สามีเห็นภรรยาถูกแม่ตบในบ้าน แต่ความจริงเรื่องลายเซ็นสามล้านกลับทำให้ทั้งตระกูลต้องชดใช้

“ใครเป็นคนทำให้เธอล้ม?” จิ่งชวนถามเสียงเย็น ขณะมองรอยแดงบนแก้มของภรรยาและมือที่สั่นอยู่บนหน้าท้องของเธอ ไม่มีใครในห้องตอบคำถามนั้น แม้แต่แม่ของเขาที่กำลังยืนกอดหญิงสาวอีกคนไว้ข้างกาย

บนโต๊ะอาหารยังมีถ้วยซุปอุ่น ๆ วางอยู่ กลิ่นขิงลอยจาง ๆ แต่บรรยากาศกลับเย็นจนเหมือนทุกคนกำลังรอให้ใครสักคนถูกตัดสิน

“ฉันล้มเอง” เซินจืออี้พูดเบา ๆ “จิ่งชวน งานของคุณสำคัญกว่า อย่าทะเลาะกันเลย”

จิ่งชวนไม่ได้มองเธอ เขามองแม่ของตัวเองแทน

“ผมถามว่าใครทำให้เธอล้ม”

ฟางอวี้ แม่ของเขาเชิดหน้าขึ้น แม้ปลายนิ้วจะยังเกร็งอยู่ก็ตาม “ฉันแค่เตือนเธอสองสามคำ ในฐานะแม่สามี ฉันสั่งสอนลูกสะใภ้ไม่ได้หรือไง? เธอทำเป็นร้องไห้แล้วไปฟ้องลูกชายฉันตั้งแต่เมื่อไร”

หญิงสาวข้างฟางอวี้รีบพูดขึ้น “คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจค่ะ พี่จืออี้คงสะดุดเอง”

“เธอเงียบไปเลย” จิ่งชวนตัดบท “อย่าเรียกภรรยาผมว่าพี่ แล้วก็อย่าแกล้งทำเหมือนตัวเองเป็นคนในครอบครัวนี้”

สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันที เธอชื่อถังโหยวหลัว เป็นลูกสาวของคู่ค้ารายหนึ่งที่มารดาของเขาเชิญเข้าบ้านโดยไม่บอกเขา ภายในเวลาไม่ถึงสามวัน เธอมีเสื้อผ้าอยู่ในห้องแต่งตัวของจืออี้ มีคนรับใช้คอยดูแล และมีแหวนวงหนึ่งที่ควรอยู่บนนิ้วของภรรยาเขา กลับไปอยู่บนมือของเธอ

จืออี้เพิ่งกลับจากการทำงานต่างจังหวัดได้ไม่ถึงชั่วโมง เธอรู้สึกปวดท้องตั้งแต่ลงจากรถ แต่ยังฝืนเดินเข้าไปในบ้านเพราะคิดถึงสามี ทว่ากลับพบผู้หญิงอีกคนยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าของเธอ

ฟางอวี้บอกว่าโหยวหลัวจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยชั่วคราว เพราะจืออี้มีลูกไม่ได้ และตระกูลจิ่งจำเป็นต้องมีทายาท

คำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ จืออี้ได้ยินมันมาหกปีแล้ว ตั้งแต่แต่งงานกับจิ่งชวน เธอเคยตรวจร่างกายหลายครั้ง ทุกผลยืนยันว่าเธอไม่ได้มีปัญหา แต่หลังจากการแท้งเมื่อสองปีก่อน เธอก็ไม่เคยกล้าบอกใครว่าแท้จริงแล้วร่างกายของจิ่งชวนต่างหากที่มีภาวะมีบุตรยากชั่วคราว

เธอเก็บความลับนั้นไว้เพราะจิ่งชวนไม่อยากให้ใครรู้ โดยเฉพาะแม่ของเขา ฟางอวี้เลี้ยงลูกชายเพียงคนเดียวหลังจากสามีเสียชีวิต และมักพูดซ้ำว่าตนเสียสละทุกอย่างเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จ

จืออี้จึงยอมให้ทุกคนเข้าใจผิด ยอมรับคำดูถูก ยอมให้แม่สามีบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงไร้ประโยชน์ แม้กระทั่งในวันที่เธอแท้ง เธอก็ยังเป็นฝ่ายปลอบใจจิ่งชวนว่าไม่เป็นไร

แต่วันนี้ เธอกลับถูกตบต่อหน้าแขกที่มารดาของเขาเชิญเข้าบ้าน

จิ่งชวนก้าวไปยืนข้างภรรยา “ถอดแหวนของภรรยาผมออก”

โหยวหลัวหน้าซีด “คุณอาเป็นคนให้ฉันค่ะ”

“ผมไม่ได้ถามว่าใครให้ ถอดออก”

“จิ่งชวน!” ฟางอวี้ตบโต๊ะ “เธอเป็นแม่ของแก!”

“และจืออี้เป็นภรรยาของผม” เขาตอบ “ความสัมพันธ์ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครทำร้ายเธอ”

ฟางอวี้หัวเราะอย่างไม่อยากเชื่อ “แกกำลังจะไล่แม่ออกจากบ้านเพื่อผู้หญิงที่มีลูกไม่ได้งั้นหรือ?”

จืออี้จับแขนสามีไว้ “พอเถอะ อย่าทะเลาะกับแม่เพราะฉันเลย”

“ไม่ใช่เพราะคุณ” จิ่งชวนพูดโดยไม่หันไปมองเธอ “เป็นเพราะแม่ทำผิด”

เขาหันไปหาผู้ช่วย “เกาอี้ พาคนของคุณนายกลับไปไว้ที่เดิมทั้งหมด แล้วเชิญแขกออกจากบ้าน”

“แกกล้าไล่แม่ของแกหรือ?” ฟางอวี้ตะโกน

“ผมไม่ได้ไล่คุณ ผมแค่ขอให้คุณกลับไปอยู่บ้านเก่าชั่วคราว จนกว่าเราจะคุยกันได้โดยไม่ทำร้ายใคร”

“บ้านนี้เป็นของตระกูลฟางด้วย!”

“บ้านนี้เป็นของผมกับภรรยา” จิ่งชวนตอบ “ส่วนบริษัทก็เป็นบริษัท ไม่ใช่บ้านพักญาติของตระกูลฟาง”

เขาพูดประโยคนั้นด้วยเสียงเรียบ แต่ทุกคนรู้ว่ามันเป็นการประกาศสงคราม

คืนนั้นจืออี้ถูกพาไปโรงพยาบาล หลังจากอาการปวดท้องรุนแรงขึ้น แพทย์บอกว่าเธอตั้งครรภ์ได้สิบสัปดาห์แล้ว และภาวะเลือดออกเกิดจากการกระแทกกับพื้น แม้เด็กยังมีชีพจร แต่เธอต้องพักอย่างเคร่งครัดและเฝ้าระวังตลอดเวลา

จิ่งชวนยืนอยู่หน้าห้องตรวจเหมือนคนที่เพิ่งถูกดึงออกจากความฝัน เขานึกถึงคำพูดของแม่ที่บอกว่าภรรยาของเขาไม่มีวันมีลูกได้ นึกถึงวันที่จืออี้เคยร้องไห้เงียบ ๆ หลังกลับจากโรงพยาบาล และนึกถึงทุกครั้งที่เขาบอกเธอว่าอย่าใส่ใจคำพูดของคนอื่น

เขาเคยคิดว่าการไม่ตอบโต้คือการปกป้องเธอ แต่ในความเป็นจริง ความเงียบของเขาทำให้เธอต้องยืนอยู่คนเดียวมาตลอด

“คุณไม่ต้องโทษตัวเอง” จืออี้พูดเมื่อเขาเข้าไปในห้อง “ฉันไม่อยากให้คุณกับแม่แตกหักเพราะฉัน”

“เราไม่ได้แตกหักเพราะคุณ”

“แต่ถ้าฉันไม่ท้อง แม่ของคุณคงไม่ทำแบบนี้”

จิ่งชวนกุมมือเธอแน่น “จืออี้ ต่อให้เราไม่มีลูก แม่ก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายคุณ แต่ตอนนี้คุณกำลังมีลูกของเรา และผมจะไม่ยอมให้ใครใช้เรื่องนี้มาทำให้คุณกลัวอีก”

เขาไม่ได้บอกเธอว่า ก่อนออกจากบ้าน เกาอี้ส่งข้อมูลบางอย่างมาให้ ข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับโหยวหลัวโดยตรง

การที่เธอเข้ามาอยู่ในบ้านไม่ใช่ความคิดกะทันหันของฟางอวี้ ทั้งสองครอบครัวพูดคุยเรื่องการแต่งงานกันล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว และฟางอวี้เป็นฝ่ายติดต่อครอบครัวถังด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน เธอยังเตรียมทนายเพื่อจัดการเรื่องทรัพย์สินของจืออี้ไว้ล่วงหน้า

จิ่งชวนกำหมัดจนเล็บจิกฝ่ามือ เขาเคยเชื่อว่าแม่เพียงอยากมีหลาน แต่หลักฐานกำลังบอกว่าแม่ต้องการเอาทุกอย่างไปจากภรรยาของเขา

เช้าวันต่อมา เขาไม่ได้กลับบ้าน แต่ตรงไปที่บริษัท

ฝ่ายบริหารรายงานว่าฝางจื้อเผิง ผู้จัดการฝ่ายบริหาร รับญาติของตระกูลฟางเข้าทำงานแปดคนในช่วงสามปีที่ผ่านมา มีสามคนมาทำงานไม่ถึงยี่สิบวัน แต่ยังได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนทุกเดือน นอกจากนี้ ฝ่ายจัดซื้อยังสั่งสินค้าจากบริษัทไฮผิงเทรด ซึ่งเป็นบริษัทของญาติฟางอวี้ในราคาสูงกว่าตลาดเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์

“ถ้าราคาตลาดหนึ่งร้อย บริษัทนั้นขายให้เราในราคาเท่าไร?” จิ่งชวนถาม

“หนึ่งร้อยสี่สิบครับ”

“สามปีเสียเงินไปเท่าไร”

“ประมาณสิบสามล้าน”

จิ่งชวนเปิดแฟ้มเอกสารทีละหน้า ตัวเลขเหล่านั้นไม่ใช่ความผิดพลาดเล็ก ๆ มันเป็นระบบที่วางไว้เป็นขั้นตอน ทั้งคนที่รับสินค้า คนอนุมัติใบสั่งซื้อ และคนโอนเงิน ล้วนเชื่อมโยงกับครอบครัวของแม่เขา

“แจ้งให้ทุกคนทราบว่า พนักงานสามคนที่ไม่มาทำงานให้ลาออกวันนี้ สัญญากับไฮผิงเทรดระงับไว้ก่อน เปิดประมูลใหม่ทั้งหมด และตั้งคณะตรวจสอบบัญชีภายนอก”

ฝางจื้อเผิงรีบมาที่ห้องทำงานพร้อมฟางอวี้

“จิ่งชวน แกทำแบบนี้โดยไม่บอกป้าได้ยังไง?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เราคือญาติกัน มีอะไรค่อย ๆ คุยได้”

ฟางอวี้เสริมทันที “แกอย่าลืมว่าบริษัทนี้ตั้งขึ้นมาได้เพราะตระกูลฟาง ตอนที่แกเริ่มธุรกิจ ป้าเป็นคนดูแลบ้านให้แก แม่แกยังป่วยอยู่ ถ้าไม่มีพวกเรา แกจะมีวันนี้ได้หรือ?”

จิ่งชวนหยิบเอกสารกู้เงินเก่าขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“เงินสามแสนที่ป้าเอามาให้ผม ไม่ใช่เงินให้เปล่า มันเป็นเงินที่จำนองบ้านของพ่อจืออี้แล้วนำมาให้ผมเริ่มธุรกิจ ภรรยาผมไม่เคยเอาเรื่องนี้มาทวงบุญคุณ แต่ป้ากลับเอาเรื่องดูแลบ้านไม่กี่ปีมาอ้างเพื่อถอนเงินบริษัทไปสิบสามล้าน”

ฝางจื้อเผิงหน้าเปลี่ยนสี “เอกสารพวกนั้นภรรยาของแกเซ็นยินยอมแล้ว”

“นั่นคือเหตุผลที่ผมพักงานคุณ”

“ฉันเป็นญาติของแก!”

“ในบริษัท คุณเป็นผู้จัดการที่ต้องรับผิดชอบต่อบัญชี ไม่ใช่ญาติที่มีสิทธิ์หยิบเงินตามใจ”

จิ่งชวนสั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพาฝางจื้อเผิงออกไป ฝางอวี้ยืนอยู่กลางห้องด้วยสีหน้าเจ็บปวด ก่อนจะพูดช้า ๆ ว่า “เพราะผู้หญิงคนนั้น แกถึงได้กล้าทำกับครอบครัวตัวเองแบบนี้”

“ไม่ใช่เพราะจืออี้” เขาตอบ “เป็นเพราะผมปล่อยให้ทุกคนใช้ชื่อของเธอทำสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน”

คืนนั้น เกาอี้นำกล่องเอกสารกลับมาที่บ้าน เอกสารหลายฉบับเป็นใบเบิกเงินที่มีลายเซ็นของจืออี้ บางใบเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน บางใบเป็นค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน แต่มีเอกสารฉบับหนึ่งระบุการซื้อบ้านมูลค่าสามล้านบาท และอีกหลายฉบับรวมเป็นเงินเกือบยี่สิบล้าน

จืออี้มองลายเซ็นของตัวเองอยู่นาน

“ลายเซ็นเป็นของฉัน” เธอพูด “แต่ฉันไม่เคยเห็นเอกสารพวกนี้”

เธอพยายามนึกย้อนกลับไป แล้วจำได้ว่าฟางอวี้มักนำแฟ้มเอกสารหนา ๆ มาให้เซ็นหลังงานเลี้ยงหรือก่อนที่จืออี้จะเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด แม่สามีจะบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว บางครั้งก็เอากระดาษจริงวางไว้ด้านบน ส่วนเอกสารด้านล่างเป็นใบเบิกเงินจำนวนมาก

“ฉันโง่มากใช่ไหม?” จืออี้ถาม

“ไม่” จิ่งชวนตอบทันที “คุณเชื่อใจครอบครัวนี้ ส่วนพวกเขาใช้ความไว้ใจของคุณเป็นเครื่องมือ”

จืออี้หลับตา น้ำตาไหลลงบนเอกสาร “ฉันเคยคิดว่า ถ้าฉันยอมมากพอ ทุกคนจะยอมรับฉัน แต่สุดท้ายพวกเขากลับใช้ชื่อฉันทำทุกอย่าง”

“พรุ่งนี้เราจะไปหาทนาย”

“ฉันจะไปด้วย”

จิ่งชวนหันมามองเธอ “คุณควรพัก”

“ฉันพักมาหกปีแล้ว” เธอพูดช้า ๆ “พักจากการเถียง พักจากการถาม พักจากการปกป้องตัวเอง จนคนอื่นคิดว่าฉันไม่มีเสียงของตัวเอง ฉันไม่อยากพักอีกแล้ว”

ทนายหลิวตรวจเอกสารอยู่สองวัน ก่อนพบความผิดปกติหลายจุด ลายเซ็นของจืออี้เป็นของจริง แต่วันที่ในเอกสารบางฉบับตรงกับช่วงที่เธออยู่ต่างจังหวัด บางฉบับใช้หมายเลขบัญชีที่จืออี้ไม่เคยเปิด และเอกสารซื้อบ้านมูลค่าสามล้านถูกยื่นต่อบริษัทในฐานะค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน ทั้งที่บ้านหลังนั้นจดทะเบียนชื่อของญาติฟางอวี้

ทนายไม่รีบสรุปว่าเป็นการปลอมแปลงทั้งหมด เพราะลายเซ็นนั้นจืออี้เป็นผู้เซ็นจริง แต่เขาอธิบายว่าการนำเอกสารที่ปิดบังเนื้อหาและใช้ลายเซ็นโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างแท้จริง อาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา การพิสูจน์จึงต้องใช้เอกสารต้นฉบับ รายการโอนเงิน และคำให้การของคนในบ้าน

จืออี้นึกถึงแม่บ้านคนเก่าชื่อป้าหลิน ผู้เคยนำแฟ้มเหล่านั้นมาให้เธอเซ็นหลายครั้ง แต่ป้าหลินลาออกไปหลังจากเกิดเรื่องแท้งลูก

เกาอี้ตามหาป้าหลินจนพบ เธอทำงานอยู่ในร้านอาหารเล็ก ๆ ชานเมืองและไม่อยากยุ่งกับตระกูลจิ่งอีก แต่เมื่อจืออี้มาพบด้วยตัวเอง หญิงสูงวัยก็ยอมเปิดกล่องเหล็กใบหนึ่ง

ข้างในมีสำเนาใบสั่งซื้อ สมุดบันทึกวันเดินทาง และรูปถ่ายเอกสารที่ป้าหลินแอบถ่ายไว้ตอนเริ่มสงสัยว่าฟางอวี้ใช้ชื่อจืออี้เบิกเงิน

“ฉันไม่ได้กล้าพูดตอนนั้น” ป้าหลินสารภาพ “คุณนายขู่ว่าจะให้ลูกชายฉันตกงาน แต่คืนที่คุณแท้ง ฉันได้ยินเธอคุยกับผู้จัดการบัญชี เธอบอกว่าถ้าคุณไม่มีลูก คุณก็ไม่มีเหตุผลจะอยู่ในบ้านนี้ และถ้าคุณถูกไล่ออกไป เงินทุกอย่างจะถูกเก็บไว้เป็นของตระกูลฟาง”

จืออี้กำชายเสื้อแน่น เธอไม่เคยรู้ว่าคำพูดที่แม่สามีพูดในวันนั้นไม่ใช่แค่การระบายความโกรธ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เตรียมไว้นานแล้ว

หลักฐานของป้าหลินยังเปิดเผยอีกเรื่องหนึ่ง ฟางอวี้เคยจ่ายเงินให้คลินิกเอกชนเพื่อขอข้อมูลการรักษาของจิ่งชวน และนำผลตรวจเรื่องภาวะมีบุตรยากของเขาไปเปลี่ยนเป็นรายงานที่ระบุว่าจืออี้มีปัญหาด้านการเจริญพันธุ์

รายงานนั้นถูกส่งให้ครอบครัวถังโหยวหลัวเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการจัดงานแต่งงานครั้งใหม่

เมื่อจิ่งชวนเห็นเอกสาร เขานิ่งอยู่นาน เขาไม่ได้โกรธเพราะความลับของตัวเองถูกเปิดเผย แต่โกรธที่แม่ใช้ความอับอายของเขามาทำร้ายผู้หญิงที่ปกป้องเขามาตลอด

เขาโทรหาแพทย์เจ้าของไข้และขอเอกสารการรักษาฉบับจริง แพทย์ยืนยันว่าจืออี้ไม่เคยมีภาวะมีบุตรยาก และรายงานที่ส่งต่อให้ฟางอวี้ไม่ใช่เอกสารจากโรงพยาบาลของเขา

เมื่อหลักฐานมากพอ จิ่งชวนจึงเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัท โดยมีทนายและผู้ตรวจสอบบัญชีเข้าร่วม เขาไม่ได้จัดงานแถลงข่าว ไม่ได้ตะโกนประจานแม่ต่อหน้าคนนับร้อย เขาเพียงวางเอกสารทุกชุดลงบนโต๊ะและให้ทุกคนดูเส้นทางเงินด้วยตัวเอง

ฟางอวี้มาถึงพร้อมโหยวหลัวและครอบครัวของเธอ เธอยังพยายามรักษาสีหน้าให้สงบ

“ลูกคิดจะทำให้แม่ขายหน้าต่อหน้าคนอื่นหรือ?”

“ผมไม่ได้เอาเรื่องส่วนตัวมาพูด” จิ่งชวนตอบ “ผมพูดถึงเงินของบริษัท เอกสารที่ใช้ชื่อภรรยาผม และการทำร้ายเธอจนต้องเข้าโรงพยาบาล”

โหยวหลัวก้าวเข้ามา “คุณอาไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกอย่างเป็นเพราะคุณนายจืออี้อิจฉาฉัน เธอแกล้งล้มเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ”

จืออี้มองเธอเป็นครั้งแรกโดยไม่หลบสายตา “ถ้าฉันแกล้งล้ม ทำไมรายงานอัลตราซาวนด์ถึงระบุว่ามีเลือดออกหลังถูกกระแทก? ถ้าฉันอิจฉาคุณ ทำไมเอกสารการแต่งงานของคุณกับจิ่งชวนถึงมีวันที่ก่อนที่คุณจะย้ายเข้าบ้าน?”

โหยวหลัวเงียบ

จิ่งชวนเปิดไฟล์เสียงจากโทรศัพท์ เป็นเสียงสนทนาระหว่างฟางอวี้กับพ่อของโหยวหลัว ซึ่งเกาอี้ได้มาอย่างถูกต้องจากข้อความและไฟล์บันทึกที่ฝ่ายบัญชีเก็บไว้ พวกเขาพูดถึงการแต่งงาน การโอนหุ้น และการใช้เอกสารของจืออี้เพื่อให้เธอออกจากบ้านโดยไม่มีทรัพย์สินติดตัว

ไม่มีใครสารภาพในไฟล์นั้นว่าต้องการโกง แต่ทุกประโยคประกอบกันเป็นภาพที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้

ฟางอวี้นั่งลงช้า ๆ “ฉันทำทั้งหมดก็เพราะแก ฉันอยากให้แกมีลูก มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ฉันไม่อยากให้ตระกูลจิ่งจบลงเพราะผู้หญิงคนเดียว”

“ครอบครัวไม่ได้สมบูรณ์เพราะมีเด็ก” จิ่งชวนพูด “และตระกูลไม่ได้อยู่รอดเพราะทุกคนต้องโกหก”

“ฉันเลี้ยงแกมา!”

“ผมรู้” เขาตอบ “ผมไม่เคยลืม แต่บุญคุณไม่ใช่สิทธิ์ในการทำร้ายภรรยาผม ไม่ใช่สิทธิ์ในการเอาเงินบริษัท และไม่ใช่สิทธิ์ในการตัดสินว่าเธอควรอยู่หรือตายไปจากชีวิตผม”

ฟางอวี้ร้องไห้เป็นครั้งแรก แต่จิ่งชวนไม่ได้เดินเข้าไปกอดเธอ เขาเพียงให้ทนายอ่านข้อตกลงที่เตรียมไว้

ทรัพย์สินส่วนตัวที่ฟางอวี้มีอยู่จะไม่ถูกยึด เพราะบางส่วนเป็นมรดกของเธอเอง แต่เงินที่พิสูจน์ได้ว่าไหลออกจากบริษัทจะต้องคืนตามกระบวนการทางกฎหมาย ฝางจื้อเผิงถูกให้ออกจากตำแหน่งและถูกตรวจสอบบัญชี ส่วนบริษัทไฮผิงเทรดถูกยกเลิกสัญญาและส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ฟางอวี้ต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่า ไม่ใช่เพราะถูกทอดทิ้ง แต่เพราะเธอไม่สามารถอยู่ในบ้านของจืออี้ได้อีกต่อไป การติดต่อระหว่างแม่ลูกถูกจำกัดไว้ผ่านผู้ช่วยและทนายในช่วงที่คดีดำเนินอยู่

โหยวหลัวไม่ได้แต่งงานกับจิ่งชวน ครอบครัวของเธอถอนตัวจากการเจรจาทั้งหมด และเธอต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เบิกไปโดยอ้างชื่อบริษัท แม้เธอไม่ใช่ผู้วางแผนหลัก แต่เธอรู้ว่าเอกสารหลายอย่างไม่ถูกต้องและยังเลือกใช้ประโยชน์จากมัน

หลังการประชุม จืออี้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านโดยมีพยาบาลดูแล อาการเลือดออกดีขึ้น แต่แพทย์ยังสั่งให้เธอหลีกเลี่ยงความเครียดและการเดินทาง จิ่งชวนยกเลิกโครงการบางส่วนของบริษัทเพื่ออยู่กับเธอ ทว่าจืออี้กลับเป็นฝ่ายบอกให้เขากลับไปทำงาน

“คุณไม่จำเป็นต้องเฝ้าฉันทั้งวัน” เธอพูด “การดูแลฉันไม่ควรกลายเป็นการลงโทษตัวเองของคุณ”

“ผมแค่ไม่อยากพลาดอีก”

“ถ้าคุณกลัวว่าจะพลาด ก็ฟังฉันให้มากขึ้น ไม่ใช่ยกเลิกชีวิตของคุณทั้งหมด”

คำพูดนั้นทำให้เขายิ้มเป็นครั้งแรกในหลายวัน

พวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะพูดกันตรง ๆ จืออี้บอกเขาเมื่อกลัว เมื่อโกรธ และเมื่อไม่ต้องการให้เขาตัดสินใจแทน ส่วนจิ่งชวนยอมรับว่าการเป็นสามีไม่ได้หมายถึงการจัดการทุกอย่างเงียบ ๆ แต่หมายถึงการยืนอยู่ข้างเธอในวันที่เธอต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

คดีใช้เวลาหลายเดือน เงินส่วนหนึ่งถูกคืนหลังการขายทรัพย์สินของฝางจื้อเผิง อีกส่วนต้องรอการพิจารณา ฟางอวี้ไม่ได้ถูกส่งเข้าคุกทันที เพราะหลักฐานบางส่วนเป็นข้อพิพาททางบัญชีและต้องแยกความรับผิดของแต่ละคน แต่ชื่อเสียงของตระกูลฟางไม่อาจกลับไปเหมือนเดิม เธอต้องเซ็นยอมรับการชดใช้และถอนตัวจากกิจการทั้งหมด

หลายครั้งเธอโทรมาหาจิ่งชวน บางครั้งร้องไห้ บางครั้งโกรธ และบางครั้งพูดเพียงว่า “แม่คิดถึงแก”

จิ่งชวนไม่เคยตอบว่าให้อภัยแล้ว เขาบอกเพียงว่า “ผมจะช่วยให้แม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ผมจะไม่พาจืออี้กลับไปอยู่ในบ้านหลังนั้น”

การให้อภัยของเขาไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว และจืออี้ก็ไม่ได้บังคับให้เขาต้องให้อภัยเร็วขึ้น เธอเองยังไม่พร้อมพบฟางอวี้ แต่วันหนึ่ง เมื่อทนายส่งเอกสารฉบับสุดท้ายมา เธอเห็นว่าฟางอวี้ได้ขายกำไลทองที่เป็นของดูต่างหน้าสามีเพื่อชำระเงินคืนบริษัท

จืออี้นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “อย่างน้อยเธอก็เริ่มรับผิดชอบแล้ว”

จิ่งชวนถาม “คุณอยากเจอเธอไหม?”

“ยังไม่ใช่วันนี้” เธอตอบ “แต่วันหนึ่งอาจจะเจอ ไม่ใช่เพื่อกลับไปเป็นลูกสะใภ้ที่ยอมทุกอย่าง ฉันจะเจอเธอในฐานะคนคนหนึ่งที่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”

หลายเดือนต่อมา จืออี้ให้กำเนิดลูกสาวอย่างปลอดภัย เด็กตัวเล็กนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของจิ่งชวน ขณะที่เขามองภรรยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความรัก

“คุณตั้งชื่อเธอหรือยัง?” เขาถาม

จืออี้มองออกไปนอกหน้าต่าง บ้านหลังนี้เงียบกว่าที่เคย ไม่มีเสียงคนทะเลาะ ไม่มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ และไม่มีแฟ้มเอกสารกองหนา ๆ วางปะปนอยู่บนโต๊ะให้เธอเซ็นโดยไม่รู้เนื้อหา

“ชื่ออันอัน” เธอตอบ “เพราะฉันอยากให้ชีวิตของเธอสงบกว่านี้”

จิ่งชวนพยักหน้า แล้ววางมือบนมือของเธอ

บนโต๊ะข้างเตียงมีปากกาด้ามเดิมที่จืออี้เคยใช้เซ็นเอกสารโดยไม่รู้ว่ากระดาษด้านล่างซ่อนอะไรไว้ เธอไม่ได้ทิ้งมัน แต่เก็บไว้ในกล่องเล็ก ๆ พร้อมเอกสารทั้งหมดที่พิสูจน์ความจริง

ไม่ใช่เพื่อจดจำความเจ็บปวด แต่เพื่อเตือนตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ไป ลายเซ็นของเธอจะมอบให้กับสิ่งที่เธออ่านและเลือกด้วยตัวเองเท่านั้น

ครั้งแรกที่จืออี้อุ้มลูก เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับจากครอบครัวใคร เธอเพียงรู้ว่าในที่สุด ชีวิตของเธอก็กลับมาเป็นของเธอเอง และไม่มีใครสามารถเซ็นแทนหัวใจของเธอได้อีก

Leave a Comment