“อย่ายิงที่ตัวเด็ก ยิงที่ขาเท่านั้น!” เสียงหัวหน้าหน่วยตะโกนแข่งกับเสียงน้ำแข็งที่กำลังแตกออกใต้เท้า หลินเสี่ยวซิ่วกอดเฉิงอันแน่น ขณะที่แผ่นน้ำแข็งพังลงตรงหน้าและสายน้ำเย็นจัดกลืนร่างของพวกเขาไปเกือบครึ่งหนึ่ง
ชายในเครื่องแบบคนหนึ่งยกปืนขึ้นเล็ง แต่ลังเลอยู่เพียงชั่ววินาที ก่อนยิงลงพื้นเพื่อเปิดทางให้เด็กทั้งสองวิ่งหนี เขารู้ดีว่าคำสั่งนั้นไม่ได้หมายถึงการช่วยชีวิต หากหมายถึงการจับเป็นเพื่อใช้ต่อรองกับใครบางคน
“ไปทางปลายน้ำ!” เขาตะโกน “อย่าหันกลับมา!”
หลินเสี่ยวซิ่วลากเฉิงอันไปตามริมแม่น้ำ เด็กชายตัวเล็กกว่ากำลังหายใจติดขัด เสื้อผ้าของเขาเปียกจนแข็งเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ส่วนตัวเธอเองก็แทบยืนไม่ไหว แต่ยังฝืนก้าวต่อ เพราะถ้าหยุด พวกทหารจะตามมาทัน และถ้าถูกจับได้ คนที่เสียชีวิตไม่ใช่แค่พวกเขาสองคน
ก่อนออกเดินทาง แม่ของเฉิงอันยื่นถุงผ้าสีซีดให้หลินเสี่ยวซิ่ว พร้อมกำชับว่าอย่าเปิดดูจนกว่าจะถึงเมืองทางตะวันตก ข้างในมีรูปถ่ายเก่า เงินจำนวนเล็กน้อย และจดหมายที่เขียนถึงชายคนหนึ่งชื่อเสวียป๋อ อดีตหมอทหารซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ป่าสน
“ถ้าพวกเราพลัดกัน อย่าทิ้งเขา” แม่ของเฉิงอันพูดด้วยน้ำเสียงสั่น “เขาเคยช่วยชีวิตคนของเราไว้มากมาย”
หลังจากนั้นไม่นาน บ้านทั้งหลังถูกไฟไหม้ แม่ของเฉิงอันหายไปพร้อมกับพ่อของหลินเสี่ยวซิ่ว และเด็กสองคนจึงกลายเป็นผู้รอดชีวิตที่ไม่มีใครตามหาอย่างเปิดเผย แต่กลับมีทหารเดินตรวจทุกหมู่บ้าน พร้อมภาพวาดใบหน้าของหญิงสาวที่พาเด็กหนีไปทางตะวันตก
คืนนั้นพวกเขาพบกระท่อมร้างหลังหนึ่ง มีผนังไม้ผุและหลังคาที่รั่วจนเห็นท้องฟ้า หลินเสี่ยวซิ่วจุดไฟกองเล็ก ๆ แล้วเช็ดน้ำออกจากใบหน้าของเฉิงอัน
“คืนนี้พักที่นี่ได้ไหม” เด็กชายถาม
“ได้ แค่คืนนี้” เธอตอบ แม้รู้ว่าตนเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตถึงเช้าไหม
รุ่งเช้า เสียงไอของเฉิงอันดังขึ้นเรื่อย ๆ เขาไอจนมีเลือดติดริมฝีปาก หลินเสี่ยวซิ่วตกใจจึงพยายามป้อนน้ำ แต่เขาสำลักจนตัวงอ เธอเอามือแตะหน้าผากเขาและพบว่าร้อนจัด แม้ภายนอกจะหนาวจนหิมะเกาะบนขนตา
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกล ชายชราคนหนึ่งเห็นพวกเขาเข้า เขาชื่อจัวเหล่าป่อ ชาวบ้านเรียกเขาว่าลุงจัว เขาไม่ถามว่าพวกเด็กมาจากไหน เพียงยื่นขนมปังแห้งกับน้ำอุ่นให้
“จำไว้ โตขึ้นแล้วต้องจำทุกคนที่เคยช่วยพวกเจ้า” เขาบอกเฉิงอัน “แต่ตอนนี้กินก่อน เรื่องบุญคุณไว้ค่อยคิดตอนยังมีแรงหายใจ”
จัวเหล่าป่อบอกว่าที่หมู่บ้านมีอดีตหมอทหารคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านโดดเดี่ยวเหนือแม่น้ำ ชื่อเสวียป๋อ แต่เขาเตือนว่าชายคนนั้นอารมณ์ร้ายและไม่ชอบให้ใครรบกวน
“ถ้าเขาไม่ช่วยล่ะ” หลินเสี่ยวซิ่วถาม
“เขาอาจพูดเหมือนไม่ช่วย” ชายชราตอบ “แต่ถ้าเห็นคนกำลังจะตาย เขาไม่เคยเดินผ่านไปเฉย ๆ”
พวกเขาไปถึงบ้านของเสวียป๋อในช่วงบ่าย แต่ก่อนจะได้เคาะประตู เฉิงอันก็ล้มลง หลินเสี่ยวซิ่วพยายามประคองเขาไว้ ทว่าแรงทั้งหมดในร่างกายของเธอหายไปพร้อมกับความมืดที่ปิดลงตรงหน้า
เมื่อฟื้นขึ้นมา เธอพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงไม้ ส่วนเฉิงอันนอนอยู่ข้างกองไฟ ชายวัยกลางคนกำลังใช้มีดขูดน้ำแข็งออกจากรองเท้าของเธอ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด แต่ดวงตากลับจับจ้องบาดแผลที่ขาของเด็กชายอย่างละเอียด
“พวกคุณเป็นใคร” เขาถาม
หลินเสี่ยวซิ่วพยายามลุกขึ้นและคว้ามีดที่วางอยู่บนโต๊ะ
“คุณช่วยพวกเราไว้ ฉันจะจำบุญคุณ แต่ถ้าคุณคิดจะทำร้าย—”
“ถ้าฉันอยากทำร้าย พวกเธอตายอยู่หน้าประตูไปแล้ว” เขาตัดบท “ไม่จำเป็นต้องลากคนใกล้ตายเข้าบ้านก่อนค่อยลงมือ”
เขาแย่งมีดไปจากมือเธอแล้วโยนลงบนโต๊ะ
“รักษาชีวิตให้รอดก่อน เรื่องอื่นค่อยพูดเมื่อมีแรงยืน”
เสวียป๋อรักษาแผลที่ขาให้เฉิงอัน และต้มยาแก้ไข้ให้เด็กชาย เขาแยกขวดยาออกเป็นสองสี ขวดสีเขียวสำหรับกดอาการอักเสบ ขวดสีเหลืองสำหรับฟื้นกำลัง พร้อมกำชับหลินเสี่ยวซิ่วอย่างเคร่งครัดว่าอย่าให้ยาสลับกัน
“จำให้ได้” เขาพูด “ยาสีเขียวห้ามกินเกินขนาด ยาสีเหลืองใช้หลังอาหาร ถ้าเธอให้ผิด เด็กจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก”
หลินเสี่ยวซิ่วพยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากมือของเขา เธอสังเกตเห็นรอยแผลเป็นยาวที่ข้อมือของเสวียป๋อ และตราโลหะเก่าที่ห้อยอยู่ใต้เสื้อ เมื่อเขาเห็นเธอมอง เขาก็ซ่อนมันอย่างรวดเร็ว
“สอนฉันทำยา” เธอพูด
“เธอไม่ใช่หมอ”
“ฉันไม่อยากได้ยินข่าวคนป่วยแล้วรอให้คนอื่นช่วยอีก ถ้าครั้งหน้าเฉิงอันเป็นอะไร ฉันต้องทำเอง”
เสวียป๋อมองนิ้วมือของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นสมุนไพรให้
“นิ้วยาวพอใช้บดรากไม้ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่ารากไหนรักษา รากไหนฆ่า”
ตั้งแต่นั้น หลินเสี่ยวซิ่วทำงานแลกอาหาร เธอตักน้ำ กวาดพื้น ผ่าฟืน และช่วยเสวียป๋อตากสมุนไพร ทุกครั้งที่เธอทำผิด เขาจะดุอย่างไม่ปรานี แต่ตอนกลางคืนเขาจะวางยาที่บดละเอียดไว้ข้างเตียงของเฉิงอันโดยไม่พูดอะไร
เฉิงอันค่อย ๆ ดีขึ้น เขาชอบนั่งใกล้หน้าต่างและถามเรื่องม้าป่าที่เห็นอยู่ไกล ๆ หลินเสี่ยวซิ่วเล่าให้เขาฟังว่า วันหนึ่งเมื่อสงครามจบ พวกเขาจะไปอยู่ในเมืองที่มีผู้คนมากกว่าม้าป่า และจะไม่ต้องหลบซ่อนจากใครอีก
เสวียป๋อได้ยินคำพูดนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ
“เมืองไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยเสมอไป”
“อย่างน้อยก็มีคนมากพอให้ขอความช่วยเหลือ” เธอตอบ
“คนมากก็แปลว่าคนที่ทรยศมากขึ้นด้วย”
หลินเสี่ยวซิ่วไม่รู้ว่าเขาพูดจากประสบการณ์ของตัวเอง หรือกำลังเตือนเธอถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า
หลายวันต่อมา จัวเหล่าป่อแอบมาที่บ้านพร้อมข่าวร้าย ทหารกำลังตรวจทุกหมู่บ้าน พวกเขามีภาพวาดของหลินเสี่ยวซิ่ว และตามหาผู้หญิงที่พาเด็กชายชื่อเฉิงอันหนีไปทางตะวันตก ทหารยังถามหากล่องยาของนายทหารคนหนึ่งที่หายไปในคืนเดียวกับที่ค่ายถูกโจมตี
เมื่อได้ยินคำว่า “กล่องยา” เสวียป๋อก็ชะงัก
คืนนั้นเขาเปิดหีบไม้เก่าใต้พื้นบ้าน ข้างในมีเข็มขัดทหาร เหรียญตรา และกล่องโลหะใบหนึ่งที่มีรอยกระสุน เขาเคยเป็นแพทย์ประจำหน่วยเดียวกับผู้บัญชาการกวนปิ่ง ชายที่ตอนนี้กำลังนำกำลังตามล่าเด็กสองคน
“คุณรู้จักกวนปิ่งหรือ” หลินเสี่ยวซิ่วถาม
“รู้จัก”
“เขาตามหาเฉิงอันทำไม”
เสวียป๋อปิดฝากล่องทันที
“เพราะคนที่ถือความลับอยู่ มักอันตรายกว่าคนที่ถือปืน”
หลินเสี่ยวซิ่วหยิบถุงผ้าของแม่เฉิงอันออกมา นางเปิดดูเป็นครั้งแรก ภายในมีรูปถ่ายครอบครัวและจดหมายที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าซับสองชั้น ข้อความในจดหมายระบุว่า กวนปิ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้บัญชาการที่สั่งการโจมตีหมู่บ้าน แต่ยังลอบขายเสบียงและอาวุธให้ศัตรู แล้วใส่ความผู้บริสุทธิ์เพื่อปกปิดความผิด
แม่ของเฉิงอันเคยเป็นเสมียนในค่าย เธอคัดลอกบัญชีการเงินไว้และฝากหลักฐานกับเสวียป๋อ เพราะรู้ว่าไม่มีใครกล้าเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ทุกคนอาจเชื่อเอกสารที่มีตราประทับของกองบัญชาการ
“เธอจึงถูกฆ่า” เสวียป๋อพูดเบา ๆ
“แล้วพ่อของฉันล่ะ” หลินเสี่ยวซิ่วถาม
เสวียป๋อไม่ตอบทันที เขาหยิบกระดาษอีกแผ่นออกจากกล่อง เป็นรายชื่อผู้เสียชีวิตในคืนที่ค่ายถูกเผา ชื่อของพ่อหลินเสี่ยวซิ่วอยู่ในนั้น แต่ข้างชื่อมีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่หมายถึง “ยังไม่พบศพ”
ความหวังที่เธอฝังไว้ลึกที่สุดพลันถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง
“เขาอาจยังมีชีวิตอยู่หรือ”
“ฉันไม่รู้” เสวียป๋อตอบตามตรง “แต่กวนปิ่งต้องรู้”
เสียงปืนดังขึ้นจากเชิงเขาในคืนนั้น ทหารพบร่องรอยของพวกเขาแล้ว เสวียป๋อเก็บยาและเสบียงใส่กระเป๋า ขณะที่หลินเสี่ยวซิ่วพยายามช่วยเฉิงอันเดิน
“เราจะไปด้วยกัน” เธอบอก
“ไม่”
“คุณหมายความว่าอะไร”
“มีทางออกผ่านถ้ำน้ำแข็งทางเหนือ ถ้ำมีทางแยกสามทาง และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ลอดช่องแคบช่วงท้ายได้”
เขายื่นแผนที่ให้เธอ
“เดินตรงไปจนเห็นก้อนหินสามก้อนซ้อนกัน นั่นคือปากถ้ำ เข้าไปแล้วเลือกทางซ้าย อย่าหันกลับ และเมื่อถึงทางออกให้ลงไปทางตะวันตก”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันจะถ่วงเวลา”
หลินเสี่ยวซิ่วส่ายหน้า “สามคนหาทางออกด้วยกันได้”
“สามคนไปไม่ได้” เสวียป๋อตอบ “แต่เด็กไปได้หนึ่งคน”
เขาหันไปมองเฉิงอัน เด็กชายกำลังพยายามยืนด้วยขาที่บาดเจ็บ
“พาเขาออกไป เขายังจำสิ่งที่อยู่ในจดหมายไม่ได้ แต่เมื่อโตขึ้น เขาจะรู้ว่าทำไมแม่ของเขาจึงต้องตาย”
“ฉันไม่ทิ้งคุณ”
เสวียป๋อหยิบกล่องโลหะเก่าขึ้นมาและยัดใส่มือเธอ
“เธอไม่ได้ทิ้งฉัน เธอกำลังทำให้สิ่งที่ฉันปกป้องมาหลายปีไม่สูญเปล่า”
ประตูบ้านถูกกระแทก เสียงทหารตะโกนเรียกชื่อเขา หลินเสี่ยวซิ่วคว้ามือเฉิงอันแล้วพาเขาไปยังปากถ้ำ ส่วนเสวียป๋อเดินย้อนกลับไปทางบ้านพร้อมปืนเพียงกระบอกเดียว
ระหว่างทาง เฉิงอันเริ่มไออย่างรุนแรง ความหนาวทำให้เขาหายใจไม่ออก เขาทรุดลงบนพื้นน้ำแข็งและมีเลือดไหลจากปาก
“เสวียป๋อเคยบอกว่าอย่าใช้ยาสีเขียวเกินขนาด” หลินเสี่ยวซิ่วพึมพำ “แต่ถ้าไม่ใช้ เขาจะตายก่อนถึงทางออก”
เธอเปิดกระเป๋าและค้นขวดยา มือสั่นจนเกือบทำขวดตก ในที่สุดเธอเลือกยาสีเหลืองผสมกับน้ำอุ่นจากกระติก แล้วป้อนให้เฉิงอันทีละน้อย เธอจำได้ว่าเสวียป๋อไม่ได้สอนแค่สีของขวด แต่สอนให้สังเกตการหายใจของคนไข้ด้วย
ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ดังจากปากถ้ำ ทหารกลุ่มหนึ่งตามเข้ามา หัวหน้าหน่วยชักปืนขึ้น แต่ก่อนจะยิง เสียงกวนปิ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“จับเด็กเป็น ๆ ส่วนผู้หญิงฆ่าได้”
หลินเสี่ยวซิ่วพาเฉิงอันคลานไปตามทางซ้าย ทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนหลายนัดจากด้านนอก ตามด้วยเสียงคนล้มและเสียงตะโกนของเสวียป๋อ
“ไปต่อ!”
พวกเขามาถึงทางแยกสามทาง เฉิงอันชี้ไปทางขวาอย่างอ่อนแรง
“พี่เสวียป๋อบอกทางซ้าย”
“เขาไม่ได้บอกเธอ เขาบอกฉัน” หลินเสี่ยวซิ่วตอบ “แต่เขาบอกให้พาเธอรอด ไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อทุกอย่างโดยไม่คิด”
เธอสังเกตเห็นรอยเลือดบนพื้นน้ำแข็ง ไหลไปทางซ้าย แต่รอยรองเท้าทหารกลับหายไปทางขวา เสวียป๋อคงจงใจล่อพวกทหารไปทางนั้น ขณะที่ทางซ้ายมีอันตรายอีกอย่างรออยู่
หลินเสี่ยวซิ่วจึงเลือกทางซ้ายตามแผนที่ และใช้ขวดยาสีเขียวหยดลงบนก้อนหิมะใกล้ผนัง น้ำแข็งบริเวณนั้นละลายช้า ๆ เผยให้เห็นช่องลมจากด้านนอก เธอรู้ว่าทางออกอยู่ไม่ไกล
แต่ก่อนจะถึงช่องนั้น กวนปิ่งก็ปรากฏตัว เขาเดินกะเผลกและมีเลือดเปื้อนแก้ม ทว่าปืนในมือยังมั่นคง
“ส่งกล่องมา” เขาพูด “แล้วฉันจะปล่อยเด็ก”
“คุณฆ่าแม่ของเขา”
“แม่ของเขาขโมยเอกสารราชการ”
“เธอเปิดโปงคนที่ขโมยเสบียง”
กวนปิ่งยิ้มอย่างเย็นชา “ในสงคราม คนที่มีอำนาจเป็นคนตัดสินว่าอะไรคือความจริง”
หลินเสี่ยวซิ่วกำกล่องแน่น “ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณต้องกลัวกล่องใบนี้”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่เพียงพอให้เธอเห็นความจริง เขาไม่ได้ตามเด็กมาเพราะต้องการพยาน เขาตามกล่อง เพราะในกล่องมีบัญชีต้นฉบับที่สามารถเชื่อมโยงเขากับการขายอาวุธได้
เสียงดังมาจากด้านหลัง กวนปิ่งหันไปยิง แต่กระสุนเจาะผนังน้ำแข็งและทำให้เพดานสั่นสะเทือน หลินเสี่ยวซิ่วคว้าก้อนหิมะที่ผสมยาไว้ก่อนหน้านี้ปาใส่พื้นใต้เท้าเขา น้ำแข็งละลายจนกวนปิ่งเสียหลักล้มลง ขณะเดียวกันแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ก็พังลงกั้นระหว่างพวกเขา
หลินเสี่ยวซิ่วพาเฉิงอันออกทางช่องลม และพบจัวเหล่าป่อรออยู่พร้อมม้าแก่สองตัว เขาพาเธอไปยังหมู่บ้านอีกฝั่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากกองบัญชาการกลางมาถึงพอดี เพราะเสวียป๋อเคยส่งข้อความลับออกไปก่อนหน้านั้นหลายวัน
ส่วนเสวียป๋อถูกจับตัวได้ เขาไม่ยอมบอกตำแหน่งของเด็ก และถูกนำตัวไปสอบสวน กวนปิ่งพยายามกล่าวหาว่าเขาเป็นคนทรยศ แต่บัญชีเสบียงในกล่อง รวมทั้งรายชื่อทหารที่ได้รับคำสั่งปลอม ทำให้เรื่องไม่อาจถูกปิดเงียบได้อีก
หลินเสี่ยวซิ่วให้การทุกอย่าง เธอบอกว่าเสวียป๋อเคยช่วยชีวิตพวกเขาอย่างไร และบอกด้วยว่าเขาอาจเป็นคนของหน่วยเดียวกับกวนปิ่ง แต่ไม่เคยร่วมมือกับการฆ่าผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่พบตราประทับปลอมในเอกสารหลายฉบับ และพบเส้นทางเงินที่ถูกส่งไปยังพ่อค้าคนกลาง
การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน กวนปิ่งถูกถอดจากตำแหน่งและถูกดำเนินคดีจากหลักฐานหลายชุด ไม่ใช่เพียงคำกล่าวหาของเด็กสองคน เขาพยายามโยนความผิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ไม่มีใครเชื่อเมื่อพบว่าลายมือในคำสั่งทุกฉบับตรงกับสมุดบันทึกส่วนตัวของเขา
เสวียป๋อรอดชีวิต แต่ขาซ้ายของเขาบาดเจ็บหนักจนเดินได้ไม่เหมือนเดิม เขาไม่กลับไปเป็นหมอทหารอีก ทว่าเปิดบ้านรักษาคนในหมู่บ้าน โดยมีหลินเสี่ยวซิ่วเป็นผู้ช่วยคนแรก
เฉิงอันใช้เวลานานกว่าจะหายจากโรคในปอด เขายังคงไอในคืนที่อากาศหนาว แต่ไม่เคยต้องนอนอย่างไร้ยาอีก หลินเสี่ยวซิ่วเรียนรู้การรักษาจนสามารถดูแลคนป่วยได้ด้วยตัวเอง และทุกครั้งที่เด็กคนหนึ่งมาถึงหน้าบ้าน เธอจะตรวจการหายใจก่อนถามชื่อเสมอ
หลายปีต่อมา เฉิงอันโตเป็นชายหนุ่ม เขาอ่านจดหมายของแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนนำเงินส่วนหนึ่งจากการชดเชยไปสร้างคลินิกเล็ก ๆ ใกล้แม่น้ำ เขาตั้งชื่อมันว่า “บ้านของผู้รอดชีวิต” ไม่ใช่เพื่อยกย่องความตาย แต่เพื่อเตือนว่าคนที่ได้รับการช่วยเหลือต้องไม่ปล่อยให้ความเมตตาหายไปพร้อมกับสงคราม
ในวันที่คลินิกเปิด เสวียป๋อนั่งอยู่ใต้ต้นสน ส่วนหลินเสี่ยวซิ่วกำลังจัดขวดยาสองสีบนชั้นไม้ เฉิงอันเดินเข้ามาพร้อมขนมปังห่อหนึ่ง
“ลุงจัวฝากมาให้” เขาพูด “เขาบอกว่าโตแล้วก็ยังต้องจำคนที่เคยช่วยเรา”
เสวียป๋อรับขนมปังแล้วหัวเราะ
“อย่างน้อยครั้งนี้ก็ไม่ต้องแบ่งกันสามคนตอนกำลังหนีตาย”
หลินเสี่ยวซิ่วมองไปยังแม่น้ำ แผ่นน้ำแข็งกำลังละลายและไหลไปตามสายน้ำอย่างช้า ๆ ที่ข้อมือของเธอยังมีรอยแผลจากคืนที่หนีผ่านถ้ำ แต่เธอไม่เคยปิดมัน เพราะรอยนั้นเตือนว่าเธอเคยกลัวมากเพียงใด และยังเลือกเดินต่อได้อย่างไร
บนชั้นไม้ กล่องโลหะเก่าถูกเก็บไว้ข้างขวดยาสีเขียวและสีเหลือง หลักฐานที่เคยทำให้เด็กสองคนถูกตามล่า กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเปิดประตูให้ผู้คนอีกมากมายมีชีวิตรอด
ส่วนชื่อของเสวียป๋อไม่เคยถูกลืม เขาไม่ได้เป็นวีรบุรุษที่ใครร้องขอ แต่เป็นชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูในคืนหิมะตก และตัดสินใจว่าเด็กสองคนควรได้เห็นเช้าวันใหม่