“เดินเข้ามาอีกก้าวเดียว แล้วคนต่อไปที่จะถูกหักขาจะเป็นนาย” เย่เฟิงพูดพลางยกท่อนเหล็กขึ้นขวางหน้าเว่ยเย่ ชายที่กำลังเล็งปืนใส่หลิงหลิงกลางโกดังร้าง
กลิ่นน้ำมันและฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ด้านหลังชายร่างใหญ่คือกล่องสินค้าของบริษัทเจียงซื่อกรุ๊ปมูลค่าสิบล้านหยวน ซึ่งถูกยึดไว้เกือบหนึ่งสัปดาห์โดยไม่มีเอกสารอนุมัติแม้แต่ฉบับเดียว ส่วนหลิงหลิงกำลังยืนตัวสั่นอยู่ข้างรถบรรทุก มือของเธอถูกมัด และที่ขมับมีเลือดไหลเป็นทาง
เว่ยเย่หัวเราะเยาะ “แกเป็นแค่พนักงานชั่วคราว ยังกล้าทำตัวเป็นฮีโร่อีกหรือ ถอยไปซะ สินค้าพวกนี้จะถูกส่งออกคืนนี้ ถ้าแกขวาง ฉันจะส่งศพแกกลับไปพร้อมกับมัน”
เย่เฟิงไม่ได้ตอบ เขาก้มมองพื้น ก่อนใช้ปลายรองเท้าเขี่ยเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ออกมา บนกระดาษมีตราประทับคลังสินค้าของบริษัท แต่วันที่ระบุไว้คือสามวันก่อนวันที่สินค้าถูกส่งมาถึงที่นี่
เขาเก็บกระดาษใส่กระเป๋าอย่างเงียบ ๆ แล้วพูดว่า “นายคงคิดว่าคนที่ไม่มีตำแหน่งไม่มีสิทธิ์ถามอะไร แต่วันนี้ฉันไม่ได้มาถาม ฉันมาทวงของคืน”
“ฆ่ามัน!” เว่ยเย่ตะโกน
ชายสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน เย่เฟิงเบี่ยงตัวหลบหมัดแรก ใช้ข้อศอกกระแทกคางคนหนึ่งจนล้ม แล้วคว้าข้อมืออีกคนบิดเข้าด้านหลัง เสียงร้องดังสะท้อนทั่วโกดัง ชายที่ถือปืนยกมือขึ้นหมายจะยิง แต่หลิงหลิงเตะลังไม้ใกล้ตัวออกไป ลังพุ่งชนเขาจนเสียหลัก เย่เฟิงฉวยจังหวะนั้นฟาดท่อนเหล็กใส่ข้อมือ ปืนกระเด็นไปใต้รถ
การต่อสู้กินเวลาไม่ถึงสองนาที แต่สำหรับหลิงหลิง มันยาวนานราวกับทั้งคืน เมื่อคนสุดท้ายล้มลง เย่เฟิงรีบตัดเชือกให้เธอและตรวจดูบาดแผล
“คุณเป็นอะไรไหม”
“ฉันไม่เป็นไร” เธอตอบ แม้เสียงจะยังสั่น “แต่สินค้าอยู่ครบหรือเปล่า”
เย่เฟิงหันไปมองกล่องสินค้าทีละแถว “ครบทุกชิ้น ฉันเช็กหมายเลขซีเรียลไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามา”
หลิงหลิงมองเขาอย่างประหลาดใจ “คุณรู้ว่าจะมีคนขโมยของตั้งแต่แรก?”
“ฉันรู้ว่าคนในบริษัทกำลังช่วยคนนอกขนของออกไป เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง”
เขาเดินไปหาชายที่นอนกุมข้อมืออยู่ เว่ยเย่ยังฝืนทำหน้าเย่อหยิ่ง แม้เหงื่อจะไหลเต็มใบหน้า
“บอกฉันหน่อย” เย่เฟิงพูด “ทำไมในเอกสารถึงมีชื่อของจางจิงหลี่”
เว่ยเย่เม้มปาก
เย่เฟิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่องบันทึกเสียง “นายมีเวลาสิบวินาที ถ้าไม่ตอบ ฉันจะส่งหลักฐานเรื่องการกักสินค้าผิดกฎหมายให้ตำรวจ”
“แกคิดว่าตำรวจจะเชื่อพนักงานกระจอกอย่างแกหรือ”
“พวกเขาอาจไม่เชื่อคำพูดฉัน แต่จะเชื่อกล้องวงจรปิด รายการโอนเงิน และเสียงของนาย”
เว่ยเย่เหลือบมองหน้าจอ โทรศัพท์ของเย่เฟิงกำลังแสดงภาพจากกล้องที่ติดอยู่ในโกดัง ภาพนั้นไม่ได้มีเพียงการลักลอบขนสินค้า แต่ยังเห็นจางจิงหลี่ยืนคุยกับเขาเมื่อสองคืนก่อน
“คุณจางบอกให้พวกเรายึดของไว้” เว่ยเย่หลุดปาก “เขาบอกว่าหลังส่งมอบสินค้าแล้ว จะมีคนจากเจียงซื่อกรุ๊ปมารับช่วงต่อ และเงินจะแบ่งกันคนละครึ่ง”
หลิงหลิงหน้าซีด “คุณจางจิงหลี่เป็นหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ เขาจะเอาสินค้าของบริษัทไปขายเองได้อย่างไร”
“เพราะมีคนคอยปกป้องเขา” เย่เฟิงตอบ “และคนคนนั้นอาจอยู่สูงกว่าพวกเรามาก”
รุ่งเช้า รถบรรทุกขนสินค้ากลับถึงสำนักงานใหญ่ของเจียงซื่อกรุ๊ปพร้อมหลักฐานทั้งหมด เย่เฟิงเดินเข้าไปในห้องประชุมในเสื้อเชิ้ตที่เปื้อนฝุ่นและมีรอยช้ำที่มุมปาก ขณะที่จางจิงหลี่นั่งอยู่หัวโต๊ะในชุดสูทราคาแพง รอบตัวเขามีผู้บริหารหลายคน รวมถึงเจียงเทียนเฉิง ประธานของบริษัท
“นี่หรือคนที่บอกว่าจะกู้สินค้ากลับมาได้” จางจิงหลี่หัวเราะ “ดูสภาพแล้วเหมือนคนเพิ่งหนีออกมาจากข้างถนนมากกว่า”
เย่เฟิงวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “สินค้าอยู่ครบทุกชิ้นครับ มูลค่าสิบล้านหยวน ตรวจนับได้ทันที”
ผู้บริหารหันไปมองหน้ากัน เสียงซุบซิบดังขึ้น เจียงเทียนเฉิงหยิบเอกสารขึ้นตรวจด้วยตัวเอง ก่อนพยักหน้า
“ดีมาก เย่เฟิง บริษัทสัญญาว่าจะให้โบนัสหนึ่งล้านหยวนถ้านายทำสำเร็จ ฉันจะอนุมัติให้วันนี้”
เย่เฟิงยังยืนนิ่ง
จางจิงหลี่ขมวดคิ้ว “ยังมีอะไรอีก หรือคิดว่าตัวเองช่วยบริษัทแล้วจะเรียกร้องมากกว่านี้”
“ผมไม่ได้เรียกร้องเงินเพิ่ม” เย่เฟิงพูด “ผมต้องการให้คุณทำตามข้อตกลงอีกข้อ”
สีหน้าของจางจิงหลี่เปลี่ยนไปทันที
หลายวันก่อน เขาเคยพูดต่อหน้าพนักงานทั้งแผนกว่า หากเย่เฟิงนำสินค้ากลับมาได้ เขาจะคุกเข่าขอโทษต่อหน้าทุกคน เพราะก่อนหน้านั้นจางจิงหลี่กล่าวหาว่าเย่เฟิงเป็นคนไร้ความสามารถ และสั่งให้เขารับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด
“เรื่องนั้นเป็นแค่คำพูดตอนทะเลาะกัน” จางจิงหลี่ตอบ
“แต่เงินหนึ่งล้านก็เป็นคำพูดตอนทะเลาะกันเหมือนกัน ทำไมคุณถึงจำได้เฉพาะส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์”
บรรยากาศในห้องเงียบลง
จางจิงหลี่ทุบโต๊ะ “อย่าลืมว่าฉันเป็นหัวหน้า!”
“หัวหน้าที่ใช้อำนาจข่มขู่ลูกน้องไม่ใช่หัวหน้าที่น่าเคารพ” เย่เฟิงตอบ “ถ้าคุณไม่ขอโทษ ผมจะเปิดหลักฐานทั้งหมดที่อยู่ในแฟ้มนี้ให้คณะกรรมการตรวจสอบ”
“แกกล้าขู่ฉันหรือ”
จางจิงหลี่ลุกขึ้น ผลักเก้าอี้จนล้ม เขาเดินเข้าหาเย่เฟิงด้วยความโกรธ แต่ยังไม่ทันถึงตัว เย่เฟิงก็จับข้อมือเขาไว้แล้วผลักกลับไปหนึ่งก้าว
จางจิงหลี่เสียหลักล้มลงกับพื้น เสียงอุทานดังรอบห้อง
“ไอ้ขยะ!” เขาตะโกน “แกคิดว่ามีสิทธิ์แตะต้องฉันหรือ ฉันเป็นคนของคุณหนูเจียงมู่เหยียน ถ้าแกทำร้ายฉัน แกจะไม่มีวันได้อยู่ในเมืองนี้!”
ประตูห้องประชุมเปิดออก หญิงสาวในชุดสีขาวเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตามสองคน เจียงมู่เหยียนเป็นหลานสาวคนโตของตระกูลเจียง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท และเป็นคนที่จางจิงหลี่อ้างถึงเสมอเวลาต้องการกดดันผู้อื่น
“เกิดอะไรขึ้น” เธอถาม
จางจิงหลี่รีบคลานไปหา “คุณหนู เขาทำร้ายผมต่อหน้าทุกคน แล้วยังใส่ร้ายว่าผมขโมยสินค้าของบริษัท ขอให้คุณหนูจัดการเขาด้วยครับ”
เจียงมู่เหยียนมองเย่เฟิงอย่างเย็นชา “คุกเข่าขอโทษเขาเดี๋ยวนี้”
เย่เฟิงหัวเราะเบา ๆ “คุณรู้หรือยังว่าผมทำอะไรผิด”
“ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง พนักงานระดับล่างไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผู้บังคับบัญชา”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องรู้เหมือนกันว่า ผู้บังคับบัญชาของคุณสั่งให้คนภายนอกยึดสินค้าของบริษัท”
เขาเปิดภาพจากกล้องขึ้นบนจอประชุม จางจิงหลี่และเว่ยเย่ปรากฏอยู่ในภาพชัดเจน ทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องแบ่งเงิน เสียงของพวกเขาดังไปทั่วห้อง
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางจิงหลี่หายไป
เจียงมู่เหยียนหันไปมองเขา “นี่คืออะไร”
“ภาพตัดต่อครับ” เขารีบตอบ “เย่เฟิงร่วมมือกับเว่ยเย่เพื่อใส่ร้ายผม”
เย่เฟิงวางโทรศัพท์อีกเครื่องลงบนโต๊ะ “ไฟล์ต้นฉบับถูกบันทึกไว้ในระบบรักษาความปลอดภัยของโกดัง มีการประทับเวลาและตำแหน่งอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังมีรายการโอนเงินจากบัญชีของคุณไปยังบริษัทขนส่งภายนอก”
หลิงหลิงก้าวออกมาจากด้านหลังเขา “ฉันเป็นคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดค่ะ เว่ยเย่จับฉันไว้ในโกดัง และเขาพูดชื่อคุณจางหลายครั้ง”
จางจิงหลี่ชี้หน้าเธอ “เธอก็เป็นพวกเดียวกับมัน!”
“ถ้าฉันเป็นพวกเดียวกับเขา ฉันคงไม่ช่วยตรวจนับสินค้าและนำหลักฐานกลับมา” หลิงหลิงพูดเสียงสั่น แต่ไม่ถอย “คุณเป็นคนสั่งให้ฉันเซ็นเอกสารรับผิดแทน ทั้งที่สินค้าถูกนำออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว”
เจียงเทียนเฉิงมองเอกสารที่หลิงหลิงยื่นให้ เขาจำลายเซ็นของตนเองได้ แต่วันที่ในเอกสารกลับไม่ตรงกับวันที่เขาอนุมัติ
“จางจิงหลี่” เขาพูดช้า ๆ “ใครเป็นคนเปลี่ยนวันที่ในเอกสาร”
จางจิงหลี่เริ่มเหงื่อออก “ผมไม่ทราบครับ”
“แต่ลายเซ็นดิจิทัลเป็นของคุณ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายพูดขึ้น “และรหัสผ่านที่ใช้เปิดระบบเป็นรหัสของคุณโดยตรง”
จางจิงหลี่หันไปหาเจียงมู่เหยียน “คุณหนู ช่วยผมด้วยครับ ผมทำทั้งหมดตามคำสั่งของคุณ”
ห้องประชุมเงียบกริบ
เจียงมู่เหยียนก้าวเข้าไปตบหน้าเขา “หุบปาก! อย่าพยายามโยนความผิดให้ฉัน”
เย่เฟิงสังเกตเห็นบางอย่างทันที ตอนที่จางจิงหลี่พูดว่า “ตามคำสั่งของคุณ” เจียงมู่เหยียนไม่ได้แสดงความประหลาดใจ เธอโกรธเพียงเพราะเขาพูดออกมาต่อหน้าคนอื่น ไม่ใช่เพราะข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องเหลวไหล
“คุณหนูเจียง” เย่เฟิงพูด “ผมยังมีหลักฐานอีกชุดหนึ่ง แต่ก่อนจะเปิด ผมอยากถามเรื่องเมื่อห้าปีก่อน”
ใบหน้าของเจียงมู่เหยียนแข็งค้างไปชั่วขณะ
ห้าปีก่อน เย่เฟิงเคยเป็นผู้จัดการคลังสินค้าของบริษัท เขาถูกกล่าวหาว่าขโมยเงินและสินค้าจำนวนมาก หลังจากเกิดไฟไหม้ที่โกดังแห่งหนึ่ง หลักฐานทุกอย่างชี้มาที่เขา เขาถูกไล่ออก ถูกดำเนินคดี และต้องใช้เวลาหลายเดือนในเรือนจำระหว่างการสอบสวน แม้สุดท้ายจะไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะตัดสิน แต่ชื่อเสียงของเขาก็พังลงอย่างสิ้นเชิง
ในคืนนั้น น้องชายของเขา เย่เฉิน ก็หายตัวไปพร้อมกับเอกสารสำคัญที่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา
เย่เฟิงไม่เคยเชื่อว่าเรื่องนั้นเป็นอุบัติเหตุ
“โกดังที่ไฟไหม้เมื่อห้าปีก่อน” เขาพูด “รายการสินค้าที่หายไปถูกบันทึกไว้ในระบบสำรอง แต่มีผู้ใช้คนหนึ่งลบข้อมูลออกหลังเกิดเหตุ ผู้ใช้คนนั้นใช้บัญชีของฝ่ายบริหาร และในวันเดียวกัน โทรศัพท์ของคุณมู่เหยียนก็อยู่ในบริเวณโกดัง”
เจียงมู่เหยียนจ้องเขา “แกกำลังพูดเรื่องอะไร”
“ผมกำลังบอกว่า คนที่ทำให้ผมติดคุกเมื่อห้าปีก่อนอาจเป็นคนเดียวกับคนที่กำลังขโมยสินค้าของบริษัทในวันนี้”
เจียงเทียนเฉิงลุกขึ้นทันที “เย่เฟิง เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ”
เย่เฟิงส่งแฟลชไดรฟ์ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย “ผมยังไม่กล้าสรุป แต่ผมพบว่าหลังจากผมถูกจับได้สามวัน เงินจำนวนสิบสองล้านหยวนถูกโอนจากบัญชีลับของบริษัทไปยังบัญชีในต่างประเทศ บัญชีนั้นเชื่อมโยงกับบริษัทของเว่ยเย่”
เว่ยเย่ถูกตำรวจควบคุมตัวจากโกดังแล้ว รายละเอียดการโอนเงินจึงไม่อาจปฏิเสธได้
เจียงมู่เหยียนมองเย่เฟิงด้วยแววตาอาฆาต “แกกลับมาเพื่อล้างแค้นสินะ”
“ผมกลับมาเพราะต้องการพิสูจน์ว่าผมไม่ได้ขโมยของ และต้องการตามหาน้องชาย”
คำว่า “น้องชาย” ทำให้หญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเจียงเทียนเฉิงสะดุ้ง เธอคือหลินหลิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินที่เย่เฟิงช่วยไว้จากโกดัง หลายคนเข้าใจว่าเธอเป็นเพียงพนักงานใหม่ แต่เย่เฟิงรู้ว่าเธอปิดบังบางอย่าง
คืนนั้น หลังการประชุมยุติลง หลิงหลิงโทรหาเย่เฟิงด้วยเสียงกระวนกระวาย
“คุณอยู่ที่ไหน”
“กำลังกลับบ้าน ทำไม”
“ฉันได้รับข้อความจากคนแปลกหน้า เขาบอกให้ฉันโอนเงินห้าสิบล้านหยวน ถ้าไม่ทำ พวกเขาจะฆ่าน้องชายฉัน”
เย่เฟิงหยุดเดิน “น้องชายคุณ?”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที ก่อนหลิงหลิงจะพูดเบา ๆ “ฉันชื่อหงหลิงหลิง ไม่ใช่หลิงหลิงที่ใช้สมัครงาน ฉันเป็นน้องสาวของหงเฉิน คนดูแลระบบข้อมูลของเจียงซื่อกรุ๊ปที่หายตัวไปเมื่อห้าปีก่อน”
เย่เฟิงกำโทรศัพท์แน่น หงเฉินคือชื่อที่เขาเคยเห็นในเอกสารเก่า เขาเป็นเจ้าหน้าที่คนเดียวที่พยายามแจ้งความผิดปกติของบัญชีบริษัทก่อนเกิดไฟไหม้ หลังจากนั้นเขาหายตัวไป และทุกคนถูกสั่งห้ามพูดถึงเขา
“ส่งข้อความมาให้ผมดู”
“พวกเขาบอกว่าห้ามแจ้งตำรวจ และให้ฉันทำเหมือนกำลังโอนเงินต่อไป พวกเขามีปืน ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร”
“อย่าโอนเงินจริง และอย่าไปพบพวกเขาคนเดียว ฉันจะช่วยคุณ”
“ถ้าพวกเขาฆ่าเขาล่ะ”
“ถ้าพวกเขาต้องการเงิน พวกเขาจะยังไม่ทำร้ายเขาทันที แต่เราต้องทำให้พวกเขาเชื่อว่าคุณกำลังทำตามคำสั่ง”
เย่เฟิงนัดพบหลิงหลิงในร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้สถานีรถไฟ เขาให้เธอเปิดเผยบัญชีธนาคารปลอมที่ใช้โอนเงิน และติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เขาไว้ใจได้อย่างลับ ๆ แต่ก่อนจะเดินทางไปจุดนัดหมาย โทรศัพท์ของหลิงหลิงก็ถูกแย่งไปจากมือ ชายสองคนลากเธอเข้าไปในตรอก
เย่เฟิงตามไปทัน เขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังใช้ปืนจี้หลิงหลิง ส่วนอีกคนกำลังค้นกระเป๋าของเธอ
“ปล่อยเธอ”
“ถอยไป!” ชายถือปืนตะโกน “ถ้าอยากเป็นฮีโร่ก็เข้ามา”
เย่เฟิงมองเห็นกระจกหน้าร้านสะท้อนตำแหน่งของทั้งสองคน เขาแกล้งยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ ก่อนหยิบขวดน้ำจากถังขยะขว้างใส่หลอดไฟเหนือศีรษะ เมื่อบริเวณนั้นมืดลง เขาพุ่งเข้าหาชายถือปืน กระแทกแขนเขากับกำแพง ส่วนหลิงหลิงก้มหลบและใช้ส้นรองเท้าฟาดเข่าของอีกคน
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่ไม่ไกลเข้าจับกุมทั้งสองคนได้ในที่สุด
ชายคนหนึ่งยอมให้การว่าได้รับคำสั่งจากผู้หญิงชื่อมู่เหยียนให้จับตาหลิงหลิง เพราะเธออาจรู้ตำแหน่งของเซิร์ฟเวอร์สำรองที่หงเฉินเคยใช้
“หงเฉินยังมีชีวิตอยู่หรือ” เย่เฟิงถาม
ผู้ต้องหาก้มหน้า “ผมไม่รู้แน่ เขาถูกขังไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งมาหลายปี คนที่รู้คือเว่ยเย่กับคุณหนูเจียง”
ตำรวจไม่สามารถใช้คำให้การเพียงอย่างเดียวเป็นหลักฐานทั้งหมดได้ แต่ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับภาพจากกล้อง รายการโอนเงิน และบันทึกตำแหน่งโทรศัพท์ที่เย่เฟิงรวบรวมไว้
ในเวลาเดียวกัน เจียงมู่เหยียนรีบเดินทางไปยังสนามมวยใต้ดินริมเขตอุตสาหกรรม ที่นั่นมีงานเลี้ยงของนักลงทุนจัดขึ้นเป็นประจำ เธอรู้ว่ามีทางลับเชื่อมกับโกดังเก่าหลังสนามมวย และรู้ว่าหงเฉินถูกคุมตัวอยู่ที่นั่น
เธอไม่ได้ไปเพื่อช่วยเขา แต่ไปเพื่อทำลายเซิร์ฟเวอร์ที่เขาซ่อนไว้
เย่เฟิงและตำรวจมาถึงหลังจากได้รับพิกัดจากชายที่ถูกจับ ภายในสนามมวย เสียงผู้ชมกำลังตะโกนเชียร์นักชกสองคน ขณะที่นักลงทุนในชุดหรูยืนพูดคุยกันรอบเวที ไม่มีใครรู้ว่าหลังผนังด้านหนึ่งมีคนถูกกักขังอยู่
เจียงมู่เหยียนเดินเข้าไปในห้องใต้ดิน เธอพบหงเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือถูกล่ามไว้กับท่อเหล็ก ใบหน้าซูบผอม แต่ดวงตายังคงมีสติ
“ในที่สุดคุณก็มา” หงเฉินพูด “ผมรอวันนี้มาห้าปีแล้ว”
“มอบรหัสเซิร์ฟเวอร์ให้ฉัน”
“ถ้าผมให้ คุณจะปล่อยผมหรือ”
“คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
หงเฉินหัวเราะอย่างเหนื่อยล้า “คนที่ไม่มีสิทธิ์ต่อรองคือคุณต่างหาก บันทึกทั้งหมดถูกส่งออกไปแล้ว เย่เฟิงกำลังตามมา”
เจียงมู่เหยียนหยิบปืนขึ้น “คุณคิดว่าฉันจะปล่อยให้เขาเปิดโปงทุกอย่างหรือ”
“คุณทำลายชีวิตเขาไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังไม่พออีกหรือ”
“เขาเองต่างหากที่ทำลายชีวิตฉัน” เธอพูดด้วยเสียงสั่น “ถ้าเขาไม่กลับมา ทุกอย่างคงจบไปนานแล้ว”
ความจริงค่อย ๆ ปรากฏออกมาในคืนนั้น เจียงมู่เหยียนเคยพบว่าเงินของครอบครัวถูกผู้บริหารระดับสูงยักยอก เธอจึงร่วมมือกับคนเหล่านั้นเพื่อปกปิดบัญชี แต่เมื่อหงเฉินค้นพบความผิดปกติ เขาพยายามเปิดโปงเรื่องทั้งหมด เจียงมู่เหยียนกลัวว่าตระกูลจะสูญเสียบริษัทและชื่อเสียง จึงปล่อยให้ความผิดตกอยู่กับเย่เฟิง ผู้ดูแลคลังสินค้าในเวลานั้น
เธอไม่ได้เป็นคนเผาโกดังเอง แต่เธอเป็นคนสั่งให้คนลบข้อมูลและบังคับให้พยานเงียบ
เมื่อเย่เฟิงถูกจับ น้องชายของเขา เย่เฉิน ได้ขโมยสำเนาข้อมูลสำคัญออกไปเพื่อช่วยพี่ชาย เขาถูกคนของเจียงมู่เหยียนตามล่าและหายตัวไป หงเฉินรู้ที่ซ่อนของเย่เฉิน จึงถูกจับกุมและคุมขังเพื่อบังคับให้บอกข้อมูล
เสียงประตูเหล็กถูกเตะเปิด เย่เฟิงปรากฏตัวพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“มู่เหยียน วางปืนลง” เขาพูด
เธอหันปืนไปทางเขา “แกทำลายทุกอย่างของฉัน”
“ไม่ใช่ผมที่ทำลายมัน คุณเป็นคนสร้างมันขึ้นมาบนคำโกหก”
“แกคิดว่าพ่อของแกจะยอมรับแกกลับไปหรือ หลังจากถูกตราหน้าว่าเป็นนักโทษ”
เย่เฟิงชะงัก เรื่องนี้เป็นความลับที่เขาเก็บไว้ เขาไม่ได้เป็นเพียงอดีตพนักงานของบริษัท แต่เป็นลูกชายคนโตของเจียงเทียนเฉิงที่เกิดจากภรรยาคนแรก หลังจากแม่เสียชีวิต เขาถูกส่งไปอยู่กับญาติและถูกตัดขาดจากตระกูล เพราะภรรยาใหม่ของบิดาไม่ต้องการให้เขาเป็นทายาท
เขาไม่เคยใช้สายเลือดนั้นเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ เพราะรู้ว่าทุกคนในตระกูลจะมองว่าเขากลับมาเพราะต้องการทรัพย์สิน
เจียงมู่เหยียนจึงใช้จุดนี้โจมตีเขา “แกไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง เพราะกลัวว่าทุกคนจะรู้ว่าแกก็เป็นคนของตระกูลนี้เหมือนกัน”
“ผมกลัวว่าคนจะคิดว่าผมกลับมาเอาคืน” เย่เฟิงตอบ “แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่า การเงียบไม่ได้ช่วยคนบริสุทธิ์ มันแค่ทำให้คนผิดมีเวลาโกหกต่อ”
เจียงมู่เหยียนเหนี่ยวไก แต่ปืนไม่มีเสียง กระสุนถูกถอดออกตั้งแต่ตอนที่ตำรวจค้นตัวเธอระหว่างทางเข้าอาคาร เธอเพิ่งรู้ตัวเมื่อมองเข้าไปในรังเพลิงว่างเปล่า
เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวเธอทันที
หงเฉินได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เขาสูญเสียสุขภาพและเวลาหลายปี แต่ความทรงจำเกี่ยวกับข้อมูลสำคัญยังคงอยู่ เขาส่งมอบรหัสเซิร์ฟเวอร์ให้คณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมคำให้การที่ยืนยันว่าเย่เฟิงถูกใส่ร้าย
เย่เฉินถูกพบในเมืองชายแดนสามวันต่อมา เขาใช้ชีวิตภายใต้ชื่อปลอมและทำงานซ่อมเครื่องจักร เมื่อเห็นเย่เฟิง เขาไม่ได้พูดอะไรอยู่พักใหญ่ เพียงเดินเข้ามากอดพี่ชายแน่น
“ฉันคิดว่านายตายไปแล้ว” เย่เฟิงกระซิบ
“ผมก็คิดว่าพี่จะไม่มีวันกลับมา”
การกลับมาพบกันไม่ได้ทำให้เวลาห้าปีหายไปทันที เย่เฉินยังตื่นผวาเมื่อได้ยินเสียงรถเบรก และไม่กล้าใช้โทรศัพท์เครื่องเดิม เย่เฟิงจึงไม่บอกให้เขาลืมทุกอย่าง เขาเพียงบอกว่าจะอยู่ข้าง ๆ จนกว่าน้องชายจะค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง
การสอบสวนของบริษัทกินเวลาหลายเดือน เจียงมู่เหยียนถูกดำเนินคดีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดยักยอกทรัพย์ ข่มขู่พยาน และกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วนจางจิงหลี่ให้การสารภาพบางส่วนเพื่อขอลดโทษ แต่หลักฐานจากบัญชีและคำให้การของเว่ยเย่ทำให้เขาไม่สามารถโยนความผิดให้ใครได้ทั้งหมด
เขาต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทและถูกห้ามทำงานในตำแหน่งบริหารเป็นเวลาหลายปี ส่วนเว่ยเย่ถูกดำเนินคดีจากการกักสินค้าและทำร้ายร่างกาย
เจียงเทียนเฉิงลาออกจากตำแหน่งประธานชั่วคราวและตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นตรวจสอบระบบทั้งหมด เขาเรียกเย่เฟิงเข้าไปพบในห้องทำงานเก่า
“ผมรู้ว่าคำขอโทษของผมไม่อาจชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้น” เขาพูด “แต่ผมอยากให้คุณกลับมาเป็นผู้บริหารของบริษัท”
เย่เฟิงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ “ผมจะช่วยปรับปรุงระบบตรวจสอบสินค้า แต่ผมไม่รับตำแหน่งเพราะเป็นลูกชายของคุณ และไม่ต้องการอำนาจที่ได้จากชื่อสกุล”
เจียงเทียนเฉิงพยักหน้าอย่างเจ็บปวด “ผมเข้าใจ”
“ส่วนเรื่องครอบครัว เราค่อยพูดกันเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อม”
นั่นไม่ใช่การให้อภัย แต่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ยอมรับความจริงโดยไม่หลบซ่อน เย่เฟิงรู้ว่าบาดแผลบางอย่างไม่สามารถรักษาได้ด้วยประโยคเดียว และเขาไม่จำเป็นต้องรีบเรียกชายคนนั้นว่าพ่อเพียงเพราะมีสายเลือดเดียวกัน
หลิงหลิงกลับไปทำงานฝ่ายการเงิน เธอปฏิเสธโบนัสพิเศษที่บริษัทเสนอให้ครึ่งหนึ่ง แล้วนำเงินไปก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือพนักงานที่ถูกข่มขู่ให้รับผิดแทนผู้บริหาร เธอยังคงกลัวบางคืน แต่เธอไม่ใช่หญิงสาวที่ต้องยืนรอให้ใครมาช่วยอีกต่อไป
เย่เฟิงได้รับโบนัสหนึ่งล้านหยวนตามสัญญา แต่เขาใช้เงินส่วนหนึ่งจ่ายค่ารักษาให้หงเฉินและช่วยเย่เฉินเปิดอู่ซ่อมเครื่องจักรเล็ก ๆ ใกล้สถานีรถไฟ
วันเปิดอู่ หลิงหลิงนำกล่องเหล็กใบหนึ่งมาให้เขา “นี่เป็นของที่พบในโกดังวันนั้น”
เย่เฟิงเปิดกล่อง เขาเห็นเศษกระดาษที่มีตราประทับคลังสินค้าและวันที่ผิดปกติ กระดาษชิ้นเล็ก ๆ นั้นเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ทำให้เขาเริ่มเห็นความจริงทั้งหมด
“คุณยังเก็บไว้อีกหรือ” เขาถาม
“คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่า ของเล็ก ๆ บางอย่างอาจเปลี่ยนชะตาของคนทั้งบริษัทได้”
เย่เฟิงยิ้ม เขานำกระดาษใบนั้นใส่กรอบเล็ก ๆ แขวนไว้เหนือโต๊ะทำงานในอู่ ไม่ใช่เพื่อจดจำความแค้น แต่เพื่อเตือนตัวเองว่าเขาเคยถูกทำให้เงียบ และครั้งหนึ่งเขาเกือบเชื่อว่าความจริงไม่มีที่ยืน
หลายเดือนต่อมา รถบรรทุกของเจียงซื่อกรุ๊ปคันแรกที่ผ่านการตรวจสอบระบบใหม่หยุดลงหน้าอู่ เย่เฉินกำลังซ่อมเครื่องยนต์ หลิงหลิงถือกาแฟสองแก้วเดินเข้ามา ส่วนเย่เฟิงยืนตรวจเอกสารอยู่ใต้แสงแดดยามเช้า
โทรศัพท์ของเขาดังขึ้น เป็นข้อความจากเจียงเทียนเฉิงที่เขายังไม่ได้บันทึกชื่อไว้ว่า “วันนี้ว่างกินข้าวด้วยกันไหม”
เย่เฟิงอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับไปว่า “ได้ครับ แต่คราวนี้ผมจะเป็นคนเลือกที่”
เขาเก็บโทรศัพท์ลงและมองกรอบกระดาษบนผนังอีกครั้ง ตราประทับที่เคยหมายถึงคำโกหกยังอยู่ที่เดิม แต่ความหมายของมันเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะบางครั้งสิ่งที่ช่วยคนคนหนึ่งให้รอด ไม่ใช่พลังหรือชื่อเสียง หากเป็นความกล้าที่จะหยิบเศษหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วพูดว่า ความจริงยังไม่จบเพียงเท่านี้