ภรรยาที่ถูกบังคับให้คุกเข่ากลับทำลายตระกูลผู้มีอำนาจด้วยหลักฐานจากคืนแต่งงาน

เซินเยียนคุกเข่าอยู่กลางห้องโถง ขณะที่สามีของเธอสั่งให้ทหารมัดมือเธอราวกับเป็นอาชญากร แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมา คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหญิงเสียสติจะยืนขึ้น และทำให้ชายผู้คิดว่าตนอยู่เหนือกฎหมายต้องร้องขอชีวิตต่อหน้าแขกทั้งเมือง

“อย่าแตะต้องเธอ” เซียวหย่าตะโกน พร้อมกระแทกฝ่ามือลงบนหน้าอกของชายร่างใหญ่ที่ยืนขวางทางอยู่

แรงกระแทกทำให้พื้นหินใต้เท้าของเขาแตกร้าว ทว่าเขายังยืนนิ่ง เสื้อผ้าแทบไม่ขยับ ผู้คนรอบข้างพากันหัวเราะ เพราะชายคนนั้นคือสือตูหลิน ผู้คุ้มกันประจำตระกูลสือตู ผู้ฝึกกายคงกระพันมานานถึงสี่สิบปี

“ข้าเคยบอกแล้วว่าไม่มีใครทำลายกายคงกระพันของข้าได้” เขาพูดพลางเช็ดเลือดที่มุมปาก “เด็กอย่างเจ้ากำลังหาทางตายเอง”

เซินเยียนไม่ได้ตอบ เธอเพียงมองข้อเท้าของเขาอย่างสงบ สายตานั้นทำให้รอยยิ้มของสือตูหลินจางลงเล็กน้อย

เธอสังเกตเห็นแล้วว่า ทุกครั้งที่เขารับแรงโจมตี เขาจะกลั้นหายใจและเกร็งกล้ามเนื้อทั้งร่าง หากขยับก่อนที่พลังจะสมบูรณ์ จุดรวมพลังบริเวณซี่โครงซ้ายจะเปิดออกเพียงชั่วขณะ นั่นเป็นเหตุผลที่เขายอมยืนนิ่ง ไม่ใช่เพราะดูถูกเธอ แต่เพราะกลัวว่าร่างกายจะเสียสมดุล

เซินเยียนก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าขยับ”

หมัดแรกกระแทกเข้าที่ไหล่ หมัดที่สองเข้าที่ลำตัว หมัดที่สามดูเหมือนจะพลาด แต่ปลายนิ้วของเธอแตะลงตรงซี่โครงซ้ายพอดี

เสียงแตกร้าวดังขึ้นจากภายในร่างกายของสือตูหลิน เขาทรุดลงกับพื้น เลือดทะลักออกจากปาก ท่ามกลางความเงียบงันของทั้งห้อง

“เป็นไปไม่ได้!” ชายคนหนึ่งร้อง “กายคงกระพันของสือตูหลินไม่มีใครทำลายได้!”

เซินเยียนหันไปมองคนที่สั่งให้จับเธอ ชายคนนั้นคือกู้เจิ้นเหิง สามีตามนามของเธอ และผู้สืบทอดตระกูลกู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในเมืองชิงโจว

เธอเคยรักเขาอย่างหมดใจ เคยเชื่อว่าการแต่งงานระหว่างตระกูลกู้กับตระกูลเซินจะทำให้ทั้งสองฝ่ายยืนอยู่ข้างกันไปตลอดชีวิต แต่เมื่อสามเดือนก่อน เขากลับเป็นคนสั่งให้เธอคุกเข่าต่อหน้าคนทั้งตระกูล และกล่าวหาว่าเธอขโมยตราประจำหอเสินจีไปขายให้ศัตรู

เขาไม่เคยเรียกเธอว่าภรรยาในวันนั้น

วันนี้ก็เช่นกัน

“จับเธอ!” กู้เจิ้นเหิงตะโกน “เธอทำร้ายคนของหอเสินจี ต่อให้เป็นภรรยาของข้า ข้าก็ไม่อาจปกป้องได้!”

เซินเยียนหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่เลย

“ภรรยาของคุณ?” เธอถาม “ตอนที่คุณบังคับให้ฉันคุกเข่า คุณเคยพูดไหมว่าเราเป็นสามีภรรยากัน?”

กู้เจิ้นเหิงหน้าตึง “อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง เจ้าฆ่าคนของหอเสินจี และยังทำร้ายสือตูหลินต่อหน้าทุกคน วันนี้เจ้าจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย”

“กฎหมายของใคร?”

เธอเดินไปหยุดตรงหน้าศพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างเสา ชายคนนั้นชื่อหลัวเหวิน เขาเป็นผู้ดูแลคลังยาของตระกูลเซิน และเป็นคนที่เลี้ยงเซินเยียนมาตั้งแต่เด็ก เมื่อคืนเขาถูกพบเป็นศพในห้องเก็บหลักฐาน พร้อมตราประจำตัวของเธอในมือ

ทุกคนบอกว่าเธอเป็นคนฆ่าเขา

แต่เซินเยียนรู้ว่าหลัวเหวินไม่เคยพกตราประจำตัว เขามักจะเก็บของสำคัญไว้ในถุงผ้าสีเทาที่ผูกด้วยด้ายแดง และถุงใบนั้นหายไปจากศพ

“พวกเจ้าต้องการให้ข้าถูกจับเพราะเรื่องนี้” เธอพูด “แต่ก่อนจะจับข้า ช่วยบอกหน่อยว่าเหตุใดรอยเลือดบนพื้นจึงไหลย้อนขึ้นไปบนบันได และเหตุใดตราของข้าจึงไม่มีเลือดติดอยู่แม้แต่หยดเดียว”

สีหน้าของผู้คนเปลี่ยนไป

กู้เจิ้นเหิงกำหมัดแน่น “เจ้าพยายามบิดเบือนความจริง”

“ความจริงไม่จำเป็นต้องบิดเบือน คนที่ทำเช่นนั้นคือพวกคุณ”

เวลานั้นเอง ชายชราผมขาวในชุดคลุมสีเข้มเดินเข้ามาในห้องโถง ทุกคนที่เห็นเขาต่างรีบคุกเข่า เพราะเขาคือสือตูหวังซุน รองประมุขแห่งหอหลงหวาง และเป็นลูกพี่ลูกน้องของสือตูหลิน

กู้เจิ้นเหิงรีบเดินเข้าไปหาเขา “ท่านลุง ในที่สุดท่านก็มาถึง นางคนนี้ร่วมมือกับศัตรูเพื่อฆ่าคนของพวกเรา ขอให้ท่านสั่งจับนางทันที”

สือตูหวังซุนไม่ได้มองเขา แต่หันไปมองเซินเยียน

“เจ้าคือเซินเยียน?”

“ใช่”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการทำร้ายคนของหอเสินจีและต่อต้านทหารรักษาการมีโทษอย่างไร”

“รู้” เธอตอบ “ถ้าไม่ต่อต้าน ข้าก็จะถูกจับไปขังคุกตลอดชีวิต ถ้าต่อต้าน ข้าก็อาจถูกฆ่าที่นี่ พวกท่านตั้งใจให้ข้าตายตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

คนในห้องพากันมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน

สือตูหวังซุนยกมือห้ามเสียงกระซิบ “เจ้ามีทางรอดทางหนึ่ง คุกเข่าลง ยอมสวามิภักดิ์ต่อข้า และกลายเป็นคนของข้า ข้าจะรับรองว่าไม่มีใครแตะต้องชีวิตเจ้า”

“คนของท่าน?”

“เจ้ามีฝีมือดี หน้าตาก็ไม่เลว หากเป็นหญิงของข้า เมืองชิงโจวจะไม่มีใครกล้ารังแก”

คำพูดนั้นทำให้ความเงียบในห้องโถงหนักขึ้นทันที กู้เจิ้นเหิงหน้าซีด เขาไม่คิดว่าสือตูหวังซุนจะเสนอเช่นนี้ต่อหน้าทุกคน

เซินเยียนมองชายชราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ

“คุณมีอำนาจมากจริงๆ มือหนึ่งพลิกเป็นฝน อีกมือหนึ่งพลิกเป็นเมฆ ทำให้คนทั้งเมืองคุกเข่าได้เพียงยกนิ้วใช่ไหม”

สือตูหวังซุนหรี่ตา “อย่าหาเรื่องตาย”

“ฉันเคยคุกเข่าแล้ว” เซินเยียนเปลี่ยนมาใช้คำพูดที่เย็นกว่าเดิม “คุกเข่าต่อหน้าสามีที่ฉันเคยช่วยชีวิต คุกเข่าต่อหน้าคนที่ฉันเคยเรียกว่าครอบครัว และคุกเข่าต่อหน้าคนที่กำลังจะฆ่าฉันวันนี้ ฉันจะไม่คุกเข่าอีก”

เธอก้าวไปยังโต๊ะไม้ข้างเสา แล้วหยิบกล่องเหล็กใบเล็กออกมาจากใต้ผ้าคลุม

กู้เจิ้นเหิงจำกล่องใบนั้นได้ เขาเคยเห็นมันในคืนแต่งงาน แต่ตอนนั้นเซินเยียนบอกว่าเป็นเพียงของที่ระลึกจากมารดา

“เปิดออก” เขาสั่งทหาร

เซินเยียนยกมือขึ้น พลังจากฝ่ามือกระแทกทหารคนนั้นจนกระเด็น ก่อนที่เธอจะใช้กุญแจเล็กๆ เปิดกล่องด้วยตัวเอง ภายในมีสมุดบัญชี แผ่นหยกบันทึกเสียง และถุงผ้าสีเทาที่ผูกด้วยด้ายแดง

เมื่อเห็นถุงผ้า สีหน้าของกู้เจิ้นเหิงก็เปลี่ยนไป

“หลัวเหวินไม่ได้ถูกฆ่าที่คลังยา” เซินเยียนพูด “เขาถูกพาตัวไปที่บ้านพักของตระกูลกู้ก่อนถูกทำให้ตาย ถุงผ้านี้อยู่ในห้องทำงานของคุณ และสมุดบัญชีเล่มนี้บันทึกเงินที่คุณโอนให้คนของหอเสินจีตลอดสามเดือนที่ผ่านมา”

“โกหก!” กู้เจิ้นเหิงพุ่งเข้าหาเธอ

เซินเยียนหลบหมัดของเขาอย่างง่ายดาย แต่ไม่ได้สวนกลับ เธอเพียงเปิดแผ่นหยกบันทึกเสียง เสียงของกู้เจิ้นเหิงดังออกมาอย่างชัดเจน

“ทำให้หลัวเหวินรับผิดแทนนาง ถ้าเขาไม่ยอม ก็จัดการเสีย อย่าให้เหลือหลักฐานว่าเงินจากตระกูลกู้เข้าไปอยู่ในคลังของหอเสินจี”

เสียงอีกคนตอบกลับ “แล้วถ้านางเซินเยียนรู้เรื่องล่ะ?”

“นางจะไม่มีโอกาสพูด นางเป็นภรรยาของข้า คนทั้งเมืองจะเชื่อข้ามากกว่าเชื่อนาง”

สิ้นเสียงบันทึก ห้องโถงก็เต็มไปด้วยเสียงสูดลมหายใจ

กู้เจิ้นเหิงหน้าซีดราวกับถูกถอดเลือด “นั่นเป็นเสียงปลอม”

“ถ้าเป็นเสียงปลอม ทำไมคุณถึงรู้ทันทีว่ามันพูดถึงอะไร”

เขานิ่งไป

เซินเยียนไม่ได้ดีใจ เธอรอคอยวันนี้มานาน แต่การได้เห็นชายที่เคยจับมือเธอในวันแต่งงานกลายเป็นคนที่พยายามฆ่าเธอ กลับทำให้หัวใจของเธอปวดลึกกว่าที่คิด

สามปีก่อน กู้เจิ้นเหิงเคยถูกพิษระหว่างออกเดินทางไปชายแดน คนของตระกูลกู้พากลับมาในสภาพใกล้ตาย แพทย์ทุกคนบอกว่าเขาไม่มีทางรอด เซินเยียนใช้พลังภายในของตนถ่ายพิษออกจากร่างเขานานถึงสามวันสามคืน จนเส้นพลังของเธอเสียหายถาวร

เมื่อเขาฟื้น เขาสัญญาว่าจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต

แต่หลังจากบิดาของเขาเสียชีวิต และอำนาจส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของตระกูลสือตู เขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาไม่ต้องการภรรยาที่ไม่มีพลังเหมือนเดิมอีกแล้ว เขาต้องการการแต่งงานใหม่กับหญิงสาวจากตระกูลที่มีอำนาจกว่า

เซินเยียนเคยคิดว่าเขาเพียงสับสน

ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเขาเลือกทางของตัวเองตั้งแต่วันที่สั่งให้เธอคุกเข่า

“จับนาง!” สือตูหวังซุนตะโกน “หลักฐานพวกนั้นเป็นของปลอม นางฆ่าหลัวเหวินเพื่อใส่ร้ายตระกูลกู้!”

ทหารรักษาการหลายสิบคนกรูกันเข้ามา เซียวหย่าก้าวมายืนข้างเซินเยียน แต่เซินเยียนส่ายหน้า

“เจ้าไม่ต้องตายกับข้า”

“ข้าไม่ได้จะตายกับเจ้า” เซียวหย่าตอบ “ข้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นคนพวกนี้ได้รับผลของสิ่งที่ทำ”

การต่อสู้เริ่มขึ้นในห้องโถง

เซินเยียนไม่ได้ฆ่าทหารที่เข้ามาขวาง เธอใช้ฝ่ามือผลักพวกเขาออกไป เปิดทางให้เซียวหย่าพาคนรับใช้ของตระกูลเซินออกจากวงล้อม แต่พวกของสือตูหวังซุนไม่ได้คิดจะจับเป็น พวกเขาใช้ธนูอาบยาพิษยิงเข้าใส่ฝูงชน

ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งตรงไปยังเด็กชายที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างเสา

เซินเยียนรีบพุ่งเข้าไปบัง เธอใช้มือเปล่ารับลูกธนูจนปลายแหลมทะลุฝ่ามือ ความเจ็บแล่นขึ้นถึงหัวไหล่ แต่เธอหักลูกธนูทิ้งและส่งเด็กให้เซียวหย่า

“พาเขาออกไป!”

“แล้วเจ้าเล่า?”

“ข้ายังมีเรื่องต้องสะสาง”

เธอหันกลับไปมองกู้เจิ้นเหิง

เขาถอยหลังไปยืนข้างสือตูหวังซุน ชายที่เคยบอกว่าจะปกป้องเธอกำลังใช้คนอื่นเป็นโล่กำบังให้ตัวเอง

ทันใดนั้น เสียงระฆังเหล็กสามครั้งดังจากด้านนอก ผู้คนในห้องหยุดการเคลื่อนไหว กองทหารของหอหลงหวางมาถึงแล้ว

สือตูหวังซุนยิ้มเย็น “ต่อให้เจ้าชนะคนที่นี่ หอหลงหวางก็ยังอยู่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะต่อต้านทั้งหอเสินจีและหอหลงหวางได้เพียงลำพัง”

“ถ้ามันเป็นทางตัน ข้าก็จะฆ่าพวกเจ้าให้หมดก่อนตาย” เซินเยียนตอบ

“บ้าไปแล้ว” กู้เจิ้นเหิงพูด “เซินเยียน เจ้ารู้ไหมว่าสิ่งที่เจ้าทำจะมีผลอย่างไร เจ้าจะตายอย่างน่าเวทนา”

“ถ้าเชื่อฟังพวกคุณ ฉันก็ต้องติดคุกตลอดชีวิต ถ้าต่อต้านก็ต้องตาย ในเมื่อปลายทางเหมือนกัน แล้วทำไมฉันไม่เลือกทางที่ทำให้พวกคุณต้องชดใช้ด้วยล่ะ”

ประตูห้องโถงถูกผลักเปิด ชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำเดินเข้ามา เขาคือหลงอวี้ รองแม่ทัพของหอหลงหวาง และเป็นผู้ตรวจสอบคดีระหว่างตระกูลในเมืองชิงโจว

สือตูหวังซุนเดินเข้าไปหาเขา “ท่านหลง นางเป็นฆาตกรและต่อต้านการจับกุม ขอให้ท่านนำตัวนางไปลงโทษทันที”

หลงอวี้ไม่ตอบ เขามองศพของหลัวเหวิน มองสมุดบัญชี และมองทหารที่กำลังยืนปิดทางออก

“ใครเป็นคนสั่งให้ทหารใช้ลูกธนูอาบพิษในเขตที่มีประชาชน?”

ไม่มีใครตอบ

หลงอวี้หันไปมองสือตูหวังซุน “ข้าถามว่าใครเป็นคนสั่ง”

“เป็นคำสั่งของข้า” ชายชราตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “นางเป็นภัยต่อความสงบของเมือง”

“เช่นนั้นท่านก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้บาดเจ็บทุกคน”

สือตูหวังซุนหัวเราะ “เจ้าคิดว่าหอหลงหวางจะลงมือกับข้าเพราะหญิงคนเดียวหรือ?”

หลงอวี้หยิบแผ่นหยกอีกชิ้นออกจากแขนเสื้อ “ไม่ใช่เพราะหญิงคนเดียว แต่เพราะเอกสารสามฉบับที่เพิ่งส่งถึงประมุขหอหลงหวางเมื่อคืน เอกสารเหล่านั้นระบุว่าตระกูลสือตูใช้เส้นทางลำเลียงของหอหลงหวางเพื่อขนยาและอาวุธเถื่อน โดยไม่เคยจ่ายส่วนแบ่งให้หอแม้แต่ครั้งเดียว”

สีหน้าของสือตูหวังซุนเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก

เซินเยียนมองหลงอวี้อย่างประหลาดใจ “เอกสารพวกนั้นมาจากไหน?”

“จากหลัวเหวิน”

หลงอวี้มองไปยังศพของชายชราอย่างเคร่งขรึม “เขาส่งสำเนาให้ข้าก่อนตาย บอกว่าหากเขาไม่รอด ให้ตามหาเจ้ากับเด็กชายที่ชื่อเซินอัน เขาเชื่อว่าคนในตระกูลจะฆ่าพวกเจ้าเพื่อปิดปาก”

เซินเยียนกำมือแน่น

หลัวเหวินไม่ได้เพียงปกป้องเธอ เขายังเตรียมทางรอดไว้ให้เธอ แม้รู้ว่าตัวเองอาจไม่มีชีวิตเห็นวันนั้น

กู้เจิ้นเหิงเริ่มถอยหนี แต่เซียวหย่าขวางทางไว้

“คุณชายกู้ จะไปไหน?”

“หลีกไป”

“เมื่อครู่คุณยังบอกให้จับนาง ตอนนี้ทำไมไม่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดแล้วล่ะ?”

กู้เจิ้นเหิงชักดาบออกมา ทว่าเขายังไม่ทันฟัน เซินเยียนก็เข้ามาจับข้อมือเขา แรงบีบของเธอทำให้ดาบหลุดจากมือ

“ข้าช่วยชีวิตคุณครั้งหนึ่ง” เธอพูดเบาๆ “วันนี้คุณพยายามฆ่าข้าเป็นครั้งที่สาม”

เขามองเธออย่างสิ้นหวัง “ข้าทำเพราะไม่มีทางเลือก”

“คุณมีทางเลือกตั้งแต่แรก คุณเลือกอำนาจ เลือกชื่อเสียง เลือกทรยศข้า แล้วเรียกมันว่าความจำเป็น”

“เซินเยียน ข้ารักเจ้า”

เธอหลับตาชั่วครู่ คำพูดนั้นเคยเป็นสิ่งที่เธอรอคอยที่สุด แต่วันนี้มันไม่เหลือความหมายแล้ว

“คนที่รักกันไม่ส่งอีกคนไปตายเพื่อให้ตัวเองแต่งงานใหม่”

เธอผลักเขาออกไป กู้เจิ้นเหิงล้มลงต่อหน้าทหารของหอหลงหวาง

เมื่อเห็นสถานการณ์เปลี่ยน สือตูหวังซุนก็พยายามหลบหนีผ่านประตูด้านหลัง แต่หลงอวี้สั่งให้ทหารล้อมไว้

“ท่านหลง ข้าเป็นรองประมุขหอหลงหวาง”

“และวันนี้ท่านถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจแทรกแซงการจับกุม ใช้อาวุธพิษในพื้นที่พลเรือน และปกปิดการขนส่งผิดกฎหมาย ท่านจะชี้แจงต่อคณะสอบสวน ไม่ใช่ต่อข้าในห้องโถงนี้”

ชายชราตัวสั่นด้วยความโกรธ “เจ้ากล้าจับข้า?”

“ข้าไม่ได้จับเพราะคำพูดของเซินเยียน” หลงอวี้ตอบ “ข้าจับเพราะบัญชี เส้นทางขนส่ง พยาน และเสียงบันทึกของพวกท่านเอง”

หลักฐานถูกตรวจสอบอยู่เกือบสองเดือน ตระกูลสือตูพยายามใช้คนกลางกดดันผู้สอบสวน แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่สามารถลบทุกอย่างได้ เพราะเซินเยียนเก็บเอกสารสำคัญไว้หลายชุด และส่งสำเนาให้ผู้พิพากษาในเมืองชายแดนก่อนกลับมายังชิงโจว

กู้เจิ้นเหิงถูกถอดจากตำแหน่งผู้นำตระกูลกู้ ทรัพย์สินส่วนหนึ่งถูกอายัดเพื่อชดเชยให้ครอบครัวของหลัวเหวิน เขายอมรับว่าเป็นคนสั่งให้พาตัวหลัวเหวินไปสอบสวน แต่ยังคงยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย

คำให้การนั้นช่วยลดโทษบางส่วน แต่ไม่อาจลบความผิดได้

เขาถูกจำคุกหลายปี และการแต่งงานระหว่างตระกูลกู้กับตระกูลสือตูถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ ส่วนสือตูหวังซุนถูกปลดจากตำแหน่งและถูกส่งไปขึ้นศาลของหอหลงหวาง อำนาจของตระกูลสือตูแตกออกเป็นหลายส่วนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี

เซินเยียนไม่กลับไปอยู่บ้านตระกูลกู้ และไม่รับทรัพย์สินทั้งหมดที่กู้เจิ้นเหิงเสนอเพื่อแลกกับการถอนคำให้การ เธอรับเพียงเงินชดเชยที่เป็นส่วนของคนรับใช้และครอบครัวหลัวเหวิน แล้วนำเงินที่เหลือไปเปิดคลินิกเล็กๆ ใกล้ตลาดตะวันออก

เซียวหย่าช่วยดูแลคลินิกและฝึกเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครรับเลี้ยง ส่วนเซินอัน เด็กชายที่เธอช่วยจากลูกธนูในวันนั้น กลายเป็นเด็กฝึกงานที่ขยันที่สุด เขาไม่เคยถามว่าเธอเก่งแค่ไหน แต่จะคอยเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เธอทุกครั้งที่มือซ้ายปวดจากบาดแผลเก่า

หลายเดือนหลังเหตุการณ์ ห้องโถงเดิมของตระกูลกู้ถูกปิดตาย หลัวเหวินได้รับการฝังอย่างสมเกียรติที่เนินเขาด้านหลังคลินิก เซินเยียนนำถุงผ้าสีเทาของเขาไปวางไว้ข้างหลุมศพ ก่อนจะผูกด้ายแดงเส้นใหม่รอบถุง

“ข้ารู้แล้วว่าท่านพยายามปกป้องข้า” เธอกระซิบ “ต่อจากนี้ข้าจะดูแลคนที่ท่านทิ้งไว้เอง”

ลมเย็นพัดผ่านต้นสน แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ลำพัง

คืนนั้น เซินอันถามเธอว่าทำไมจึงไม่ฆ่ากู้เจิ้นเหิง ทั้งที่มีโอกาสหลายครั้ง

เซินเยียนมองฝ่ามือที่เคยถูกลูกธนูทะลุ รอยแผลยังอยู่ แต่ความเจ็บไม่เหมือนเดิมแล้ว

“เพราะความตายเร็วเกินไปสำหรับคนที่ทำลายชีวิตของคนอื่น” เธอตอบ “บางคนต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อเห็นทุกสิ่งที่เคยยึดไว้หลุดจากมือทีละอย่าง”

ก่อนเข้านอน เธอเก็บกล่องเหล็กกลับเข้าที่เดิม ข้างในไม่มีสมุดบัญชี ไม่มีแผ่นหยก และไม่มีหลักฐานที่ต้องใช้ต่อสู้กับใครอีกแล้ว เหลือเพียงกุญแจเล็กๆ จากคืนแต่งงาน กับด้ายแดงที่หลัวเหวินเคยผูกไว้

เซินเยียนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดฝากล่อง

ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าชีวิตของเธอถูกผูกไว้กับชื่อของสามีและอำนาจของตระกูล แต่สุดท้ายสิ่งที่ช่วยให้เธอยืนขึ้นไม่ใช่ชื่อของใคร มันคือมือของเธอเอง และการตัดสินใจว่าจะไม่คุกเข่าให้ใครอีก

Leave a Comment