“ถ้าฉันพาพวกเธอกลับไปถึงไห่เฉิงไม่ได้ภายในสามวัน เงินหนึ่งล้านดอลลาร์ก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น”
หลินเฟิงพูดโดยไม่หันกลับมา ขณะเรือประมงเก่ากระแทกคลื่นลูกแรกจนตัวเรือสั่นสะเทือน เสี่ยวเสวียกำราวเหล็กแน่น ใบหน้าที่เคยแต่งอย่างประณีตซีดลงทันที ส่วนเสี่ยวหม่ายืนกางแขนบังเธอไว้ แม้ตัวเองก็หวาดกลัวไม่แพ้กัน
ไม่มีใครตอบคำถามสำคัญที่ลอยอยู่ในอากาศ—ทำไมพ่อของเสี่ยวเสวียจึงยอมจ่ายเงินหนึ่งล้านดอลลาร์เพื่อส่งลูกสาวสองคนออกทะเลในวันที่ทางการประกาศปิดทุกท่าเรือ และเหตุใดคนติดตามพวกเธอจึงไม่ใช่ตำรวจหรือคนคุ้มกัน แต่เป็นชายแปลกหน้าที่ชาวประมงเรียกว่า “หลินบ้า”
สามชั่วโมงก่อนหน้านั้น เสี่ยวเสวียยังยืนอยู่ในห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น พร้อมกระเป๋าเดินทางสามใบและความโกรธที่แทบจะปะทุออกมา เธอเพิ่งรู้ว่าพ่อจัดเตรียมเรือให้เธอออกจากเมืองโดยไม่บอกเหตุผลแม้แต่คำเดียว
“หนูไม่ไป” เธอประกาศ “ถ้าพ่อมีธุระสำคัญ ก็ให้พ่อจัดการเอง หนูไม่ใช่สินค้า จะส่งให้ใครก็ได้”
เสิ่นจือหวน ผู้เป็นบิดา ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อโต้เถียง เขาฝากเพียงข้อความสั้น ๆ ไว้กับเสี่ยวหม่า พี่เลี้ยงที่ดูแลเสี่ยวเสวียมาตั้งแต่เด็กว่า หากเธอไม่ออกเดินทางทันที ทั้งสองคนอาจไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า
เสี่ยวเสวียไม่เชื่อ เธอคิดว่าพ่อกำลังทำเกินเหตุอีกครั้ง หลังจากใช้เวลาหลายเดือนหมกมุ่นอยู่กับการทดลองยาชนิดใหม่และปฏิเสธการคุ้มกันจากคนในบริษัท เธอคิดว่าความลับทั้งหมดคงเกี่ยวกับการวิจัยยา ไม่ใช่ชีวิตของเธอ
จนกระทั่งเสียงปืนดังขึ้นจากประตูด้านนอก
กระจกหน้าต่างแตกกระจาย ชายชุดดำสองคนล้มลงพร้อมกัน คนของตระกูลเสิ่นตะโกนให้ทุกคนก้มลง เสี่ยวหม่ารีบดึงเสี่ยวเสวียลงหลังโซฟา และในวินาทีนั้นหญิงสาวก็เห็นพ่อของเธอวิ่งออกจากห้องทดลองพร้อมกล่องโลหะสีดำใบเล็ก เขาไม่ได้มองลูกสาว แต่ก่อนจะหายไปหลังประตู เขาตะโกนเพียงประโยคเดียว
“ไปหาเสิ่นจือเหมยที่ไห่เฉิง อย่าไว้ใจคนที่ถือโทรศัพท์มาหา!”
หลังจากนั้น บ้านทั้งหลังก็ถูกตัดไฟ
เสี่ยวหม่าจึงพาเธอหนีออกทางประตูหลัง และพามาถึงท่าเรือร้างแห่งหนึ่ง ที่นั่นหลินเฟิงกำลังยืนอยู่บนเรือเก่าในเสื้อกันฝนสีเข้ม เขาไม่เหมือนกัปตันเรือที่เสี่ยวเสวียจินตนาการไว้เลย ชายหนุ่มมีใบหน้าสงบนิ่ง มือหยาบกร้าน และสายตาที่กวาดมองทะเลเหมือนอ่านแผนที่ซึ่งไม่มีใครมองเห็น
“คุณคือหลินเฟิงหรือเปล่า” เสี่ยวเสวียถาม
“ฉันคือคนที่จะพาพวกเธอไปไห่เฉิง”
“พ่อฉันจ้างคุณเท่าไร”
“หนึ่งล้านดอลลาร์”
เธอหัวเราะอย่างไม่อยากเชื่อ “เงินจำนวนนี้ซื้อเรือใหม่ได้หลายลำ คุณจะยอมเสี่ยงชีวิตเพราะผู้หญิงสองคนอย่างนั้นเหรอ”
หลินเฟิงมองเธอแวบหนึ่ง “หนึ่งล้านดอลลาร์ไม่ได้ซื้อบริการ มันซื้อโอกาสให้คนคนหนึ่งมีชีวิตต่อ”
เขาไม่อธิบายว่าหมายถึงใคร และไม่ยอมตอบคำถามอื่นอีก เสี่ยวเสวียจึงคิดว่าเขาเป็นเพียงคนรับจ้างหยาบคายคนหนึ่ง เธอไม่รู้เลยว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ความเงียบของเขาจะช่วยชีวิตพวกเธอไว้หลายครั้ง
ทันทีที่เรือออกจากท่า วิทยุชายฝั่งก็ประกาศให้เรือทุกลำกลับเข้าฝั่ง พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวเหนือทะเลสี่วัง คลื่นสูงจนแม้เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ยังต้องเปลี่ยนเส้นทาง แต่หลินเฟิงกลับดับไฟเดินเรือ แล้วบังคับเรือเข้าสู่ช่องน้ำแคบที่ไม่มีอยู่ในแผนที่ทั่วไป
“คุณจะพาเราไปไหน” เสี่ยวเสวียถามเสียงดัง “ทางไห่เฉิงอยู่คนละฝั่ง”
“ถ้าใช้เส้นทางหลัก พวกมันจะจับเราได้ก่อนเที่ยงคืน”
“พวกมันคือใคร”
“คนที่ไม่อยากให้เธอไปถึงไห่เฉิง”
เสี่ยวเสวียคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาพ่อ แต่หลินเฟิงปัดมันออกจากมือเธอทันที
“เปิดเครื่องสามวินาทีก็พอให้คนอื่นรู้ตำแหน่งเราแล้ว”
“คุณมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับโทรศัพท์ฉัน”
“สิทธิ์ของคนที่กำลังพาเธอผ่านทะเลที่มีคนรอฆ่าอยู่ทุกทาง”
คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก เสี่ยวหม่ารีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าและพยายามห้ามเธอไม่ให้โต้เถียงต่อ แต่เสี่ยวเสวียยังไม่ยอมเชื่อ เธอหันไปมองทะเลมืดสนิทและคิดว่าพ่อกำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากเธอ
ตอนนั้นเอง หลินเฟิงเห็นแสงไฟดวงหนึ่งอยู่ไกลออกไป แสงนั้นกะพริบสามครั้ง หยุดไป แล้วกะพริบอีกสามครั้ง เสี่ยวเสวียคิดว่าเป็นเรือขอความช่วยเหลือ แต่หลินเฟิงกลับเปลี่ยนทิศทางทันที
“อย่าเข้าใกล้” เขาสั่ง
“ทำไม”
“สัญญาณบางอย่างในทะเลไม่ได้เรียกให้คนช่วย มันเรียกให้คนโง่เข้าไปติดกับ”
ไม่กี่นาทีต่อมา ตาข่ายขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นจากน้ำ พันใบพัดเรือที่อยู่ด้านหลังพวกเขา เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่น ชายกลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นจากเรือประมงที่ซ่อนอยู่ในความมืด หลินเฟิงคว้ามีดตัดเชือกจากใต้ที่นั่ง แล้วดึงคันโยกที่เสี่ยวเสวียไม่เคยเห็นมาก่อน
ตาข่ายซึ่งควรจะดึงเรือให้หยุดกลับถูกปล่อยออกไปด้านข้าง เรือของพวกเขาหมุนหลบอย่างหวุดหวิด ก่อนแล่นเข้าไปในร่องน้ำแคบระหว่างโขดหิน
เสี่ยวเสวียล้มลงกระแทกพื้น หลินเฟิงคว้าตัวเธอไว้ไม่ให้ศีรษะฟาดเสากระโดง มือของเขากำข้อมือเธอแน่นจนเจ็บ
“ปล่อยฉัน!”
“ถ้าอยากมีชีวิต ก็อย่าขยับ”
เสี่ยวหม่าเห็นแผลถลอกบนข้อมือหญิงสาวจึงรีบเข้ามาช่วย แต่เสี่ยวเสวียยังคงจ้องหลินเฟิงด้วยความโกรธ
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณช่วย”
“ฉันรู้” เขาตอบ “คนที่กำลังจะตายมักไม่มีเวลาขอ”
ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้น เรือกลุ่มเดิมก็เปิดไฟส่องตามมา เสียงประกาศดังผ่านลำโพงให้หลินเฟิงหยุดเรือและส่งผู้หญิงสองคนออกไป หากไม่ทำตาม พวกมันจะยิงทันที
เสี่ยวเสวียมองเห็นเงาปืนบนดาดฟ้าอีกฝั่ง เธอกลืนน้ำลายและหันไปหาหลินเฟิง
“หยุดเถอะ ถ้าพวกเขายิงขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไร”
“พวกมันตั้งใจยิงอยู่แล้ว”
“แล้วคุณจะทำอะไร”
หลินเฟิงหยิบแหจับปลาผืนใหญ่ขึ้นมา “ทำให้พวกมันยิงไม่ถนัด”
เขาเร่งเครื่องเข้าหาเรืออีกฝ่ายในจังหวะที่คลื่นยกตัวสูง จากนั้นโยนแหออกไป แหพันเข้ากับใบพัดและเสากระโดงของเรือไล่ล่า คนบนเรือเสียหลักล้มระเนระนาด ก่อนที่หลินเฟิงจะหักพวงมาลัยให้เรือหลบออกจากแนวกระสุน
เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด แต่ไม่มีนัดใดถูกเป้าหมาย
เสี่ยวเสวียมองชายตรงหน้าด้วยความสับสน เขาไม่ได้ขับเรือแบบคนประมงธรรมดา การหลบคลื่น การอ่านกระแสน้ำ และการวางกับดักทุกอย่างแม่นยำราวกับได้รับการฝึกมาเป็นเวลาหลายปี
“คุณเป็นใครกันแน่” เธอถาม
“คนที่รับงานของพ่อเธอ”
“ไม่มีชาวประมงคนไหนทำแบบนี้ได้”
หลินเฟิงไม่ตอบ เขาหันไปมองเสี่ยวหม่าแทน “พาเธอลงไปพักข้างล่าง อีกไม่นานเราจะถึงเกาะพักเรือร้าง”
เกาะนั้นเคยเป็นสถานีเติมน้ำมัน แต่ถูกทิ้งร้างหลังเกิดพายุใหญ่เมื่อหลายปีก่อน มีเพียงอาคารคอนกรีตหลังเล็กและห้องใต้ดินที่ยังพอใช้หลบฝนได้ เสี่ยวเสวียบ่นทันทีที่เห็นห้องแคบ ๆ ไม่มีน้ำอุ่น ไม่มีเตียง และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
“พ่อส่งฉันมาทรมานหรือไง”
“อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีกระสุน” เสี่ยวหม่าเตือน
“เธอเข้าข้างเขาตลอด”
“ฉันเข้าข้างการตัดสินใจของพ่อเธอ เพราะฉันรู้จักเขาดีกว่าเธอ”
เสี่ยวเสวียเงียบไป คำพูดนั้นแทงใจเธอมากกว่าที่คิด ตั้งแต่แม่เสียชีวิต พ่อก็เอาแต่ทำงานและปล่อยให้เธออยู่กับคนอื่น เธอจึงเชื่อมาตลอดว่าการส่งเธอออกจากบ้านครั้งนี้เป็นเพียงการกำจัดปัญหาอีกครั้ง
หลินเฟิงกำลังตรวจตัวเรืออยู่ด้านนอก เมื่อเขาได้ยินเสียงโลหะกระทบพื้น เขาหันกลับมาเห็นเสี่ยวหม่าเก็บอะไรบางอย่างใส่กระเป๋า
“เอาออกมา” เขาพูด
“อะไร”
เขาเดินเข้าไปหยิบเครื่องติดตามขนาดเล็กจากกระเป๋าเสื้อของเธอ ไฟสีแดงบนอุปกรณ์ยังคงกะพริบอยู่
เสี่ยวเสวียหน้าซีด “ใครเอามันมาไว้บนเรือ”
ทุกสายตาหันไปหาเธอ
“คุณคิดว่าฉันร่วมมือกับพวกมันหรือ” เสี่ยวหม่าถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
“ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น” เสี่ยวเสวียตอบ แต่ความสงสัยได้เกิดขึ้นแล้ว
หลินเฟิงพลิกอุปกรณ์ไปมา ก่อนชี้ไปยังรอยขีดบนขอบโลหะ “มันไม่ได้ติดมากับเรือ ใครบางคนซ่อนไว้ในกระเป๋าสัมภาระก่อนออกเดินทาง”
เสี่ยวเสวียรีบเปิดกระเป๋าของตัวเอง ข้าวของราคาแพงถูกวางอย่างเป็นระเบียบ แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งเธอเห็นกล่องเครื่องสำอางรุ่นพิเศษที่ตัวเองซื้อเมื่อสัปดาห์ก่อน
ด้านในกล่องมีแผ่นแม่เหล็กบาง ๆ ติดอยู่ใต้ถาดแป้ง
เธอจำได้ทันทีว่าใครเป็นคนมอบมันให้เธอ—เซินเหยา ลูกพี่ลูกน้องที่ทำงานอยู่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัท และเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเธอจะออกจากบ้านทางไหน
“เธอเคยอยู่ในห้องฉันก่อนเราออกเดินทาง” เสี่ยวเสวียพูดช้า ๆ
เสี่ยวหม่าส่ายหน้า “เซินเหยามาหาเธอจริง แต่เธอไม่ได้แตะกระเป๋า”
หลินเฟิงตัดบท “เรื่องนั้นค่อยพิสูจน์ตอนถึงไห่เฉิง ตอนนี้เราต้องทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเรายังอยู่บนเส้นทางเดิม”
เขานำเครื่องติดตามไปติดกับถังน้ำมันเปล่า แล้วปล่อยให้กระแสน้ำพัดออกไปอีกทิศทางหนึ่ง จากนั้นถอดชิ้นส่วนวิทยุออกและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นเรือ
เสี่ยวเสวียเห็นข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอเพียงชั่วครู่
“อ่าวตะวันตกถูกปิดแล้ว เปลี่ยนเส้นทางไปยังประภาคารเก่า”
เธอจำรหัสบางตัวได้ มันเป็นรหัสภายในของบริษัทเสิ่นกรุ๊ป ไม่ใช่รหัสที่พ่อจะใช้กับชาวประมงธรรมดา
“พ่อฉันไม่ได้จ้างคุณแค่ให้พาเราไปส่งใช่ไหม”
หลินเฟิงนิ่งไป
“ตอบฉัน”
“พ่อเธอให้ฉันพาเธอไปพบเสิ่นจือเหมย และห้ามให้กลุ่มคนที่ติดตามเราได้ตัวเธอ”
“ทำไมต้องเป็นป้าจือเหมย”
“เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ถือกุญแจของห้องทดลองเก่า”
เสี่ยวเสวียรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป “ห้องทดลองเก่าอะไร”
ไม่มีใครตอบทันที ก่อนที่หลินเฟิงจะพูดอย่างระมัดระวัง
“พ่อเธอกำลังพัฒนายาสำหรับเด็กที่มีโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่ง ยานั้นยังไม่ผ่านการรับรอง และข้อมูลการทดลองถูกขโมยไปบางส่วน คนที่ตามเราต้องการสูตรยา แต่พวกเขาเชื่อว่าเอกสารตัวจริงอยู่กับเธอ”
เสี่ยวเสวียส่ายหน้า เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทดลองของพ่อ”
“แต่เธออาจถือสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่โดยไม่รู้ตัว”
หลินเฟิงมองกระเป๋าของเธอ
เสี่ยวเสวียเปิดช่องลับด้านใน หลังซับผ้าสีดำมีซองกระดาษบาง ๆ ซ่อนอยู่ เธอจำไม่ได้ว่าเคยเห็นมันมาก่อน เมื่อเปิดออก ข้างในมีภาพถ่ายเด็กผู้หญิงคนหนึ่งและกระดาษโน้ตเขียนด้วยลายมือของพ่อ
“ถ้าฉันกลับมาไม่ได้ จงมอบภาพนี้ให้จือเหมย เธอจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร”
เด็กในภาพอายุประมาณแปดขวบ นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ใบหน้าซีดและมีสายระโยงระยางรอบตัว ด้านหลังภาพมีวันที่เมื่อสิบสองปีก่อน และชื่อว่า “หลินอัน”
เสี่ยวเสวียอ่านชื่อนั้นซ้ำ ๆ ก่อนเงยหน้ามองหลินเฟิง
ชายหนุ่มยืนตัวแข็ง ดวงตาที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนไปในทันที
“คุณรู้จักเด็กคนนี้”
“เธอเป็นลูกสาวฉัน”
ความเงียบในห้องใต้ดินหนักขึ้นราวกับพายุทั้งลูกถูกขังอยู่ข้างใน
หลินเฟิงไม่เคยพูดถึงอดีต เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลและเคยช่วยขนส่งยาทดลองให้โรงพยาบาลชายฝั่งเมื่อหลายปีก่อน ในเวลานั้นภรรยาของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และลูกสาวป่วยด้วยโรคที่ไม่มีการรักษา เขาได้รับคำสัญญาจากบริษัทเสิ่นกรุ๊ปว่าจะจัดหายาทดลองให้เด็ก แต่คืนหนึ่งห้องทดลองถูกปล้น และข้อมูลยาทั้งหมดก็หายไป
หลินอันเสียชีวิตในอีกสองเดือนต่อมา
เสิ่นจือหวนเคยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการรักษา เขาจึงสัญญากับหลินเฟิงว่าจะค้นหาคนที่ขโมยยาให้ได้ แต่หลายปีผ่านไป หลินเฟิงกลับเชื่อว่าความจริงถูกฝังไปพร้อมกับลูกสาวแล้ว
“ทำไมพ่อถึงมีรูปนี้” เสี่ยวเสวียถาม
“เพราะพ่อเธอไม่เคยบอกความจริงทั้งหมดกับฉัน” เขาตอบ “เขาบอกเพียงว่า หากวันหนึ่งคนกลุ่มนั้นกลับมา ให้ฉันพาเธอไปหาจือเหมย”
คืนนั้นพวกเขาออกจากเกาะพักเรือก่อนพายุจะซัดเข้าฝั่ง หลินเฟิงพาเรือเข้าสู่ช่องแคบใต้หน้าผา เสี่ยวเสวียเริ่มทำตามคำสั่งโดยไม่โต้เถียงอีก เธอช่วยตรวจเชือก แยกเสบียง และจดจำแผนที่จากเครื่องนำทางเก่า
เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงมองเธอในฐานะคนร่วมทาง ไม่ใช่ภาระ
“จับเชือกให้แน่นกว่านี้” เขาบอก
“ฉันจับแน่นแล้ว”
“ถ้าคลื่นยกเรือขึ้น มือเธอจะหลุด”
“ถ้าคุณพูดดี ๆ ฉันอาจจะยอมทำตาม”
“ฉันกำลังพูดดีแล้ว”
เสี่ยวหม่าแอบยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงเครื่องยนต์ดังจากด้านหลังอีกครั้ง
เรือของกลุ่มโจรพบพวกเขาแล้ว คราวนี้มีอย่างน้อยสามลำ ไฟส่องสว่างกวาดไปทั่วผิวน้ำ และเสียงประกาศเรียกชื่อเสี่ยวเสวียโดยตรง
“เสี่ยวเสวีย พ่อของเธออยู่ในมือเราแล้ว หากไม่อยากให้เขาตาย จงส่งตัวเองออกมา!”
หญิงสาวตัวสั่น เธอหันไปหาหลินเฟิง “พวกเขาจับพ่อฉันได้จริงหรือ”
“อาจจริง หรืออาจแค่เดา”
“คุณจะเอาแต่เดาไม่ได้!”
“ถ้าพวกมันมีพ่อเธออยู่จริง พวกมันไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อเธอ พวกมันจะบอกสิ่งที่มีแค่คนในครอบครัวรู้”
เสียงจากเรือไล่ล่าดังขึ้นอีกครั้ง “ห้องทดลองชั้นใต้ดิน ประตูเหล็กหมายเลขเจ็ด! เขายังมีชีวิตอยู่ แต่คงอยู่ได้ไม่นาน!”
เสี่ยวเสวียหน้าซีด ห้องทดลองหมายเลขเจ็ดเป็นสถานที่ที่เธอเคยเห็นพ่อเดินเข้าไปตอนเด็ก แม้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ตามเข้าไป
“พวกเขารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร”
หลินเฟิงไม่ตอบ เพราะสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
คนร้ายไม่ใช่เพียงกลุ่มโจรธรรมดา พวกมันมีคนภายในบริษัทคอยส่งข้อมูลให้
เขาหันไปหาเสี่ยวหม่า “เธอเคยเห็นใครออกจากบ้านก่อนเสียงปืนไหม”
เสี่ยวหม่าหลับตานึก “ผู้จัดการเฉิน เขามาที่บ้านก่อนเราออกไปประมาณยี่สิบนาที เขาบอกว่าพ่อของคุณสั่งให้ตรวจเอกสาร แต่ตอนนั้นพ่อคุณอยู่ในห้องทดลอง”
เสี่ยวเสวียกัดริมฝีปาก “ผู้จัดการเฉินเป็นคนดูแลบัญชีโครงการยา”
ทันใดนั้นหลินเฟิงก็เข้าใจทุกอย่าง การที่คนร้ายรู้เส้นทาง รู้เรื่องห้องทดลอง และรู้ว่าเสี่ยวเสวียจะเดินทางด้วยกระเป๋าใบใด ล้วนมาจากคนคนเดียว
“เราจะไม่หนีต่อ” เขาพูด
“อะไรนะ”
“เราจะพาพวกมันไปยังที่ที่เราเลือก”
หลินเฟิงเปลี่ยนเส้นทางไปยังประภาคารเก่าซึ่งปรากฏอยู่บนแผนที่เพียงเป็นซากอาคาร พายุบังทัศนวิสัยจนเรือทั้งสามลำต้องลดความเร็ว แต่เขารู้ว่ามีร่องน้ำใต้น้ำที่พาไปถึงอ่าวเล็กด้านหลังประภาคาร
ก่อนขึ้นฝั่ง เขายื่นมีดพับให้เสี่ยวเสวีย
“ฉันใช้มีดไม่เป็น”
“ไม่ต้องใช้แทงใคร ใช้ตัดเชือกก็พอ”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันจะทำให้พวกมันคิดว่าฉันอยู่ข้างหน้า”
แผนของเขาอาศัยไฟฉุกเฉินสามดวงและเครื่องติดตามที่ถอดวงจรส่งสัญญาณได้ หลินเฟิงนำเรือออกจากอ่าวอีกครั้ง ปล่อยให้กลุ่มโจรไล่ตาม ขณะที่เสี่ยวเสวียกับเสี่ยวหม่าแอบขึ้นฝั่งทางอุโมงค์เก่าซึ่งเชื่อมกับประภาคาร
ภายในอาคารมืดสนิท พื้นเต็มไปด้วยน้ำทะเลและเศษไม้ พวกเธอพบชายคนหนึ่งนอนอยู่หลังถังเก็บน้ำ เขาเป็นคนของตระกูลเสิ่นที่ถูกส่งมาช่วย แต่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกซุ่มโจมตี
เขายื่นกุญแจให้เสี่ยวเสวีย “พ่อของคุณยังไม่ถูกจับ เขาให้ผมมารอที่นี่ เขาบอกว่าอย่าไว้ใจใคร นอกจากลูกสาวของเขา”
เสี่ยวเสวียกำกุญแจแน่น “แล้วทำไมพวกมันถึงบอกว่าพ่ออยู่ในมือพวกมัน”
ชายคนนั้นมองไปยังประตูเหล็กด้านหลัง “เพราะพวกมันต้องการให้คุณเปิดห้องเก็บของแทน”
เมื่อเสี่ยวเสวียใช้กุญแจเปิดประตู เธอพบกล่องเอกสารและฮาร์ดไดรฟ์หลายตัว ไม่มีสูตรยาอยู่ในนั้น แต่มีบัญชีการโอนเงินและรายชื่อคนที่เกี่ยวข้องกับการขโมยข้อมูลในอดีต
ชื่อแรกคือผู้จัดการเฉิน
ชื่อที่สองคือเซินเหยา
เสี่ยวเสวียรู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากความทรงจำ เธอจำได้ว่าลูกพี่ลูกน้องเคยร้องไห้ในวันที่หลินอันเสียชีวิต เธอเคยคิดว่าเซินเหยาสงสารครอบครัวของหลินเฟิง แต่ในเอกสารกลับมีลายเซ็นของเซินเหยาอยู่ใต้รายการจ่ายเงินจำนวนมหาศาล
“เธอขายข้อมูลให้พวกมัน” เสี่ยวหม่าเอ่ยเบา ๆ
“เธออาจถูกบังคับ” เสี่ยวเสวียพยายามแก้ตัว ทั้งที่ลึก ๆ รู้ว่าคงไม่ใช่
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน
ประตูด้านนอกถูกถีบเปิด ผู้จัดการเฉินเดินเข้ามาพร้อมชายติดอาวุธหลายคน ส่วนเซินเหยายืนอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้าซีดขาว
“วางกล่องลง” เฉินสั่ง “พ่อของเธอทำให้คนจำนวนมากเสียเงิน เขาไม่ควรเก็บงานวิจัยไว้คนเดียว”
“พวกคุณฆ่าเด็กที่กำลังรอการรักษาไปกี่คนแล้ว” เสี่ยวเสวียถาม
เฉินหัวเราะสั้น ๆ “ยาไม่เคยเป็นของคนจน มันเป็นของคนที่จ่ายไหว พ่อเธอทำลายธุรกิจของเราเพราะอยากช่วยทุกคน”
เซินเหยาก้มหน้า เธอเป็นคนปล่อยข้อมูลรหัสห้องทดลองให้เฉิน แต่ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะตามล่าเสี่ยวเสวียถึงกลางทะเล
“ฉันแค่ให้พวกเขาตามหาสูตร” เธอพูดเสียงสั่น “ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครตาย”
“แต่เธอรู้ว่าพ่อฉันอยู่ในบ้าน” เสี่ยวเสวียตอบ “เธอรู้ว่ามีคนถือปืน”
ก่อนที่เฉินจะยกปืน เสียงเครื่องยนต์ก็ดังสนั่นจากด้านนอก หลินเฟิงแล่นเรือเข้าชนท่าไม้ ทำให้โคมไฟขนาดใหญ่ล้มลง ไฟทั้งอาคารดับวูบ
ในความมืด เสี่ยวเสวียใช้มีดตัดเชือกที่มัดประตูด้านข้าง เสี่ยวหม่าแย่งกระเป๋าจากมือของเฉิน ขณะที่หลินเฟิงพุ่งเข้าหาเขา ทั้งสองต่อสู้กันท่ามกลางเสียงฝนและกระจกแตก
เฉินยิงปืนขึ้นเพดานเพื่อข่มขู่ แต่กระสุนกระเด็นถูกท่อเก่า น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
หลินเฟิงล้มลง เขาถูกยิงเฉี่ยวต้นแขน แต่ยังใช้โซ่เหล็กคล้องขาของเฉินไว้กับเสา
“พาเสี่ยวหม่าออกไป!” เขาตะโกน
เสี่ยวเสวียไม่หนี เธอเปิดเครื่องบันทึกเสียงในโทรศัพท์ที่หลินเฟิงเคยยึดไปตั้งแต่ต้นทาง และวางมันไว้บนกล่องเอกสาร เสียงสนทนาของเฉินกับเซินเหยาซึ่งบันทึกไว้ก่อนหน้านั้นดังไปทั่วห้อง มันเป็นหลักฐานว่าเฉินสั่งให้ติดตามเรือและกำจัดทุกคนที่ขัดขวาง
เฉินชะงักเมื่อได้ยินเสียงตัวเอง
“เธอบันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่ตอนที่คุณพูดว่าพ่อฉันยังมีชีวิตอยู่” เสี่ยวเสวียตอบ “ฉันรู้ว่าคนที่มีตัวประกันจริงจะไม่พูดมากขนาดนั้น”
เสียงไซเรนดังจากทะเล เจ้าหน้าที่ชายฝั่งซึ่งได้รับตำแหน่งจากเครื่องติดตามปลอมของหลินเฟิงกำลังเข้ามาใกล้ เรือของกลุ่มโจรบางลำพยายามหนี แต่ถูกสกัดไว้ที่ปากอ่าว
เฉินพยายามคว้าฮาร์ดไดรฟ์ ทว่าเซินเหยากลับยืนขวางเขาเป็นครั้งแรก
“พอแล้ว” เธอพูด “ฉันจะไม่ช่วยคุณอีก”
เฉินผลักเธอล้ม แต่เสี่ยวเสวียเข้ามาขวางและใช้กล่องเอกสารฟาดมือที่ถือปืน หลินเฟิงเตะปืนกระเด็น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบุกเข้ามาควบคุมตัวทุกคน
หลังพายุสงบ การสืบสวนใช้เวลาหลายเดือน ผู้จัดการเฉินถูกดำเนินคดีจากการลักลอบขายข้อมูลยา การข่มขู่ และการทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่พบหลักฐานการโอนเงินไปยังเครือข่ายต่างประเทศจำนวนมาก ส่วนเซินเหยาให้ความร่วมมือกับการสอบสวน เธอยอมรับผิดและไม่พยายามใช้คำว่า “ไม่รู้” ลบสิ่งที่ตัวเองทำ
เสิ่นจือหวนไม่ได้ถูกจับ เขาเคยถูกควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำและต้องเปิดเผยงานวิจัยทั้งหมดต่อคณะกรรมการอิสระ การทดลองยาถูกตรวจสอบใหม่ เงินทุนส่วนหนึ่งถูกนำไปสร้างโครงการรักษาเด็กโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมในทันที
เมื่อเสี่ยวเสวียกลับถึงบ้าน เธอพบพ่อกำลังนั่งอยู่หน้าห้องทดลองเก่า แขนข้างหนึ่งมีผ้าพันแผลจากการถูกทำร้ายระหว่างหลบหนี
“พ่อขอโทษ” เขาพูด
เสี่ยวเสวียยืนอยู่ห่าง ๆ “พ่อขอโทษเรื่องไหน”
เขาเงียบไปนาน “เรื่องที่พ่อคิดว่าการไม่บอกความจริงคือการปกป้องลูก”
“พ่อไม่ได้ปกป้องหนู พ่อทำให้หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรกลัวอะไร”
เสิ่นจือหวนพยักหน้า เขาไม่แก้ตัว และนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เสี่ยวเสวียรู้สึกว่าพ่อกำลังฟังเธอจริง ๆ
เธอยังไม่ให้อภัยเขาทั้งหมด แต่ยอมเดินเข้าไปในห้องทดลองพร้อมกัน ทั้งสองเปิดกล่องข้อมูลของหลินอัน และส่งต่อเอกสารให้ทีมแพทย์ที่ดูแลโครงการใหม่
ส่วนหลินเฟิงใช้เงินหนึ่งล้านดอลลาร์เพียงบางส่วนในการรักษาแขน เขาปฏิเสธเงินที่เหลือและขอให้เสิ่นจือหวนบริจาคเข้ากองทุนเด็กแทน
“คุณไม่อยากซื้อเรือใหม่หรือ” เสี่ยวเสวียถามในวันที่เขากลับไปที่ท่าเรือ
“เรือลำเก่าพาฉันรอดมาหลายครั้งแล้ว”
“มันเกือบจมตั้งหลายครั้ง”
“เรือที่ดีไม่ใช่เรือที่ไม่เคยเจอพายุ” หลินเฟิงตอบ “แต่เป็นเรือที่พาคนกลับฝั่งได้”
เสี่ยวเสวียยื่นซองภาพถ่ายคืนให้เขา ด้านหลังภาพเด็กหญิงตัวเล็กยังมีลายมือของเสิ่นจือหวนอยู่ แต่ตอนนี้มีข้อความใหม่เขียนเพิ่มด้วยลายมือของเธอ
“หลินอันไม่ได้ถูกลืม”
หลินเฟิงอ่านอยู่นาน ก่อนเก็บภาพนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อ
หลายเดือนต่อมา เรือเก่าลำนั้นถูกซ่อมจนแข็งแรงขึ้น เสี่ยวหม่าไม่ยอมลงเรือในวันที่พายุเข้าอีก ส่วนเสี่ยวเสวียกลับมาเยี่ยมท่าเรือบ่อยครั้ง เธอไม่ได้กลายเป็นกัปตัน และยังคงกลัวทะเลอยู่บ้าง แต่เธอเรียนรู้ที่จะไม่สับสนระหว่างความกลัวกับความอ่อนแอ
ในวันที่โครงการรักษาเด็กเริ่มต้น เด็กหญิงคนหนึ่งถามเสี่ยวเสวียว่าทำไมพ่อของเธอจึงตั้งชื่อห้องทดลองใหม่ว่า “หลินอัน”
เสี่ยวเสวียมองออกไปยังทะเลที่เคยกลืนความลับไว้มากมาย แล้วตอบว่า
“เพราะบางชีวิตอาจช่วยไม่ทัน แต่ความหวังของพวกเขายังช่วยคนอื่นได้”
ไกลออกไป หลินเฟิงสตาร์ตเครื่องเรือเก่า เสียงเครื่องยนต์ยังครางเหมือนเดิม เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ต้องออกทะเลเพียงลำพัง และไม่มีใครถูกส่งไปเหมือนสินค้าอีกแล้ว
เรือลำนั้นค่อย ๆ แล่นออกจากท่า ขณะที่แสงแรกของวันสะท้อนบนผิวน้ำ และภาพถ่ายเด็กหญิงในกระเป๋าของเขายังคงอยู่ตรงหัวใจ—ใกล้พอที่จะมองเห็นเสมอ แม้ในวันที่ทะเลมืดที่สุด