วยตัวเอง

เฟิงปู้เหยียนยืนอยู่หน้าประตูพร้อมลูกชายในอ้อมแขน

“เขาหลับแล้ว” เขาพูด

“วางเขาไว้ข้างปากกาเถอะ” เฉียนเฉียนตอบ “คุณตาน่าจะอยากเห็น”

ทั้งคู่ยืนมองเด็กน้อยที่หลับอยู่บนผ้าห่มสีขาว แสงเย็นส่องผ่านหน้าต่างลงบนใบหน้าเล็ก ๆ อย่างอ่อนโยน

เฉียนเฉียนไม่ได้แต่งงานเพื่อหนีจากอดีต และไม่ได้กลายเป็นผู้ชนะเพราะมีชายผู้ทรงอำนาจคอยช่วยเหลือ เธอเพียงหยุดยอมให้คนอื่นเขียนชีวิตแทนตัวเอง

บนโต๊ะยังมีผลตรวจดีเอ็นเอวางอยู่ข้างปากกาของคุณตา แต่คราวนี้มันไม่ใช่หลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าเธอเป็นของใคร

มันเป็นเพียงเครื่องยืนยันว่า ต่อให้ใครพยายามพรากทุกอย่างไปจากเธอ เธอก็ยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้ชีวิตของตัวเองอย่างไร

Leave a Comment