ชายหนุ่มในเสื้อผ้าเก่าถูกชายฉกรรจ์สามคนล้อมไว้กลางตลาด แต่ก่อนที่พวกมันจะทันลงมือ เขากลับทำให้คนหนึ่งล้มลงกุมขา อีกคนถูกบิดแขนจนร้องลั่น และคนสุดท้ายต้องถอยหนีด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครรู้ว่าคนขายของริมถนนคนนี้กำลังรีบกลับไปเก็บรถสามล้อของตัวเอง เพราะถ้าถูกเทศกิจลากไป เขาจะไม่มีเงินซื้อข้าวในวันพรุ่งนี้
“อย่าขยับ ถ้าไม่อยากเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต” เขาพูดพลางกดจุดที่ต้นขาของชายร่างใหญ่ “แล้วก็อย่าคิดว่าฉันทำฟรี ค่ารักษา ค่าชดเชยทางจิตใจ และค่าเสียเวลารวมกันห้าร้อยบาท”
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกำแพงมองเขาด้วยสีหน้าตกใจ เธอชื่อซูชิงหาน ทายาทคนเดียวของตระกูลซู และเมื่อครู่เธอเกือบถูกลากขึ้นรถโดยคนของคู่แข่งทางธุรกิจ เธอเคยเห็นคนรวยจ้างบอดี้การ์ดราคาแพง แต่ไม่เคยเห็นใครใช้เพียงมือเปล่าหยุดคนสามคนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“ช่วยฉันกลับบ้านด้วย” เธอเอ่ย “คุณปู่ของฉันอาการหนัก ถ้าไม่มีใครรักษาเขา ตระกูลซูอาจจบสิ้น”
ชายหนุ่มชี้ไปยังรถสามล้อเก่าๆ ที่จอดอยู่ไกลออกไป “ฉันยังเก็บร้านไม่ได้ รถของฉันกำลังจะถูกลาก นั่นคือเครื่องมือทำมาหากินของฉัน”
“ฉันจะจ่ายให้คุณเท่าไรก็ได้”
“เงินเท่าไรก็ได้?” เขาเลิกคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นเพิ่มเป็นหนึ่งพัน”
“ตกลง”
“งั้นนำทางไปเร็วๆ ฉันช่วยคุณปู่เสร็จแล้วต้องกลับมาหาเงินเลี้ยงชีพ”
ชิงหานคิดว่าเขาเป็นเพียงคนแปลกประหลาดที่พูดจาน่าหมั่นไส้ แต่เธอไม่มีเวลาเลือกมากกว่านั้น เธอขึ้นรถของตระกูลและให้เขานั่งข้างคนขับ ระหว่างทางเขาแทบไม่ถามอะไร เพียงมองถนน มองมือของเธอที่สั่นเล็กน้อย และถามว่า
“คุณปู่เริ่มป่วยตั้งแต่เมื่อไร”
“เช้านี้ จู่ๆ ก็เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก แล้วหมดสติ”
“หมอที่บ้านว่ายังไง”
“บอกว่าเส้นเลือดหัวใจตีบ และกำลังรอศาสตราจารย์สมิธจากต่างประเทศมาถึง”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ “เขาจะฉีดยาอะไรให้”
“ฉันไม่รู้”
“ถ้าเขาจะฉีดยากระตุ้นหัวใจโดยไม่ตรวจชีพจรให้ละเอียด หยุดเขาไว้”
ชิงหานหันขวับ “คุณเป็นหมอหรือไง”
“ไม่เชิง”
“ไม่เชิงหมายความว่าอะไร”
“หมายความว่าฉันรักษาคนที่หมอรักษาไม่ได้มาหลายคนแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้เธอไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่เมื่อรถมาถึงบ้านเก่าของตระกูลซู ความสงสัยทั้งหมดก็ถูกกลบด้วยความวุ่นวาย ภายในห้องโถงมีแพทย์หลายคนกำลังเตรียมอุปกรณ์ ญาติพี่น้องยืนออกันเต็มห้อง ข้างเตียงคือชายชราซูจื้อหยวน ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทซู ใบหน้าซีดขาวและหายใจแผ่วจนแทบมองไม่เห็นการขยับของหน้าอก
ชายวัยกลางคนในเสื้อกาวน์สีขาวก้าวออกมาขวางประตู เขาคือศาสตราจารย์สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและระบบประสาทที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ
“ชิงหาน นี่ไม่ใช่เวลาพาคนเร่ร่อนเข้ามา” เขาตำหนิ “คุณปู่ของคุณกำลังจะได้รับยาตัวใหม่ ยานี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้ภายในไม่กี่นาที”
ชายหนุ่มมองขวดยาในมือพยาบาลเพียงแวบเดียวก็ขมวดคิ้ว
“อย่าฉีด”
ทุกคนหันมามองเขา
“คุณพูดอะไร” สมิธถามเสียงแข็ง
“ผู้ป่วยไม่ได้มีภาวะหัวใจอ่อนแรงธรรมดา เส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจถูกสารพิษกระตุ้นให้หดตัว ถ้าฉีดยานั้นเข้าไป หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น แต่เลือดจะไม่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ ผลคือหัวใจจะหยุดภายในสามนาที”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากมุมห้อง รองประธานซูเทียนหลง ชายผู้เป็นอาของชิงหาน มองเขาอย่างดูถูก
“คนขายของข้างถนนรู้มากกว่าศาสตราจารย์จากต่างประเทศอย่างนั้นหรือ”
“ฉันไม่สนว่าใครมาจากประเทศไหน” ชายหนุ่มตอบ “ฉันสนแค่ว่าคนบนเตียงกำลังถูกฆ่า”
สมิธหน้าเปลี่ยนสี “รักษาความสงบ! ใครก็ได้พาเขาออกไป”
ชิงหานยืนขวางหน้าเขา “อย่าแตะต้องเขา”
“ชิงหาน เธอเสียสติไปแล้วหรือ” เทียนหลงตวาด “ถ้าคุณปู่เป็นอะไรขึ้นมา เธอรับผิดชอบไหวไหม”
ชิงหานมองชายชราบนเตียง แล้วกำหมัดแน่น “ถ้าเขารักษาไม่ได้ ฉันจะรับผิดชอบเอง”
ชายหนุ่มเหลือบมองเธอ “แน่ใจหรือ”
“แน่ใจ”
“ถ้าอย่างนั้นให้ทุกคนถอยออกไป”
เขาเปิดกล่องไม้เล็กๆ ที่พกติดตัวออกมา ข้างในมีเข็มเงินเก้าเล่มเรียงเป็นระเบียบ หลายคนเริ่มหัวเราะ บางคนส่ายหน้า บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มสวมรองเท้าแตะจะกล้ารักษาผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทด้วยวิธีโบราณ
“การแพทย์สมัยใหม่ช่วยเขาไม่ได้หรืออย่างไร” สมิธถามเยาะๆ
“การแพทย์สมัยใหม่ไม่ได้ผิด แต่คนที่ใช้มันผิดต่างหาก”
เขาจับข้อมือของซูจื้อหยวน ตรวจชีพจรอย่างละเอียด จากนั้นปักเข็มเล่มแรกลงบนจุดเหนือหัวใจ เล่มที่สองที่ข้อมือ และอีกเจ็ดเล่มตามแนวแขนและหน้าอก ทุกครั้งที่ปลายเข็มแตะผิว ชายชราจะกระตุกเบาๆ จนคนรอบข้างเริ่มเงียบ
สมิธมองเครื่องวัดหัวใจแล้วหัวเราะ “ไม่มีทางที่เส้นเลือดที่ตีบจะเปิดเองได้”
แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา เส้นกราฟบนหน้าจอก็เริ่มเปลี่ยนจากเส้นสั่นผิดปกติเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อัตราการเต้นหัวใจที่เคยตกต่ำค่อยๆ กลับขึ้นมา สีหน้าของซูจื้อหยวนดีขึ้น และในที่สุดเขาก็สูดลมหายใจลึกก่อนลืมตา
“คุณปู่!” ชิงหานร้องแล้วเข้าไปจับมือเขา
ชายชรามองไปรอบห้องอย่างสับสน “เกิดอะไรขึ้น”
ทุกคนตกตะลึง สมิธยืนนิ่งอยู่หน้าเครื่องมือของตนเอง ส่วนชายหนุ่มถอนเข็มทีละเล่มอย่างใจเย็น
“ค่ารักษาสองพันหยวน” เขาบอก
ชิงหานแทบล้ม “เมื่อกี้ยังคิดห้าร้อยอยู่เลย”
“เมื่อกี้ฉันช่วยคุณไม่ให้ถูกลากขึ้นรถ ครั้งนี้ฉันช่วยชีวิตคุณปู่ สองพันถือว่าถูกแล้ว”
ซูจื้อหยวนหัวเราะเบาๆ แม้ยังอ่อนแรง “เด็กหนุ่ม เธอชื่ออะไร”
“เย่เฉิน”
“เป็นหมอหรือเปล่า”
“ไม่ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นเป็นอะไร”
เย่เฉินหันไปมองรถสามล้อที่มองเห็นได้จากหน้าต่าง “พ่อค้าเร่”
ชายชราหัวเราะจนไอ แต่แววตากลับจริงจังขึ้น “ตั้งแต่วันนี้ เขาไม่ใช่แค่คนช่วยชีวิตฉัน เขาเป็นแขกคนสำคัญของตระกูลซู”
คืนนั้น ซูจื้อหยวนประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาต้องการให้เย่เฉินแต่งงานกับชิงหาน เพื่อเป็นหลักประกันว่าชายหนุ่มจะอยู่ช่วยดูแลสุขภาพของเขา และเพื่อป้องกันไม่ให้ญาติบางคนแย่งอำนาจในบริษัท
ชิงหานลุกขึ้นทันที “คุณปู่ ฉันไม่ยอมแต่งงานกับคนขายของข้างถนน”
“เขาช่วยชีวิตฉัน”
“ฉันซาบซึ้ง แต่การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ใช่ค่าตอบแทนการรักษา”
เย่เฉินพยักหน้า “ผมก็ไม่คิดจะแต่งกับเธอ”
ทุกคนเงียบลง
ชิงหานหันไปมองเขาอย่างไม่คาดคิด
“ผมมีงานต้องทำ” เย่เฉินกล่าว “และเธอดูเหมือนจะมีนิสัยชอบออกคำสั่งมากเกินไป”
ซูจื้อหยวนมองหลานสาวแล้วถอนหายใจ “ชิงหาน ถ้าเธอไม่อยากแต่งก็ไม่มีใครบังคับ แต่ก่อนที่ฉันจะมอบตำแหน่งประธานให้เธอ เธอต้องพิสูจน์ว่าไว้ใจคนเป็น ไม่ใช่ตัดสินคนจากเสื้อผ้า”
คำพูดนั้นทำให้ชิงหานนิ่งไป ส่วนเทียนหลงที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับกำมือแน่น เขาเป็นรองประธานมานานกว่าสิบปี และเชื่อว่าตำแหน่งประธานควรตกเป็นของเขา ไม่ใช่หญิงสาวที่เพิ่งเรียนจบและไม่เคยผ่านการต่อสู้ในวงการธุรกิจ
วันรุ่งขึ้น เย่เฉินกำลังจะกลับไปเอารถสามล้อ ก็ได้รับโทรศัพท์จากชิงหาน เธอบอกว่าคุณปู่มีอาการดีขึ้น แต่ต้องการให้เขาไปงานเลี้ยงครบรอบของบริษัทในตอนเย็นเพื่อพบคณะกรรมการ
“ฉันไม่ไป” เขาตอบ
“คุณปู่บอกว่าเป็นคำสั่ง”
“คุณปู่เธอเพิ่งฟื้น ไม่ควรใช้เสียงมาก”
“ถ้าไม่มา ฉันจะให้คนไปยึดรถของคุณ”
เย่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง “นี่เรียกขอบคุณหรือข่มขู่”
“แล้วแต่คุณจะคิด”
เขาจึงไปงานเลี้ยงด้วยเสื้อเชิ้ตตัวเดิมที่มีรอยปะอยู่ตรงแขน ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง เสียงกระซิบก็ดังขึ้น ผู้ถือหุ้นบางคนมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าและหัวเราะเยาะ
เทียนหลงแนะนำเขาต่อแขกด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่น “นี่คือผู้ช่วยส่วนตัวของหลานสาวผม เขาเคยขายของตามถนน”
คนในงานหัวเราะอย่างเปิดเผย ชิงหานหน้าเสีย แต่เย่เฉินกลับเดินไปหยิบแก้วน้ำแล้วนั่งลงมุมห้อง
ไม่นาน เจ้าของบริษัทเครื่องเคลือบรายใหญ่ก็นำแจกันโบราณมามอบให้เทียนหลง เขาอ้างว่าซื้อมาจากต่างประเทศในราคา 15 ล้านหยวน ทุกคนพากันชื่นชมพื้นผิวและลวดลายของมัน
“ของชิ้นนี้ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ” ชายคนนั้นกล่าว “เป็นวัตถุโบราณจากราชวงศ์ชิง”
เทียนหลงยิ้มอย่างภูมิใจ “ผมตั้งใจมอบให้ประธานซู”
เย่เฉินที่ไม่ได้สนใจงานเลี้ยงกลับมองแจกันเพียงครู่เดียว จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “มันเป็นของปลอม”
เสียงหัวเราะหายไปจากห้อง
“คุณพูดอะไร” เจ้าของแจกันถาม
“ผิวเคลือบถูกทำให้เก่าด้วยกรด ขอบด้านในยังมีรอยขัดใหม่ ที่ก้นแจกันมีตัวอักษรภาษาอังกฤษเล็กๆ คำว่า Made in Jingdezhen แต่รูปแบบตัวอักษรเป็นของโรงงานสมัยใหม่ ไม่ใช่ของโบราณ”
เขายื่นมือขอแจกันแล้วพลิกก้นให้ทุกคนดู ใต้แสงไฟปรากฏตัวอักษรเลือนๆ จริงๆ
แขกบางคนหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพ เจ้าของแจกันเริ่มหน้าแดงและพูดไม่ออก เทียนหลงกลับหันไปตวาดชิงหาน
“เธอพาคนแบบนี้เข้ามาทำให้ฉันขายหน้าใช่ไหม”
ชิงหานกัดริมฝีปาก “เขาแค่บอกความจริง”
เย่เฉินสังเกตเห็นสีหน้าของเทียนหลงไม่ใช่เพียงความโกรธ แต่เป็นความหวาดกลัว เขาจำรายละเอียดนั้นไว้ในใจ
หลังงานเลี้ยง เทียนหลงเรียกชิงหานไปคุยในห้องเก็บเอกสาร เขาวางสัญญาสองฉบับลงบนโต๊ะ
“เซ็นซะ”
ชิงหานอ่านแล้วหน้าซีด หนึ่งฉบับเป็นการโอนสิทธิ์โครงการหมู่บ้านสมุนไพรของตระกูลซู อีกฉบับเป็นสัญญาให้บริษัทของเทียนหลงเข้าควบคุมการจัดซื้อยา หากเซ็น ทั้งโครงการและอำนาจบริหารจะหลุดจากมือเธอทันที
“ฉันไม่เซ็น”
เทียนหลงยิ้มเย็น “ถ้าไม่เซ็น เธอกับคุณปู่จะไม่มีโอกาสอยู่ดูวันครบรอบปีหน้า”
ประตูถูกเปิดออก เย่เฉินยืนอยู่ด้านนอก เขาได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี
“พูดใหม่อีกครั้งสิ”
เทียนหลงหันไปมองเขา “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว ออกไป”
“คนที่ข่มขู่คนป่วยไม่ควรพูดเรื่องครอบครัว”
เทียนหลงกดปุ่มเรียกลูกน้อง ชายฉกรรจ์สี่คนกรูกันเข้ามา แต่ครั้งนี้เย่เฉินไม่ได้ต่อสู้ทันที เขาถอยให้ชิงหานหลบหลังตู้เอกสาร แล้วใช้โต๊ะเป็นกำแพง เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วและแม่นยำจนคนที่เข้ามาคนแรกลงไปนอนกับพื้น ส่วนคนที่สองถูกกดไหล่จนคุกเข่า
เทียนหลงคว้ามีดพกขึ้นมา “อย่าเข้ามา ไม่อย่างนั้นเธอจะได้เห็นว่าคุณปู่ของเธอตายยังไง”
เย่เฉินหยุด เขามองมือของเทียนหลงแล้วเห็นรอยเข็มเล็กๆ บนข้อมือ ชายคนนี้เคยให้ยากับซูจื้อหยวนด้วยตัวเองในตอนเช้า
“ยาในขวดนั้นเป็นของคุณใช่ไหม”
เทียนหลงชะงักเพียงเสี้ยววินาที แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอ เย่เฉินพุ่งเข้าไป ปัดมีดออก และจับเขากดลงกับโต๊ะ ชิงหานรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นบันทึกเสียง
“พูดสิว่าใครสั่งให้คุณเปลี่ยนยา”
เทียนหลงดิ้น “ไม่มีใครสั่ง”
“ถ้าอย่างนั้นอธิบายเงินที่โอนเข้าบัญชีคุณทุกสัปดาห์สิ”
ชิงหานมองเอกสารบนโต๊ะ เงินหลายสิบล้านถูกโอนจากบริษัทคู่แข่งเข้าบัญชีของบริษัทลูกที่เทียนหลงเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ เธอไม่เคยเห็นข้อมูลนี้มาก่อน เพราะฝ่ายบัญชีรายงานผ่านคนของเขาเสมอ
ก่อนที่เทียนหลงจะตอบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากทางเดิน ชายเจ้าของแจกันปลอมเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม เขาคือหลี่เจิ้งหลง ผู้บริหารบริษัทคู่แข่ง และเป็นคนที่ต้องการโครงการหมู่บ้านสมุนไพรของตระกูลซู
“เก่งมาก” หลี่กล่าว “แต่พวกเธอคิดว่าคลิปเสียงสั้นๆ จะทำอะไรฉันได้”
เขาเปิดโทรศัพท์ให้ดู ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงเย่เฉินกำลังต่อสู้กับคนของเทียนหลง
“ถ้าฉันส่งภาพนี้ให้ตำรวจ เขาจะกลายเป็นผู้ทำร้ายร่างกาย ส่วนสัญญาในห้องนี้จะถูกมองว่าเป็นเอกสารปลอมที่พวกเธอสร้างขึ้น”
เย่เฉินมองภาพบนจอแล้วถาม “กล้องตัวนี้อยู่ที่ไหน”
“หน้าห้อง”
“แต่ภาพไม่มีเสียง และกล้องบันทึกช้ากว่าความจริงสามวินาที”
หลี่ชะงัก
“ตอนคุณเปิดประตูเมื่อครู่ เงาของคุณปรากฏก่อนตัวคุณในภาพ ถ้าเป็นภาพสด มันเป็นไปไม่ได้ แปลว่าคุณตัดต่อวิดีโอไว้ล่วงหน้า” เย่เฉินกล่าว “และคุณคงไม่รู้ว่ากล้องสำรองตรงทางหนีไฟยังบันทึกอยู่”
ชิงหานเข้าใจทันที เธอหยิบโทรศัพท์สำรองที่เย่เฉินเคยให้ไว้ตอนอยู่ในบ้านมาเปิดภาพจากกล้องอีกตัว ภาพดังกล่าวบันทึกหลี่เจิ้งหลงกับเทียนหลงคุยกันก่อนงานเลี้ยง ทั้งคู่พูดถึงการเปลี่ยนยา การทำให้ซูจื้อหยวนเสียชีวิต และการบังคับชิงหานเซ็นสัญญา
หลี่เจิ้งหลงพุ่งเข้าหาโทรศัพท์ แต่เย่เฉินผลักเขากลับไป ขณะเดียวกันเสียงไซเรนก็ดังขึ้นด้านนอก
ชิงหานมองเขา “คุณเรียกตำรวจไว้แล้วหรือ”
“ไม่ได้เรียกตำรวจ”
“แล้วใครมา”
“นักข่าว”
ก่อนมางาน เย่เฉินส่งข้อมูลเรื่องแจกันปลอมและเอกสารทางการเงินให้เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรม เขารู้ว่าหากเกิดเรื่องขึ้นในบ้านตระกูลซู คนของเทียนหลงอาจปิดปากพยานได้ แต่ไม่สามารถลบข่าวที่กำลังถ่ายทอดสดต่อหน้าสาธารณชนได้
ตำรวจเข้าควบคุมตัวเทียนหลงและหลี่เจิ้งหลง ขณะที่ศาสตราจารย์สมิธถูกเรียกไปสอบสวนเรื่องแผนการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เขายืนยันว่าไม่รู้เรื่องการวางยา แต่ข้อความในโทรศัพท์ของเทียนหลงแสดงให้เห็นว่าเขาได้รับเงินเพื่อจัดหายาและรับรองผลการรักษา เขาจึงต้องถูกพักใบอนุญาตระหว่างการสอบสวน
ซูจื้อหยวนฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่ไม่สามารถกลับไปบริหารบริษัทได้ทันที เขาสั่งตรวจบัญชีทั้งหมดและพบว่าการโอนเงินผิดปกติดำเนินมานานเกือบสองปี เทียนหลงไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่มีผู้จัดการฝ่ายบัญชีและกรรมการบางคนร่วมมือด้วย
ชิงหานต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ เธอสามารถยกเลิกสัญญาทั้งหมดและฟ้องร้องทุกคน หรือยอมเก็บเรื่องไว้เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล เย่เฉินไม่ได้บอกให้เธอเลือกทางใด เพียงพูดว่า
“ถ้าคุณปู่ปิดบังความผิดของคนในครอบครัว วันหนึ่งคนอื่นจะต้องจ่ายแทน”
ชิงหานจึงเปิดเผยข้อมูลต่อคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เธอยอมรับว่าบริษัทอาจเสียชื่อเสียงและราคาหุ้นตก แต่ไม่ยอมให้โครงการหมู่บ้านสมุนไพรถูกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายชาวบ้านที่ลงทุนกับตระกูลซู
หลายเดือนต่อมา เทียนหลงถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง ข่มขู่ และร่วมวางแผนทำร้ายผู้อื่น หลี่เจิ้งหลงถูกฟ้องเรื่องการปลอมแปลงเอกสารและหลอกขายวัตถุโบราณ ส่วนทรัพย์สินที่ได้จากการโอนเงินผิดกฎหมายถูกอายัดเพื่อชดใช้แก่บริษัทและผู้เสียหาย
ซูจื้อหยวนไม่ไล่ชิงหานออกจากตำแหน่ง แม้เธอเคยไม่เชื่อใจเย่เฉินตั้งแต่แรก เขากลับมอบอำนาจบริหารให้เธออย่างเป็นทางการ พร้อมกำชับให้สร้างระบบตรวจสอบที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้เพียงคนเดียว
ชิงหานเริ่มต้นด้วยการขายบ้านพักหลังใหญ่บางส่วน นำเงินไปจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสัญญาเดิม เธอไม่สามารถแก้ไขความเสียหายได้ทั้งหมด แต่เลือกไม่หลบอยู่หลังชื่อเสียงของตระกูล
ส่วนเย่เฉินยังคงไม่ยอมเป็นพนักงานประจำ เขาซ่อมรถสามล้อของตัวเอง ซื้อเตาเล็กๆ และกลับไปขายสมุนไพรตามตลาดเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้ผู้คนรู้ว่าเขารักษาโรคได้ดีกว่าหมอราคาแพงบางคน หลายคนมาขอให้เขาช่วย แต่เขาจะรับเฉพาะคนที่จำเป็นจริงๆ และคิดค่ารักษาตามกำลังจ่าย
ชิงหานแวะไปหาเขาทุกเย็นในช่วงแรก เธอมักนำอาหารจากบ้านมาให้ แต่เย่เฉินไม่เคยยอมรับฟรี
“กล่องละห้าสิบ” เขาบอก
“นี่เป็นอาหารของคุณปู่”
“ถ้าคุณปู่เธอให้กิน ฉันจะคิดร้อย”
เธอค้อนเขา “คุณนี่งกจริงๆ”
“ฉันเคยไม่มีเงินซื้อข้าว เพราะฉะนั้นฉันรู้ว่าความเมตตาที่ทำให้คนต้องรู้สึกเป็นหนี้ไม่ใช่ความเมตตา”
คำพูดนั้นทำให้ชิงหานเงียบ เธอเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาจึงยืนยันเก็บเงินทุกครั้ง แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้เห็นค่าของเงินมากกว่าคน แต่ไม่ต้องการให้ใครใช้เงินซื้อสิทธิ์ในการเหยียบย่ำชีวิตของผู้อื่น
หลังจากซูจื้อหยวนฟื้นตัวเต็มที่ เขาเรียกทั้งสองคนไปพบและถามว่าจะทำตามสัญญาแต่งงานหรือไม่
ชิงหานกับเย่เฉินมองหน้ากัน
“ไม่แต่งเพราะสัญญา” ชิงหานตอบ
“และไม่แต่งเพราะเป็นค่ารักษา” เย่เฉินเสริม
ซูจื้อหยวนยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องแต่ง”
คำตอบที่ง่ายกว่าที่คิดทำให้ชิงหานรู้สึกโล่ง แต่ในเวลาเดียวกัน เธอกลับพบว่าความรู้สึกที่มีต่อเย่เฉินไม่ใช่ความขอบคุณอีกต่อไป เธอชอบเวลาที่เขาพูดตรงๆ ชอบเวลาที่เขาทำเหมือนไม่สนใจแต่คอยสังเกตทุกคน และชอบความจริงที่ว่าเขาไม่เคยถามว่าเธอเป็นทายาทตระกูลไหนก่อนจะยื่นมือช่วย
เย่เฉินเองก็เริ่มมองเธอแตกต่างไปจากวันแรก เขาเคยคิดว่าเธอเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ แต่ภายหลังเห็นว่าเธอยอมรับความผิดของบริษัทต่อหน้าคนมากมาย ทั้งที่สามารถโยนทุกอย่างให้เทียนหลงได้ เขาจึงเริ่มเชื่อว่าเธออาจเป็นคนที่เขาเดินเคียงข้างได้
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์นั้น รถสามล้อคันเก่าถูกจอดไว้หน้าคลินิกเล็กๆ ที่ชิงหานช่วยสร้างขึ้นบนที่ดินของตระกูลซู เย่เฉินไม่ได้เป็นหมอประจำคลินิก แต่จะมารักษาคนยากจนสัปดาห์ละสามวัน ส่วนชิงหานดูแลโครงการสมุนไพรที่เปลี่ยนจากธุรกิจผูกขาดเป็นสหกรณ์ของชาวบ้าน
ในวันเปิดคลินิก ซูจื้อหยวนมอบกล่องไม้ใบเดิมให้เย่เฉิน ข้างในมีเข็มเงินเก้าเล่มที่เขาใช้ช่วยชีวิตตนเอง
“เก็บไว้ให้ดี” ชายชรากล่าว “มันช่วยชีวิตฉัน และช่วยให้ฉันเห็นความผิดของคนใกล้ตัวทันเวลา”
เย่เฉินรับกล่องมา “ถ้าอย่างนั้นค่าฝากเท่าไร”
ซูจื้อหยวนหัวเราะลั่น ส่วนชิงหานหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเขา
“เซ็นนี่”
เย่เฉินอ่านแล้วขมวดคิ้ว “สัญญาอะไร”
“ไม่ใช่สัญญาแต่งงาน” เธอรีบพูด “เป็นสัญญาร่วมบริหารคลินิก เงินเดือนและส่วนแบ่งชัดเจน ถ้าคุณไม่เซ็น ฉันจะยึดรถสามล้อ”
“เธอชอบข่มขู่คนอื่นมากขึ้นทุกวันนะ”
“ฉันเรียนรู้จากคนเก่ง”
เย่เฉินมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปากกาขึ้นเซ็น แต่ตรงช่องสถานะความสัมพันธ์ เขาเว้นว่างไว้
ชิงหานชี้ช่องนั้น “ไม่เขียนอะไรเลยหรือ”
“เรื่องบางอย่างไม่ควรรีบเขียนลงกระดาษ”
เธอไม่ได้ถามต่อ เพียงยิ้มแล้วเก็บเอกสารไว้ในแฟ้ม ข้างนอก ผู้คนเริ่มต่อแถวหน้าคลินิก รถสามล้อคันเก่าจอดอยู่ใต้ต้นไม้เหมือนวันแรกที่พวกเขาพบกัน ต่างกันเพียงตอนนี้ไม่มีใครมองเจ้าของรถด้วยความดูถูกอีกแล้ว
เย่เฉินเปิดกล่องไม้ ตรวจเข็มเงินทั้งเก้าเล่ม แล้วหันไปถามชิงหานว่า “วันนี้มีคนไข้กี่คน”
“สิบเจ็ดคน และฉันจองโต๊ะอาหารเย็นไว้แล้ว”
“คิดเงินฉันหรือเปล่า”
“คิด”
“เท่าไร”
ชิงหานยิ้ม “ห้าร้อยบาท”
เย่เฉินหัวเราะ เพราะนั่นคือจำนวนเงินที่เขาเรียกจากเธอในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อของเขา วันที่หญิงสาวคนหนึ่งขอให้คนขายของข้างถนนช่วยชีวิตคุณปู่ และวันที่ชายหนุ่มคนหนึ่งเริ่มเดินเข้าสู่ครอบครัวที่เต็มไปด้วยคำโกหกโดยไม่รู้ว่า ในที่สุดเขาจะพบสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน
ครั้งนี้ ชิงหานไม่ได้ยื่นเงินให้เขาเพื่อแลกกับการรักษา เธอยื่นมือมาแทน และเย่เฉินก็จับมือนั้นไว้โดยไม่คิดค่าบริการใดๆ