“เอาเงินหนึ่งล้านนี่ไป แล้วออกจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้ เราไม่เคยรู้จักกัน”
ซูหว่านอินวางเช็คลงบนโต๊ะ ทั้งที่มือยังสั่นจากไข้และความทรงจำที่ขาดหายไปเป็นช่วง ๆ ชายหนุ่มตรงหน้าไม่แตะต้องเงินแม้แต่น้อย เขาเพียงมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ราวกับเช็คนั้นไม่ต่างจากกระดาษไร้ค่า
เธอจำได้แค่ว่าเมื่อคืนถูกคนของตระกูลซุนมอมยา ก่อนจะเดินโซเซเข้าห้องพักผิดห้อง แล้วพบชายแปลกหน้ากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางพื้น ชายคนนั้นช่วยกดอาการร้อนวูบวาบในร่างกายของเธอไว้ แต่เช้าวันนี้กลับกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้หญิงไร้ยางอายที่จ่ายเงินซื้อเขาหนึ่งคืน
“คิดว่าความสามารถของฉันมีค่าแค่หนึ่งล้านหรือไง” เขาถาม
“ฉันไม่ได้อยากติดค้างคุณ”
“คุณต่างหากที่บังคับฉัน”
หว่านอินกัดริมฝีปาก เธอไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้ว่าตนเองถูกวางยา และรู้แน่ชัดว่าชายคนนี้กำลังดูถูกเธออย่างจงใจ
“ในเมื่อคุณคิดว่าฉันไร้ยางอาย งั้นฉันจะทำให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นจริง”
เธอคว้าคอเสื้อเขาเข้ามาจูบอย่างท้าทาย ทันทีที่ชายหนุ่มผละออก ดวงตาของเขาก็เย็นลงกว่าเดิม
“ชื่ออะไร”
“หลินเต้า”
“ดี หลินเต้า จำไว้ว่าเราไม่รู้จักกันหลังจากประตูนี้เปิด”
แต่ก่อนที่หว่านอินจะได้เดินออกไป โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น บิดาของเธอสั่งให้กลับบ้านทันที เพราะตระกูลซุนกำลังจะส่งคนมาสู่ขอ และบริษัทซูเมกอัปซึ่งครอบครัวสร้างมาหลายสิบปีกำลังจะล้มละลาย หากการแต่งงานล่ม เงินลงทุนห้าพันล้านจะหายไปพร้อมกัน
หว่านอินกลับถึงบ้านในช่วงบ่าย และพบว่าทั้งครอบครัวกำลังรอเธออยู่ในห้องรับแขก พ่อของเธอไม่ถามสักคำว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ส่วนแม่เลี้ยงกลับจ้องชายที่เดินตามเธอเข้ามาด้วยสีหน้ารังเกียจ
“เธอพาผู้ชายข้างถนนกลับบ้านมาทำไม” ซูเหวินหลาน ลูกสาวคนเล็กของบ้านหัวเราะ “เสื้อผ้าขาด ๆ แบบนั้น ตั้งแต่หัวจรดเท้าคงมีราคาไม่ถึงสองร้อยหยวน”
หลินเต้ายืนเงียบ เสื้อผ้าของเขาเก่าจริง แต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนยากจนเลย เขาเดินหลังตรงและมองทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับบ้านหลังนี้ไม่มีใครคู่ควรให้เขาหวาดหวั่น
พ่อของหว่านอินโยนบัตรธนาคารลงบนโต๊ะ
“ในนี้มีสามแสน เธอเอาไปให้เขา แล้วให้กลับบ้านนอกเสีย เรื่องคืนนี้ตระกูลซุนจะมาสู่ขอ เธออย่าทำอะไรโง่ ๆ”
“พวกคุณบังคับให้ฉันแต่งงานกับซุนเจิ้งอวี่เพราะเงินห้าพันล้านไม่ใช่หรือ” หว่านอินถามเสียงเรียบ “ในสายตาของพวกคุณ ฉันเป็นลูกสาว หรือเป็นทรัพย์สินที่เอาไปแลกกับใครก็ได้”
ไม่มีใครตอบทันที เพราะคำพูดนั้นแทงถูกจุดที่สุด
ซุนเจิ้งอวี่เป็นลูกชายคนโตของตระกูลซุน เขาใช้เงินของครอบครัวเที่ยวเล่น ดื่มเหล้า และทำร้ายคนเป็นประจำ แต่บริษัทของตระกูลซูเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะล้มละลาย พ่อของเธอจึงยอมทุกอย่างเพื่อเงินก้อนนั้น แม้ต้องส่งลูกสาวไปเป็นภรรยาของผู้ชายที่เธอเกลียด
“ถ้าไม่มีตระกูลซุน บริษัทจะอยู่ไม่ถึงสิบห้าวัน” พ่อพูด “แล้วผู้ชายคนนี้จะให้อะไรเธอได้ เศษเหรียญหรือความฝันไร้สาระ?”
“นั่นเป็นเรื่องของฉัน”
หว่านอินหันไปหาหลินเต้า “ฉันจะไม่แต่งงานกับซุนเจิ้งอวี่ แต่ฉันมีเรื่องต้องทำกับคุณ”
หลินเต้ามองเธออย่างเย็นชา “คืนหยกของอาจารย์ฉันมา แล้วเราจะจบกัน”
คำว่า “หยก” ทำให้สีหน้าของพ่อเธอเปลี่ยนไป เขาบอกว่าหยกชิ้นนั้นอยู่ในตู้เซฟของธนาคารสวิส และถูกเก็บไว้โดยแม่ของหว่านอินตั้งแต่หลายปีก่อน ก่อนที่แม่จะเสียชีวิต มีเพียงหว่านอินเท่านั้นที่สามารถเปิดตู้เซฟได้
หลินเต้าจึงยอมเล่าความจริง เขาได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ลงจากภูเขาเพื่อตามหาคู่หมั้นในวัยเด็ก และนำหยกกลับคืนมา อาจารย์ของเขาเคยช่วยชีวิตบิดาของตระกูลซู จึงทำสัญญาหมั้นหมายเอาไว้ตั้งแต่เด็ก แต่ตระกูลซูไม่เคยคิดจะทำตามสัญญา พวกเขาเก็บหยกไว้เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ
“ฉันต้องใช้หยกชิ้นนั้นรักษาอาการบาดเจ็บภายใน” หลินเต้าพูด “ถ้าไม่ได้มัน ฉันอาจมีชีวิตไม่ถึงสามเดือน”
หว่านอินชะงัก เธอสังเกตเห็นเส้นเลือดสีคล้ำที่ข้อมือของเขาและอาการหายใจติดขัดเป็นระยะ ตั้งแต่เช้าเธอคิดว่าเขาแค่เสแสร้งทำตัวลึกลับ แต่ตอนนี้เริ่มรู้ว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องจริง
“ฉันคืนให้คุณได้ในสามเดือน” เธอต่อรอง “แต่ก่อนหน้านั้น คุณต้องช่วยฉันจัดการสามเรื่อง”
“ฉันไม่มีเวลาสามเดือนมาเล่นละครกับคุณ”
“คุณต้องการหยก ฉันต้องการสามีตามกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงตระกูลซุน เราต่างคนต่างได้สิ่งที่ต้องการ หลังจากสามเดือนคุณจะหย่าและรับหยกไป”
“คุณกล้าขู่ฉันหรือ”
“ฉันไม่ได้ขู่ ฉันกำลังยื่นข้อเสนอ”
หลินเต้าจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นสัญญา เขาเขียนเงื่อนไขเพิ่มด้วยลายมือว่า หากหว่านอินพยายามทำร้ายหรือหลอกเขา เธอจะไม่มีวันได้หยกคืน
“ตกลง” เขาพูด “แต่จำไว้ ทุกการยั่วยุมีราคา”
ทั้งสองไปสำนักงานทะเบียนสมรสในวันเดียวกัน ข่าวการแต่งงานแพร่ไปถึงตระกูลซุนก่อนที่หมึกบนใบรับรองจะทันแห้ง ซุนเจิ้งอวี่บุกเข้ามาพร้อมคนของเขา และหัวเราะเมื่อเห็นหลินเต้ายืนข้างหว่านอิน
“นี่หรือสามีใหม่ของเธอ” เขาพูด “เสื้อทั้งตัวรวมกันยังมีราคาไม่ถึงสองร้อยหยวน กล้าดีอย่างไรมาแย่งผู้หญิงของฉัน”
หว่านอินกำหมัดแน่น แต่หลินเต้ากลับก้าวออกไปก่อน
ซุนเจิ้งอวี่ผลักไหล่เขา “แกเป็นแค่คนขอทาน อย่าคิดว่าแต่งงานกับหว่านอินแล้วจะกลายเป็นคนของตระกูลซู”
หลินเต้าจับข้อมือเขา บิดเพียงเล็กน้อยจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ซุนเจิ้งอวี่ทรุดลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
“จำไว้” หลินเต้าพูด “ตอนนี้ซูหว่านอินเป็นภรรยาของฉัน ถ้านายยุ่งกับเธออีก ครั้งหน้าที่หักจะไม่ใช่ข้อมือ แต่เป็นคอ”
หลังออกจากสำนักงาน หว่านอินมองเขาอย่างประหลาดใจ
“คุณทำร้ายเขาต่อหน้ากล้องวงจรปิด”
“เขาทำร้ายคุณก่อน”
“คุณกำลังเล่นกับไฟ”
“ในสัญญาเขียนไว้ว่าเราเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย” เขาตอบ “ถ้าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสามเดือนนี้ อย่างน้อยฉันก็มีเหตุผลที่จะปกป้องคุณ”
หว่านอินหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้า “วันนี้คุณดูเท่ดี”
หลินเต้าหันมามอง “คุณกำลังจีบฉันหรือ”
“ฉันแค่ล้อเล่น”
“ในพจนานุกรมของฉันไม่มีคำว่าล้อเล่น”
แม้คำพูดจะเย็นชา แต่เขากลับเบือนหน้าเพื่อซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก
คืนนั้นหว่านอินเข้าไปเปิดตู้เซฟของแม่ ที่อยู่ในธนาคารสาขาเก่า เธอพบหยกสีเขียวเข้มวางอยู่ในกล่องไม้ แต่ใต้กล่องมีซองเอกสารอีกใบซ่อนอยู่ ข้างในเป็นสมุดบัญชีและสำเนาสัญญาหุ้นของบริษัทซูเมกอัป
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เงินของบริษัทถูกโอนไปยังบริษัทลูกที่จดทะเบียนในชื่อซุนเจิ้งอวี่อย่างต่อเนื่อง ผู้ลงนามในเอกสารไม่ใช่พ่อของเธอ แต่เป็นแม่เลี้ยงของเธอ หลิวเหมย
หว่านอินไม่อยากเชื่อว่าคนในบ้านกำลังขโมยบริษัทของตัวเอง แต่หลินเต้าสังเกตเห็นวันที่ในเอกสาร วันที่บางฉบับเกิดขึ้นหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตแล้วสามเดือน ทว่าในเอกสารกลับมีลายเซ็นของแม่อยู่
“ลายเซ็นปลอม” เขาพูด
“ถ้าอย่างนั้นทำไมพ่อถึงไม่รู้”
“บางทีเขาอาจรู้ แต่แกล้งไม่รู้”
ความจริงนั้นทำให้หว่านอินเจ็บยิ่งกว่าคำดูถูกของคนอื่น เธอเคยเชื่อว่าพ่ออ่อนแอและถูกแม่เลี้ยงควบคุม แต่หลักฐานทุกอย่างบอกว่าเขาอาจเป็นคนปล่อยให้เธอถูกใช้เพื่อแลกเงินห้าพันล้าน
วันต่อมา เธอเริ่มตรวจสอบบัญชีบริษัทด้วยตัวเอง หลินเต้าช่วยสังเกตเอกสารและพบว่าพนักงานบัญชีคนหนึ่งถูกเปลี่ยนตัวทุกครั้งที่มีการโอนเงินก้อนใหญ่ ชายหนุ่มยังจำกลิ่นสมุนไพรบนแก้วชาของหว่านอินในคืนที่เธอถูกวางยาได้ กลิ่นเดียวกันติดอยู่ในห้องของหลิวเหมย
การแต่งงานปลอมที่ตั้งใจใช้เป็นเกราะป้องกัน กลับกลายเป็นการเปิดเผยความลับทีละชั้น หว่านอินกับหลินเต้าเริ่มใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น แม้ยังทะเลาะกันทุกวัน แต่เขาไม่เคยปล่อยให้เธอรับมือเพียงลำพัง
ครั้งหนึ่งหว่านอินไข้ขึ้นกลางดึกเพราะพิษตกค้างในร่างกาย หลินเต้านั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงและใช้พลังรักษาเธอจนตัวเองหน้าซีด เธอเห็นเลือดไหลออกจากมุมปากของเขา จึงถามว่าทำไมต้องช่วยเธอถึงขนาดนั้น
“คุณเป็นภรรยาตามสัญญา”
“แค่ตามสัญญา?”
เขาเงียบไปนาน ก่อนตอบว่า “ตอนนี้ก็แค่นั้น”
หว่านอินรู้ว่าเขาโกหก แต่เธอก็ยังไม่กล้าถามต่อ เพราะตัวเธอเองเริ่มรอเสียงเปิดประตูทุกครั้งที่เขาออกไป และเริ่มรู้สึกเจ็บเมื่อเขาพูดว่าอีกสามเดือนทุกอย่างจะจบลง
ในคืนที่ตระกูลซุนจัดงานเลี้ยงประกาศการลงทุน หว่านอินถูกหลิวเหมยเรียกไปคุยตามลำพัง แม่เลี้ยงยื่นเอกสารหย่าให้เธอ
“เซ็นเสีย ตระกูลซุนยอมลดเงินลงทุนเหลือสามพันล้าน แต่ถ้าเธอยังอยู่กับผู้ชายคนนั้น บริษัทจะถูกฟ้องล้มละลาย”
“คุณกลัวอะไร” หว่านอินถาม “กลัวว่าฉันจะตรวจเจอเงินที่หายไปหรือกลัวว่าลูกชายคุณจะไม่ได้บริษัท”
หลิวเหมยหน้าซีดเพียงชั่วครู่ ก่อนยิ้มเย็น “เธอคิดว่ามีหลักฐานแล้วจะชนะหรือ ใครจะเชื่อผู้หญิงที่แต่งงานกับคนขอทานเพื่อแก้แค้นครอบครัว”
หว่านอินไม่ได้ตอบ เธอแอบเปิดเครื่องบันทึกเสียงไว้ตั้งแต่เข้าห้อง
แต่หลิวเหมยรู้ตัว เธอพุ่งเข้ามาแย่งโทรศัพท์และผลักหว่านอินจนศีรษะกระแทกโต๊ะ หลินเต้าที่รออยู่ด้านนอกได้ยินเสียงจึงพังประตูเข้ามา เขาไม่ทำร้ายหลิวเหมย เพียงหยิบโทรศัพท์จากพื้นและเรียกตำรวจรักษาความปลอดภัยของโรงแรม
ครั้งนี้หลักฐานมีทั้งเสียงบันทึก ภาพจากกล้องวงจรปิด และเอกสารการโอนเงิน พ่อของหว่านอินไม่อาจแกล้งไม่รู้อีกต่อไป
ท่ามกลางงานเลี้ยง หลิวเหมยถูกเปิดโปงว่าใช้ลายเซ็นปลอมและโอนทรัพย์สินบริษัทไปให้บุตรชายเป็นเวลาหลายปี ส่วนซุนเจิ้งอวี่ถูกพบว่าร่วมมือกับเธอ เขาเป็นคนจัดหายาที่ทำให้หว่านอินขาดสติในคืนแรก เพื่อบังคับให้เธอมีเรื่องอื้อฉาวและยอมแต่งงานกับเขา
พ่อของหว่านอินยอมรับว่าเขารู้เรื่องการยักยอกเงินบางส่วน แต่เลือกนิ่งเงียบเพราะหวังพึ่งเงินห้าพันล้านเพื่อกอบกู้บริษัท เขาไม่เคยคิดว่าหลิวเหมยจะปลอมเอกสารของภรรยาคนแรกและพยายามกำจัดหว่านอินออกจากบริษัทอย่างถาวร
“พ่อขอโทษ” เขาพูดด้วยเสียงสั่น
หว่านอินมองเขาอยู่นาน “คำขอโทษไม่ได้ทำให้แม่กลับมา และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลาที่พ่อมองฉันเป็นราคาแลกเปลี่ยนหายไป”
เธอไม่ยอมถอนแจ้งความ แต่ก็ไม่ปล่อยให้บริษัทถูกปิด เธอรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ยื่นขอตรวจสอบบัญชี และขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นเพื่อรักษาพนักงานไว้ บริษัทไม่กลับมายิ่งใหญ่ในทันที แต่รอดพ้นจากการล้มละลายได้ด้วยความพยายามของเธอเอง
ตระกูลซุนถอนเงินลงทุนและพยายามฟ้องเธอเรื่องทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทว่าการสอบสวนเปิดเผยพฤติกรรมของซุนเจิ้งอวี่หลายคดี เขาถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี ส่วนการลงทุนห้าพันล้านที่เคยใช้เป็นโซ่ล่ามหว่านอินก็กลายเป็นเพียงตัวเลขในเอกสารที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป
เมื่อครบสามเดือน หลินเต้าได้รับหยกคืน อาการของเขาดีขึ้นหลังใช้หยกร่วมกับการรักษาของอาจารย์ แต่เขายังไม่เดินทางกลับทันที
หว่านอินวางใบหย่าลงตรงหน้าเขา “คุณได้ของแล้ว สัญญาจบแล้ว”
หลินเต้ามองกระดาษ ก่อนฉีกมันทิ้งช้า ๆ
“หยกเป็นของฉัน แต่ความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่เขียนไว้ในสัญญา”
หัวใจของหว่านอินเต้นแรง “คุณกำลังจะพูดอะไร”
“ฉันเคยคิดว่าคุณเป็นเพียงผู้หญิงที่ยั่วฉันเพื่อเอาตัวรอด แต่คุณยืนอยู่ต่อหน้าคนทั้งบ้านเพื่อปฏิเสธการแต่งงานที่ทำให้ครอบครัวรอด คุณปกป้องพนักงานทั้งที่ไม่มีใครปกป้องคุณ และคุณยังคืนหยกให้ฉัน ทั้งที่ถ้าเก็บไว้ คุณอาจใช้มันต่อรองได้อีกมาก”
เขาหยุด แล้วเลื่อนใบหย่าที่ฉีกเป็นชิ้น ๆ ออกไป
“ถ้าคุณยังอยากให้ฉันไป ฉันจะไป แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะสัญญา”
หว่านอินมองชายที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกว่า “คนข้างถนน” เธอรู้แล้วว่าเสื้อผ้าเก่าไม่ได้บอกคุณค่าของคน และเงินหนึ่งล้านก็ไม่อาจซื้อคืนความทรงจำหรือความจริงใจได้
“ฉันไม่อยากให้คุณไป” เธอพูด “แต่ถ้าจะอยู่ ก็อยู่เพราะเราเลือกกัน ไม่ใช่เพราะหยก ไม่ใช่เพราะการแต่งงาน และไม่ใช่เพราะใครสักคนต้องการผลประโยชน์”
หลินเต้ายิ้มเป็นครั้งแรกอย่างเปิดเผย
หลายเดือนต่อมา บริษัทซูเมกอัปเริ่มฟื้นตัวภายใต้การบริหารของหว่านอิน พ่อของเธอถอนตัวจากตำแหน่งและยอมรับการลงโทษตามส่วนของตน หลิวเหมยกับซุนเจิ้งอวี่ต้องรับผิดชอบต่อคดีที่ก่อขึ้น ไม่มีใครสูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่ทุกคนต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจตัวเอง
หว่านอินยังเก็บเช็คหนึ่งล้านใบนั้นไว้ในลิ้นชัก มันไม่เคยถูกนำไปขึ้นเงิน แต่กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงเช้าวันที่เธอพยายามใช้เงินซื้อทางออกจากความอับอาย
วันหนึ่ง หลินเต้าหยิบเช็คขึ้นมาแล้วถามว่า “ยังไม่ทิ้งอีกหรือ”
“ไม่” หว่านอินตอบ “เก็บไว้เตือนตัวเองว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยคิดว่าทุกอย่างมีราคา”
เขาวางหยกสีเขียวลงข้างเช็ค หยกชิ้นนั้นไม่ใช่สัญลักษณ์ของหนี้หรือสัญญาอีกแล้ว แต่เป็นหลักฐานว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยน และรอดมาได้เพราะทั้งสองคนเลือกจะไม่แลกหัวใจกันอีก
คราวนี้ เมื่อหลินเต้าหันไปเปิดประตู หว่านอินไม่ได้บอกให้เขาออกไป เธอเพียงเดินตามไปจับมือเขาไว้ และไม่มีใครพูดคำว่า “เราไม่รู้จักกัน” อีกเลย