เธอถูกฝังทั้งเป็นพร้อมลูก แต่เสียงจากไข่ที่เคยขโมยมาทำให้ความลับของคนทั้งหมู่บ้านกำลังถูกเปิดเผย

“ข้างในมีใครอยู่ไหม ถ้าได้ยินเคาะตอบด้วย!”

เสียงของเจ้าหน้าที่กู้ภัยดังลอดผ่านก้อนหินเข้ามา แต่ไม่มีแรงเหลือพอให้ฉันตะโกนตอบ ลมหายใจแต่ละครั้งเหมือนถูกบีบออกจากอก ความมืดรอบตัวแน่นหนาราวกับผ้าผืนหนาที่คลุมศีรษะไว้ และเสียงร้องเบา ๆ ของลูกชายในอ้อมแขนคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าฉันยังมีชีวิตอยู่

ฉันใช้ปลายนิ้วเคาะผนังหินสามครั้ง หวังให้เสียงเล็ก ๆ นั้นลอดออกไป แต่ก้อนหินเหนือศีรษะสั่นครืน เศษดินร่วงลงบนใบหน้า ฉันรีบกอดลูกไว้แน่นกว่าเดิม

“ช่วยด้วย…” เสียงของฉันแหบจนแทบไม่มีเสียง

ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงผู้ชายอีกคนพูดขึ้น

“ข้างในเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ ดูไม่เหมือนจะมีใครรอดชีวิตได้เลย”

ฉันได้ยินเสียงพลั่วกระทบหิน แล้วเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็เคลื่อนห่างออกไป ความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นจางหายอย่างรวดเร็ว ฉันมองหน้าลูกชาย เขาอายุเพียงสามขวบ ริมฝีปากแห้งแตกและตัวร้อนจนผิดปกติ

“ไม่ร้องนะลูก แม่อยู่นี่” ฉันกระซิบ ทั้งที่ตัวเองกำลังร้องไห้ “แม่จะพาเราออกไป”

แต่ในใจฉันรู้ดีว่าอาจไม่มีเวลาเหลือแล้ว

หกวันก่อนหน้านี้ ฉันยังคิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จะทำให้ลูกปลอดภัย ฉันเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนทรงผม ไม่ติดต่อคนรู้จักเก่า และไม่เคยออกจากบ้านหลังเล็กบนเนินเขาหลังตะวันตกโดยไม่จำเป็น ทุกคนเชื่อว่าฉันตายไปแล้วเมื่อสิบสองปีก่อนในเหตุถล่มของเหมืองร้าง ไม่มีใครรู้ว่าฉันรอดมาได้ และไม่มีใครรู้ว่าฉันมีลูกชายชื่อหลินหยุน

ยกเว้นจางเหว่ย

เขาเป็นคนแรกที่จำฉันได้ แม้ฉันจะพยายามก้มหน้าเดินหนีตอนพบกันที่ตลาด เขายืนอยู่ข้างแผงขายผลไม้ รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เลือดในกายฉันเย็นลง

“เธอยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ด้วย” เขาพูด

ฉันไม่ตอบและรีบจูงมือลูกออกมา แต่เขาคว้าแขนฉันไว้

“อย่าทำเป็นไม่รู้จักกัน ฉันช่วยปิดเรื่องของเธอไว้ตั้งหลายปี”

“คุณไม่ได้ช่วยฉัน” ฉันดึงแขนกลับ “คุณเป็นคนทำให้ทุกคนคิดว่าฉันตาย”

รอยยิ้มของเขาหายไปเพียงชั่วครู่ ก่อนกลับมาเหมือนเดิม

“ถ้าฉันไม่ทำ เธอคิดว่าจะหนีจากตระกูลหลินได้หรือ”

ชื่อของตระกูลนั้นทำให้ฉันอยากอาเจียน หลินเหวิน พ่อของหลินหยุน เป็นเจ้าของเหมืองและบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเขตนี้ เขาเคยสัญญาว่าจะพาฉันออกจากชีวิตยากจน แต่หลังจากฉันท้อง เขากลับบอกว่าลูกของฉันเป็นความผิดพลาด และยื่นเงินให้ฉันหายไปจากชีวิตเขา

ฉันปฏิเสธ เขาจึงพรากลูกไปตั้งแต่วันที่คลอด

ฉันยังจำคืนฝนตกคืนนั้นได้ดี พยาบาลคนหนึ่งอุ้มทารกออกจากห้องโดยอ้างว่าเด็กมีอาการผิดปกติ ฉันถูกฉีดยาจนหมดสติ พอตื่นขึ้นมา ใบรับรองการเสียชีวิตของลูกก็วางอยู่ข้างเตียง แต่ฉันเห็นรอยปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อเท้าของทารกก่อนเขาถูกพาไป และฉันรู้ว่าพวกเขาโกหก

ฉันตามหาเขาอยู่นานถึงสามปี กว่าจะพบว่าหลินเหวินเลี้ยงดูเขาในฐานะหลานชายที่อ่อนแอและไม่เป็นที่ต้องการ เด็กคนนั้นถูกเรียกว่าหลินหยุน ไม่มีใครรู้ว่าเป็นลูกของฉัน เพราะหลินเหวินปกปิดเรื่องชาติกำเนิดไว้เพื่อรักษาหน้าตระกูล

ฉันลักพาตัวลูกกลับมาในคืนหนึ่ง แล้วซ่อนตัวอยู่ในเมืองชายแดนหลายปี จนกระทั่งพ่อของหลินเหวิน หรือที่ทุกคนเรียกว่า “คนแก่หลิน” ส่งจดหมายมาหาฉัน

ในจดหมายมีเพียงประโยคเดียว

“ถ้าอยากให้หยุนมีชีวิตอย่างคนธรรมดา จงกลับมาพบฉันที่อุโมงค์หินเก่า”

ฉันรู้ว่าเป็นกับดัก แต่ก็ไป เพราะในจดหมายมีรูปถ่ายของหลินหยุนตอนที่เขายังเป็นทารก และด้านหลังรูปมีตราประทับของโรงพยาบาลที่ฉันคลอดลูก ไม่มีใครนอกจากคนในตระกูลหลินที่ควรมีรูปนั้น

คนแก่หลินรอฉันอยู่ในกระท่อมใกล้เหมือง เขาแก่ลงมากจนแทบยืนไม่ไหว แต่ดวงตายังคมกริบเหมือนเดิม

“ฉันเป็นคนสั่งให้เอาหยุนไปจากเธอ” เขาสารภาพ “แต่ฉันไม่รู้ว่าเหวินจะทำร้ายเธอถึงขั้นนั้น”

“คุณรู้ว่าลูกอยู่ไหนมาตลอด แต่ปล่อยให้ฉันตามหาเหมือนคนบ้า?”

เขาก้มหน้าเงียบ ก่อนยื่นสมุดบัญชีเล่มเก่าให้ฉัน

“เหวินไม่ได้แค่ขโมยลูกของเธอ เขายังขโมยเงินของชาวบ้านและใช้เหมืองผิดกฎหมาย ถ้าเอกสารเล่มนี้ออกไป ทุกอย่างจะจบลง เขากำลังจะฆ่าฉันเพื่อปิดปาก”

ฉันไม่เชื่อเขาทั้งหมด แต่เปิดสมุดดูแล้วพบรายชื่อคนงานที่เสียชีวิตจากเหตุเหมืองถล่มเมื่อสิบสองปีก่อน รายชื่อของฉันอยู่ในนั้น ทั้งที่ฉันไม่เคยทำงานในเหมือง ส่วนชื่อของหญิงสาวอีกหลายคนถูกขีดฆ่า ท้ายหน้ากระดาษมีตัวเลขจำนวนมากและคำว่า “ค่าปิดปาก”

ฉันถ่ายรูปเอกสารเก็บไว้ ก่อนถามถึงหลินหยุน

“เขาอยู่ที่บ้านใหญ่” คนแก่หลินตอบ “เหวินกำลังจะส่งเขาไปต่างประเทศ เขากลัวว่าวันหนึ่งเด็กจะจำเธอได้”

“แล้วคุณต้องการอะไรจากฉัน”

“พาเอกสารไปให้ตำรวจ และช่วยหยุดลูกชายฉัน”

ฉันควรเกลียดชายชราคนนั้น แต่เมื่อเห็นมือที่สั่นเทาและรอยแผลเป็นเก่าบนข้อมือ ความโกรธของฉันกลับปะปนด้วยความสงสาร เขาเองก็เคยเป็นคนที่สั่งให้ฉันสูญเสียลูก เพียงแต่ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ว่าความเงียบของตนสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมา

คืนนั้นฉันแอบเข้าไปในบ้านใหญ่เพื่อพบหลินหยุน เด็กชายจำฉันไม่ได้ แต่เมื่อเห็นกำไลเงินที่ฉันใส่อยู่ เขาก็จับมือฉันแน่น กำไลเส้นนั้นมีจี้รูปพระจันทร์เสี้ยว เหมือนปานที่ข้อเท้าของเขา

“แม่เคยบอกว่าผมไม่ควรแตะของของคนอื่น” เขาพูด

ฉันกลั้นน้ำตา “ถ้าอย่างนั้นวันนี้ลูกต้องจำไว้อีกอย่าง อย่าเชื่อคนที่บอกว่าแม่ไม่รักลูก”

หลินหยุนมองฉันอยู่นาน ก่อนถามเบา ๆ

“คุณคือแม่ของผมหรือ”

ฉันพยักหน้า

เรากอดกันในห้องเก็บของเล็ก ๆ จนเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าประตู ฉันพาลูกหนีออกทางหน้าต่าง แต่ระหว่างทางเขาถูกจางเหว่ยพบเข้า

จางเหว่ยไม่ได้เป็นเพียงคนของหลินเหวิน เขาเป็นผู้ช่วยที่คอยจัดการเอกสารสกปรกทั้งหมดของตระกูล และเป็นคนที่พาฉันไปยังโรงพยาบาลในคืนคลอดลูกเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นฉันเคยคิดว่าเขาช่วยชีวิตฉัน แต่ภายหลังจึงรู้ว่าเขาเป็นคนเซ็นเอกสารว่าลูกของฉันเสียชีวิต

เขายืนขวางทางในห้องโถง และมีชายฉกรรจ์สองคนอยู่ด้านหลัง

“ส่งเด็กมา แล้วฉันจะปล่อยเธอไป”

“คุณพูดแบบนี้ตอนที่ฉันเพิ่งคลอดลูกเหมือนกัน” ฉันตอบ “แต่คุณไม่ได้ปล่อยฉัน คุณทำให้ฉันถูกฝังทั้งเป็นในสายตาของทุกคน”

แววตาของเขาแข็งขึ้น

“เธอควรขอบคุณฉันด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีฉัน หลินเหวินฆ่าเธอไปนานแล้ว”

“แล้วตอนนี้เขาจะทำอะไรกับเรา”

จางเหว่ยไม่ตอบ เขาหันไปมองหลินหยุน เด็กชายหลบอยู่หลังฉันและกำกำไลเงินไว้แน่น ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

ฉันคว้ากระถางดินเผาข้างตัวฟาดใส่หลอดไฟ แล้วพาลูกวิ่งเข้าไปในทางเดินมืด เสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าดังตามมา เราวิ่งออกไปทางสวนด้านหลังจนถึงรถบรรทุกที่จอดอยู่ ฉันซ่อนลูกไว้ใต้ผ้าใบและกระโดดขึ้นรถโดยไม่รู้ว่ามันกำลังจะไปที่ไหน

รถคันนั้นพาเรามาถึงอุโมงค์หินเก่า ที่เดียวกับที่คนแก่หลินนัดพบฉัน

ฉันคิดว่าที่นั่นจะปลอดภัย แต่หลินเหวินรออยู่แล้ว

เขายืนอยู่หน้าอุโมงค์พร้อมปืนในมือ ใบหน้าสงบนิ่งอย่างคนที่มั่นใจว่าไม่มีใครหนีรอด

“เธอทำให้ฉันต้องเสียเวลามาก” เขาพูด “ส่งสมุดมา แล้วฉันจะให้เงินเธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่”

“ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ”

“แต่ลูกของเธอต้องใช้เงินของฉันเลี้ยงดูมาตลอด”

หลินหยุนก้าวออกมาจากหลังฉัน “เขาไม่ใช่พ่อผม”

หลินเหวินชะงัก รอยยิ้มที่เคยควบคุมได้หายไปทันที

“ฉันเป็นคนเลี้ยงแกมา”

“แต่แม่เป็นคนตามหาผม” เด็กชายตอบเสียงสั่น “ถ้าคุณรักผม คุณคงไม่บอกว่าผมไม่มีแม่”

คำพูดนั้นทำให้หลินเหวินโกรธ เขายกปืนขึ้น แต่ก่อนจะได้เล็ง เสียงคนแก่หลินก็ดังมาจากทางด้านข้าง

“เหวิน วางปืนลง”

ชายชราเดินออกมาพร้อมโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง เขาไม่ได้มาคนเดียว ด้านหลังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนงานเหมืองหลายคน พวกเขาเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง

หลินเหวินหัวเราะเย็น ๆ

“พ่อคิดว่าคนพวกนี้จะเชื่อคำพูดของคนแก่ใกล้ตายหรือ”

คนแก่หลินยกโทรศัพท์ขึ้น “ไม่ต้องเชื่อฉัน พวกเขาแค่ต้องฟังเสียงของนาย”

ฉันเพิ่งสังเกตเห็นเครื่องบันทึกเสียงเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าของเขา ที่แท้เขาไม่ได้ยืนพูดกับลูกชายโดยไม่มีแผน เขาบันทึกทุกคำที่หลินเหวินพูดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการย้ายเงิน การปลอมใบมรณบัตร และคำสั่งให้ถล่มอุโมงค์เพื่อทำลายเอกสาร

แต่หลักฐานนั้นยังไม่พอจะลบล้างทุกอย่าง ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาและเปิดรูปสมุดบัญชี รวมถึงรูปถ่ายทารกที่มีตราประทับโรงพยาบาล

“ฉันส่งสำเนาไปให้ทนายแล้ว” ฉันพูด “ถ้าฉันไม่ติดต่อเขาภายในคืนนี้ ทุกอย่างจะถูกส่งต่อให้ตำรวจและสื่อ”

มันเป็นการโกหกครึ่งหนึ่ง ฉันยังไม่ได้ส่งทั้งหมด แต่ก่อนออกจากบ้านใหญ่ ฉันตั้งเวลาส่งข้อความไว้กับนักข่าวคนหนึ่ง หากฉันยกเลิกไม่ทัน ข้อมูลจะถูกเผยแพร่ทันที

หลินเหวินมองฉันด้วยความแค้น

“เธอกล้าขู่ฉัน?”

“ฉันไม่ได้ขู่ ฉันแค่ทำให้คุณต้องอยู่กับผลของสิ่งที่ทำ”

จางเหว่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลเริ่มถอยหลัง เขาเห็นตำรวจล้อมพื้นที่และคงรู้ว่าตัวเองไม่อาจหนีได้ แต่หลินเหวินหันปืนไปหาเขาแทน

“เป็นเพราะนาย สมุดถึงหลุดออกมา”

“คุณบอกว่าจะคุ้มครองผม” จางเหว่ยพูด เสียงเริ่มสั่น “คุณบอกว่าทุกอย่างจะจบหลังจากเด็กถูกส่งออกนอกประเทศ”

“คนอย่างนายไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร”

หลินเหวินเหนี่ยวไก แต่ปืนดังเพียงเสียงคลิก กระสุนถูกคนแก่หลินแอบถอดออกตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เขาคงรู้ว่าลูกชายจะหันไปฆ่าคนของตัวเองเมื่อจนมุม

เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวหลินเหวินและจางเหว่ยทันที หลินเหวินยังคงดิ้นและตะโกนว่าทุกคนทรยศเขา ส่วนจางเหว่ยเงียบลงราวกับเพิ่งตระหนักว่าหลายปีที่เขาอ้างว่ากำลังเอาตัวรอด แท้จริงแล้วเขาเลือกยืนอยู่ข้างคนที่ทำลายชีวิตผู้อื่นด้วยตัวเอง

ฉันคิดว่าเรื่องจบลงแล้ว แต่ในขณะเดียวกันพื้นอุโมงค์ก็สั่นสะเทือน เสียงหินถล่มดังมาจากด้านใน คนงานคนหนึ่งตะโกนว่ามีคนติดอยู่ในช่องลึก

คนแก่หลินหันมามองฉัน

“ต้องมีคนอยู่ข้างใน”

ฉันนึกถึงคำพูดของหลินเหวินก่อนหน้านี้ เขาบอกว่าเอกสารทั้งหมดถูกนำไปซ่อนไว้ในอุโมงค์ และอาจมีคนงานสองคนที่ถูกส่งเข้าไปทำลายหลักฐาน ฉันไม่อยากกลับเข้าไปในที่มืดนั้นอีก แต่เสียงเคาะเบา ๆ ดังลอดออกมา

สามครั้ง

เหมือนที่ฉันเคาะหินก่อนหน้านี้

“ช่วยพวกเขา” ฉันบอก

เจ้าหน้าที่พยายามห้าม แต่ฉันชี้ไปยังผนังด้านซ้าย

“ตรงนั้นมีช่องว่าง ฉันเคยอยู่ด้านใน ฉันจำเสียงลมได้”

พวกเขาขุดตามที่ฉันบอก หลินหยุนยืนจับมือฉันอยู่ข้างนอก ขณะที่คนงานช่วยกันยกหินออกทีละก้อน หลังผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ชายสองคนถูกนำออกมา ทั้งคู่บาดเจ็บแต่ยังมีชีวิต หนึ่งในนั้นเป็นคนขับรถที่เคยส่งเอกสารให้หลินเหวิน เขามีแฟลชไดรฟ์ซ่อนอยู่ในเสื้อ และมันบรรจุรายชื่อบัญชีลับกับวิดีโอการขนแร่จากเหมืองเถื่อน

หลักฐานชิ้นนั้นทำให้คดีขยายออกไปไกลกว่าการปลอมเอกสารและกักขังเด็ก หลินเหวินถูกดำเนินคดีหลายข้อหา ส่วนจางเหว่ยรับสารภาพบางส่วนเพื่อแลกกับการลดโทษ เขายืนยันว่าคนแก่หลินเป็นผู้สั่งให้พาฉันออกจากโรงพยาบาลในคืนคลอด แต่เขาไม่เคยรู้ว่าหลินเหวินวางแผนจะกำจัดฉันจริง ๆ

คำสารภาพนั้นไม่ได้ทำให้ฉันให้อภัยเขา

คนแก่หลินเองก็ต้องขึ้นศาล เขาสูญเสียทรัพย์สินส่วนใหญ่จากการชดใช้ให้ครอบครัวคนงาน และต้องยอมรับต่อหน้าสาธารณชนว่าตนเคยปกปิดความจริงเรื่องหลานชาย เขาขอโทษฉันหลายครั้ง แต่ฉันตอบเพียงว่า

“คำขอโทษไม่อาจคืนเวลาสิบสองปีให้ฉันได้ แต่คุณยังสามารถช่วยให้หลินหยุนไม่ต้องเสียอนาคตไปอีกคน”

เขาทำตามคำพูดนั้น เขาโอนเงินส่วนหนึ่งเข้ากองทุนชดเชยให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต และลงนามรับรองว่าหลินหยุนเป็นลูกของฉันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องให้เด็กเรียกเขาว่าปู่ก็ตาม

หลังจากนั้น ฉันพาหลินหยุนย้ายไปอยู่เมืองริมทะเล ฉันหางานในร้านอาหารเล็ก ๆ และเริ่มเรียนบัญชีตอนกลางคืน เงินที่ได้จากการชดเชยไม่มากพอจะทำให้เรากลายเป็นคนร่ำรวย แต่มันมากพอให้ลูกได้กลับไปเรียนและให้ฉันไม่ต้องก้มหน้าหลบใครอีก

ช่วงแรกหลินหยุนยังตื่นกลางดึก เขากลัวเสียงหินกระทบกันและไม่ยอมอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง ฉันจึงพาเขาไปเดินริมทะเลทุกเย็น ให้เขาเลือกเปลือกหอยคนละชิ้นเก็บไว้ในกล่องไม้

วันหนึ่งเขาถามฉันว่า

“แม่ ตอนที่อยู่ในถ้ำ แม่กลัวไหม”

ฉันตอบตามจริง

“กลัวมาก”

“แล้วทำไมแม่ถึงไม่ร้องไห้”

“แม่ร้องไห้ แต่แม่ไม่ยอมปล่อยมือจากลูก”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือมาให้ฉันจับ

“ถ้าผมโตขึ้น ผมจะไม่ปล่อยมือแม่เหมือนกัน”

หลายเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่ส่งกล่องของใช้ที่เก็บได้จากอุโมงค์มาให้ฉัน ข้างในมีสมุดบัญชีที่เปื้อนดิน กำไลเงินของฉัน และไข่หินสีดำใบหนึ่งที่ฉันเคยเก็บมาจากโพรงด้านในตอนเข้าไปตามหาคนแก่หลิน

ฉันจำได้ว่าคืนนั้นฉันขโมยไข่ใบนั้นมาจากรังของนกภูเขา เพราะคิดว่ามันอาจขายได้ราคา และใช้เงินซื้อยาลดไข้ให้ลูก แต่ไข่ไม่ใช่ของนก มันเป็นก้อนหินที่มีแร่สีเงินอยู่ข้างใน คนงานบอกว่ามันอาจเป็นหลักฐานว่าเหมืองขุดลึกเข้าไปในเขตอนุรักษ์อย่างผิดกฎหมาย

สิ่งที่ฉันเคยคิดว่าเป็นของเล็ก ๆ ที่ไม่มีค่า กลับช่วยยืนยันเส้นทางการขุดแร่และทำให้คดีของหลินเหวินแน่นหนาขึ้น

ฉันวางก้อนหินนั้นไว้บนโต๊ะข้างหน้าต่าง หลินหยุนชอบเอานิ้วลูบผิวหยาบของมันทุกคืนก่อนนอน

“แม่ มันเหมือนไข่ที่กำลังรอฟักเลย” เขาพูด

“บางทีของบางอย่างก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อฟักเป็นชีวิต” ฉันตอบ “บางอย่างมีไว้เพื่อเตือนเราว่าเคยผ่านความมืดมาแล้ว”

เขาไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ยิ้มให้ฉันแล้วหลับไป

ฉันมองออกไปยังทะเลที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีเงิน ความทรงจำในอุโมงค์ยังคงอยู่ เสียงหินถล่มยังกลับมาในฝันบางคืน แต่ทุกครั้งที่ตื่น ฉันจะได้ยินเสียงหายใจของลูกอยู่ข้าง ๆ และรู้ว่าคราวนี้เราไม่ได้ถูกฝังอยู่ใต้ความลับของใครอีกแล้ว

ฉันเคาะก้อนหินสีดำสามครั้งเบา ๆ

จากนั้นหลินหยุนก็เคาะตอบสามครั้งจากในห้องนอน

เสียงเล็ก ๆ นั้นไม่ใช่เสียงขอความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่มันคือเสียงยืนยันว่าเรายังอยู่ และต่อให้โลกทั้งใบพยายามปิดปากเรา เราก็จะไม่ยอมกลับไปเงียบงันในความมืดอีก

Leave a Comment