“คืนนี้ฉันจะนอนที่ไหนก็ได้ ขอแค่ไม่ใช่ห้องนอนของเรา” หลานชิงพูดพลางวางรองเท้าเจ้าสาวลงบนพื้น แต่คนที่ยืนขวางประตูไม่ใช่คู่หมั้นของเธอ กลับเป็นหญิงสาวที่สวมเสื้อคลุมของเธอและนอนอยู่บนเตียงที่เธอใช้เวลาหนึ่งปีเลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง
พรุ่งนี้เช้าขบวนรถจะไปรับเธอจากบ้านพ่อแม่ พรุ่งนี้ทั้งสองครอบครัวจะนั่งอยู่ในโรงแรมเดียวกัน แขกกว่าสองร้อยคนจะรอฟังคำสาบานของเธอกับเฉินอวี่หมิง และเอกสารจดทะเบียนสมรสก็ถูกเตรียมไว้แล้ว
แต่คืนนี้ เฉินอวี่หมิงกลับพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงรำคาญว่า
“อย่าทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ไหม เมืองซูไม่สบาย เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ฉันจะปล่อยให้เธอนอนในห้องน้ำชั้นล่างได้ยังไง”
หลานชิงมองไปยังเตียงที่มีผ้าห่มสีขาวของเธอคลุมร่างเมืองซูอยู่ กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยออกมาจากห้อง ข้างเตียงมีรองเท้าผ้าใบเปื้อนคราบอาเจียนวางอยู่ ส่วนเสื้อคลุมผ้าไหมที่แม่ของเธอเย็บให้เป็นของขวัญแต่งงานกำลังคลุมไหล่ของหญิงสาวอีกคน
สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บไม่ใช่แค่การที่เมืองซูนอนบนเตียงนั้น แต่คือการที่เฉินอวี่หมิงไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาเลย
เจ็ดปีก่อน หลานชิงเคยคิดว่าความรักคือการอดทนรอให้ใครคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นครอบครัวของเธอ เธอไม่เคยรู้ว่าบางครั้งการรอคอยนานเกินไปก็ทำให้คนเราลืมถามตัวเองว่า คนคนนั้นเคยเลือกเราบ้างหรือไม่
“ฉันไม่ได้บอกให้เธอออกไปจากบ้าน” เฉินอวี่หมิงลดเสียงลงเมื่อเห็นใบหน้าซีดของเธอ “แค่คืนนี้เธอกลับไปนอนบ้านพ่อแม่ก่อน พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างก็เหมือนเดิม”
“เหมือนเดิมงั้นเหรอ”
“ใช่ พรุ่งนี้เราจะแต่งงานกัน พ่อแม่ของเราทั้งสองฝ่ายก็จะมาแล้ว เธออยากให้พวกเขารู้หรือว่าคู่หมั้นทะเลาะกันเพราะเรื่องเพื่อนเมา ๆ คนหนึ่ง?”
หลานชิงก้มลงมองรองเท้าสีขาวที่แม่ซื้อให้เมื่อวาน มันยังอยู่ในกล่อง ผูกริบบิ้นเรียบร้อย เธอควรสวมมันในเช้าวันพรุ่งนี้ตอนเดินลงจากรถเพื่อเข้าสู่บ้านของตัวเอง บ้านที่เธอกับเฉินอวี่หมิงช่วยกันออกแบบ บ้านที่เธอจ่ายเงินค่าตกแต่งเกือบทั้งหมด และบ้านที่เขาเคยสัญญาว่าจะเป็นที่ที่ไม่มีใครมาทำให้เธอรู้สึกเป็นคนนอก
“แล้วถ้าฉันไม่กลับล่ะ” เธอถาม
เฉินอวี่หมิงถอนหายใจ “หลานชิง อย่าเอาเรื่องแต่งงานมาขู่ฉัน”
“ฉันไม่ได้ขู่”
“พรุ่งนี้ญาติผู้ใหญ่จะมา โรงแรมก็จองไว้แล้ว ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เธอจะยกเลิกเพราะเมืองซูนอนผิดห้องแค่คืนเดียวจริง ๆ เหรอ?”
คำว่า “แค่คืนเดียว” ตกลงกลางห้องเหมือนแก้วที่ถูกโยนลงพื้น
แค่คืนเดียวที่เธอต้องหลีกทางให้เมืองซูในวันเกิดของตัวเอง แค่คืนเดียวที่เมืองซูร้องไห้อยู่ข้างเขาแล้วเธอต้องกลับบ้านคนเดียว แค่คืนเดียวที่เขาไม่รับโทรศัพท์เพราะกำลังปลอบใจเพื่อน แค่คืนเดียวที่เขาบอกว่าเธอคิดมาก
ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา หลานชิงได้ยินคำว่า “แค่ครั้งเดียว” มากเกินกว่าจะนับได้
เมื่อสามปีก่อน พ่อของเธอเข้าโรงพยาบาลในคืนที่เมืองซูโทรหาเฉินอวี่หมิงว่าถูกแฟนเก่าทำร้าย เขาไปหาเมืองซูทันทีและบอกหลานชิงว่าโรงพยาบาลมีพี่ชายของเธอดูแลอยู่แล้ว
เมื่อสองปีก่อน หลานชิงต้องเลื่อนวันหยุดเพื่อไปช่วยแม่ของเฉินอวี่หมิงจัดงานวันเกิดให้เมืองซู เพราะเมืองซู “ไม่มีครอบครัวอยู่ใกล้ ๆ”
เมื่อปีที่แล้ว ในวันที่ทั้งคู่ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง เมืองซูโทรเข้ามาสามสิบเจ็ดครั้ง เฉินอวี่หมิงทิ้งเธอไว้ที่สตูดิโอเกือบสามชั่วโมงเพื่อไปดูว่าเพื่อนเป็นอะไร สุดท้ายเมืองซูเพียงต้องการให้เขาช่วยเลือกชุดไปงานเลี้ยง
หลานชิงเคยบอกตัวเองว่า หลังแต่งงานทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อพวกเขามีบ้านของตัวเอง เฉินอวี่หมิงคงเข้าใจว่าใครคือคนที่จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต
แต่คืนนี้เธอกลับยืนอยู่หน้าห้องนอนของตัวเอง และเห็นเขาปกป้องคนอื่นด้วยทุกคำพูด
“ฉันใช้เวลาหนึ่งปีทำบ้านหลังนี้ให้เป็นบ้านของเรา” หลานชิงพูดช้า ๆ “ฉันเปลี่ยนสายไฟในห้องนอนเพราะคุณบอกว่าไฟเหนือเตียงสว่างเกินไป ฉันเลือกผ้าปูที่นอนเพราะคุณนอนไม่หลับง่าย ฉันจัดตู้เสื้อผ้าให้คุณทั้งที่คุณไม่เคยขอ แต่ตอนนี้คุณกลับบอกให้ฉันออกไป เพื่อให้เพื่อนของคุณนอนในห้องนี้”
“เมืองซูเมามาก เธอเดินไม่ไหว ฉันจะให้เธอนอนห้องรับแขกที่ไม่มีห้องน้ำได้ยังไง”
“โรงแรมใกล้บ้านก็มี”
“เธอเมาจนแทบยืนไม่ได้”
“โซฟาก็มี”
“เสื้อผ้าของเธอเปื้อน ฉันเลยให้ใส่เสื้อคลุมของคุณ”
“คุณมีทางเลือกตั้งมากมาย แต่คุณเลือกเตียงของเรา”
เมืองซูขยับตัวบนเตียงและครางเบา ๆ “อวี่หมิง…ฉันไม่สบาย…”
เฉินอวี่หมิงหันไปทันที สีหน้าที่เคยแข็งใส่หลานชิงเปลี่ยนเป็นความกังวลอ่อนโยน
“ฉันอยู่นี่ ไม่ต้องกลัว”
หลานชิงมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีใครดึงพื้นใต้เท้าออก เธอไม่เคยได้รับน้ำเสียงแบบนั้นในคืนนี้ ไม่แม้แต่ครั้งเดียว
“คุณไม่เคยถามฉันเลยว่าฉันรู้สึกอย่างไร” เธอพูด
เฉินอวี่หมิงนิ่งไป
“ตั้งแต่ฉันเปิดประตูเข้ามา คุณถามแต่เรื่องแขก เรื่องงานแต่ง เรื่องพ่อแม่คุณจะเสียหน้า คุณเคยถามไหมว่าฉันรู้สึกอย่างไรที่เห็นผู้หญิงคนอื่นใส่เสื้อผ้าของฉัน นอนบนเตียงของฉัน ในคืนสุดท้ายก่อนแต่งงานกับคุณ?”
“ฉันไม่ได้คิดว่าเธอจะเจ็บขนาดนี้”
“นั่นแหละปัญหา คุณไม่เคยคิด”
เขาขยับเข้ามาหาเธอ “หลานชิง พรุ่งนี้เราจะแต่งงานกันแล้ว อย่าทำลายเจ็ดปีของเราเพราะอารมณ์ชั่ววูบ”
เธอหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาไหล “คุณยังคิดว่านี่เป็นเรื่องของคืนนี้เหรอ?”
คำถามนั้นทำให้เขาเงียบ
หลานชิงหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดโฟลเดอร์หนึ่งที่เธอไม่เคยให้เขาดู ข้างในมีภาพถ่าย ใบเสร็จ และข้อความที่เธอเก็บไว้ตลอดหลายปี ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามพูด เขาจะบอกว่าเธอจำผิดหรือคิดมากเกินไป
“นี่คือข้อความวันที่พ่อฉันเข้าโรงพยาบาล” เธอเลื่อนหน้าจอให้เขาดู “คุณบอกว่าจะไปถึงในยี่สิบนาที แต่คุณไปหาเมืองซูที่สถานีรถไฟ แล้วปล่อยให้ฉันพาพ่อเข้าโรงพยาบาลคนเดียว”
“ตอนนั้นเมืองซูมีปัญหา—”
“ฉันรู้ค่ะ ฉันจำได้ทุกครั้ง”
เธอเลื่อนต่อ “นี่คือใบเสร็จโรงแรมที่คุณบอกว่าไปนอนบ้านเพื่อน เพราะเมืองซูไม่สบาย นี่คือข้อความจากพนักงานโรงแรมที่บอกว่าคุณเป็นคนจองห้อง นี่คือรูปที่คุณแม่คุณส่งให้ฉันวันที่คุณสองคนไปเที่ยวด้วยกัน แล้วคุณบอกฉันว่าต้องทำงานล่วงเวลา”
เฉินอวี่หมิงหน้าเปลี่ยนสี “เธอแอบตรวจสอบฉัน?”
“ฉันไม่ได้อยากตรวจสอบใคร ฉันแค่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คุณทำ”
เขาหันหน้าหนี “เมืองซูเป็นเพื่อนของฉันมานาน เธอผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก ฉันจะทิ้งเธอไม่ได้”
“แล้วฉันล่ะ?”
“เธอกำลังจะเป็นภรรยาของฉัน”
“ฉันถามว่าตอนที่ฉันลำบาก คุณเคยอยู่กับฉันไหม”
ไม่มีคำตอบ
ความเงียบยาวนานกว่าคำสารภาพใด ๆ
หลานชิงถอดแหวนหมั้นออกจากนิ้ว แหวนวงนั้นมีเพชรเม็ดเล็กที่เธอเลือกเองเพราะไม่อยากให้เขาเป็นหนี้ เธอวางมันลงบนโต๊ะข้างประตู
“พรุ่งนี้ไม่ต้องมารับฉัน”
เฉินอวี่หมิงชะงัก “อะไรนะ?”
“ยกเลิกงานแต่งงาน”
เมืองซูลืมตาขึ้นช้า ๆ เธอทำหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องที่ไม่ควรได้ยิน “หลานชิง เธอจะยกเลิกเพราะฉันจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่ใช่เพราะเธอ” หลานชิงตอบ “เพราะคู่หมั้นของฉันเลือกทำให้ฉันเป็นคนนอกในบ้านของตัวเอง แล้วคิดว่าฉันควรยิ้มรับเพราะพรุ่งนี้จะมีพิธีแต่งงาน”
เฉินอวี่หมิงรีบคว้าแขนเธอ “เราคุยกันตอนเช้าได้ไหม ตอนนี้เธอโกรธอยู่”
“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันชัดเจนขึ้นแล้ว”
“ค่าเสียหายทั้งหมดล่ะ? สัญญากับโรงแรม รายชื่อแขก ของชำร่วย ทุกอย่าง—”
“ฉันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามส่วนของฉัน”
“เธอจะทำให้พ่อแม่ฉันขายหน้า”
“ฉันไม่ใช่คนที่ทำให้พวกเขาขายหน้า คุณต่างหากที่ทำให้ฉันไม่มีเหตุผลเหลือพอจะเดินเข้าไปในงานนั้น”
เธอเดินออกจากบ้านโดยไม่หันกลับไปมอง
ด้านนอกฝนเริ่มตก ถนนหน้าบ้านเปียกจนสะท้อนแสงไฟ หลานชิงยืนโทรหาลุงเฉียง ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทครอบครัวที่ช่วยดูแลเอกสารซื้อบ้านหลังนี้ให้เธอ
“ลุงคะ หนูอยากยกเลิกงานแต่งงานพรุ่งนี้ค่ะ แล้วช่วยเตรียมเอกสารเรื่องบ้านด้วย”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “คุณหนูแน่ใจหรือครับ?”
“แน่ใจค่ะ”
“หมายถึงเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ที่ยังไม่ประกาศใช่ไหมครับ?”
“ใช่ค่ะ พรุ่งนี้เช้าช่วยส่งทีมไปที่บ้านด้วย หนูต้องการแยกของทุกอย่างตามรายการ และเปลี่ยนรหัสผ่านระบบบ้านทั้งหมด”
หลานชิงไม่ได้เป็นคนร่ำรวยโดยบังเอิญ บ้านหลังนั้นซื้อด้วยเงินที่เธอเก็บจากธุรกิจออกแบบภายในของตัวเอง เฉินอวี่หมิงช่วยออกแบบสวนและออกเงินเพียงส่วนเล็ก ๆ ในวันแรกเขาบอกว่าไม่อยากเอาเปรียบเธอ หลานชิงจึงเขียนชื่อเขาไว้ในเอกสารสิทธิ์ร่วมชั่วคราว เพื่อให้เขารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เป็นของทั้งคู่
แต่ในช่วงเตรียมงานแต่ง เธอพบว่าชื่อของเขายังไม่ได้จดทะเบียนสมบูรณ์ เพราะเอกสารรับรองเงินส่วนที่เขาอ้างว่านำมาลงทุนไม่เคยถูกส่งให้ธนาคาร เธอขอให้เขาไปเซ็นเอกสารหลายครั้ง เขากลับบอกว่าไว้หลังแต่งงานค่อยจัดการ
คืนนั้น หลังจากเขาเลือกเมืองซูแทนเธอ หลานชิงจึงตัดสินใจไม่รออีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาเจ็ดโมงสิบห้า รถขนของสามคันเข้าจอดหน้าบ้าน เฉินอวี่หมิงยังไม่ตื่นดีเมื่อได้ยินเสียงคนเปิดประตู เขารีบลงมาชั้นล่างและพบพนักงานหลายคนกำลังยกกล่องออกจากห้องนอนหลัก
เมืองซูยืนอยู่ข้างบันไดในเสื้อผ้าชุดเดิมของเมื่อคืน เธอไม่ได้เมาแล้ว และใบหน้าของเธอซีดกว่าคนที่เพิ่งตื่น
“พวกคุณเป็นใคร?” เฉินอวี่หมิงถาม
ชายวัยกลางคนยื่นเอกสารให้เขา “ผมมาจากบริษัทดูแลทรัพย์สินของคุณหลานชิงครับ เราทำตามรายการส่งมอบที่เธอเซ็นไว้”
“ส่งมอบอะไร? วันนี้เป็นวันแต่งงานของผม”
“ตามข้อมูลของเรา งานแต่งงานถูกยกเลิกแล้วครับ”
เฉินอวี่หมิงฉีกยิ้ม “เธอแค่โกรธ เดี๋ยวก็กลับมา”
“อาจเป็นอย่างนั้นครับ แต่บ้านหลังนี้ยังเป็นทรัพย์สินของคุณหลานชิงแต่เพียงผู้เดียว และเธอสั่งให้แยกของส่วนตัวของคุณออกจากของในบ้าน”
“คุณพูดอะไร?”
ชายคนนั้นเปิดแฟ้ม “นี่คือเอกสารสิทธิ์ฉบับล่าสุด ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์คือคุณหลานชิง ส่วนเอกสารที่คุณเซ็นไว้เป็นเพียงข้อตกลงการอยู่อาศัยก่อนจดทะเบียนสมรส ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์”
เฉินอวี่หมิงคว้าเอกสารไปอ่าน มือของเขาเริ่มสั่น
แม่ของเขามาถึงในเวลาต่อมา เมื่อเห็นผ้าห่มแต่งงานที่เธอเย็บด้วยมือถูกพับใส่กล่อง เธอก็ร้องเสียงดังว่าใครอนุญาตให้แตะต้องของลูกชาย
“ของชิ้นใหญ่ที่บ้านคุณซื้อจะจัดส่งคืนตามรายการค่ะ” พนักงานหญิงอธิบาย “ส่วนผ้าห่มผืนนี้ คุณหลานชิงระบุว่าเป็นของที่คุณมอบให้เธอ จึงไม่รวมอยู่ในทรัพย์สินของลูกชายคุณ”
แม่ของเฉินอวี่หมิงหันไปมองเมืองซูด้วยสายตาตำหนิ “ทั้งหมดเป็นเพราะเธอใช่ไหม? ถ้าเมื่อคืนเธอไม่เข้ามาในห้องนั้น เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้”
เมืองซูเม้มริมฝีปาก เธอไม่ตอบโต้ แต่เดินไปหาเฉินอวี่หมิงที่กำลังยืนอยู่หน้าเตียงว่างเปล่า
“ฉันขอโทษ” เธอพูดเบา ๆ “ฉันไม่คิดว่าเธอจะยกเลิกจริง”
เฉินอวี่หมิงหันมาหาเธอ ดวงตาแดงก่ำ “เธอรู้ไหมว่าทำไมเธอถึงยกเลิก?”
เมืองซูหลบตา “เพราะเธอเข้าใจผิด”
“เธอเคยบอกฉันว่าหลานชิงไม่เหมาะกับฉัน บอกว่าเธอเห็นแก่ตัว บอกว่าถ้าแต่งงานแล้วฉันจะไม่มีเวลาอยู่กับเธออีก”
เมืองซูนิ่ง
“เธอพูดอย่างนั้นจริงไหม?”
“ฉันแค่กลัวว่าจะเสียเพื่อน”
“แต่เธอไม่เคยกลัวว่าจะเสียฉันไปจากหลานชิงเลย”
เมืองซูเงยหน้าขึ้น “ถ้าฉันต้องการเธอจริง ๆ ฉันคงไม่บอกให้เธอแต่งงานกับหลานชิงหรอก”
คำตอบนั้นทำให้เฉินอวี่หมิงแข็งค้าง
เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจว่าเมืองซูไม่เคยขอให้เขาเลือกอย่างชัดเจน เธอเพียงร้องไห้ โทรหา และทำให้เขารู้สึกว่าถ้าไม่ไปหาเธอทันที เขาจะเป็นคนใจร้าย ส่วนเขาเองต่างหากที่เลือกทิ้งหลานชิงครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วโยนความผิดให้สถานการณ์
ในเวลาเดียวกัน หลานชิงอยู่ที่โรงแรมกับพ่อแม่ เธอยกเลิกพิธีทั้งหมดอย่างเป็นทางการและคุยกับผู้จัดการโรงแรมด้วยตัวเอง พ่อของเธอนั่งเงียบอยู่ข้างหน้าต่าง สีหน้าซีดจากโรคหัวใจที่เพิ่งรักษา เขาไม่ถามว่าเธอทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น เพียงวางมือบนมือของเธอ
“ลูกไม่ต้องแต่งงานเพื่อรักษาหน้าพ่อ” เขาพูด
หลานชิงกลั้นน้ำตา “หนูทำให้ทุกคนเสียเงิน”
“เงินหามาใหม่ได้ แต่ถ้าลูกต้องใช้ชีวิตกับคนที่ทำให้ลูกรู้สึกไร้ค่า เงินเท่าไรก็ซื้อเวลาคืนไม่ได้”
แม่ของเธอเปิดกล่องรองเท้าสีขาวแล้วหยิบมันออกมา เธอใช้ผ้านุ่มเช็ดฝุ่นที่ปลายรองเท้า
“แม่ตั้งใจให้ลูกใส่เข้าบ้านใหม่”
“หนูคงไม่ได้ใส่มันแล้ว”
“ใครบอกว่ารองเท้าเจ้าสาวต้องใส่เฉพาะวันแต่งงาน?” แม่ยิ้มบาง ๆ “ใส่วันที่ลูกเดินออกจากสิ่งที่ทำร้ายลูกก็ได้”
หลานชิงหัวเราะทั้งน้ำตา เป็นเสียงหัวเราะแรกของเธอในรอบหลายเดือน
เรื่องการยกเลิกงานแต่งงานไม่ได้จบลงในวันเดียว โรงแรมหักค่าใช้จ่ายบางส่วนตามสัญญา บริษัทจัดงานคืนเงินได้เพียงบางรายการ และญาติบางคนยังโทรมาตำหนิเธอว่าใจร้อนเกินไป เฉินอวี่หมิงส่งข้อความมาทุกคืน บางข้อความขอโทษ บางข้อความกล่าวหาว่าเธอทำลายชีวิตเขา
หลานชิงไม่ตอบทันที เธอให้ทนายตรวจสอบค่าใช้จ่ายและข้อตกลงทั้งหมดอย่างละเอียด เธอไม่ต้องการให้ความโกรธทำให้เธอตัดสินใจผิดอีก
สามสัปดาห์ต่อมา เฉินอวี่หมิงมาพบเธอที่สำนักงาน เขาดูผอมลงและไม่มีท่าทีโกรธเหมือนก่อน
“ฉันไม่ได้มาขอให้เธอกลับมา” เขาพูดก่อนที่เธอจะเอ่ยอะไร “ฉันรู้ว่าฉันไม่มีสิทธิ์ขอ”
หลานชิงพยักหน้า “แล้วคุณมาทำไม?”
เขาวางแฟ้มบนโต๊ะ “นี่คือเงินส่วนที่ฉันต้องรับผิดชอบจากการยกเลิกงาน ฉันขายรถแล้ว ได้ไม่ครบทั้งหมด แต่จะผ่อนคืนตามกำหนด”
เธอมองเอกสารแล้วปิดแฟ้ม “คุณไม่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ฉันให้อภัย”
“ฉันรู้” เขาตอบ “ฉันทำเพราะเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าผลของการตัดสินใจเป็นของฉัน ไม่ใช่ของเธอ ไม่ใช่ของเมืองซู และไม่ใช่ของพ่อแม่ฉัน”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“วันนั้นเธอถามว่าฉันเคยอยู่กับเธอไหม ฉันตอบไม่ได้ เพราะฉันรู้ว่าคำตอบคือไม่ ฉันคิดว่าการรักใครสักคนคือการอยู่ข้างเขาทุกครั้งที่เขาเรียก แต่ฉันไม่เคยถามตัวเองเลยว่าคนที่ฉันกำลังทำร้ายคือเธอ”
หลานชิงฟังจนจบโดยไม่ขัด
“ฉันเชื่อว่าคุณเสียใจ” เธอพูด “แต่ความเสียใจไม่ได้ทำให้เจ็ดปีที่ผ่านมาไม่เกิดขึ้น และมันไม่ทำให้ฉันไว้ใจคุณได้เหมือนเดิม”
“ฉันเข้าใจ”
“คุณควรเข้าใจตั้งนานแล้ว”
เฉินอวี่หมิงก้มหน้า “ฉันจะไม่รบกวนเธออีก”
ก่อนเขาจะลุกขึ้น หลานชิงพูดว่า “เมืองซูเป็นอย่างไรบ้าง?”
เขาหัวเราะเศร้า ๆ “เธอย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ฉันแล้ว เราไม่ได้ติดต่อกันบ่อยเหมือนเดิม เธอมีงานใหม่ที่เมืองอื่น”
“คุณยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม?”
“ฉันไม่แน่ใจ” เขามองออกไปนอกหน้าต่าง “บางความสัมพันธ์อยู่รอดได้เพราะคนสองคนไม่ต้องรับผิดชอบต่อกัน แต่พอคนหนึ่งต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความเคยชิน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป”
หลานชิงไม่ได้ถามต่อ
หกเดือนหลังจากวันแต่งงานที่ไม่เคยเกิดขึ้น บ้านหลังนั้นถูกปรับปรุงใหม่ เธอเปลี่ยนห้องนอนหลักให้เป็นสตูดิโอทำงาน และย้ายเตียงไปไว้ในห้องเล็กด้านหลังซึ่งมีหน้าต่างรับแสงเช้า ผ้าปูที่นอนผืนใหม่ไม่มีรูปแบบที่เฉินอวี่หมิงชอบ ไม่มีสีที่เขาเลือก และไม่มีสิ่งของที่ต้องเผื่อพื้นที่ให้ใครอีกคน
เธอเริ่มรับงานออกแบบมากขึ้น เปิดบริษัทเล็ก ๆ กับเพื่อนร่วมงาน และจ้างคนดูแลพ่อในวันที่เธอต้องเดินทาง แม่ยังคงแวะมาชงชาให้เธอทุกสุดสัปดาห์ ส่วนพ่อเริ่มเดินออกกำลังกายได้วันละยี่สิบนาที
บางคืนหลานชิงยังตื่นขึ้นเพราะฝันว่าได้ยินเสียงประตูเปิด เธอจะนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปยังเก้าอี้ข้างเตียงที่ว่างเปล่า ก่อนจะเตือนตัวเองว่าไม่มีใครมีสิทธิ์เข้ามาในบ้านนี้โดยไม่เคาะประตูอีกแล้ว
วันหนึ่ง เธอได้รับพัสดุจากเมืองซู ข้างในเป็นเสื้อคลุมผ้าไหมที่ซักและรีดเรียบร้อย พร้อมจดหมายสั้น ๆ
“ฉันคืนของที่ไม่ใช่ของฉัน ขอโทษที่ครั้งหนึ่งฉันทำให้ความเมตตาของคุณกลายเป็นเรื่องที่คุณต้องชดใช้ ฉันไม่ขอให้คุณยกโทษให้ แต่อยากให้คุณรู้ว่าหลังจากคืนนั้น ฉันเริ่มเห็นตัวเองชัดขึ้น และจะไม่ใช้ความอ่อนแอของตัวเองบังคับให้ใครต้องละทิ้งคนอื่นอีก”
หลานชิงพับจดหมายเก็บไว้ในลิ้นชัก เธอไม่ได้ให้อภัยเมืองซูในวันนั้น และไม่จำเป็นต้องรีบให้อภัยใครเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนดี
ส่วนเสื้อคลุม เธอนำไปซักอีกครั้ง แล้วเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าของตัวเอง
หนึ่งปีหลังจากคืนที่ยกเลิกงานแต่งงาน หลานชิงจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในบ้านเพื่อฉลองการเปิดบริษัท เธอสวมชุดสีฟ้าเรียบง่าย รองเท้าสีขาวคู่เดิมที่แม่ซื้อให้ และวางผ้าห่มแต่งงานผืนเก่าไว้บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ไม่ใช่ในฐานะของที่ระลึกถึงคู่หมั้น แต่เป็นหลักฐานว่าเธอเคยสร้างบ้านหลังหนึ่งขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง
มีคนถามเธอว่าเสียดายไหมที่ไม่ได้แต่งงานในวันนั้น
หลานชิงมองออกไปยังสวนที่เธอออกแบบใหม่ ดอกไม้สีขาวบานอยู่ริมทางเดิน และตอบโดยไม่ต้องคิดนาน
“ฉันเสียดายแค่ที่ใช้เวลาถึงเจ็ดปีกว่าจะรู้ว่า บ้านไม่ใช่สถานที่ที่ใครสัญญาว่าจะพาเราไปอยู่ด้วยกัน บ้านคือที่ที่เราสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครให้มีคุณค่า”
คืนนั้น หลังแขกกลับหมดแล้ว เธอถอดรองเท้าสีขาววางไว้ข้างประตู เปิดไฟในห้องนอนใหม่ และปิดประตูด้วยตัวเอง
ครั้งนี้ไม่มีใครแย่งเตียงของเธอไป และไม่มีใครต้องไล่เธอออกจากบ้านของเธอเองอีกต่อไป.