เสี่ยวหลานกอดต้นหลิงจือไว้แน่น ขณะที่แม่ของเธอนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นบ้าน และชายหนุ่มเจ้าของมันกำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ไม่อาจตัดสินได้ง่าย ๆ หากเธอนำมันกลับไป แม่ของเธออาจรอด แต่หมาป่าสีขาวที่กำลังจะตายอยู่ตรงหน้าอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว
บนหน้าผาทางตะวันออก ลมหนาวพัดแรงจนเสื้อผ้าของเสี่ยวหลานเปียกชื้นไปหมด เธอเกาะก้อนหินด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างเอื้อมไปยังเห็ดหลิงจือที่เติบโตอยู่ในรอยแยกของผา รากของมันเรืองแสงจาง ๆ ราวกับมีแสงจันทร์ฝังอยู่ใต้ดิน
“อย่าขยับ” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านบนตะโกนลงมา “ถ้าพลาด เธอจะตกลงไปพร้อมกับมัน”
เสี่ยวหลานไม่ฟัง เธอใช้มีดเล็ก ๆ แซะดินรอบรากอย่างระมัดระวัง แต่แล้วเสียงครางแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากโพรงหินด้านหลัง เมื่อหันกลับไป เธอเห็นหมาป่าสีขาวสองตัว ตัวหนึ่งกำลังเอาหัวซบอีกตัวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ขนสีขาวเปื้อนเลือดและมีรอยคล้ำจากพิษไล่ขึ้นไปถึงลำคอ
“พี่ชุนเหอ” เธอเรียกชายหนุ่ม “มันกำลังจะตาย”
ชุนเหอปีนลงมาหาเธอ เขาคุกเข่าตรวจบาดแผลของหมาป่า ก่อนมองต้นหลิงจือในมือเธออย่างเคร่งเครียด
“หลิงจือนี้มีอายุเกือบร้อยปี พลังทั้งหมดอยู่ที่ราก ถ้าแบ่งออก สรรพคุณจะสลายทันที ทั้งต้นช่วยชีวิตได้เพียงคนเดียว”
เสี่ยวหลานกำต้นไม้แน่นขึ้น “แม่ของฉันก็ใกล้ตายแล้ว”
“ฉันรู้”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็แบ่งกันคนละครึ่งไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้”
คำตอบสั้น ๆ นั้นหนักกว่าลมบนหน้าผา เสี่ยวหลานหลุบตาลง แม่ของเธอรออยู่ที่บ้านมาหลายวันแล้ว ทุกครั้งที่ไอ นางจะมีเลือดติดริมฝีปาก พ่อของเสี่ยวหลานออกตามหาสมุนไพรทั่วภูเขาจนมือแตก แต่ไม่เคยพบสิ่งใดที่ช่วยยื้อชีวิตภรรยาได้
ส่วนหมาป่าตัวนี้ก็ไม่ต่างกัน มันเป็นแม่ของลูกหมาป่าอีกตัว ลูกของมันยืนสั่นอยู่ข้าง ๆ และพยายามใช้จมูกดุนแม่ให้ลุกขึ้น
“แม่ของฉันมีฉันแค่คนเดียว” เสี่ยวหลานพูด น้ำเสียงสั่น “แต่หมาป่าตัวนี้ก็มีลูกแค่ตัวเดียวเหมือนกัน”
ชุนเหอมองเธออยู่นาน เขาไม่ใช่คนที่ปลอบใครเก่งนัก ตั้งแต่จำความได้ เขาอาศัยอยู่บนเขาและรักษาสัตว์ที่บาดเจ็บมากกว่ารักษาคน เขารู้ว่าความเมตตาไม่สามารถชนะความตายได้ทุกครั้ง แต่ก็รู้เช่นกันว่าคนบางคนจะไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้ หากต้องเหยียบย่ำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
“เธอเลือกได้” เขาบอก “ไม่มีใครมีสิทธิ์บังคับเธอ”
เสี่ยวหลานมองหลิงจือ แล้วมองแม่หมาป่า เธอนึกถึงมือของมารดาที่เคยลูบผมให้ทุกคืน นึกถึงเสียงอ่อนแรงที่บอกว่า หากวันหนึ่งแม่ไม่อยู่แล้ว เธอต้องเชื่อฟังพ่อและดูแลตัวเองให้ดี
“กลับบ้านไปหาแม่เถอะ” ชุนเหอพูดเบา ๆ “เวลาของนางเหลือน้อยแล้ว”
เสี่ยวหลานกัดริมฝีปาก เธออยากวิ่งกลับบ้าน แต่เมื่อเห็นลูกหมาป่าซุกหัวกับท้องของแม่ เสียงร้องที่ไม่มีถ้อยคำกลับดึงเท้าของเธอไว้
สุดท้ายเธอคุกเข่าลง ใช้สองมือประคองหลิงจือไปตรงหน้าแม่หมาป่า แล้วชุนเหอก็จัดรากยาลงบนบาดแผล เขาไม่ได้ถามอีกครั้ง เพราะเห็นคำตอบจากสีหน้าของเด็กสาวแล้ว
“กินเถอะ” เสี่ยวหลานกระซิบกับหมาป่า “ถ้าเจ้ารอด ก็เลี้ยงลูกให้ดีแทนฉันด้วย”
แม่หมาป่าเลียรากหลิงจืออย่างยากลำบาก แสงสีเขียวอ่อนค่อย ๆ ซึมเข้าไปในบาดแผล ร่างของมันกระตุกสองครั้งก่อนหายใจลึกขึ้น ลูกหมาป่าร้องออกมาอย่างดีใจ ส่วนเสี่ยวหลานยืนนิ่ง น้ำตาไหลโดยไม่เช็ด
ชุนเหอเห็นเธอเดินกลับลงเขามือเปล่า จึงหยิบเมล็ดสีดำขนาดเท่าเม็ดถั่วออกจากถุงยา
“นี่คืออะไร” เสี่ยวหลานถาม
“เมล็ดแห่งความเมตตา”
“มันช่วยแม่ฉันได้ไหม”
“ฉันตอบไม่ได้”
“แล้วมันจะงอกเป็นอะไร”
ชุนเหอมองเมล็ดในมือ “ขึ้นอยู่กับหัวใจของคนที่ปลูก ว่าเขาต้องการสิ่งใดจริง ๆ”
เสี่ยวหลานกำเมล็ดนั้นไว้แน่น “ฉันต้องการให้แม่หาย”
“ความปรารถนาดีไม่เคยทำให้คนดีสูญเสียทุกอย่าง”
เธอเงยหน้าขึ้น “พี่รู้ชื่อฉันได้อย่างไร”
“ตอนอยู่บนยอดผา แม่ของเธอเรียกชื่อเธอไม่หยุด”
คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวหลานรีบเดินลงเขา เธอกลับถึงบ้านก่อนค่ำ พ่อกำลังประคองแม่ให้ดื่มน้ำ แต่นางไอจนตัวสั่นและมีเลือดไหลออกมาอีกครั้ง
“หลิงจืออยู่ไหน” แม่ถามทันที
เสี่ยวหลานนั่งลงข้างเตียง กุมมือที่เย็นจัดของนางไว้ “หนูไม่ได้เอากลับมา”
พ่อของเธอชะงัก มือที่ถือถ้วยน้ำสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ดุด่า เขาเพียงมองลูกสาวด้วยความเจ็บปวด เพราะเข้าใจดีว่าเสี่ยวหลานต้องเผชิญอะไรบนภูเขา
“ลูกช่วยหมาป่าไปแล้วหรือ” แม่ถาม
เสี่ยวหลานพยักหน้า น้ำตาไหลลงบนหลังมือของนาง “มันมีลูกเหมือนกับแม่ที่มีหนู”
แม่ยิ้ม แม้ใบหน้าจะซีดจนแทบไม่มีสี “แม่โกรธลูกไม่ลงหรอก”
“แต่แม่กำลังจะตาย”
“ทุกคนมีเวลาของตัวเอง”
“หนูไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา” เสี่ยวหลานร้องไห้ “แม่อยู่กับหนูมาสิบกว่าปี แม่ยังไม่เคยได้ใช้ชีวิตดี ๆ เลยสักวัน หนูยังไม่ได้พาแม่ไปเห็นแม่น้ำใหญ่ที่อยู่นอกหมู่บ้าน แม่จะทิ้งหนูไม่ได้”
พ่อหันหน้าไปทางอื่น เขาไม่อยากให้ลูกเห็นว่าตัวเองร้องไห้ แต่ในคืนนั้นเขาได้ยินทุกลมหายใจของภรรยา และรู้ว่ามันเบาลงเรื่อย ๆ
ก่อนฟ้าสาง แม่ของเสี่ยวหลานหมดสติ พ่อรีบเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยกันต้มน้ำและหายา แต่ไม่มีใครทำอะไรได้มากกว่าประคองนางไว้ เสี่ยวหลานนึกถึงเมล็ดที่ชุนเหอให้ จึงวิ่งไปหลังบ้าน หยิบจอบขึ้นมา แล้วขุดดินใต้ต้นพลัมที่แม่มองเห็นจากหน้าต่างทุกวัน
“ฝังตรงนี้พอหรือ” พ่อถาม
“แม่จะได้เห็นมันทุกวัน”
ดินแข็งจนมือของเสี่ยวหลานพอง เธอขุดอยู่นาน แต่เมล็ดกลับไม่งอก ไม่มีแม้แต่รอยแตกบนดิน
“บางที…มันก็เป็นแค่เมล็ดธรรมดา” พ่อพูดปลอบ
“แล้วแม่จะทำอย่างไร”
เสียงไอจากในบ้านดังขึ้น ตามด้วยเสียงแม่เรียกชื่อเธอ เสี่ยวหลานวางจอบแล้ววิ่งกลับไป แต่เมื่อถึงเตียง นางกลับไม่ลืมตาอีก
“แม่!”
พ่อพยายามปลุกนาง แต่ร่างนั้นนิ่งสนิท เสี่ยวหลานกอดมารดาแน่นและส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
“หนูไม่ต้องการทอง ไม่ต้องการสมบัติ หนูขอแค่ให้แม่มีชีวิตอยู่ ใครก็ได้ช่วยแม่ของหนูด้วย!”
ในขณะเดียวกัน บนหน้าผา ชุนเหอกำลังตรวจอาการของแม่หมาป่า พิษในร่างมันลดลงอย่างรวดเร็ว แผลเริ่มสมาน แต่หลิงจือที่เขาวางไว้ข้างตัวกลับกลายเป็นเพียงรากแห้ง ๆ
เขาเพิ่งจะลุกขึ้น ก็ได้ยินเสียงสะเทือนจากใต้ดิน แสงสีเขียวพุ่งขึ้นตามรอยแยกของหน้าผา ก่อนจะหายไปทางหมู่บ้าน
ชุนเหอขมวดคิ้ว เขานึกถึงคำพูดของตนเองเรื่องเมล็ดแห่งความเมตตา แล้วรีบวิ่งลงจากเขา
บ้านของเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยผู้คน พ่อของเธอคุกเข่าอยู่ข้างเตียง มือทั้งสองประคองใบหน้าภรรยา ส่วนเสี่ยวหลานกอดร่างแม่ไว้แน่นจนตัวสั่น
ทันใดนั้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็ลอยเข้ามาจากหลังบ้าน กลิ่นเหมือนสมุนไพรหลังฝนตก พื้นดินใต้ต้นพลัมปริออก และต้นอ่อนสีเงินก็งอกขึ้นอย่างช้า ๆ ใบของมันสะท้อนแสงราวกับเกล็ดน้ำค้าง
ชุนเหอเดินเข้าไปใกล้ เขาเห็นดอกสีขาวเพียงดอกเดียวผลิบานอยู่บนต้นอ่อนนั้น ตรงกลางดอกมีหยดน้ำใสที่ไม่ไหลลงสู่พื้น
“อย่าแตะด้วยมือเปล่า” เขารีบบอก “เด็ดเฉพาะดอก แล้วต้มกับน้ำอุ่น”
พ่อของเสี่ยวหลานทำตามทันที แม้ไม่เข้าใจว่าต้นไม้นี้มาจากไหน ชุนเหอช่วยบดกลีบดอกลงในถ้วย ขณะที่เสี่ยวหลานประคองศีรษะแม่ขึ้น
“แม่ ได้ยินหนูไหม แม่ต้องตื่นนะ หนูยังไม่ได้พาแม่ไปดูแม่น้ำเลย”
ไม่มีคำตอบ
เสี่ยวหลานป้อนยาไปทีละหยด ครึ่งหนึ่งไหลออกจากมุมปาก แต่นางยังคงป้อนต่อจนหมดถ้วย ทุกคนรออย่างเงียบงัน กระทั่งผ่านไปนาน แม่ของเธอก็ไอขึ้นมาอย่างรุนแรง
“แม่!”
นางลืมตาขึ้นช้า ๆ หายใจหอบ แต่แววตายังมีสติ พ่อร้องไห้ออกมาโดยไม่อายใคร ส่วนเสี่ยวหลานก้มลงกอดแม่และร้องจนพูดไม่ออก
ชุนเหอไม่ได้ยิ้ม เขาเพียงมองต้นอ่อนที่เหลือแต่ก้าน แล้วนึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าบนภูเขาที่เคยสอนเขาไว้ว่า สมุนไพรบางชนิดไม่ตอบแทนคนที่อยากได้มากที่สุด แต่ตอบแทนคนที่ยอมเสียสละโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด
หลังจากวันนั้น แม่ของเสี่ยวหลานยังอ่อนแอและต้องพักฟื้นอยู่นาน นางไม่ได้หายเป็นปกติในทันที พ่อขายแพะสองตัวเพื่อซื้อยา และชุนเหอแวะมาที่บ้านทุกสามวันเพื่อตรวจชีพจร เขาย้ำว่าดอกไม้ต้นนั้นช่วยเปิดทางให้ร่างกายฟื้น แต่การดูแลและการรักษาต่อเนื่องต่างหากที่จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้
แม่ไม่สามารถกลับไปทำงานหนักเหมือนเดิม เสี่ยวหลานจึงเลิกขึ้นเขาเพียงลำพังและช่วยพ่อปลูกสมุนไพรแทน เธอเก็บเมล็ดจากต้นไม้ป่าอย่างระมัดระวัง ไม่เคยขุดรากของต้นใดโดยไม่จำเป็น และมักวางน้ำไว้ตามทางสำหรับสัตว์ที่บาดเจ็บ
หลายเดือนต่อมา แม่ของเธอสามารถนั่งนอกบ้านได้เป็นครั้งแรก เสี่ยวหลานพานางไปดูต้นพลัม แม้ต้นอ่อนสีเงินจะหายไปแล้ว เหลือเพียงร่องรอยวงกลมบนดิน แต่ใต้กิ่งไม้มีขนสีขาวเส้นหนึ่งติดอยู่กับกิ่ง
“หมาป่ามาเยี่ยมเราใช่ไหม” แม่ถาม
เสี่ยวหลานพยักหน้า “หนูคิดว่าแม่หมาป่าหายดีแล้ว”
ชุนเหอซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลตอบว่า “มันพาลูกกลับไปอยู่บนหน้าผาแล้ว พวกมันไม่ลืมคนที่ช่วยชีวิต”
คืนนั้น เสียงหอนของหมาป่าดังมาจากภูเขา เสี่ยวหลานเปิดหน้าต่างและได้ยินเสียงลูกหมาป่าหอนตอบอยู่ไกล ๆ แม่เอื้อมมือมาลูบผมเธอเหมือนเมื่อก่อน
“ถ้าวันนั้นลูกเอาหลิงจือกลับมา แม่ก็คงไม่โกรธ”
“แต่หนูคงโกรธตัวเองไปตลอดชีวิต”
แม่มองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน “อย่างนั้นก็ดีแล้วที่ลูกเลือกเอง”
หนึ่งปีผ่านไป แม่ของเสี่ยวหลานยังมีอาการเหนื่อยง่าย แต่สามารถเดินทางไปยังแม่น้ำใหญ่ได้ตามคำสัญญา พ่อเช่าเกวียนคันเล็ก ส่วนชุนเหอเดินทางไปด้วยเพื่อดูแลยา
เมื่อเห็นสายน้ำกว้างที่สะท้อนแสงแดด แม่ของเสี่ยวหลานยืนอยู่นานจนทุกคนคิดว่านางจะเป็นลม แต่นางเพียงสูดลมหายใจลึก แล้วจับมือของลูกสาวไว้
“แม่เคยคิดว่าจะไม่ได้เห็นมันแล้ว”
“หนูก็เคยคิดเหมือนกัน”
“เพราะลูกไม่ยอมให้แม่รอจนสายเกินไป”
เสี่ยวหลานมองภูเขาที่อยู่ไกลออกไป เธอยังรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่คิดถึงวันที่ต้องเลือก แต่ความเจ็บนั้นไม่ใช่บาดแผลเหมือนเดิมอีกแล้ว มันกลายเป็นเครื่องเตือนใจว่า ชีวิตหนึ่งไม่ได้มีค่ามากกว่าอีกชีวิตเพียงเพราะมันเป็นของคนที่เรารัก
ต่อมา เสี่ยวหลานกลายเป็นผู้ช่วยของชุนเหอ นางเรียนรู้วิธีรักษาสัตว์และคน รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรอย่างไรโดยไม่ทำลายป่า และสอนเด็ก ๆ ในหมู่บ้านว่า หากพบสัตว์บาดเจ็บ ไม่ควรจับมันด้วยความกลัว แต่ควรเข้าใกล้ด้วยความระมัดระวัง
ทุกฤดูหนาว แม่หมาป่าสีขาวจะปรากฏตัวบนสันเขาพร้อมลูกที่โตเต็มวัย มันจะยืนมองลงมายังบ้านของเสี่ยวหลานครู่หนึ่ง ก่อนหายกลับเข้าไปในป่า ไม่มีใครรู้ว่ามันจำเด็กสาวคนนั้นได้หรือไม่ แต่เสี่ยวหลานเชื่อว่ามันรู้
ใต้ต้นพลัมที่ไม่มีวันออกดอกอีก เสี่ยวหลานฝังจอบเก่าที่เคยใช้ขุดเมล็ดแห่งความเมตตาไว้ในดิน นางไม่ได้รอให้ต้นไม้วิเศษงอกขึ้นมาอีก เพราะเข้าใจแล้วว่าของขวัญที่แท้จริงไม่ใช่ชีวิตที่ได้รับโดยไม่ต้องสูญเสียอะไร
มันคือวันที่แม่ยังจับมือเธอได้ วันที่พ่อยังหัวเราะกับคนในบ้าน และเสียงหอนจากภูเขาที่บอกว่า การเลือกด้วยหัวใจในวันนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย.