“เปิดโลงเดี๋ยวนี้! ถ้าลูกสาวฉันตายจริง ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย?”
เสียงของแม่ดังขึ้นกลางลานดินหน้าสุสาน ขณะที่ชายฉกรรจ์สี่คนกำลังยกโลงไม้ขึ้นบนแท่นพิธี คนในหมู่บ้านหันมามองกันหมด แต่ไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปช่วยเธอ เพราะทุกคนรู้ว่าตระกูลหวังมีอำนาจมากเพียงใด และรู้ด้วยว่าศพในโลงนั้นไม่ควรถูกเปิดอีกแล้วตามธรรมเนียมของหมู่บ้าน
แต่แม่ของเล่ยเล่ยไม่สนใจธรรมเนียมใดทั้งนั้น เธอเดินฝ่าฝูงชนเข้าไป มือทั้งสองข้างสั่นเทา ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ตลอดทางที่นั่งรถมาจากต่างเมือง
“ฉันเป็นแม่แท้ ๆ ของเธอ” เธอตะโกน “ต่อให้เหลือเวลาอีกแค่ครั้งเดียว ฉันก็ต้องเห็นหน้าลูก!”
หลี่เหวิน สามีของเล่ยเล่ยยืนอยู่ข้างโลง สีหน้าซีดเผือด เขาไม่ร้องไห้ ไม่พูดปลอบแม่ยาย และไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ ความเงียบของเขาทำให้แม่ของเล่ยเล่ยยิ่งแน่ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ
สามวันก่อนหน้านั้น เธอยังได้รับข้อความจากลูกสาวว่า “แม่ อย่าไว้ใจพวกเขา ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหนู ให้ดูที่ใต้เตียงเด็ก”
หลังจากนั้น โทรศัพท์ของเล่ยเล่ยก็ปิดเครื่อง
ก่อนที่แม่จะเดินทางมาถึงบ้านตระกูลหวัง ทุกอย่างกลับถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งพิธีศพ เสื้อผ้าสำหรับผู้ตาย ธูปเทียน และคำประกาศว่าเล่ยเล่ยเสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลวหลังคลอดบุตรได้ไม่กี่วัน
แต่ไม่มีใครยอมบอกว่าเธอเสียชีวิตเมื่อไร ใครเป็นคนพบร่าง และเหตุใดจึงไม่ได้ส่งตัวไปโรงพยาบาล
“พี่หลี่เหวิน” แม่ของเล่ยเล่ยเรียกเขา “ลูกสาวฉันเป็นอะไรตายกันแน่?”
หลี่เหวินก้มหน้าลง “เธอไม่สบายกะทันหันครับ ตอนนั้นผมต้องไปทำงานต่างจังหวัด พอกลับมาก็…”
“โกหก!”
เสียงของชายชราคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา เขาคือหวังจื้อหยวน พ่อของหลี่เหวินและเจ้าของบ้านหลังใหญ่กลางหมู่บ้าน ชายชราคนนั้นยกมือห้ามทุกคน
“ลูกสะใภ้เสียชีวิตแล้ว อย่าทำให้วิญญาณเธอไปไม่สงบ การเปิดโลงกลางพิธีเป็นการลบหลู่บรรพบุรุษ”
“ลบหลู่หรือกลัวอะไรบางอย่างกันแน่?” แม่ของเล่ยเล่ยสวนกลับ
ใบหน้าของหวังจื้อหยวนกระตุกเล็กน้อย แต่เขารีบทำเสียงแข็ง “ที่นี่มีธรรมเนียมของเรา คนที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านไม่มีสิทธิ์มาสั่ง”
“เธอเป็นลูกสาวของฉัน!”
“และเป็นภรรยาของลูกชายฉัน” หวังจื้อหยวนตอบ “คุณไม่มีสิทธิ์ทำให้พิธีของบ้านเรายุ่งยาก”
แม่ของเล่ยเล่ยหันไปมองหลี่เหวิน “ถ้าอย่างนั้นในฐานะสามีของเธอ แกบอกฉันสิว่าศพอยู่ในโลงนี้จริงหรือเปล่า?”
หลี่เหวินเม้มปากแน่น เขามองไปทางพี่สาวของตน หวังลี่เหมย ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังแม่ของเขา ลี่เหมยเป็นคนจัดการงานศพทั้งหมด ตั้งแต่การแต่งตัวศพจนถึงการจ้างคนยกโลง และเป็นคนแรกที่บอกทุกคนว่าไม่ควรเปิดฝาโลง เพราะอากาศร้อนเกินไป ร่างของผู้ตายจะเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว
“อย่าถามเขาเลย” ลี่เหมยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า “หลี่เหวินเสียใจจนพูดอะไรไม่ออก พี่เองก็เสียใจไม่ต่างกัน เล่ยเล่ยเป็นน้องสาวของพี่”
“ถ้าเสียใจจริง ทำไมเธอถึงรีบเอาลูกสาวฉันไปเผา?”
คำถามนั้นทำให้คนรอบข้างเงียบลง
ลี่เหมยยกมือปิดปากเหมือนจะร้องไห้ “เราแค่ทำตามธรรมเนียม ที่นี่คนตายห้ามเก็บไว้นาน อากาศร้อนมาก ถ้าช้ากว่านี้จะเกิดปัญหา”
“แล้วใบรับรองการตายล่ะ?”
ไม่มีใครตอบ
แม่ของเล่ยเล่ยก้าวเข้าไปหาหลี่เหวิน “ลูกสาวฉันถูกตรวจโดยหมอคนไหน?”
หลี่เหวินกำหมัด “แม่ครับ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถามเรื่องพวกนี้”
“ไม่ใช่เวลาถาม แล้วเวลาไหนถึงจะถามได้? หลังจากพวกแกเผาเธอจนเหลือแต่เถ้าหรือ?”
ทารกที่อยู่ในห้องข้างบ้านเริ่มร้องไห้ เสียงร้องของเด็กดังทะลุออกมาจนทุกคนหันไปมอง ลี่เหมยรีบบอกหญิงชราคนหนึ่งให้ไปชงนม
“เด็กเพิ่งเสียแม่ ต้องรีบดูแล” เธอพูด “อย่ามัวทะเลาะกันเลย”
แม่ของเล่ยเล่ยชะงัก เธอเพิ่งเห็นหลานชายเป็นครั้งแรก เด็กตัวเล็กนอนอยู่ในเปล ข้อมือมีรอยแดงคล้ายถูกบีบแน่น ใบหน้าของเด็กซีดและร้องไห้จนเสียงแหบ
“ทำไมเด็กถึงมีรอยแบบนั้น?” เธอถาม
ลี่เหมยรีบเอาผ้าห่มคลุมแขนเด็ก “คงโดนตอนดิ้นค่ะ เด็กเพิ่งเกิดก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น”
“เล่ยเล่ยคลอดที่ไหน?”
“ที่บ้าน”
“ทำไมไม่ไปโรงพยาบาล?”
“เธอไม่อยากไปเอง” หลี่เหวินตอบเร็วเกินไป
แม่ของเล่ยเล่ยมองเขานิ่ง ๆ ลูกสาวของเธอเคยบอกเสมอว่ากลัวการคลอดที่บ้านและเตรียมเงินไว้สำหรับโรงพยาบาลแล้ว แม้เธอจะต้องขายกำไลทองที่แม่ให้เป็นของขวัญแต่งงานก็ตาม
“เธอไม่เคยพูดแบบนั้น”
หลี่เหวินเบือนหน้า
คืนนั้น หลังจากพิธีศพถูกเลื่อนออกไปเพราะแม่ของเล่ยเล่ยยืนกรานจะเห็นหน้าลูกสาว ทุกคนในบ้านต่างจับกลุ่มคุยกันอยู่ในห้องโถง เสียงของหวังจื้อหยวนดังลอดประตูออกมา
“พรุ่งนี้ต้องส่งศพไปเผา ห้ามให้ใครเปิดโลงเด็ดขาด”
“แต่แม่เธอเริ่มสงสัยแล้ว” ลี่เหมยพูด
“ก็ให้คนในหมู่บ้านช่วยกันกดดัน เธอเป็นคนนอก ไม่มีใครเชื่อเธอหรอก”
“แล้วถ้าหลี่เหวินพูดล่ะ?”
“ลูกชายฉันไม่พูดอะไรทั้งนั้น เขายังอยากได้หุ้นบริษัทของฉันอยู่”
แม่ของเล่ยเล่ยยืนอยู่หลังผนัง หัวใจเต้นแรง เธอไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง แต่คำพูดนั้นทำให้เธอรู้ว่าการตายของลูกสาวอาจเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินบางอย่าง
เธอกลับเข้าห้องของเล่ยเล่ยก่อนที่ใครจะเห็น ใต้เตียงเด็กมีถุงผ้าสีฟ้าใบหนึ่งซ่อนอยู่ ข้างในเป็นโทรศัพท์สำรอง สมุดบัญชี และซองเอกสารที่มีตราประทับของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง
โทรศัพท์ยังมีแบตเตอรี่เหลือเล็กน้อย แม่ของเล่ยเล่ยเปิดดูข้อความล่าสุด
“แม่ หนูไม่ได้ป่วย หนูเจอเอกสารที่ไม่ควรเจอ พี่ลี่เหมยเอาเงินบริษัทไปใช้หนี้พนันของสามี เธอปลอมลายเซ็นหนูในสัญญาโอนที่ดิน แต่หนูมีหลักฐานแล้ว”
ข้อความถัดไปถูกส่งหลังจากนั้นไม่กี่นาที
“หลี่เหวินรู้เรื่องทั้งหมด เขาบอกให้หนูยอมเงียบ เพราะถ้าพ่อเขาติดคุก ทุกคนจะลำบาก หนูไม่ยอม หนูจะพาลูกกลับไปหาแม่”
จากนั้นเป็นข้อความเสียงที่มีเพียงเสียงหายใจสั่น ๆ และเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดว่า
“เอาเอกสารมาเดี๋ยวนี้ อย่าคิดว่ามีลูกแล้วทุกคนจะต้องยอมเธอ”
แม่ของเล่ยเล่ยจำเสียงนั้นได้ทันที เป็นเสียงของลี่เหมย
เธอกำโทรศัพท์แน่นแล้วรีบส่งไฟล์ทั้งหมดไปยังโทรศัพท์ของตัวเอง แต่สัญญาณในบ้านอ่อนมาก การส่งข้อมูลหยุดค้างอยู่ที่เก้าสิบสองเปอร์เซ็นต์
ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก
หลี่เหวินยืนอยู่ตรงนั้น เขามองโทรศัพท์ในมือแม่ยาย ก่อนจะถอนหายใจยาว
“แม่เจอแล้วสินะ”
“ลูกสาวฉันตายเพราะอะไร?”
เขาหลับตาเหมือนคนที่เหนื่อยจนไม่มีแรงหลบหนีอีกต่อไป “ผมไม่รู้ว่าเธอตายหรือยัง”
แม่ของเล่ยเล่ยตัวแข็ง “หมายความว่าอย่างไร?”
“วันนั้นผมกลับมาจากต่างจังหวัดเพราะเล่ยเล่ยโทรหาผม เธอบอกว่าพี่สาวผมทะเลาะกับเธอเรื่องเอกสาร ผมมาถึงบ้านก็เห็นเธอนอนอยู่บนพื้น มีรอยแดงที่คอ หายใจแผ่วมาก”
“แล้วทำไมไม่พาเธอไปโรงพยาบาล?”
หลี่เหวินหลบสายตา “พ่อกับพี่สาวบอกว่าถ้าไปโรงพยาบาล เรื่องเอกสารจะถูกเปิดเผย พ่อจะถูกจับ พี่สาวจะต้องคืนเงินหลายล้าน พวกเขาบอกว่าเล่ยเล่ยแค่หมดสติ เดี๋ยวก็ฟื้น”
“แล้วแกก็เชื่อ?”
“ผมกลัว”
“แกไม่ได้กลัว เธอเลือกพวกเขา!”
หลี่เหวินสะดุ้ง แต่ไม่โต้เถียง
“หลังจากนั้นล่ะ?”
“ผมลองจับชีพจรเธอ แต่ไม่แน่ใจว่าเจอหรือไม่ พี่สาวบอกว่าเล่ยเล่ยตายแล้ว พวกเขาเอาผ้ามาคลุมหน้าและบอกให้ผมไปดูเด็ก ผม…ผมไม่ได้กล้าเข้าไปดูอีก”
แม่ของเล่ยเล่ยตบหน้าเขาเต็มแรง
“แกเป็นสามีของเธอ แกจะกลัวจนปล่อยให้คนอื่นเอาลูกสาวฉันใส่โลงได้อย่างไร?”
“ผมคิดว่าเธอตายแล้วจริง ๆ”
“แต่ตอนนี้แกบอกว่าไม่รู้!”
หลี่เหวินก้มหน้าลง น้ำตาหยดลงบนพื้น “ตอนพวกเขาปิดฝาโลง ผมได้ยินเสียงเคาะ”
แม่ของเล่ยเล่ยรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหายไป
“เสียงเคาะ?”
“สามครั้ง…แล้วก็มีเสียงเหมือนคนพยายามหายใจ ผมบอกให้เปิด แต่พ่อผมตะโกนว่าเป็นเสียงไม้ลั่น พี่สาวเอายามาให้ผมกิน บอกว่าผมเครียดเกินไป หลังจากนั้นผมก็หมดสติ”
“แล้วทำไมถึงปล่อยให้พวกเขายกโลงมาที่นี่?”
“เพราะผมตื่นขึ้นมาในห้องที่ล็อกจากข้างนอก โทรศัพท์ถูกเอาไป พอออกมา ทุกอย่างก็เสร็จหมดแล้ว”
แม่ของเล่ยเล่ยกำลังจะพูดต่อ แต่เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าห้อง หลี่เหวินรีบคว้าโทรศัพท์จากมือเธอแล้วซ่อนหลังตู้
ลี่เหมยเดินเข้ามา “น้องชาย แม่กำลังตามหา นายมาทำอะไรตรงนี้?”
“ผมมาดูเด็ก”
“เด็กมีคนดูแลแล้ว ไปช่วยข้างนอกเถอะ”
ลี่เหมยมองแม่ของเล่ยเล่ย ก่อนยิ้มบาง ๆ “คุณป้าควรพักผ่อนนะคะ พรุ่งนี้จะได้ส่งน้องสาวไปอย่างสงบ”
แม่ของเล่ยเล่ยตอบกลับ “ถ้าลูกสาวฉันตายจริง ฉันจะไม่ขัดขวาง แต่ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะตามหาเธอให้เจอ แม้ต้องรื้อบ้านนี้ทั้งหลัง”
รอยยิ้มของลี่เหมยหายไป
“อย่ากล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน”
“หลักฐานอยู่ในโทรศัพท์ของลูกสาวฉัน”
ลี่เหมยหันไปมองหลี่เหวินทันที เพียงเสี้ยววินาทีนั้น แม่ของเล่ยเล่ยก็เห็นความกลัวในดวงตาของเธอ
คืนนั้น แม่ของเล่ยเล่ยส่งข้อความที่ค้างอยู่สำเร็จ โดยใช้เครือข่ายจากหลังบ้าน เธอส่งเอกสารทั้งหมดไปให้เพื่อนเก่าที่เป็นทนายในเมือง รวมถึงส่งข้อความเสียงไปยังตำรวจท้องที่ พร้อมบอกพิกัดบ้านและชื่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง
แต่ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง ลี่เหมยก็รู้เรื่องเสียก่อน
เธอปลุกคนในบ้านให้รีบยกโลงไปสุสานตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง หวังจื้อหยวนอ้างว่าอากาศร้อนเกินไปและไม่สามารถรอได้อีก หลี่เหวินถูกบังคับให้เดินตามขบวน แต่แม่ของเล่ยเล่ยวิ่งออกมาขวางไว้หน้าประตู
“ฉันจะเปิดโลงเดี๋ยวนี้!”
หวังจื้อหยวนสั่งให้คนในหมู่บ้านช่วยกันห้ามเธอ “ถ้าเปิดโลงกลางทาง วิญญาณจะไม่ไปสู่สุคติ บ้านทุกหลังจะพบแต่ความโชคร้าย!”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนลังเล หลายคนเชื่อธรรมเนียมเก่าแก่ยิ่งกว่าความจริงที่อยู่ตรงหน้า
แม่ของเล่ยเล่ยจึงตะโกนถาม “ถ้าในโลงมีลูกสาวฉันจริง พวกคุณจะกลัวอะไร? ให้ฉันเห็นหน้าเธอแค่ครั้งเดียว ถ้าพวกคุณพูดความจริง ฉันจะคุกเข่าขอโทษต่อหน้าทุกคน”
ไม่มีใครตอบ
ขบวนศพยังคงเคลื่อนต่อไป หลี่เหวินเดินก้มหน้า แต่เมื่อมาถึงทางแยก เขาจงใจสะดุดล้มและทำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งหล่นออกจากเสื้อของลี่เหมย
โทรศัพท์นั้นเป็นของเล่ยเล่ย
แม่ของเล่ยเล่ยพุ่งเข้าไปคว้าไว้ทันที ลี่เหมยกรีดร้องและพยายามแย่งคืน แต่ชาวบ้านหลายคนเริ่มมองเธอด้วยความสงสัย
“ทำไมโทรศัพท์ของน้องสาวถึงอยู่กับเธอ?”
ลี่เหมยตอบไม่ออก
ในขณะเดียวกัน รถของตำรวจเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าสุสาน นายตำรวจสองคนลงจากรถพร้อมชายวัยกลางคนที่ถือกระเป๋าแพทย์ เขาเป็นแพทย์เวรจากโรงพยาบาลอำเภอและเป็นเพื่อนของทนายที่ได้รับข้อมูลจากแม่ของเล่ยเล่ย
“ห้ามเผาหรือเคลื่อนย้ายสิ่งใดจนกว่าจะตรวจสอบ” นายตำรวจประกาศ “มีการแจ้งเหตุสงสัยว่ามีผู้ถูกทำร้ายและอาจถูกนำตัวไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
หวังจื้อหยวนพยายามอ้างว่าทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ตำรวจแสดงเอกสารการขอเข้าตรวจค้นบ้านและพื้นที่ประกอบพิธี
แม่ของเล่ยเล่ยหันไปหาหลี่เหวิน “เปิดโลง”
เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปหาคนยกโลง
“เปิดเถอะ” เขาพูดเสียงแหบ “ผมอยากรู้เหมือนกันว่าในนั้นมีใครอยู่”
ฝาโลงถูกงัดออกต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
ข้างในไม่มีร่างของเล่ยเล่ย
มีเพียงเสื้อผ้าของเธอ ผ้าห่มผืนหนึ่ง และถุงทรายที่ถูกวางไว้เพื่อให้โลงมีน้ำหนักพอสำหรับการเคลื่อนย้าย
แม่ของเล่ยเล่ยทรุดลงกับพื้น “ลูกสาวฉันอยู่ที่ไหน?”
ลี่เหมยร้องไห้ทันที “เราไม่ได้ทำอะไรเธอ! เราทำตามธรรมเนียมของหมู่บ้านจริง ๆ ศพถูกส่งไปที่ฌาปนสถานแล้ว!”
ตำรวจหันไปมองเธอ “คุณบอกว่ามีศพ แล้วศพหายไปจากโลงได้อย่างไร?”
ลี่เหมยเงียบ
หวังจื้อหยวนเริ่มตะโกนว่าคนนอกกำลังทำลายชื่อเสียงตระกูล แต่ไม่มีใครฟังเขาเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว ชาวบ้านหลายคนเริ่มถอยห่างจากครอบครัวหวัง บางคนกระซิบว่าตนเห็นรถตู้คันหนึ่งออกจากบ้านตอนกลางคืน
นายตำรวจตรวจโทรศัพท์ของเล่ยเล่ยและพบภาพถ่ายเอกสาร รวมถึงข้อความเสียงที่บันทึกการทะเลาะกันในห้องนอน เสียงของลี่เหมยดังชัดเจน
“ถ้าเธอไม่เซ็นโอนที่ดิน เด็กคนนี้ก็ไม่มีวันได้ออกไปจากบ้านเรา”
ตามด้วยเสียงเล่ยเล่ยร้องขอความช่วยเหลือ และเสียงของหลี่เหวินที่พูดว่า “พี่ อย่าทำแรงเกินไป!”
การตรวจค้นบ้านพบผ้าพันคอที่มีรอยเลือดเล็กน้อย ยานอนหลับหลายแผง และกล้องวงจรปิดที่ถูกถอดสายออกในคืนเกิดเหตุ ตำรวจยังพบสมุดบันทึกของพยาบาลผดุงครรภ์ที่ถูกเรียกมาช่วยทำคลอด เธอเขียนไว้ว่าหลังคลอดเล่ยเล่ยมีอาการหายใจลำบากและจำเป็นต้องส่งโรงพยาบาลทันที แต่ครอบครัวหวังปฏิเสธ
พยาบาลยอมรับว่าเธอถูกหวังจื้อหยวนข่มขู่ว่าจะฟ้องร้อง หากนำเรื่องไปบอกใคร
แต่เธอจำรถตู้ที่มารับเล่ยเล่ยได้ รถคันนั้นเป็นของฌาปนสถานเอกชนที่อยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบกิโลเมตร ทว่ากล้องวงจรปิดของฌาปนสถานกลับไม่พบการนำศพเข้าไปในคืนนั้น
ตำรวจจึงเร่งค้นหาพื้นที่โดยรอบ
แม่ของเล่ยเล่ยนั่งกอดหลานชายอยู่หน้าสถานีตำรวจ เด็กไม่ยอมหยุดร้องจนกระทั่งเธอหยิบผ้าผืนเล็กที่มีกลิ่นของแม่เด็กออกมา พอเด็กได้กลิ่นคุ้นเคย เขาก็เงียบลงและหลับไป
หลี่เหวินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความละอาย
“ผมไม่รู้ว่าจะขอโทษอย่างไร” เขาพูด
“อย่าขอโทษฉัน” แม่ของเล่ยเล่ยตอบโดยไม่มองเขา “ไปขอโทษภรรยาของแก ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่”
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ตำรวจได้รับแจ้งจากชายชราคนหนึ่งที่ทำงานเฝ้าคลังสินค้าร้างริมแม่น้ำ เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกนำตัวเข้าไปในอาคารเมื่อคืนก่อน ผู้หญิงคนนั้นสวมเสื้อโรงพยาบาลและมีผ้าพันคอรัดคอ เธอพยายามเคาะประตูขอความช่วยเหลือ แต่คนที่พาเธอมาอ้างว่าเธอเป็นผู้ป่วยทางจิต
แม่ของเล่ยเลยจำได้ทันทีว่าใกล้คลังสินค้านั้นมีบ้านพักของญาติฝ่ายหวัง
ตำรวจบุกเข้าไปก่อนเที่ยงคืน
เล่ยเล่ยถูกพบในห้องเก็บของชั้นล่าง เธอยังมีชีวิตอยู่ แต่อ่อนแรงมาก ข้อมือถูกมัดด้วยเชือก และมีรอยช้ำรอบลำคอ เธอไม่สามารถยืนเองได้ แต่เมื่อเห็นแม่ เธอก็พยายามยกมือขึ้น
“แม่…”
แม่ของเล่ยเล่ยวิ่งเข้าไปกอดลูกสาว น้ำตาที่กลั้นไว้นานหลายวันไหลออกมาไม่หยุด
“แม่อยู่นี่แล้ว ลูกไม่ต้องกลัวอีกแล้ว”
เล่ยเล่ยหลับตาซบไหล่แม่ “หนูคิดว่าจะไม่ได้เจอแม่อีก”
“ใครทำลูก?”
เล่ยเล่ยส่ายหน้าเบา ๆ “ทุกคน…แต่คนที่หนูเจ็บที่สุดคือหลี่เหวิน”
สามีของเธอยืนอยู่หน้าประตู เขาได้ยินทุกคำและไม่พยายามแก้ตัว
เล่ยเล่ยเล่าว่า หลังจากทะเลาะกับลี่เหมย เธอถูกอีกฝ่ายกระชากผ้าพันคอจนหมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมา เธอได้ยินพวกเขาคุยกันว่าจะประกาศว่าเธอเสียชีวิตหลังคลอด เพื่อยึดที่ดินและหุ้นที่เธอได้รับจากพ่อของตนเอง
หลี่เหวินอยู่ที่นั่น เขาเห็นเธอฟื้น แต่ไม่ช่วย เธอจึงถูกนำตัวไปซ่อนในบ้านร้างระหว่างที่ครอบครัวจัดฉากงานศพ
“หนูได้ยินเสียงเขา” เล่ยเลยพูด “เขาพูดว่า ถ้าหนูตายจริง ทุกอย่างจะง่ายกว่านี้”
หลี่เหวินทรุดตัวลงคุกเข่า “ผมไม่ได้พูดแบบนั้นเพราะอยากให้คุณตาย ผมแค่…”
“แค่ไม่กล้าปกป้องฉัน”
เขานิ่งงัน
“ความกลัวของคุณทำให้ฉันถูกมัด ถูกขัง และถูกประกาศว่าเป็นคนตาย ทั้งที่ฉันยังหายใจอยู่”
ไม่มีคำขอโทษใดลบคืนเวลานั้นได้
เล่ยเล่ยถูกส่งโรงพยาบาล เธอต้องรักษาอาการขาดน้ำ บาดเจ็บที่คอ และภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดหลายสัปดาห์ ตำรวจควบคุมตัวหวังจื้อหยวนกับลี่เหมยในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย ปลอมแปลงเอกสาร และพยายามยักย้ายทรัพย์สิน ส่วนหลี่เหวินถูกสอบสวนในฐานะผู้ร่วมรู้เห็น แม้เขาจะไม่ได้ลงมือทำร้ายภรรยา แต่การปล่อยให้เธอถูกขังและการช่วยปกปิดความจริงก็มีผลทางกฎหมายและศีลธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เงินที่ถูกยักยอกถูกตรวจสอบจากบัญชีบริษัท เอกสารโอนที่ดินถูกยกเลิก และทรัพย์สินส่วนหนึ่งถูกอายัดเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย พนักงานของบริษัทหลายคนยอมให้ข้อมูล เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาถูกบังคับให้ลงชื่อในบัญชีปลอมมานานแล้ว
หมู่บ้านที่เคยใช้ธรรมเนียมเป็นกำแพงปกป้องตระกูลหวังเริ่มประชุมกันใหม่ ผู้ใหญ่บ้านออกประกาศว่าห้ามจัดการศพโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ และห้ามใช้ความเชื่อข่มขู่ญาติของผู้ตายอีก ชาวบ้านบางคนมาขอโทษแม่ของเล่ยเล่ย แต่เธอไม่ได้ตอบรับทุกคนทันที
“วันนั้นพวกคุณยืนดูพวกเขาจะเอาลูกสาวฉันไปเผาทั้งที่ยังไม่รู้ว่าในโลงมีใคร” เธอบอก “คำขอโทษไม่สามารถคืนเวลาที่เธอถูกขังได้ แต่ถ้าพวกคุณไม่เงียบอีกต่อไป อย่างน้อยมันอาจช่วยไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้กับใครอีก”
เล่ยเล่ยไม่กลับไปอยู่บ้านตระกูลหวัง เธอพาลูกชายมาอยู่กับแม่และเริ่มทำกายภาพบำบัด เสียงแหบของเธอค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงไม้กระทบกัน เธอยังสะดุ้งและกำคอเสื้อแน่น
หลี่เหวินมาเยี่ยมเธอหลายครั้งในช่วงแรก แต่เล่ยเล่ยไม่เคยยอมให้เขาเข้ามาตามลำพัง เธอขอให้การพบทุกครั้งมีทนายหรือแม่อยู่ด้วย
วันหนึ่ง เขายื่นเอกสารหย่าให้เธอ
“ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอให้คุณกลับมา” เขาพูด “ผมเซ็นยอมรับความรับผิดชอบเรื่องหนี้และทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว บ้านของพ่อผมจะถูกขายเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย ผมจะไม่แย่งลูก และจะไม่ใช้เขาเป็นข้ออ้างมาบังคับคุณ”
เล่ยเล่ยมองเขาอยู่นาน
“คุณยังรักฉันอยู่หรือเปล่า?”
หลี่เหวินตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “รัก”
“แต่วันที่ฉันต้องการความรักที่สุด คุณเลือกความกลัว”
เขาก้มหน้าลง “ผมรู้”
“ฉันอาจให้อภัยคุณได้ในสักวันหนึ่ง แต่การให้อภัยไม่ใช่การกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”
หลี่เหวินพยักหน้า เขาวางเอกสารไว้บนโต๊ะแล้วลุกออกไปโดยไม่ขอแตะต้องตัวเธอ
หลายเดือนต่อมา เล่ยเล่ยพาลูกชายกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อกลับไปหาครอบครัวหวัง แต่เพื่อรับเอกสารจากบริษัทและยืนยันสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง บ้านหลังใหญ่ถูกปิดเงียบ หวังจื้อหยวนอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ส่วนลี่เหมยยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่หลักฐานจากโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด บัญชีบริษัท และคำให้การของพยาบาลทำให้คำโกหกของเธอไม่เหลือที่ยืน
สุสานที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดฉากครั้งนั้นยังอยู่ท้ายหมู่บ้าน โลงไม้ถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานและไม่เคยถูกนำไปเผา
เล่ยเลยยืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปหาแม่
“ตอนนั้นหนูคิดว่าชีวิตหนูจบแล้ว”
แม่จับมือเธอแน่น “แต่หนูยังกลับมาได้”
“เพราะแม่ไม่ยอมให้พวกเขาปิดฝาโลง”
แม่ยิ้มทั้งน้ำตา “แม่จะไม่ยอมให้ใครปิดบังลูกจากโลกนี้อีกแล้ว”
เด็กชายในอ้อมแขนของเล่ยเล่ยเริ่มขยับตัว เขายื่นมือไปจับชายเสื้อของแม่ตัวเอง เล่ยเล่ยก้มลงจูบหน้าผากลูก แล้วพาเขาเดินออกจากสุสานพร้อมกับแม่
ด้านหลังพวกเธอ โลงไม้ใบนั้นยังคงว่างเปล่า แต่สำหรับเล่ยเล่ย มันไม่ใช่สัญลักษณ์ของความตายอีกต่อไป หากเป็นหลักฐานว่า แม้คนทั้งหมู่บ้านจะพยายามฝังความจริงลงดิน เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ และจะเป็นคนเปิดมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง