“เขายังหายใจอยู่ รีบพาเธอไปโรงพยาบาล!”
จางเยี่ยนคุกเข่าลงข้างร่างผู้หญิงที่ถูกทิ้งไว้ใต้ต้นสน เสื้อผ้าของเธอขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ และมีเลือดแห้งติดอยู่ตรงขมับ หากมาช้ากว่านี้อีกไม่กี่นาที หญิงคนนั้นคงตายอยู่บนภูเขาโดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใคร
คนงานที่มากับจางเยี่ยนมองไปทางถนนอย่างหวาดกลัว
“คุณจาง เราไปกันเถอะครับ คนที่เอาเธอมาทิ้งอาจย้อนกลับมา”
“ถ้าพวกเขากลับมา ก็ให้พวกเขาเจอฉัน” จางเยี่ยนถอดเสื้อคลุมคลุมร่างหญิงสาว ก่อนช้อนตัวเธอขึ้น “ชีวิตคนสำคัญกว่างานเลี้ยงกวางของฉัน”
ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นภรรยาของใคร ไม่มีใครรู้ว่าเธอถูกทำร้ายมานานแค่ไหน และไม่มีใครรู้ว่าการช่วยคนแปลกหน้าในวันนั้น จะทำให้ชีวิตของจางเยี่ยนต้องเข้าไปพัวพันกับหนี้สิน การลักพาตัว และครอบครัวที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อปิดบังความผิดของตัวเอง
โรงพยาบาลแจ้งว่าหญิงสาวยังไม่พ้นขีดอันตราย เธอมีบาดแผลหลายแห่ง ร่างกายขาดน้ำ และกำลังตั้งครรภ์ได้ไม่นาน
“ต้องแจ้งครอบครัวของเธอไหมครับ” ผู้ช่วยถามขณะยื่นโทรศัพท์ให้จางเยี่ยน
จางเยี่ยนมองใบหน้าซีดเซียวบนเตียง เธอไม่มีเอกสารติดตัว มีเพียงกำไลผ้าสีแดงเก่าขาดหนึ่งเส้นกับกระดาษใบเล็ก ๆ ที่เปียกฝนจนอ่านได้แค่ชื่อบางส่วนว่า ‘ซูเฟิน’
“อย่าเพิ่งแจ้ง” เขาตอบ “ถ้าครอบครัวเธอเป็นคนทำร้าย เธอกลับไปตอนนี้อาจไม่รอด”
ผู้ช่วยลังเล “แต่เราจะปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ตลอดนะครับ”
“ฉันรู้ พรุ่งนี้ฉันจะไปตามหาเธอถึงบ้าน”
จางเยี่ยนยังจำได้ดีว่าเคยพบหญิงสาวคนนี้มาก่อน หลายสัปดาห์ก่อน รถของเขาถูกคนร้ายดักระหว่างทางกลับจากเมือง หากซูเฟินไม่บังเอิญเดินผ่านมาและโทรแจ้งตำรวจ เขาอาจถูกปล้นหรือถูกทำร้ายไปแล้ว ตอนนั้นเธอไม่ยอมรับเงินตอบแทนแม้แต่บาทเดียว เพียงพูดว่า “ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยคนอื่นต่อไปก็พอ”
เขาไม่คิดว่าคนที่เคยช่วยชีวิตเขาจะถูกครอบครัวของตัวเองเกือบฆ่า
สามวันผ่านไป ซูเฟินยังไม่ฟื้น จางเยี่ยนจึงพาเธอไปพักที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ใกล้ฟาร์มบนเขา แม่ของเขาเห็นหญิงสาวนอนอยู่ในห้องรับแขกก็รีบเตรียมโจ๊กและยาอย่างห่วงใย
“เด็กคนนี้ดูอายุยังน้อย ทำไมถึงมีแผลเต็มตัวแบบนี้”
“เธอถูกทำร้ายโดยครอบครัวสามี” จางเยี่ยนตอบสั้น ๆ “ผมยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด”
แม่ของเขาถอนหายใจ เธอไม่ถามต่อ เพียงคอยเปลี่ยนผ้าพันแผลและต้มอาหารอ่อน ๆ ให้ซูเฟินทุกวัน
ในวันที่ห้า ซูเฟินฟื้นขึ้นมาพร้อมเสียงร้องที่แผ่วเบา เธอพยายามลุก แต่ความเจ็บทำให้ต้องทรุดกลับลงไป
“อย่าขยับ” จางเยี่ยนรีบเข้ามาประคอง “คุณอยู่ที่บ้านผม ปลอดภัยแล้ว”
ซูเฟินกวาดตามองห้องอย่างหวาดระแวง ก่อนถามด้วยเสียงแหบพร่า “ฉัน…ยังมีชีวิตอยู่เหรอ”
“ใช่”
เธอหลับตา น้ำตาไหลลงข้างแก้มโดยไม่ส่งเสียง
จางเยี่ยนยื่นแก้วน้ำให้ “คุณจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
ซูเฟินกำแก้วแน่นจนมือสั่น “คนบ้านสามี…พวกเขาบอกว่าฉันทำให้ครอบครัวล่มจม พวกเขาอยากให้ฉันเซ็นเอกสารบางอย่าง แต่ฉันไม่ยอม พวกเขาเลยซ้อมฉัน”
“เอกสารอะไร”
“เอกสารยกสิทธิ์ในที่ดินของแม่ฉันให้พวกเขา”
เธอหยุดหายใจไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “สามีฉันชื่อหลี่ต้าเฉียง เราเพิ่งแต่งงานกันไม่นาน แต่เขาไม่เคยปกป้องฉัน แม่ของเขากับน้องสาวเขาเอาเงินที่ฉันเก็บไว้ไปใช้จนหมด พอฉันทวง พวกเขาก็กล่าวหาว่าฉันเป็นตัวกาลกิณี”
จางเยี่ยนรู้สึกคุ้นกับชื่อหลี่ต้าเฉียง เขาเคยได้ยินว่าครอบครัวนั้นกำลังมีหนี้สินจำนวนมาก แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าทำร้ายคนในบ้าน
“แล้วเด็กในท้อง…” แม่ของจางเยี่ยนถามอย่างระมัดระวัง
ซูเฟินวางมือลงบนท้องตัวเอง “ฉันจะเก็บเด็กไว้ค่ะ”
“เธอยังไม่จำเป็นต้องตัดสินใจตอนนี้” จางเยี่ยนพูด
“ฉันสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว อย่างน้อยขอให้เด็กคนนี้ได้มีโอกาสเกิดมา”
ประโยคนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง แม่ของจางเยี่ยนจับมือเธอเบา ๆ ราวกับซูเฟินเป็นลูกสาวที่พลัดพรากกันมานาน
คืนนั้น จางเยี่ยนโทรแจ้งตำรวจ เขาส่งภาพบาดแผล ใบรับรองแพทย์ และภาพจากกล้องบริเวณทางขึ้นเขาให้เจ้าหน้าที่ แม้ภาพจะเห็นเพียงรถกระบะสีเข้มกับคนสองคนช่วยกันลากร่างซูเฟินลงจากรถ แต่ทะเบียนรถส่วนหนึ่งยังพออ่านได้
วันรุ่งขึ้น เขาตัดสินใจไปบ้านตระกูลหลี่พร้อมตำรวจ
แม่ของเขาเตรียมของหมั้นที่จางเยี่ยนเคยพูดเล่น ๆ ว่าจะใช้ไปสู่ขอซูเฟิน เพราะเห็นว่าลูกชายดูเป็นห่วงหญิงสาวมากกว่าคนทั่วไป
“ถ้าเธอไม่อยากกลับไปบ้านสามี ก็อยู่ที่นี่ก่อน” แม่พูด “ส่วนเรื่องแต่งงาน ไม่ต้องรีบร้อน แต่ถ้าลูกคิดจะดูแลเธอจริง ก็อย่าปล่อยให้คนอื่นรังแกเธอ”
จางเยี่ยนไม่ได้ตอบ เขารู้ว่าซูเฟินเพิ่งผ่านความตายมา เธอยังไม่ควรถูกผลักให้ตัดสินใจเรื่องความรัก เพียงเพราะเขาช่วยเธอไว้
แต่เมื่อเขามาถึงบ้านตระกูลหลี่ เขากลับพบหลี่ต้าเฉียงยืนอยู่หน้าประตูในชุดสูทใหม่เอี่ยม ข้างกายมีผู้ใหญ่ถือกล่องของหมั้น และหญิงสาวชื่อหลี่เยี่ยนซึ่งเป็นน้องสาวของเขายืนยิ้มอยู่
แม่ของต้าเฉียงรีบเดินออกมาต้อนรับ “คุณมาสู่ขอลูกสาวฉันใช่ไหมคะ เชิญเข้ามาก่อนค่ะ”
จางเยี่ยนหยุดฝีเท้า “ผมไม่ได้มาสู่ขอใคร”
รอยยิ้มของทุกคนแข็งค้าง
หลี่ต้าเฉียงจ้องเขาอย่างตกใจ ก่อนจะรีบเดินเข้ามากระซิบ “คุณมาที่นี่ทำไม”
“ฉันมาถามว่าซูเฟินอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น”
จางเยี่ยนมองเขานิ่ง ๆ “คนที่ฉันพาไปโรงพยาบาลคือภรรยาของคุณ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศแตกกระจาย แม่ของต้าเฉียงเริ่มตะโกนว่าซูเฟินหนีออกจากบ้านไปเอง ส่วนหลี่เยี่ยนร้องไห้และบอกว่าพี่ชายของเธอไม่เคยแต่งงานกับผู้หญิงที่ชื่อซูเฟิน
จางเยี่ยนไม่เถียง เขาหยิบภาพถ่ายจากโทรศัพท์ให้ตำรวจดู ภาพหนึ่งเป็นทะเบียนสมรสที่ซูเฟินเคยถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์ซึ่งพบภายหลังในกระเป๋าที่ถูกทิ้งบนเขา อีกภาพเป็นใบโอนเงินหลายรายการจากบัญชีของซูเฟินไปยังบัญชีของแม่สามีและหลี่เยี่ยน
หลี่ต้าเฉียงหน้าซีด
“เงินพวกนั้นเป็นเงินของครอบครัว” เขาพูด
“แต่บัญชีเป็นชื่อซูเฟิน และเธอไม่ได้อนุญาตให้พวกคุณถอนเงิน”
แม่ของเขารีบสวน “ผู้หญิงคนนั้นโกงเงินบ้านเรา เธอทำให้ลูกชายฉันล้มละลาย!”
ตำรวจถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุใดวันเดียวกันจึงมีการสั่งซื้อชุดแต่งงานและวางเงินมัดจำงานแต่งงานของหลี่เยี่ยนด้วยเงินจำนวนเดียวกับที่หายจากบัญชีซูเฟิน
ไม่มีใครตอบได้
หลี่เยี่ยนก้มหน้าลง เธอรู้ดีว่าเงินก้อนนั้นอยู่ในบัญชีของเธอ แต่ไม่คิดว่าตำรวจจะตามพบเร็วขนาดนี้
“หนูไม่ได้รู้เรื่องที่พี่ทำร้ายเธอ” เธอพูดเบา ๆ
หลี่ต้าเฉียงหันขวับ “หุบปาก!”
ตำรวจจึงควบคุมตัวเขาไปสอบสวน ขณะที่แม่ของเขายังยืนยันว่าซูเฟินเป็นคนทำร้ายตัวเองเพื่อใส่ร้ายครอบครัว
คืนนั้น ซูเฟินนอนกระสับกระส่าย เธอสะดุ้งตื่นหลายครั้งและเอามือกุมท้องทุกครั้งที่ได้ยินเสียงประตู
“ฉันไม่น่ารอดเลย” เธอพูด “ถ้าคุณไม่ไปพบฉันบนเขา…”
“อย่าคิดแบบนั้น”
“ฉันไม่ได้กลัวตายเท่าไร แต่ฉันกลัวว่าเด็กจะต้องโตขึ้นโดยรู้ว่าพ่อของตัวเองไม่ต้องการเขา”
จางเยี่ยนนั่งอยู่ห่าง ๆ ไม่แตะต้องตัวเธอ เขาเข้าใจว่าความเมตตาก็อาจทำให้คนที่กำลังอ่อนแอรู้สึกเป็นหนี้ได้
“คุณไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับฉันเพื่อหนีจากเขา” เขาพูด “ผมจะช่วยให้คุณหย่าตามกฎหมายและเอาเงินของคุณคืน แต่หลังจากนั้นชีวิตของคุณเป็นของคุณเอง”
ซูเฟินมองเขานาน ก่อนจะพยักหน้า “ขอบคุณที่ไม่ใช้ความสงสารมาผูกมัดฉัน”
สองวันต่อมา หลี่ต้าเฉียงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จ เขากลับมาพร้อมชายสองคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ พวกเขาบุกถึงบ้านจางเยี่ยนและทุบโต๊ะเรียกร้องเงินสองแสนบาทภายในวันรุ่งขึ้น
“ถ้าไม่จ่าย พวกเราจะพาคนในบ้านไปคุยด้วย” ชายร่างใหญ่ขู่
จางเยี่ยนไม่ถอย “หนี้ของพวกคุณเกี่ยวอะไรกับผม”
หลี่ต้าเฉียงยืนอยู่ด้านหลังเจ้าหนี้ ทำเหมือนไม่รู้จักคนเหล่านั้น แต่สายตาที่เขามองไปยังซูเฟินกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
คืนนั้น ซูเฟินกับแม่ของจางเยี่ยนถูกลักพาตัวออกจากบ้าน ขณะที่จางเยี่ยนออกไปแจ้งตำรวจเรื่องคนร้าย เมื่อเขากลับมา เขาพบโทรศัพท์เครื่องหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ หน้าจอเปิดคลิปวิดีโอที่แม่ของเขาถูกมัดอยู่ในโกดังร้าง
เสียงจากปลายสายสั่งให้เขานำเงินสองแสนไปที่ภูเขาในเช้าวันถัดไป หากแจ้งตำรวจ ทั้งสองคนจะไม่รอด
จางเยี่ยนกำโทรศัพท์แน่น เขารู้ว่าคนร้ายต้องการให้เขาไปคนเดียว แต่เขาก็รู้ด้วยว่าการทำตามคำสั่งอาจทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิม
เขาจึงส่งสำเนาคลิปให้ตำรวจ และให้ผู้ช่วยติดตามตำแหน่งโทรศัพท์โดยไม่ให้คนร้ายรู้
ระหว่างรอ เขาได้รับข้อความอีกฉบับจากหมายเลขเดียวกัน เป็นภาพหลี่ต้าเฉียงกำลังเขียนเอกสารบางอย่าง เขานั่งอยู่ข้างซูเฟินที่มีเลือดไหลตรงมุมปาก
“เขาต้องเซ็นยกที่ดินให้เรา” เสียงในคลิปพูด “ไม่อย่างนั้นแม่ของเขาจะถูกโยนลงเหว”
ซูเฟินเงยหน้าขึ้นและเห็นกล้อง เธอพยายามขยับมือช้า ๆ แล้ววางนิ้วลงบนพื้นเป็นรูปสามเหลี่ยม จากนั้นแตะข้อมือตัวเองสองครั้ง
จางเยี่ยนจำได้ทันที ก่อนถูกทิ้งบนเขา ซูเฟินเคยบอกว่าบ้านเก่าของครอบครัวมีโกดังรูปสามเหลี่ยมอยู่ใกล้หน้าผา และโจรเคยใช้เชือกมัดข้อมือเธอไว้กับเสาเหล็ก
เธอกำลังบอกตำแหน่ง
เช้าวันต่อมา จางเยี่ยนถือกระเป๋าเงินปลอมขึ้นรถ เขาไม่ได้นำเงินสดไปแม้แต่บาทเดียว ภายในกระเป๋ามีเครื่องติดตามขนาดเล็กและเอกสารสำเนาที่ตำรวจเตรียมไว้
เขาขับรถไปยังโกดังร้างตามที่นัดหมาย ตำรวจแยกกำลังดักอยู่ตามทางโดยไม่เปิดเผยตัว
เมื่อประตูโกดังเปิด ชายคนหนึ่งกระชากเขาเข้าไปพร้อมปืนปลอมที่ดูเหมือนจริง ซูเฟินถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ ส่วนแม่ของจางเยี่ยนนอนอยู่ข้างผนัง ใบหน้ามีรอยช้ำ
หลี่ต้าเฉียงยืนอยู่กลางโกดัง ดวงตาของเขาแดงก่ำ
“เซ็นเอกสาร แล้วทุกคนจะปลอดภัย”
จางเยี่ยนมองเอกสารบนโต๊ะ “ถ้าฉันเซ็น ที่ดินของแม่ซูเฟินจะตกเป็นของพวกคุณ?”
“เธอไม่มีทางเลือก” หลี่ต้าเฉียงตอบ
“นายก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน”
อีกฝ่ายชะงัก
จางเยี่ยนยกโทรศัพท์ขึ้น “หนี้พนันของนาย เจ้าหนี้ที่นายจ้างมา และเงินที่โอนเข้าบัญชีของน้องสาว ล้วนถูกบันทึกไว้หมดแล้ว นายไม่ได้ต้องการที่ดินอย่างเดียว นายต้องการให้ซูเฟินรับผิดแทนหนี้ทั้งหมด”
หลี่ต้าเฉียงกำหมัด “ฉันไม่ได้อยากทำแบบนี้ พวกเขาขู่จะฆ่าแม่ฉัน”
“แต่นายเลือกช่วยพวกเขาทำร้ายภรรยาตัวเอง”
หลี่ต้าเฉียงเงียบไป
ซูเฟินมองเขาด้วยแววตาที่ไม่มีความรักเหลืออยู่ “วันที่พวกเขาตีฉัน คุณยืนอยู่ตรงนั้น คุณเพียงแค่บอกว่าให้ฉันเซ็นเอกสาร แล้วทุกอย่างจะจบ คุณไม่เคยห้ามพวกเขาเลย”
“ซูเฟิน ฉัน…”
“อย่าเรียกชื่อฉันเหมือนเรายังเป็นสามีภรรยากัน”
เสียงไซเรนดังขึ้นจากด้านนอก คนร้ายเริ่มแตกตื่น ชายร่างใหญ่คว้าตัวซูเฟินขึ้นมาเป็นตัวประกัน จางเยี่ยนพุ่งเข้าไปผลักเขาออก ซูเฟินล้มลงแต่ยังใช้เท้าเตะถังโลหะที่วางข้างตัวจนเกิดเสียงดังสนั่น ตำรวจซึ่งอยู่ด้านนอกใช้เสียงนั้นระบุตำแหน่งและบุกเข้ามาทันที
การต่อสู้กินเวลาเพียงไม่กี่นาที คนร้ายถูกจับกุม หลี่ต้าเฉียงพยายามหลบหนีทางหลังโกดัง แต่ถูกตำรวจขวางไว้
เมื่อเขาถูกใส่กุญแจมือ เขาหันกลับมามองซูเฟินเป็นครั้งสุดท้าย
“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เธอเกือบตาย”
ซูเฟินตอบด้วยเสียงเรียบ “คนที่ผลักฉันลงเหวก็อาจไม่ได้ตั้งใจให้ฉันตาย แต่ฉันก็ยังตกลงไปอยู่ดี”
คดีถูกส่งต่อให้พนักงานสอบสวน หลักฐานจากกล้องวงจรปิด ใบรับรองแพทย์ รายการโอนเงิน เสียงข่มขู่ และเอกสารยึดที่ดินทำให้ข้อกล่าวหาชัดเจนขึ้น แม่ของหลี่ต้าเฉียงถูกดำเนินคดีร่วมกับคนที่ลงมือทำร้าย ส่วนหลี่เยี่ยนยอมคืนเงินบางส่วนและให้การเรื่องการโอนทรัพย์สินเพื่อแลกกับการพิจารณาโทษที่เหมาะสม
หลี่ต้าเฉียงต้องเผชิญทั้งคดีทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และฉ้อโกง เขาไม่ได้เสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะยอมรับว่า การที่เขาเป็นคนกลัว ไม่ได้ทำให้การนิ่งดูดายของเขาไร้ความผิด
ส่วนซูเฟินเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างช้า ๆ เธอเข้ารับการรักษาและฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เงินที่เหลือจากการขายทรัพย์สินของครอบครัวเดิมถูกเก็บไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตร เธอยื่นคำร้องขอหย่าและไม่รับข้อเสนอให้กลับไปคืนดี แม้แม่ของต้าเฉียงจะส่งจดหมายมาขอโทษหลายฉบับ
จางเยี่ยนยังช่วยเธอจัดการเรื่องเอกสาร แต่ไม่เคยเร่งรัดความสัมพันธ์ ทั้งสองใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะโดยไม่ต้องระวังทุกคำพูด
เมื่อซูเฟินคลอดลูกชาย แม่ของจางเยี่ยนเป็นคนแรกที่อุ้มเด็ก เธอร้องไห้ด้วยความดีใจและบอกว่า เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อรู้ว่าตัวเองมีคนรัก ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือชดใช้หนี้ของใคร
ซูเฟินตั้งชื่อลูกว่าอันอัน หมายถึงความสงบปลอดภัยที่เธอไม่เคยมีในบ้านหลังเดิม
หลายเดือนต่อมา เธอกลับขึ้นไปบนภูเขากับจางเยี่ยนเป็นครั้งแรก สถานที่ที่เคยเป็นจุดจบของชีวิต กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเลี้ยงกวางที่เขาเริ่มทำเป็นกิจการใหม่
ซูเฟินยืนมองลูกกวางตัวหนึ่งเดินเซออกจากคอก แล้วหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกโดยไม่หันกลับไปมองทางหนี
“ตอนนั้นคุณยังคิดจะเลี้ยงกวางอยู่ไหม” เธอถาม
“คิดสิ” จางเยี่ยนตอบ “แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ฟาร์มนี้ควรมีคนดูแลสองคน”
ซูเฟินมองเขา “คุณกำลังขอฉันแต่งงานหรือเปล่า”
“ยังไม่ใช่วันนี้” เขายิ้ม “วันนี้ผมแค่ถามว่าคุณอยากอยู่ต่ออีกหน่อยไหม”
เธอมองบ้านไม้ที่มีควันลอยออกจากปล่องไฟ มองแม่ของจางเยี่ยนที่กำลังอุ้มอันอันอยู่หน้าประตู แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
“ฉันอยากอยู่ค่ะ แต่ไม่ใช่เพราะฉันไม่มีที่ไป”
“ผมรู้”
“ฉันอยากอยู่ เพราะที่นี่ฉันเลือกเองได้”
จางเยี่ยนไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงยื่นมือออกไป ซูเฟินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนวางมือลงไปอย่างระมัดระวัง
กำไลผ้าสีแดงเส้นเดิมถูกซักจนสะอาดและเย็บปมใหม่แล้ว มันไม่ได้เตือนเธอถึงคืนที่ถูกทำร้ายอีกต่อไป แต่เตือนว่าครั้งหนึ่งเธอรอดมาได้ และหลังจากนั้นทุกก้าวของชีวิตก็เป็นสิ่งที่เธอเลือกด้วยตัวเอง
บนภูเขาที่เคยถูกใช้เป็นที่ทิ้งคน ซูเฟินได้สร้างบ้านหลังแรกที่ไม่มีใครมีสิทธิ์โยนเธอออกไปอีก