วันที่อันชานถูกส่งออกจากบ้าน แม่ของเธอยิ้มกว้างกว่าวันไหน ๆ ราวกับเพิ่งขายของชิ้นสำคัญได้สำเร็จ
“จำไว้นะ ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง” แม่พูดพลางยัดถุงเงินห้าสิบเหรียญใส่มือ “ต่อไปจะเป็นหรือตายก็อย่ากลับมาสร้างภาระให้บ้านอีก”
อันชานก้มมองเงินในมือแล้วกำแน่น เธอถูกขายให้แต่งงานแก้เคล็ดกับนายพลหลัวจิ่งเหยียน ชายที่กำลังจะตายจากอาการบาดเจ็บและไข้สูง บ้านเดิมของเธอเรียกมันว่าโชคดี เพราะอย่างน้อยก็ได้เงินมาจ่ายหนี้พนันของน้องชาย
ไม่มีใครถามว่าเธอเต็มใจหรือไม่ ไม่มีใครสนใจว่าเด็กสาววัยยี่สิบหกปีคนนี้จะรู้สึกอย่างไร แม้แต่แม่แท้ ๆ ยังไม่มองหน้าเธอตอนขบวนรถม้าของตระกูลหลัวมาถึง
ทว่าในคืนเดียวกันนั้น คนที่ทุกคนคิดว่ากำลังถูกส่งไปตายกลับเป็นคนเดียวที่อาจช่วยชีวิตนายพลได้
อันชานจำได้ดีว่าความสามารถของเธอเริ่มต้นจากห้องเก็บฟืนหลังบ้าน ตอนอายุแปดขวบ เธอพบตำราแพทย์เก่าเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้กองไม้ ปกหนังเปื่อยจนแทบอ่านชื่อไม่ได้ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสหน้ากระดาษ ตัวอักษรจำนวนมากกลับไหลเข้าสู่ความทรงจำของเธอราวกับมีใครกำลังสอนอยู่ข้างหู
ตั้งแต่นั้นมา เธออ่านตำราเล่มนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียนรู้การจับชีพจร การแยกสมุนไพร การรักษาบาดแผล และวิชาที่ผู้คนในยุคนี้ไม่เคยได้ยินชื่อ แม้ความรู้ของเธอจะล้ำเกินกว่าหมอทั่วไป แต่ในสายตาครอบครัว อันชานเป็นเพียงเด็กสาวไร้ค่า
เธอไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนหนังสือ ไม่เคยได้นั่งโต๊ะอาหารร่วมกับคนในบ้าน และไม่เคยได้กินเนื้อดี ๆ แม้แต่คำเดียว อาหารที่ดีที่สุดล้วนถูกตักให้น้องชาย ส่วนเธอได้รับเพียงข้าวต้มจืดกับผักที่เหลือจากมื้อก่อน
เมื่อบิดาเสียชีวิต หนี้พนันของน้องชายก็ถูกโยนมาให้เธอรับผิดชอบ แม่กล่าวหาว่าการเกิดของเธอนำความโชคร้ายมาสู่บ้าน และเมื่อน้องชายแพ้พนันจนเจ้าหนี้มาตามถึงหน้าประตู ทุกคนจึงเห็นพ้องว่าการขายเธอให้ตระกูลหลัวเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด
ขบวนรถพาอันชานมาถึงคฤหาสน์หลัวในเวลาเกือบเที่ยงคืน กลิ่นยาฆ่าเชื้อแรงจัดลอยออกมาจากห้องผู้ป่วยด้านใน เมื่อประตูเปิด หญิงสาวเห็นชายร่างสูงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ขาข้างหนึ่งถูกดามด้วยเฝือกหนาและพันผ้าหลายชั้น
หลัวจิ่งเหยียนเป็นนายพลที่เคยนำทัพชนะศึกหลายครั้ง แต่ตอนนี้เขาแทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือ คนรับใช้บอกอันชานว่าเขามีเวลาเหลือไม่กี่วัน หากยังมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ต้องตายอย่างทรมานจากการติดเชื้อ
ทันทีที่อันชานเดินเข้าไปใกล้ เขาก็ยื่นถุงเงินให้นาง
“นี่คือเงินสามร้อยเหรียญ” เขาพูดเสียงแหบ “แม่ของข้าจ่ายให้เจ้ามาแต่งงาน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความต้องการของข้า เอาเงินไป แล้วพรุ่งนี้ให้คนส่งเจ้ากลับบ้าน”
อันชานไม่ได้รับถุงเงิน เธอมองไปยังขาของเขาแทน
“ท่านอยากตายหรือ?”
คิ้วของจิ่งเหยียนขมวดเข้าหากัน “คำพูดของเจ้าไม่สุภาพเลย”
“ข้าพูดตามที่เห็น หากปล่อยไว้ถึงพรุ่งนี้ กระดูกที่แตกจะทะลุเข้าไปในเยื่อหุ้มกระดูก แผลข้างในจะกลายเป็นหนอง และพิษจะเริ่มเข้าสู่ร่างกาย”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยล้า “หมอหลายคนพูดแบบนั้นมาแล้ว พวกเขาบอกว่าข้าติดเชื้อในกระแสเลือด”
“พวกเขาวินิจฉัยผิด”
“เจ้าเป็นหมอหรือ?”
“ไม่ใช่” อันชานตอบ “แต่ข้ารักษาท่านได้”
จิ่งเหยียนมองเธอเหมือนมองคนเสียสติ “เจ้ารู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”
อันชานไม่ตอบ เธอคุกเข่าลงข้างเตียงและใช้นิ้วกดเบา ๆ บริเวณเหนือข้อเท้า สีหน้าของจิ่งเหยียนเปลี่ยนทันที ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนเขากำผ้าปูเตียงแน่น
“กระดูกสามชิ้นแตกละเอียด ชิ้นหนึ่งแทงเข้าไปในเยื่อหุ้มกระดูก อีกชิ้นกดเส้นประสาท ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ไข้ แต่คือเลือดเสียที่คั่งอยู่ด้านใน เฝือกนี้ดามผิดแนวไปประมาณหนึ่งถึงสองมิลลิเมตร มองจากภายนอกเหมือนขาถูกตรึงไว้ดี แต่ทุกครั้งที่ท่านขยับ กระดูกจะเสียดสีกันและทำลายเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น”
จิ่งเหยียนมองเฝือกของตนเอง เขาเคยสงสัยว่าทำไมอาการกลับแย่ลงทุกวัน แต่หมอทุกคนกลับบอกว่าเป็นเพราะเชื้อในเลือด
“ถ้าข้าปล่อยให้เจ้ารักษา แล้วเจ้าฆ่าข้าล่ะ?”
“ถ้าข้าไม่รักษา ท่านจะตายก่อนรุ่งสางของวันมะรืน”
คำตอบนั้นเรียบจนไม่มีความลังเล จิ่งเหยียนจึงพยักหน้า
“ทำเถอะ”
อันชานขอให้นำมีดต้ม น้ำสะอาด เหล้าขาว และสมุนไพรที่หาได้มาให้ น้องสาวของจิ่งเหยียน หลัวหนิงเยว่ ยืนมองเธอด้วยความไม่ไว้ใจ แต่เมื่อเห็นหญิงสาวบอกขั้นตอนต่าง ๆ ได้ละเอียด นางก็รีบทำตาม
อันชานตัดเฝือกออกทีละชั้น กลิ่นเหม็นของหนองลอยขึ้นทันที คนรับใช้สองคนถึงกับหันหน้าหนี บาดแผลด้านในบวมแดงและมีเลือดคล้ำไหลออกมา
“นี่ไม่ใช่แผลธรรมดา” หนิงเยว่พึมพำ “โรงหมอในเมืองตรวจร่างกายพี่ชายข้าทุกวัน แต่ไม่มีใครพบสิ่งนี้”
“เครื่องมือของหมอเห็นได้เพียงกระดูกกับแผลที่ชัดเจน” อันชานตอบ “แต่บางสิ่งซ่อนอยู่ในเนื้อและการไหลเวียนของเลือด หากไม่จับชีพจรอย่างละเอียด ก็ไม่มีทางรู้”
เธอใช้เข็มเงินแตะลงตามจุดต่าง ๆ แล้วต้มสมุนไพรชนิดหนึ่งให้นายพลดื่ม ไม่นานจิ่งเหยียนก็เริ่มมีเหงื่อออก หนิงเยว่ตกใจและคิดว่าไข้กำลังสูงขึ้น
“พี่ชายกำลังแย่ลง!”
“ไม่ใช่” อันชานตอบโดยไม่เงยหน้า “ยากำลังขับเลือดเสียออกมา ความร้อนที่คั่งอยู่ในร่างกายกำลังถูกระบายออก”
ไม่นานหลังจากนั้น จิ่งเหยียนก็อาเจียนเลือดคล้ำออกมา ทุกคนในห้องหน้าซีด ยกเว้นอันชานที่คอยจับชีพจรของเขาอย่างสงบ
หมอหลัว ผู้เป็นอาจารย์ของหนิงเยว่ เดินทางมาถึงในเวลาต่อมา เขาเป็นแพทย์หลวงที่มีชื่อเสียงและไม่เคยยอมรับว่าตนเองวินิจฉัยผิด เมื่อเห็นอันชานกำลังใช้เข็มรักษา เขาก็หัวเราะเยาะ
“ผู้หญิงจากบ้านชาวนาอย่างเจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน กล้ารักษานายพลด้วยวิธีไร้หลักการเช่นนี้?”
“ถ้าท่านมีวิธีที่ดีกว่า ก็เชิญใช้เถอะ” อันชานตอบ “แต่ถ้าจะยืนพูดจาไร้ประโยชน์ ก็ออกไปเสีย”
หมอหลัวโกรธจนหน้าแดง เขาตรวจชีพจรของจิ่งเหยียนแล้วประกาศว่าชายหนุ่มติดเชื้อในกระแสเลือด จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดแรงและอาจต้องตัดขา หากไข้ไม่ลดลงภายในสามวัน
“สามวันนานเกินไป” อันชานกล่าว “ข้าขอเวลาเพียงสิบสองชั่วยาม”
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นหมอเทวดาหรือ?”
“ไม่ ข้าแค่รู้ว่าท่านกำลังรักษาผิดโรค”
จิ่งเหยียนที่ยังมีสติเลือนรางได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาจำได้ว่าตลอดสิบวันที่ผ่านมา ทุกคนล้วนบอกให้เขาอดทน บอกว่าไข้จะลดเอง และบอกว่าอาการปวดที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครเคยบอกว่ากระดูกถูกดามผิด ไม่มีใครยอมรับว่าการรักษาของตนอาจทำให้เขาแย่ลง
เขาจึงเอ่ยเสียงเบา
“ให้ภรรยาของข้ารักษา”
คำเรียกนั้นทำให้อันชานชะงักเป็นครั้งแรก
เธอไม่เคยคิดว่าคำว่า “ภรรยา” จะฟังอบอุ่นได้ขนาดนี้ เพราะตลอดชีวิต เธอมีแต่คนใช้คำว่า “ตัวกาลกิณี” หรือ “ภาระ” เรียกเธอ
การรักษาดำเนินไปตลอดคืน อันชานเปิดแผล ระบายเลือดเสีย จัดกระดูกใหม่ และใช้ผ้าพันแผลที่ต้มฆ่าเชื้อแล้วพันอย่างระมัดระวัง เธอไม่เคยทำให้คนไข้หลับด้วยยารุนแรง เพราะต้องการสังเกตชีพจรและการตอบสนองของร่างกายตลอดเวลา
จิ่งเหยียนกัดฟันจนริมฝีปากแตก แต่ไม่ร้องออกมาสักครั้ง อันชานเห็นเช่นนั้นจึงยื่นผ้าสะอาดให้เขากัด
“ท่านไม่จำเป็นต้องทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าข้า”
“ข้าเป็นนายพล”
“นายพลก็เจ็บได้”
เขามองเธอผ่านเหงื่อบนหน้าผาก “แล้วเจ้าไม่กลัวหรือ?”
“กลัว แต่ถ้ากลัวแล้วไม่ลงมือรักษา ท่านก็ยังตายอยู่ดี”
คำนั้นทำให้จิ่งเหยียนเงียบไป เขาเคยเห็นคนมากมายยอมแพ้เพราะกลัวความผิด แต่หญิงสาวที่ถูกครอบครัวขายมาอย่างไร้ค่า กลับเป็นคนเดียวในห้องที่กล้ารับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง
ก่อนรุ่งสาง อุณหภูมิของเขาลดลงเล็กน้อย แม้ยังไม่ฟื้น แต่ชีพจรเริ่มสม่ำเสมอ หนิงเยว่เฝ้าอยู่ข้างเตียงและแอบร้องไห้ด้วยความโล่งใจ
เมื่อถึงมื้อเช้า มารดาของจิ่งเหยียน หลัวฮูหยิน สั่งให้ห้องครัวทำอาหารเต็มโต๊ะ มีทั้งเนื้ออบ ซุปไก่ ผักสด และขนมหวาน นางตักอาหารใส่ชามให้อันชานด้วยตนเอง
“กินเถอะ เด็กดี เจ้าคงหิวมานานแล้ว”
อันชานมองอาหารตรงหน้า ดวงตาเป็นประกายอย่างไม่อาจปิดบัง
“ทั้งหมดนี้…ข้ากินได้จริงหรือเจ้าคะ?”
หลัวฮูหยินชะงัก “แน่นอนสิ ที่นี่ไม่มีใครห้ามเจ้ากิน”
อันชานตักเนื้อเข้าปากคำหนึ่ง แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว เธอรีบก้มหน้ากลัวคนอื่นเห็น แต่หลัวฮูหยินกลับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“ที่บ้านเดิมไม่เคยให้เจ้ากินหรือ?”
อันชานส่ายหน้า “ของดี ๆ เป็นของน้องชายทั้งหมด ข้าได้กินแค่ข้าวต้มกับผักเหลือ”
หลัวฮูหยินกำมือแน่น นางรู้ว่าอันชานถูกส่งมาเพราะเงิน แต่ไม่เคยคิดว่าครอบครัวของหญิงสาวจะใจร้ายถึงเพียงนี้
บนเตียง จิ่งเหยียนลืมตาขึ้นพอดี เขาเห็นภรรยาของตนถือชิ้นเนื้อไว้ในมือ น้ำตายังเปียกอยู่บนแก้ม แต่กำลังฝืนยิ้มให้หลัวฮูหยิน
“อร่อยมากเจ้าค่ะ” อันชานพูด “ข้ามีความสุขจริง ๆ”
เป็นครั้งแรกในหลายปีที่จิ่งเหยียนรู้สึกหิว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแค่ได้กลิ่นอาหารก็คลื่นไส้
คืนนั้น อันชานจัดห้องใหม่ให้เขาพัก เพราะห้องผู้ป่วยเดิมอับชื้นเกินไป หลัวฮูหยินจึงให้คนย้ายเตียงไปยังเรือนด้านหลังที่มีหน้าต่างกว้างและสวนดอกไม้
เมื่อถึงเวลานอน อันชานยืนลังเลอยู่ข้างเตียง
“เราต้องนอนด้วยกันหรือไม่?”
จิ่งเหยียนเกือบสำลักน้ำ “ไม่ต้อง เจ้าพักบนเตียง ข้าจะนอนบนเก้าอี้”
“แต่ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว”
“การแต่งงานครั้งนี้เกิดจากการบังคับ ข้าไม่คิดจะทำอะไรที่เจ้าไม่เต็มใจ”
อันชานนิ่งไป “ถ้าเช่นนั้น…ขอบคุณ”
จิ่งเหยียนหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม “อย่าเข้าใจผิด ข้าแค่ไม่อยากให้หมอที่ช่วยชีวิตข้าหนีไปเพราะกลัวสามีของตัวเอง”
ทั้งสองยังไม่ทันพูดต่อ จิ่งเหยียนก็ไออย่างรุนแรง เลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปาก อันชานรีบเข้าประคองเขาและตรวจชีพจร ใบหน้าของเธอเปลี่ยนทันที
“เลือดคั่งในช่องท้อง”
หนิงเยว่ที่ถูกเรียกเข้ามารีบถาม “เป็นไปได้อย่างไร ผลตรวจจากโรงหมอบอกว่าไม่มีความผิดปกติ”
“แผลเกิดจากกระดูกซี่โครงที่ร้าว มันแทงอวัยวะด้านใน แต่ยังไม่ทะลุทั้งหมด ตอนแรกเลือดออกน้อยจนเครื่องมือไม่พบ ตอนนี้การไหลเวียนเปลี่ยน เลือดจึงเริ่มสะสม”
อันชานค้นกล่องยาและสมุนไพร นางรู้ว่าต้องหยุดเลือดภายในก่อนที่จิ่งเหยียนจะหมดสติ แต่การรักษาครั้งนี้เสี่ยงกว่าการจัดกระดูกหลายเท่า
“ต้องผ่าตัดหรือไม่?” หนิงเยว่ถาม
“ถ้าผ่าตอนนี้ เขาอาจไม่รอดจากความอ่อนแอ แต่ถ้าไม่ทำ เลือดจะกดปอดก่อนรุ่งเช้า”
จิ่งเหยียนได้ยินทุกคำ เขาคว้ามืออันชานไว้ แม้แรงแทบไม่เหลือ
“ทำสิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกต้อง”
“ท่านอาจตาย”
“ข้ากำลังจะตายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” เขาพยายามยิ้ม “อย่างน้อยข้าก็เลือกได้ว่าจะตายด้วยความไว้ใจใคร”
อันชานตัดสินใจรักษาโดยใช้เข็มระบายเลือดและยากระตุ้นการไหลเวียนอย่างระมัดระวัง เธอให้หนิงเยว่คอยจับชีพจร ส่วนหลัวฮูหยินยืนถือผ้าสะอาดข้างเตียง แม้มือจะสั่น แต่ไม่ยอมออกไป
ตลอดสามชั่วยาม ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากคำสั่งสั้น ๆ ของอันชาน เสียงน้ำเดือด เสียงลมหายใจหนัก และเสียงนาฬิกาในห้องโถงที่ดังเป็นจังหวะ
ในที่สุด เลือดที่ไหลออกมาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงสด อาการหายใจติดขัดของจิ่งเหยียนค่อย ๆ ดีขึ้น แต่เขายังไม่ฟื้น
รุ่งเช้า หมอหลัวกลับมาอีกครั้ง เขาเห็นจิ่งเหยียนมีชีพจรมั่นคงก็ไม่พอใจ แทนที่จะยอมรับความจริง เขากลับกล่าวหาอันชานว่าใช้วิธีอันตรายและทำให้นายพลเกือบเสียชีวิต
“หากเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะรับผิดชอบได้หรือ?”
“ข้ารับผิดชอบตั้งแต่ลงมือแล้ว” อันชานตอบ
หมอหลัวจึงหันไปหาหลัวฮูหยิน “ท่านควรหยุดนาง นางไม่มีใบรับรอง ไม่มีสำนัก ไม่มีใครรับรองความรู้ของนาง การปล่อยให้รักษาต่ออาจทำให้ตระกูลหลัวถูกหัวเราะเยาะ”
หลัวฮูหยินมองบุตรชายที่กำลังหลับ แล้วตอบช้า ๆ
“ตลอดสิบวันที่ผ่านมา หมอที่มีใบรับรองของท่านทำให้เขาแย่ลงทุกวัน ส่วนหญิงสาวที่ไม่มีใครรับรองกลับช่วยให้เขามีชีวิตรอด ข้าควรเชื่อใครกันแน่?”
ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง
หมอหลัวกลับไปด้วยความแค้น และในวันเดียวกันนั้น ข่าวว่าภรรยาของนายพลรักษาสามีด้วยวิชาแปลกประหลาดก็แพร่ไปทั่วเมือง บางคนเรียกอันชานว่าเป็นหมอเทวดา บางคนเรียกนางว่าแม่มด แต่สิ่งที่อันชานสนใจมีเพียงอาการของจิ่งเหยียน
หลังจากไข้ลดลง เขาเริ่มลืมตาได้นานขึ้น วันหนึ่งเขาถามถึงเงินสามร้อยเหรียญที่เคยยื่นให้นาง
“เงินนั้นยังอยู่หรือไม่?”
“อยู่”
“เก็บไว้เถอะ”
“ข้าไม่ต้องการ”
“มันเป็นเงินที่ข้าตั้งใจให้เจ้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ใช่ค่าตัว”
อันชานมองเขา “ท่านรู้หรือว่าข้าถูกขายมาเพราะอะไร?”
“หนิงเยว่เล่าให้ฟังแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ควรหย่ากับข้า หลังจากท่านหายดี ข้าจะไม่เรียกร้องอะไร”
จิ่งเหยียนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าต้องการกลับไปบ้านเดิมหรือ?”
คำถามนั้นแทงเข้าไปในใจอันชาน นางนึกถึงแม่ที่ยิ้มตอนส่งนางออกจากบ้าน นึกถึงชามข้าวจืดและคืนที่ต้องนอนในห้องเก็บฟืน
“ไม่” นางตอบ “แต่การไม่อยากกลับไป ไม่ได้แปลว่าข้าต้องอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาของท่าน”
“แล้วเจ้าต้องการอะไร?”
อันชานก้มมองมือของตนเอง “ข้าต้องการสถานที่ที่ไม่มีใครตัดสินคุณค่าของข้าจากเงินห้าสิบเหรียญ”
จิ่งเหยียนจำคำนั้นไว้
อีกหลายวันต่อมา เขาเริ่มเดินได้โดยใช้ไม้ค้ำ แม้ยังต้องพักฟื้นอีกนาน แต่ชีวิตไม่อยู่ในอันตรายแล้ว อันชานจึงขอออกจากคฤหาสน์และเปิดร้านรักษาเล็ก ๆ ในเมือง
หลัวฮูหยินไม่เพียงอนุญาต แต่ยังมอบเงินทุนให้โดยไม่คิดดอกเบี้ย หนิงเยว่ช่วยจัดหาสมุนไพร ส่วนจิ่งเหยียนให้คนคุ้มกันนางระหว่างเดินทางไปเก็บยา
อันชานรู้สึกว่าชีวิตเริ่มมีทางเลือกเป็นครั้งแรก เธอไม่ใช่หญิงสาวที่รอให้ใครมาช่วยอีกแล้ว แต่เป็นคนที่กำลังสร้างสถานที่ของตัวเองขึ้นมา
ทว่าในวันที่ร้านเปิดได้เพียงหนึ่งเดือน คนจากบ้านเดิมก็มาหาถึงหน้าประตู แม่ของอันชานยืนอยู่กับน้องชาย สีหน้าของนางไม่ได้มีความละอาย มีเพียงความโลภ
“ในเมื่อเจ้ากลายเป็นภรรยาของนายพลแล้ว ก็ควรช่วยบ้านบ้าง” แม่พูด “น้องชายเจ้ามีหนี้อีกก้อน ถ้าไม่จ่าย เจ้าหนี้จะหักนิ้วเขา”
อันชานมองน้องชายที่หลบอยู่ด้านหลัง เขาไม่เคยปกป้องเธอในวันที่คนในบ้านกล่าวหา แต่ตอนนี้กลับส่งสายตาขอความช่วยเหลือเหมือนเธอยังเป็นคนรับใช้คนเดิม
“ข้าไม่มีเงินให้”
แม่ตบโต๊ะ “เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับแม่หรือ? ข้าเป็นคนเลี้ยงเจ้ามา!”
“ท่านเลี้ยงข้าเพื่อขายข้า”
เสียงนั้นทำให้คนทั้งร้านเงียบลง
“เงินห้าสิบเหรียญที่ท่านได้รับ ข้าถือว่าชดใช้ทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่นี้ไป เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก”
แม่ของนางด่าและขู่ว่าจะไปฟ้องตระกูลหลัวว่าอันชานทอดทิ้งครอบครัว แต่ก่อนที่นางจะทำลายข้าวของ คนคุ้มกันก็เข้ามาขวาง
จิ่งเหยียนมาถึงในเวลาต่อมา เขายังเดินไม่คล่อง แต่แววตาเย็นจนไม่มีใครกล้าพูดต่อ
“คนของตระกูลหลัวไม่เคยใช้กำลังกับชาวบ้าน” เขาพูด “แต่ถ้าพวกเจ้ากลับมารบกวนภรรยาของข้าอีก ข้าจะส่งเรื่องหนี้พนันและการข่มขู่ไปให้เจ้าหน้าที่จัดการ”
น้องชายหน้าซีด เพราะเจ้าหนี้ของเขาเคยปลอมเอกสารหลายฉบับ หากเรื่องถึงทางการ เขาไม่มีทางรอด
แม่ของอันชานหันไปมองลูกสาว “เจ้าจะไม่ช่วยน้องจริง ๆ หรือ?”
อันชานเจ็บ แต่ไม่ถอย
“ข้าช่วยคนที่ต้องการรักษาได้ แต่ข้าจะไม่ช่วยคนที่ทำร้ายผู้อื่นแล้วเรียกสิ่งนั้นว่าครอบครัว”
แม่ของนางจากไปพร้อมคำสาปแช่ง น้องชายถูกเจ้าหนี้พาตัวไปไกล่เกลี่ยหนี้ตามกฎหมาย ส่วนบ้านเดิมต้องขายที่ดินเพื่อชำระเงินบางส่วน ไม่มีใครถูกลงโทษเกินกว่าที่ก่อ แต่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้โยนความผิดมาให้อันชานอีก
หลังเหตุการณ์นั้น จิ่งเหยียนถามนางว่าเสียใจหรือไม่
“เสียใจสิ” อันชานตอบ “ข้าคงไม่ใช่คนที่ไม่รู้สึกอะไร แต่ความเสียใจไม่ได้แปลว่าข้าต้องกลับไปยอมให้พวกเขาทำร้ายข้าอีก”
จิ่งเหยียนพยักหน้า เขาเข้าใจว่าความสัมพันธ์ไม่อาจสร้างจากการที่คนหนึ่งเป็นเจ้าของและอีกคนเป็นหนี้บุญคุณ
เมื่อเขาหายดี จิ่งเหยียนจึงนำเอกสารหย่ามาวางบนโต๊ะ พร้อมโฉนดเรือนและเงินจำนวนหนึ่ง
“ข้าสัญญาว่าจะคุ้มครองเจ้า แต่ข้าไม่อยากใช้คำสัญญานั้นผูกมัดเจ้า หากเจ้าต้องการไป เจ้าสามารถไปได้ทันที”
อันชานมองเอกสารอยู่นาน
“แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะ?”
“เราก็เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ในฐานะหญิงสาวที่ถูกขายกับชายที่ถูกส่งมอบ แต่ในฐานะคนสองคนที่เลือกจะอยู่ด้วยกัน”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าไม่ใช่ภรรยาที่อ่อนโยน ข้าอาจดุท่านทุกครั้งที่ท่านไม่กินยา และข้าจะไม่ยอมเลิกทำงานเพียงเพราะแต่งงานแล้ว”
“ข้ารู้”
“ข้าอาจไม่มีวันลืมสิ่งที่บ้านเดิมทำกับข้า”
“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าลืม”
อันชานยกเอกสารหย่าขึ้นมา ฉีกมันออกเป็นสองส่วน แล้ววางลงบนโต๊ะ
“เช่นนั้นข้าจะอยู่ต่อ แต่ไม่ใช่เพราะท่านเคยช่วยข้า”
จิ่งเหยียนยิ้ม “ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าอยู่เพราะเรื่องนั้น”
หลายเดือนต่อมา ร้านรักษาของอันชานกลายเป็นสถานที่ที่คนยากจนเข้าถึงได้ นางไม่เรียกค่ารักษาจากคนที่ไม่มีเงิน และรับสมุนไพรหรือแรงงานเป็นค่าตอบแทนแทนเงิน บางคนกล่าวหาว่านางรักษาด้วยศาสตร์ประหลาด แต่เมื่อคนไข้หายกลับบ้านได้ คำครหาก็ค่อย ๆ เบาลง
หมอหลัวเคยพยายามทำลายชื่อเสียงของนาง แต่เมื่อผู้ป่วยหลายรายที่เขาปฏิเสธกลับได้รับการช่วยเหลือจากอันชาน เขาก็เริ่มยอมรับว่าความรู้ไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว สุดท้ายเขามาที่ร้านเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องบาดแผลของทหารคนหนึ่ง
อันชานไม่ได้ลืมความดูถูกในวันแรก แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธคนไข้เพียงเพราะความขัดแย้งของผู้ใหญ่
“ท่านอาจไม่เชื่อวิธีของข้า” นางบอก “แต่ถ้าต้องการช่วยคน ก็วางความหยิ่งลงก่อน”
หมอหลัวก้มศีรษะให้เป็นครั้งแรก
ส่วนจิ่งเหยียนกลับไปประจำการได้อีกครั้งหลังจากพักฟื้นเกือบครึ่งปี เขายังเดินกะเผลกเล็กน้อยในวันที่อากาศชื้น แต่ไม่เคยปิดบังรอยแผลนั้นอีก เพราะมันเตือนว่าเขาเคยเกือบตายจากการเชื่อคำวินิจฉัยที่ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
ในคืนหนึ่ง เขากลับถึงเรือนช้ากว่าปกติ และพบว่าอันชานกำลังจัดอาหารบนโต๊ะ มีเนื้ออบชิ้นใหญ่ ซุปอุ่น และขนมที่นางชอบ
“วันนี้มีเรื่องอะไรพิเศษหรือ?” เขาถาม
“ไม่มี” นางตอบ “แค่เห็นท่านกลับมาแล้วหิว”
จิ่งเหยียนนั่งลงตรงข้ามนาง “เมื่อก่อนเจ้ากินอาหารอร่อยแล้วร้องไห้”
“ตอนนี้ข้ายังร้องไห้ได้”
“เพราะอะไร?”
อันชานมองชามอาหารตรงหน้า แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม
“เพราะข้ารู้แล้วว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นอนุญาตให้เราได้รับ และคนที่เคยพรากมันไปจากเรา ก็ไม่มีสิทธิ์เอามันคืนไปอีก”
บนชั้นข้างหน้าต่างยังมีถุงเงินสามร้อยเหรียญวางอยู่ อันชานไม่เคยใช้มัน เธอเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเธอเคยถูกประเมินค่าเพียงเท่านั้น
แต่ทุกครั้งที่มองถุงเงิน นางไม่ได้เห็นราคาของตัวเองอีกแล้ว นางเห็นคืนที่เลือกจะอยู่ต่อ เห็นมือที่สั่นแต่ไม่ยอมปล่อยเข็ม และเห็นชีวิตที่ในที่สุดก็เป็นของนางเอง