“คุณเพิ่งพูดว่าอะไร”
หลินซวีเงยหน้าจากเอกสารในมือ เสียงของเขาเย็นจนห้องรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยคนในครอบครัวเงียบลงทันที
หลินอวี้หลานมองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้นิ้วที่จับกระดาษจะแน่นจนซีดขาว
“ฉันพูดว่า ตามที่คุณต้องการ”
“คุณรู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่”
“คนที่ควรถามคำถามนี้คือฉันต่างหาก” เธอวางเอกสารลงบนโต๊ะ “สัญญาชีวิตฉบับนี้เป็นสิ่งที่คุณใช้ขอร้องให้ฉันมีชีวิตรอด เมื่อสามปีก่อนคุณบอกว่าถ้าฉันยอมแต่งงานกับคุณ คุณจะปกป้องแม่ของฉัน จะไม่ปล่อยให้ฉันถูกตระกูลหลินเหยียบย่ำ และจะไม่ทอดทิ้งฉัน”
เธอฉีกกระดาษเป็นสองส่วนอย่างช้า ๆ ก่อนฉีกซ้ำอีกครั้ง
“วันนี้คุณเป็นคนพูดเองว่าไม่ต้องการภรรยาอย่างฉัน งั้นฉันก็คืนสัญญาให้คุณ”
เสียงกระดาษขาดดังชัดเจนกว่าคำตะโกนใด ๆ ในห้อง
หลินซวีลุกขึ้นทันที เก้าอี้ด้านหลังครูดพื้นจนเกิดเสียงแหลม “อวี้หลาน คุณกำลังทำอะไร”
“ทำตามที่คุณขอ”
ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเกาะตระกูลหลินกินมาสามปีจะเป็นคนตัดสินใจเดินออกไปเอง เธอไม่มีบ้าน ไม่มีเงินเก็บมากพอจะรักษาแม่ และไม่มีสิทธิ์ในบริษัทแม้แต่หุ้นเดียว แต่ในคืนนั้น สิ่งที่เธอกลัวที่สุดไม่ใช่การไม่มีที่ไป
เธอกลัวว่าถ้ายังอยู่ต่อ เธอจะลืมไปว่าตัวเองเคยมีศักดิ์ศรี
สามชั่วโมงก่อนหน้านั้น อวี้หลานยังนั่งอยู่ในห้องทำงานของหลินซวี เธอเพิ่งนำเอกสารตรวจบัญชีของบริษัทไปวางบนโต๊ะเขา และถามถึงเงินจำนวนสิบแปดล้านหยวนที่หายไปจากกองทุนก่อสร้างโรงพยาบาลชุมชน
เธอไม่ได้กล่าวหาเขาตรง ๆ เพียงถามว่าเงินถูกโอนไปที่ใด เพราะชื่อผู้อนุมัติในระบบคือหลินซวี และลายเซ็นดิจิทัลก็เป็นของเขา
แต่เขากลับเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาเย็นชา
“คุณกำลังตรวจสอบผมในฐานะอะไร”
“ในฐานะคนที่เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ฉันดูแลโครงการนี้”
“ผมเซ็นเพราะคุณบอกว่าต้องการพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ให้คุณใช้เอกสารมาสงสัยคนในครอบครัวผม”
“ฉันไม่ได้สงสัยทุกคน ฉันถามเรื่องเงินก้อนเดียวที่ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีสัญญารองรับ และถูกโอนไปยังบริษัทที่จดทะเบียนเมื่อสองสัปดาห์ก่อน”
หลินซวีลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง เขาไม่หันกลับมา
“บริษัทนั้นเป็นของคนที่ผมไว้ใจ”
“แต่ไม่ใช่ของบริษัทหลิน”
“พอเถอะ”
“ซวี ถ้าเงินก้อนนี้ถูกนำไปใช้จริง คุณควรให้ฉันดูเอกสาร—”
“ผมบอกให้พอ!”
เสียงของเขาดังจนเลขาที่อยู่หน้าห้องสะดุ้ง อวี้หลานนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจก หน้าซีด ดวงตาแดงจากการอดนอนหลายคืน และเห็นหลินซวีกำหมัดแน่นราวกับกำลังพยายามห้ามตัวเองไม่ให้พูดบางอย่างออกมา
แต่สุดท้ายเขาก็พูด
“ถ้าคุณคิดว่าการแต่งงานกับผมทำให้คุณมีสิทธิ์ยุ่งกับทุกอย่างในตระกูลหลิน คุณคิดผิด”
“ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เพราะการแต่งงาน ฉันคิดว่าฉันมีสิทธิ์เพราะฉันทำงานให้บริษัทนี้”
“งั้นก็ลาออก”
อวี้หลานจ้องเขา
หลินซวีพูดต่อช้า ๆ เหมือนจงใจให้ทุกคำบาดลึก “แล้วออกจากบ้านผมไปด้วย ถ้าคุณไม่พอใจชีวิตที่อยู่กับผม ก็หย่ากันเลย”
คำว่า “หย่า” เคยเป็นคำที่ทั้งคู่ไม่กล้าเอ่ย แม้ในวันที่ทะเลาะกันหนักที่สุด เพราะการแต่งงานของพวกเขาไม่ได้เกิดจากความรักตั้งแต่แรก
เมื่อสามปีก่อน แม่ของอวี้หลานล้มป่วยด้วยโรคหัวใจและต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน พ่อของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทิ้งหนี้สินไว้จำนวนมาก บริษัทเล็ก ๆ ของครอบครัวกำลังจะถูกยึด และโรงพยาบาลเรียกเงินค่าผ่าตัดล่วงหน้า
ในวันที่เธอนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน หลินซวีเดินมาหา เขาบอกว่าเขาสามารถจ่ายค่ารักษาให้ทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขเดียว—เธอต้องแต่งงานกับเขาเพื่อหยุดการหมั้นหมายที่ครอบครัวกำลังบังคับให้เขายอมรับ
“เราไม่ต้องรักกันก็ได้” เขาเคยบอก “แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ผมจะดูแลแม่คุณ ส่วนคุณช่วยผมผ่านช่วงเวลานี้ไป”
อวี้หลานตอบตกลงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เธอกลับเริ่มเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอาจไม่ใช่เพียงข้อตกลง หลินซวีจำได้ว่าเธอแพ้กุ้ง เขาจะสั่งอาหารแยกให้ทุกครั้ง เขาวางยารักษาไมเกรนไว้ข้างเตียงในคืนที่เธอทำงานจนดึก และเคยขับรถฝ่าฝนไปโรงพยาบาลเพราะแม่ของเธอมีไข้สูง
เขาไม่เคยพูดว่ารัก แต่การกระทำหลายอย่างทำให้อวี้หลานเผลอคิดว่า วันหนึ่งเขาอาจพูดคำนั้น
เธอจึงไม่เคยถามถึงเงินค่ารักษาที่เหลือ ไม่เคยเรียกร้องสิทธิ์ในบริษัท และไม่เคยถามว่าทำไมเขาถึงยังเก็บรูปถ่ายวันแต่งงานไว้ในลิ้นชัก ทั้งที่บอกทุกคนว่าเป็นเพียงการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์
แต่ช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างเปลี่ยนไป
หลินซวีเริ่มกลับบ้านดึก เขารับโทรศัพท์นอกห้อง และมีหญิงสาวชื่อเสิ่นเหยาเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการของบริษัทมากขึ้น เสิ่นเหยาเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนใหญ่คนหนึ่งในตระกูลหลิน เธอพูดกับอวี้หลานด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่ทุกประโยคล้วนมีความหมายดูถูกซ่อนอยู่
“คุณอวี้คงเหนื่อยนะคะ ต้องทำงานแทนคนอื่นทั้งวัน ทั้งที่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เป็นคนของตระกูลหลินจริง ๆ”
อวี้หลานไม่เคยตอบโต้ เพราะเธอรู้ว่าหลินซวีจะเข้าข้างใคร หากต้องเลือกระหว่างภรรยาตามสัญญากับครอบครัวที่เลี้ยงดูเขามา
เธอรู้คำตอบนั้นมาตลอด เพียงแต่ไม่อยากยอมรับ
ในคืนที่เธอฉีกสัญญา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยญาติของหลินซวี คุณย่าหลินนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ แม่ของเขานั่งข้าง ๆ และเสิ่นเหยานั่งในตำแหน่งที่อวี้หลานเคยนั่ง
ไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้แล้วว่าหลินซวีบอกเรื่องหย่าให้ครอบครัวฟังเรียบร้อย
หลังจากอวี้หลานฉีกเอกสาร แม่ของหลินก็ถอนหายใจ
“ในเมื่อกินเสร็จแล้ว ฉันจะเก็บจานนะ”
คำพูดนั้นเหมือนเธอไม่ได้เพิ่งสูญเสียชีวิตคู่ แต่เป็นเพียงคนรับใช้ที่หมดหน้าที่
น้องชายของหลินซวีหัวเราะเบา ๆ “ดูสิ ไม่พูดอะไรสักคำ ทำหน้าบึ้งเหมือนครอบครัวหลินทำอะไรผิดกับเธอมากมาย”
“แต่เขาเป็นคนตกลงหย่าเองไม่ใช่หรือ” ญาติอีกคนพูด “พูดคำแรง ๆ ใครก็พูดได้ ตอนนี้กลับไม่ยอมไป น่าขำจริง”
“พูดตรง ๆ เธอก็แค่ไม่อยากจากพี่ซวี ไม่อยากจากบ้านนี้ ไม่อยากเสียชีวิตที่สุขสบาย”
อวี้หลานยกมือขึ้นห้ามแม่บ้านที่กำลังจะมาเก็บจาน
“ไม่ต้องค่ะ ฉันเก็บเอง”
เธอลุกขึ้น แต่หลินซวีคว้าข้อมือเธอไว้
“เรายังพูดกันไม่จบ”
“สำหรับฉันจบแล้ว”
“คุณจะออกจากบ้านตอนกลางคืนแบบนี้หรือ”
“ก่อนแต่งงานฉันก็เคยอยู่คนเดียว”
“คุณไม่มีเงินพอจะรักษาแม่” เขาพูดเสียงต่ำ “คุณรู้ดีว่าถ้าออกไปตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น”
ประโยคนั้นทำให้อวี้หลานนิ่งไป แม้แต่ญาติที่กำลังหัวเราะก็เงียบลง
นี่คือสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บที่สุด หลินซวีรู้ว่าจุดอ่อนของเธออยู่ตรงไหน และใช้มันบังคับให้เธออยู่ต่อทุกครั้ง
“คุณพูดถูก” เธอตอบ “ฉันไม่มีเงินมากพอ แต่ฉันยังมีมือ มีสมอง และมีหลักฐานว่าฉันทำงานให้บริษัทนี้อย่างไรบ้าง ฉันไม่จำเป็นต้องแลกชีวิตที่เหลือกับค่าผ่าตัดของแม่อีกแล้ว”
หลินซวีคลายมือออกช้า ๆ
อวี้หลานเดินขึ้นห้อง เก็บเสื้อผ้าเพียงหนึ่งกระเป๋า เธอไม่ได้แตะเครื่องประดับที่เขาซื้อให้ ไม่เอาบัตรเครดิต ไม่เอารถ และไม่หยิบรูปถ่ายวันแต่งงาน
ก่อนออกจากห้อง เธอสังเกตเห็นลิ้นชักโต๊ะทำงานเปิดอยู่เล็กน้อย ข้างในมีซองสีน้ำตาลใบหนึ่ง เธอเคยเห็นซองแบบเดียวกันในห้องเก็บเอกสารของบริษัท และจำได้ว่ามันเป็นซองที่ใช้เก็บสัญญาต้นฉบับ
อวี้หลานไม่ได้เปิดดู เธอเพียงปิดลิ้นชัก แล้วออกจากบ้านไป
คืนนั้นเธอไปพักที่คลินิกเล็ก ๆ ของหลิวเหมย เพื่อนสนิทที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทหลิน เหมยเปิดประตูรับเธอด้วยสีหน้าตกใจ
“เธอออกมาจริง ๆ เหรอ”
“ฉันไม่ได้หนี ฉันแค่ย้ายออก”
“แล้วแม่เธอล่ะ”
“ยังอยู่ห้องพักฟื้น ฉันจะจัดการเอง”
เหมยเงียบไปนาน ก่อนยื่นโทรศัพท์ให้อวี้หลานดู ข้อความจากบัญชีบริษัทถูกส่งเข้ามาหลายฉบับ เป็นการแจ้งเตือนว่าบัญชีผู้ใช้งานของอวี้หลานถูกระงับ และเธอถูกถอดจากโครงการโรงพยาบาลโดยมีผลทันที
“พวกเขาทำเร็วมาก” เหมยพูด
อวี้หลานมองหน้าจอ “ไม่ใช่พวกเขา หลินซวีเป็นคนสั่ง”
“เธอแน่ใจหรือ”
“เขาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามคนเดียวในคืนนี้”
เช้าวันต่อมา อวี้หลานไปโรงพยาบาล แม่ของเธอหลับอยู่หลังการทำกายภาพ หญิงวัยกลางคนลืมตาขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวนั่งลงข้างเตียง
“ทะเลาะกับซวีอีกแล้วหรือ”
อวี้หลานฝืนยิ้ม “ครั้งนี้ฉันย้ายออกมาแล้ว”
แม่จับมือเธอแน่น “ถ้าเขาทำให้ลูกลำบาก ก็อย่ากลับไป”
“แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษา”
“แม่ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น” หญิงชรามองลูกสาวตรง ๆ “แม่ห่วงว่าลูกจะใช้ความกตัญญูเป็นเหตุผลทนให้คนอื่นทำร้ายตัวเองไปตลอดชีวิต”
คำพูดนั้นทำให้อวี้หลานก้มหน้าลง เธอเคยคิดว่าตัวเองอยู่กับหลินซวีเพื่อแม่ แต่ลึก ๆ แล้วเธออยู่ต่อเพราะยังรอให้เขาเลือกเธอสักครั้ง
สามวันหลังจากนั้น หลินซวีไม่โทรหาเธอ เขาส่งเพียงข้อความสั้น ๆ ผ่านทนายว่าให้เธอลงนามในเอกสารหย่า และยินยอมคืนเงินค่ารักษาแม่จำนวนหนึ่งให้บริษัทภายในสามสิบวัน
อวี้หลานอ่านเอกสารหลายรอบ เงินที่เขาเรียกร้องไม่ใช่ค่ารักษาทั้งหมด แต่รวมค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าอาหาร เสื้อผ้า และค่าเดินทางของเธอตลอดสามปี ราวกับชีวิตของเธอถูกตีราคาเป็นบัญชีรายเดือน
เธอไม่เซ็น
เธอขอให้ทนายส่งเอกสารเกี่ยวกับเงินกองทุนโรงพยาบาลกลับไปแทน
หลินซวีตอบกลับมาในวันเดียวกัน “ถ้าคุณต้องการเปิดสงคราม ผมจะไม่ปกป้องคุณอีก”
อวี้หลานพิมพ์คำตอบแล้วลบหลายครั้ง สุดท้ายเธอส่งเพียงประโยคเดียว
“ฉันไม่เคยขอให้คุณปกป้องฉัน ฉันขอให้คุณหยุดทำร้ายคนอื่น”
คืนนั้นหลิวเหมยนำแฟลชไดรฟ์มาให้ เธอวางมันลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
“ฉันไม่ควรเอามา แต่ถ้าไม่ให้เธอดู ฉันคงนอนไม่หลับ”
ข้างในเป็นสำเนารายการโอนเงินของโครงการ เงินสิบแปดล้านหยวนถูกแบ่งออกเป็นหกครั้ง และทุกครั้งโอนไปยังบริษัทชื่อเหออันคอนซัลติ้ง เจ้าของบริษัทคือเสิ่นเหยา
อวี้หลานมองวันที่ทำรายการแล้วหัวใจเย็นวาบ การโอนครั้งแรกเกิดขึ้นสองวันก่อนวันที่หลินซวีเริ่มกลับบ้านดึก
“เหมย เธอรู้ไหมว่าใครเป็นคนสร้างคำสั่งโอน”
“บัญชีของหลินซวี แต่มีการยืนยันจากโทรศัพท์ของเขา”
“เป็นไปไม่ได้ เขาอยู่กับฉันในวันที่โอนครั้งที่สาม เราไปงานศพคุณย่าของลูกค้าด้วยกันทั้งวัน”
เหมยไม่ตอบ
อวี้หลานเปิดไฟล์บันทึกระบบ เธอพบว่าการยืนยันคำสั่งโอนทุกครั้งเกิดขึ้นตอนตีสองถึงตีสาม เวลาที่หลินซวีมักจะหลับอยู่ในห้องนอน และโทรศัพท์ของเขาถูกฝากไว้ที่โต๊ะข้างเตียง
มีรายละเอียดหนึ่งซ้ำกันทุกไฟล์—ที่อยู่ไอพีมาจากชั้นใต้ดินของบ้านตระกูลหลิน ไม่ใช่ห้องทำงานของหลินซวี
“คนที่ทำต้องเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์สำรอง” อวี้หลานพูด “และต้องมีรหัสผ่านของเขา”
“มีแค่พี่ซวี คุณย่า และรองประธานหลินเจิ้ง”
หลินเจิ้งเป็นลุงของหลินซวี เขาดูแลการเงินของตระกูลมานานกว่ายี่สิบปี และเป็นคนที่พูดในโต๊ะอาหารว่าอวี้หลานไม่อยากจากหลินซวี
อวี้หลานยังจำได้ว่า ในคืนที่เธอฉีกสัญญา ลุงหลินเจิ้งไม่ได้มองเธอ เขามองไปที่กระเป๋าของหลินซวีซึ่งวางอยู่ข้างเก้าอี้ ราวกับกลัวว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้น
วันรุ่งขึ้น อวี้หลานไปพบผู้สอบบัญชีอิสระ เธอไม่ได้มีเงินจ้างมากนัก แต่เหมยยอมใช้เงินเก็บส่วนตัวช่วย และนำเอกสารสำรองออกมาอีกชุดหนึ่ง
เมื่อเปรียบเทียบกับเอกสารในระบบ บริษัทพบว่าใบเสนอราคาของเหออันถูกแก้ไขภายหลัง มีการเพิ่มค่าที่ปรึกษาและค่าขนส่งจำนวนผิดปกติ นอกจากนี้ ลายเซ็นอนุมัติบนเอกสารกระดาษไม่ตรงกับลายเซ็นดิจิทัล
อวี้หลานเริ่มเข้าใจว่าใครบางคนกำลังใช้ชื่อหลินซวีโอนเงินออกจากบริษัท แล้วปล่อยให้เขาเป็นคนรับผิด
แต่เธอยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลินซวีจึงขับไล่เธอในคืนที่เธอถามเรื่องนี้
คำตอบมาถึงในสัปดาห์ถัดมา เมื่อเธอได้รับซองเอกสารจากทนายของหลินซวี ภายในมีภาพจากกล้องวงจรปิดของบ้านตระกูลหลิน ในคืนที่เงินถูกโอนครั้งที่สี่
ภาพแสดงให้เห็นอวี้หลานเดินเข้าไปในห้องทำงานของหลินซวีตอนตีหนึ่ง เธอเปิดลิ้นชัก หยิบแฟลชไดรฟ์ แล้วเดินออกมา
ภาพถูกตัดต่ออย่างแนบเนียน แต่ในมุมหนึ่งของภาพ เธอเห็นนาฬิกาตั้งโต๊ะที่เข็มวินาทีเดินถอยหลังหนึ่งจังหวะ ก่อนภาพจะเปลี่ยนไป
เธอเคยเห็นความผิดปกตินี้มาก่อนในคลิปที่หลิวเหมยส่งให้—ภาพจากกล้องชั้นใต้ดินที่มีเวลาคลาดเคลื่อนเจ็ดนาที
คนตัดต่อไม่รู้ว่ากล้องตัวนั้นเชื่อมกับนาฬิกาเรือนเดียวกัน
อวี้หลานส่งภาพให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และพบว่าคลิปถูกสร้างขึ้นจากภาพของสองคืนที่ต่างกัน เธอไม่ได้อยู่ในบ้านในคืนที่กล่าวหา แต่เสื้อคลุมของเธอถูกนำไปสวมให้ผู้หญิงอีกคน
ผู้หญิงคนนั้นคือเสิ่นเหยา
ถึงอย่างนั้น หลินซวียังไม่ติดต่อมา เธอเริ่มสงสัยว่าเขาเองอาจรู้ความจริงและกำลังแกล้งทำเป็นไม่รู้
ความสงสัยนั้นทำให้เธอโกรธมากกว่าความไม่ยุติธรรมทั้งหมด เพราะถ้าเขาเชื่อเธอสักครั้ง เรื่องคงไม่บานปลายถึงขั้นนี้
ในวันที่อวี้หลานนำหลักฐานไปยื่นต่อคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท หลินซวีก็ปรากฏตัว เขาสวมสูทสีเข้มและมีใบหน้าที่เหนื่อยล้า ไม่มีเสิ่นเหยาอยู่ข้างกาย
“คุณมาที่นี่ทำไม” เขาถาม
“มาฟังคำชี้แจงเรื่องเงินสิบแปดล้าน”
“ผมเป็นคนเรียกประชุม”
“ดี ฉันจะได้ไม่ต้องขออนุญาตใคร”
สมาชิกคณะกรรมการทยอยเข้ามา ห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลินเจิ้งนั่งฝั่งตรงข้ามและยิ้มบาง ๆ
“อวี้หลาน” เขาพูด “เธอออกจากบริษัทแล้ว การนำเอกสารภายในมาใช้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลง”
“ฉันไม่ได้ใช้เอกสารเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ฉันใช้เพื่อชี้แจงว่าบริษัทกำลังถูกยักยอกเงิน”
“คำพูดรุนแรงมากนะ”
“ถ้าคุณไม่เห็นด้วย เราตรวจสอบรายการโอนต่อหน้าทุกคนได้”
หลินเจิ้งหุบยิ้ม
อวี้หลานเปิดหน้าจอและนำเสนอข้อมูลทีละรายการ เธอไม่กล่าวหาว่าใครเป็นคนทำ เพียงแสดงความผิดปกติของเวลา ที่อยู่ระบบ และเอกสารปลอม
เมื่อถึงภาพจากกล้อง เธอหยุดชั่วครู่
“มีคนพยายามสร้างหลักฐานว่าฉันเป็นผู้ขโมยแฟลชไดรฟ์ แต่ภาพนี้ถูกตัดต่อ”
หลินซวีมองหน้าจอโดยไม่พูด เขาเห็นรายละเอียดเดียวกับเธอ—นาฬิกาที่เดินผิดจังหวะ
“คุณได้ไฟล์นี้มาจากไหน” เขาถาม
“จากทนายของคุณ”
“ผมไม่เคยอนุมัติให้ส่งภาพนี้”
ทุกคนในห้องหันไปมองเขา
หลินเจิ้งลุกขึ้นทันที “ซวี อย่าปล่อยให้เรื่องส่วนตัวมารบกวนการประชุม”
“ลุงรู้เรื่องนี้หรือ”
“ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร”
หลินซวีหันไปมอง “เพราะรหัสเข้าถึงกล้องทั้งหมดอยู่กับลุง และทนายบอกว่าคนส่งไฟล์มาจากบัญชีที่ลุงเป็นคนอนุมัติ”
ความเงียบแผ่ไปทั่วห้อง
หลินเจิ้งพยายามหัวเราะ “นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉันแค่ส่งเอกสารตามที่ได้รับคำสั่ง”
“คำสั่งจากใคร”
ไม่มีคำตอบ
หลินซวีหันกลับมาหาอวี้หลาน “คุณมีหลักฐานมากกว่านี้ไหม”
“มี แต่ฉันต้องถามก่อนว่า คุณต้องการให้ฉันพูดในฐานะอดีตภรรยา หรือในฐานะผู้ตรวจสอบที่คุณเคยแต่งตั้ง”
ดวงตาของเขาสั่นไหว
“ในฐานะคนที่รู้ความจริง”
อวี้หลานมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปิดไฟล์เสียงที่บันทึกไว้จากคืนก่อนออกจากบ้าน
เสียงของหลินเจิ้งดังขึ้นในคลิป เขาพูดกับเสิ่นเหยาว่าเงินงวดสุดท้ายจะถูกโอนภายในสิ้นเดือน และเมื่อหลินซวีเซ็นเอกสารหย่า อวี้หลานจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากบริษัทอีก
เสิ่นเหยาถามว่า หากอวี้หลานไม่ยอมลงนามจะทำอย่างไร
หลินเจิ้งตอบว่า “ก็ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอขโมยเงิน แล้วหลินซวีจะไม่มีทางเลือกนอกจากตัดเธอออก”
ในคลิปไม่มีเสียงหลินซวี แต่มีเสียงประตูเปิด และเสียงของเขาที่พูดว่า “ลุงกำลังทำอะไร”
จากนั้นการบันทึกก็หยุดลง
หลินซวีหลับตาแน่น เขาเพิ่งเข้าใจว่าทำไมในคืนที่อวี้หลานถามเรื่องเงิน หลินเจิ้งถึงโทรหาเขาก่อน และบอกว่ามีหลักฐานว่าอวี้หลานแอบโอนเงินให้ครอบครัวตัวเอง เขาเชื่อคำพูดนั้นเพราะเสิ่นเหยานำภาพจากกล้องมาให้ และเพราะในบัญชีของอวี้หลานมีเงินก้อนหนึ่งเข้ามาจริง
เงินก้อนนั้นไม่ใช่เงินที่เธอขโมย แต่เป็นเงินคืนจากบริษัทคู่ค้า ซึ่งหลินเจิ้งเป็นคนสั่งให้โอนเข้าบัญชีเธอเพื่อสร้างหลักฐานเท็จ
หลินซวีรู้ความจริงในคืนก่อนการประชุม เขาจึงเรียกคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน แต่ไม่เคยบอกอวี้หลาน เพราะเขากลัวว่าถ้าคนร้ายรู้ว่าเขาสงสัย พวกนั้นจะทำร้ายแม่ของเธอ
ทว่าการปกป้องแบบเงียบ ๆ ของเขากลับทำให้เธอเชื่อว่าเขาเป็นคนทรยศ
“ทำไมคุณไม่บอกฉัน” อวี้หลานถามหลังการประชุมถูกพัก
หลินซวียืนอยู่ในโถงทางเดิน เขาดูเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาหลายคืน
“ผมคิดว่าผมควบคุมสถานการณ์ได้”
“คุณคิดว่าการผลักฉันออกไปจะทำให้ฉันปลอดภัยหรือ”
“ผมเห็นภาพจากกล้องแล้วคิดว่าคุณอยู่ในห้องนั้นจริง ๆ ผมโกรธและกลัวในเวลาเดียวกัน ผมไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไร”
“คุณจึงใช้คำว่าหย่าเพื่อบังคับให้ฉันออกจากบ้าน”
“ผมคิดว่าถ้าคุณเกลียดผม คุณจะไม่กลับไปเสี่ยง”
อวี้หลานหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้น
“คุณรู้ไหมว่าความคิดของคุณทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร ฉันคิดว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเพียงคนที่คุณซื้อไว้ด้วยค่าผ่าตัดแม่”
หลินซวีเงียบ
“ผมขอโทษ”
“อย่าพูดแค่คำนี้”
“ผมรู้ว่าคำขอโทษไม่พอ” เขากลืนน้ำลาย “ผมควรบอกความจริง ควรเชื่อคุณ และควรปกป้องคุณโดยไม่ทำให้คุณต้องเสียศักดิ์ศรี ผมทำทุกอย่างผิด”
อวี้หลานมองเขา ดวงตาของเขาแดงก่ำ แต่เธอไม่รู้ว่าควรสงสารหรือโกรธ
“เรื่องของลุงคุณยังไม่จบ”
“ผมรู้”
“และเรื่องของเราก็ยังไม่จบเหมือนกัน”
หลินซวีพยักหน้า เขาไม่ขอให้เธอกลับบ้าน ไม่ขอให้เธอให้อภัย เพียงยื่นกุญแจรถให้
“แม่คุณมีนัดตรวจพรุ่งนี้ รถคันนี้ใช้ได้ ถ้าคุณไม่อยากให้ผมไป ผมจะให้คนขับพาไปแทน”
อวี้หลานไม่รับกุญแจ
“ฉันจัดการเองได้”
“ผมรู้” เขาตอบ “ครั้งนี้ผมจะไม่ใช้เรื่องเงินบังคับคุณอีก”
การสืบสวนภายในใช้เวลาหลายสัปดาห์ บริษัทพบว่าหลินเจิ้งไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว เสิ่นเหยาเป็นผู้สร้างบริษัทบังหน้าและใช้บัญชีของหลินซวีเพื่อยืนยันการโอน ส่วนทนายที่ส่งภาพตัดต่อถูกถอดออกจากคดีและถูกตรวจสอบเรื่องการปลอมเอกสาร
หลินเจิ้งยอมคืนเงินบางส่วนเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีทันที แต่คณะกรรมการยังส่งหลักฐานทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย เงินที่เหลือถูกติดตามจากบัญชีของเหออัน และโครงการโรงพยาบาลไม่ต้องหยุดก่อสร้าง
เสิ่นเหยาพยายามโทรหาอวี้หลานหลายครั้ง แต่เธอไม่รับ จนวันหนึ่งเธอมายืนรอหน้าคลินิกของหลิวเหมย
“คุณชนะแล้ว” เสิ่นเหยาพูด “พอใจหรือยัง”
“ฉันไม่ได้แข่งกับคุณ”
“คุณคิดว่าซวีรักคุณจริงหรือ เขาแค่รู้สึกผิด”
อวี้หลานมองหญิงสาวตรงหน้า “บางทีเขาอาจเคยรู้สึกผิด แต่สิ่งที่เขาทำหลังจากรู้ความจริงต่างหากที่จะบอกว่าเขาเป็นคนแบบไหน”
“เขาจะกลับไปหาคุณอยู่ดี”
“ถ้าเขากลับมา ฉันก็ยังมีสิทธิ์ปฏิเสธ”
เสิ่นเหยานิ่งไป เธอคงไม่เคยคิดว่าผู้หญิงที่ไม่มีบ้าน ไม่มีทรัพย์สิน และถูกตระกูลหลินดูถูก จะพูดประโยคนี้ได้อย่างมั่นคง
สามเดือนต่อมา แม่ของอวี้หลานได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน บริษัทจ่ายเงินคืนให้เธอส่วนหนึ่งตามข้อตกลงเดิม และคณะกรรมการเสนอให้อวี้หลานกลับมาดูแลโครงการโรงพยาบาลในฐานะที่ปรึกษาอิสระ
เธอรับงาน แต่ไม่กลับเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลหลิน
หลินซวีไม่เคยเร่งรัด เขาเช่าห้องทำงานเล็ก ๆ ใกล้โรงพยาบาล และเริ่มไปเยี่ยมแม่ของเธอโดยไม่เข้าไปในบ้าน หากอวี้หลานไม่อยู่ เขาจะฝากผลไม้ไว้กับคนดูแลแล้วกลับไป
เขาไม่ซื้อของราคาแพง ไม่พูดถึงการคืนดี และไม่ใช้คำว่า “ภรรยา” เรียกเธอต่อหน้าคนอื่น
ครั้งหนึ่งอวี้หลานถามเขาว่า “คุณจะทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
“จนกว่าคุณจะบอกให้หยุด”
“ถ้าฉันไม่บอกล่ะ”
“ผมก็จะรอ โดยไม่คาดหวังว่าคุณต้องกลับมา”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เธอใจอ่อนในทันที แต่อย่างน้อยมันทำให้เธอเห็นว่าเขาเริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างการขอร้องกับการบังคับ
หนึ่งปีหลังจากคืนนั้น อวี้หลานได้รับเชิญไปเปิดโรงพยาบาลชุมชนแห่งใหม่ อาคารถูกสร้างเสร็จด้วยเงินที่กู้คืนมาได้ บริเวณทางเข้าแขวนป้ายเล็ก ๆ ระบุชื่อผู้สนับสนุนหลายราย ไม่มีชื่อเธอ เพราะเธอปฏิเสธไม่ให้ใช้ชื่อส่วนตัว
หลังพิธี หลินซวีนำกล่องไม้ใบหนึ่งมาให้
“มันอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของผม” เขาพูด “ผมคิดว่าควรคืนให้คุณ”
อวี้หลานเปิดกล่อง ภายในมีรูปถ่ายวันแต่งงาน สัญญาฉบับเดิมที่ถูกฉีก และจดหมายหนึ่งฉบับ
ลายมือบนจดหมายเป็นของหลินซวี เขาเขียนไว้ก่อนวันที่ทั้งคู่แต่งงาน แต่ไม่เคยให้เธออ่าน
เขาเขียนว่า หากวันหนึ่งเธอไม่ต้องการอยู่กับเขาอีก เธอไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่ารักษา ไม่จำเป็นต้องคืนของขวัญ และไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่เลือกชีวิตของตัวเอง
“ทำไมคุณไม่ให้ฉันตั้งแต่แรก”
“ตอนนั้นผมขี้ขลาด”
อวี้หลานใช้นิ้วลูบขอบกระดาษ “คุณรู้ไหมว่าฉันคิดว่าคุณเอาสัญญาฉบับนั้นไปทิ้งแล้ว”
“ผมเก็บไว้ เพราะมันเป็นหลักฐานว่าผมเคยได้รับโอกาสจากคุณ”
เธอเงยหน้ามองเขา
หลินซวีสูดหายใจเข้า “ผมไม่ได้มาขอให้คุณกลับไปเป็นภรรยา ผมอยากเริ่มต้นใหม่ ถ้าคุณยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องตอบวันนี้”
อวี้หลานมองชายคนเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าการตัดสินใจแทนเธอคือการปกป้อง เธอยังจำความเจ็บปวดได้ดี และไม่ได้ลืมคำพูดที่เขาใช้ทำลายศักดิ์ศรีเธอต่อหน้าครอบครัว
แต่เธอก็เห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร เขายอมให้การสอบสวนดำเนินต่อ แม้ต้องเปิดเผยความผิดของคนในครอบครัว เขาคืนสิทธิ์ที่เคยใช้เงินซื้อ และไม่เคยขอให้เธอให้อภัยเพียงเพราะเขารู้สึกเสียใจ
“ฉันยังไม่กลับไปอยู่บ้านคุณ” เธอพูด
“ผมรู้”
“ฉันไม่เซ็นสัญญาอะไรทั้งนั้น”
“ผมรู้”
“ถ้าคุณอยากเดินไปกับฉัน คุณต้องยอมรับว่าฉันมีชีวิตของตัวเอง”
หลินซวีพยักหน้า “ผมจะพยายาม”
“ไม่ใช่พยายาม คุณต้องทำ”
เขามองเธออยู่นานก่อนตอบ “ผมจะทำ”
อวี้หลานไม่ได้ยื่นมือให้เขาในทันที เธอเพียงปิดฝากล่องไม้แล้วถือมันไว้กับตัว
หลังจากนั้นทั้งคู่เดินออกจากอาคารไปพร้อมกัน โดยเว้นระยะห่างระหว่างกันเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นสามีภรรยาหรือไม่ อวี้หลานเองก็ยังไม่รู้
แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เดินเพราะถูกสัญญาผูกไว้ ไม่ได้อยู่เพราะกลัวไม่มีเงิน และไม่ได้ยอมเพราะใครขอร้อง
เธอเดินต่อไปเพราะเป็นทางที่เธอเลือกเอง
หลายเดือนต่อมา สัญญาฉบับที่ถูกฉีกยังคงอยู่ในกล่องไม้ ข้าง ๆ รูปถ่ายวันแต่งงาน อวี้หลานไม่เคยนำมันไปปะติดใหม่ เพราะเธอไม่ต้องการลืมว่าครั้งหนึ่งตัวเองเคยถูกทำให้เชื่อว่าไม่มีทางเลือก
ส่วนหลินซวีเก็บกุญแจบ้านหลังเก่าไว้ในลิ้นชัก และไม่เคยใช้มันเปิดประตูห้องของเธออีก
บางความสัมพันธ์อาจเริ่มต้นจากข้อตกลง แต่การจะเดินต่อไปได้ ต้องเกิดจากความยินยอมของคนสองคนทุกวัน
คืนนั้น อวี้หลานฉีกสัญญาชีวิตต่อหน้าตระกูลหลิน และในที่สุด เธอก็ได้สิ่งที่เอกสารฉบับนั้นไม่เคยมอบให้—สิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะรักใคร จะจากใคร และจะใช้ชีวิตของตัวเองอย่างไร