หลังถูกสามีหายไปในคืนครบรอบสิบปี เธอจึงพบสมุดบันทึกที่เปิดเผยว่าอนาคตของเขาถูกแลกเพื่อร้านและชีวิตที่เธอไม่เคยเห็นค่า

ในคืนครบรอบแต่งงานสิบปี หลี่จ้าวเหวียนถีบสามีตกจากเตียงเพียงเพราะเขาเอื้อมมือมาดึงผ้าห่มขึ้นให้เธอ แต่เช้าวันต่อมา ชายคนเดียวกันกลับหายไปจากบ้านพร้อมข้าวของทุกชิ้น และโทรศัพท์ของเขาก็ถูกปิดเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี

เธอยืนอยู่กลางห้องนอนเล็ก มองตู้เสื้อผ้าที่เปิดอ้า เสื้อแจ็กเก็ตสีซีด รองเท้าคู่เก่า และแก้วน้ำที่จางเจาวินใช้ทุกวันล้วนหายไป เหลือเพียงฝุ่นบาง ๆ บนชั้นไม้กับรอยสี่เหลี่ยมของกล่องที่เคยวางอยู่ตรงมุมเดิม

ตอนแรกหลี่จ้าวเหวียนคิดว่าเขาแค่ประชด

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา จางเจาวินงอนเธอเสมอเมื่อถูกพูดแรง ๆ แต่สุดท้ายก็กลับมาทำโจ๊ก เตรียมน้ำอุ่น ซักเสื้อผ้า และวางกุญแจร้านไว้ข้างกระเป๋าให้เหมือนเดิม เขาไม่เคยโต้เถียงจริงจัง ไม่เคยทวงถามว่าทำไมภรรยาจึงไม่ยอมเดินเคียงข้างเขาในที่สาธารณะ และไม่เคยถามว่าการนอนอยู่ห้องเดียวกันแต่หันหลังให้กันทุกคืนหมายความว่าอย่างไร

หลี่จ้าวเหวียนจึงเชื่อว่า ต่อให้เธอผลักไสเขาอีกกี่ครั้ง เขาก็จะกลับมาอยู่ดี

เช้าวันนั้นไม่มีโจ๊ก ไม่มีผักดองที่เธอชอบ ไม่มีเสื้อผ้าที่พับไว้เรียบร้อยบนเก้าอี้ แม้แต่พื้นห้องก็ยังมีเศษฝุ่นจากเมื่อคืน เธอขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดมากกว่าความเป็นห่วง กดโทรศัพท์หาเขาตามความเคยชิน แต่ปลายสายตอบกลับด้วยเสียงอัตโนมัติสั้น ๆ ว่าเครื่องของผู้รับถูกปิดอยู่

“กล้าปิดเครื่องหนีฉันงั้นเหรอ” เธอพึมพำ

หลี่จ้าวเหวียนไม่ได้ตามหาเขา เธอแต่งตัวไปเปิดร้านเสื้อผ้าสตรีของตัวเองเหมือนทุกวัน ร้านของเธอทำกำไรได้ปีละหลายแสนหยวน ลูกค้าแน่นตั้งแต่สายจนเย็น และพนักงานต่างชื่นชมว่าเธอเป็นผู้หญิงเก่งที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง

ไม่มีใครถามว่าอาหารเย็นของเธอใครเป็นคนเตรียม ไม่มีใครรู้ว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่ถูกรีดไว้ตั้งแต่เช้า หรือว่าก่อนเปิดร้านทุกวัน มีใครคนหนึ่งขี่รถฝ่าลมหนาวไปส่งอาหารกลางวันให้เธอโดยไม่เคยปรากฏตัวในร้านสักครั้ง

หลี่จ้าวเหวียนเองก็ไม่เคยคิดจะถาม

เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำ เธอจึงรู้สึกว่าความเงียบครั้งนี้ไม่เหมือนการงอนทั่วไป ตู้ในห้องนอนเล็กว่างเปล่า ลิ้นชักที่เคยเต็มไปด้วยเอกสารของจางเจาวินถูกเก็บจนเรียบร้อยเกินไป ในห้องนั่งเล่น แก้วน้ำของเขาหายไป รองเท้าแตะที่วางอยู่ข้างประตูหายไป แม้กระทั่งร่มเก่าที่เขามักถือไปรับเธอในวันที่ฝนตกก็ไม่อยู่แล้ว

เขาไม่ได้ออกไปชั่วคราว เขาตั้งใจจากไป

คืนนั้นหลี่จ้าวเหวียนสั่งอาหารมากินคนเดียว ขณะเคี้ยวข้าว เธอมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอยู่หลายครั้งโดยไม่รู้ตัว พอถึงเวลานอน เธอเดินผ่านห้องเล็กแล้วหยุดมองเตียงว่างอยู่นาน ก่อนจะบอกตัวเองว่าเขาคงกลับมาเมื่อหายโกรธ

วันที่สองเธอยังไม่ตามหา

วันที่สามเธอขับรถไปโรงงานเครื่องจักรท้องถิ่นที่จางเจาวินทำงานเป็นช่างเทคนิค เงินเดือนของเขามีเพียงสามพันกว่าหยวน หลี่จ้าวเหวียนเคยใช้ตัวเลขนี้เป็นเหตุผลบอกคนอื่นว่า สามีของเธอไม่มีอนาคต เป็นผู้ชายธรรมดาที่ทำได้เพียงงานเล็ก ๆ และไม่คู่ควรกับความสำเร็จของเธอ

แต่จางเจาวินลาออกไปแล้วตั้งแต่สามวันก่อน

“เขาไม่ได้บอกคุณเหรอครับ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามด้วยสีหน้าลำบากใจ “ก่อนออกไป เขาฝากสมุดเล่มนี้ไว้ บอกว่าถ้าคุณมาถาม ให้เอาให้คุณ”

สมุดปกดำเล่มบางถูกยื่นมาให้เธอ ขอบกระดาษยับเล็กน้อย เหมือนถูกเปิดอ่านซ้ำหลายครั้ง หลี่จ้าวเหวียนรับมันกลับบ้านโดยไม่พูดอะไร

บนโซฟาตัวเดิม เธอเปิดอ่านหน้าที่หนึ่ง

วันที่หกมีนาคม ร้านขาดทุนสองพันหยวน จ้าวเหวียนร้องไห้หลังร้าน ฉันแกล้งทำเป็นไม่เห็น แล้วอดนอนจัดรายชื่อลูกค้าเก่าให้เธอ หวังว่าจะช่วยให้เธอขายของได้มากขึ้น

หน้าถัดไปเขียนว่า

วันที่สิบสองพฤษภาคม เธอตากฝนกลับบ้านและไม่ยอมกินยา ฉันเฝ้าเธอทั้งคืน ตอนเช้าไข้ลดแล้ว แต่ถูกหักค่าจ้างสองร้อยหยวนเพราะลางาน

หลี่จ้าวเหวียนอ่านต่อไปอย่างช้า ๆ

วันที่ยี่สิบกรกฎาคม เธอบอกว่าไม่อยากให้ฉันเข้าใกล้ ฉันไม่โทษเธอ โทษตัวเองที่หาเงินได้ไม่มากพอ

ไม่มีคำหวาน ไม่มีคำกล่าวโทษ ไม่มีประโยคตัดพ้อรุนแรง มีเพียงบันทึกเล็ก ๆ ของคนคนหนึ่งที่จดจำรายละเอียดในชีวิตของเธอได้มากกว่าที่เธอเคยจำชีวิตของเขา

เธอเปิดไปอีกหลายหน้า พบรายการค่าใช้จ่ายที่จางเจาวินจ่ายเงียบ ๆ ทั้งค่าเช่าร้านในช่วงขาดทุน ค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่เธอ ค่าอาหารที่นำไปส่ง และเงินก้อนเล็ก ๆ ที่เขาโอนเข้าบัญชีร้านทุกเดือนโดยใช้ชื่อของเพื่อนร่วมงานแทนชื่อของตัวเอง

บางหน้ามีเพียงประโยคสั้น ๆ

วันนี้เธอยิ้มตอนลูกค้าชมเสื้อ ฉันดีใจ แต่ไม่กล้าเข้าไปหา

เธอเหนื่อยมาก คงไม่อยากฟังฉันพูด

วันครบรอบปีที่ห้า ฉันซื้อแหวนเงินไว้ แต่เธอบอกว่าเครื่องประดับราคาถูกทำให้เธอดูไม่มีรสนิยม จึงเก็บไว้ก่อน

หลี่จ้าวเหวียนหยุดอยู่ตรงหน้านั้น มือเริ่มสั่น ความทรงจำที่เธอเคยผลักออกไปกลับค่อย ๆ ลอยขึ้นมา

ในปีที่สองหลังแต่งงาน ร้านของเธอถูกคู่แข่งใส่ร้ายด้วยรีวิวปลอม ลูกค้าหายไปเกือบหมด เธอร้องไห้ในห้องนอนและพูดว่าจะปิดร้าน จางเจาวินเป็นคนไปขอความช่วยเหลือจากลูกค้าเก่า ติดต่อผู้จัดส่ง ยืมเงินเพื่อน และช่วยตอบข้อความจนดึก เขาไม่เคยพูดว่าตัวเองทำอะไร เพียงแต่ทุกเช้าปัญหาบางอย่างจะหายไป

เมื่อร้านกลับมาขายได้ หลี่จ้าวเหวียนมัวแต่ขอบคุณลูกค้าและเพื่อน ๆ จนลืมแม้แต่จะหันไปมองสามี

เธอยังจำได้ว่า วันนั้นเธอเคยพูดว่า

“ถ้าคุณมีคนรู้จักมากกว่านี้ ฉันคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้”

จางเจาวินเพียงพยักหน้า แล้วออกไปล้างแก้วด้านหลังร้าน

อีกสามปีก่อน หลี่จ้าวเหวียนล้มป่วยจากการทำงานหนัก เธอนอนโรงพยาบาลเกือบหนึ่งสัปดาห์ จางเจาวินเป็นคนป้อนข้าว เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าห่ม และเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดคืน เขาหยุดงานหลายวันจนถูกหักเงิน แต่เมื่อเธอกลับบ้าน เธอกลับพูดกับเพื่อนว่าโชคดีที่มีเงินจ้างพยาบาล ไม่เช่นนั้นคงลำบาก

ตอนนั้นจางเจาวินอยู่หลังประตู ได้ยินทุกคำ

หลี่จ้าวเหวียนไม่รู้ว่าเขาได้ยิน เธอเพิ่งรู้จากบันทึกเล่มนี้

เมื่อเปิดถึงหน้าท้าย ๆ เธอพบกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีลายมือสั่นเล็กน้อย

สิบปีก่อน ผมสอบได้งานในบริษัทใหญ่ที่ต่างจังหวัด เงินเดือนดี มีที่พัก และมีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง ผมเคยคิดว่าจะพาจ้าวเหวียนไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน

แต่ตอนนั้นพ่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุ ทั้งคู่ต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน เธอเพิ่งเริ่มทำร้านและนอนไม่หลับทุกคืน ผมจึงเลือกงานที่อยู่ใกล้บ้าน แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งช่างเทคนิคในโรงงานเล็ก ๆ

ผมคิดว่าเมื่อทุกอย่างมั่นคง เธอจะรู้ว่าผมไม่ได้ทิ้งอนาคตของตัวเองไปโดยเปล่าประโยชน์

สิบปีผ่านไป ผมจึงเข้าใจว่าเธอไม่เคยขอให้ผมเสียสละ และบางทีเธออาจไม่เคยต้องการมันด้วยซ้ำ

หลี่จ้าวเหวียนอ่านมาถึงตรงนั้น น้ำตาหยดลงบนกระดาษจนหมึกบางตัวละลาย

เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนแบกรับครอบครัว เป็นคนจ่ายค่ารักษาพ่อแม่ เป็นคนสร้างชื่อเสียงให้บ้าน และเป็นฝ่ายยอมแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะต่ำกว่า เธอจึงเชื่อว่าทุกสิ่งที่จางเจาวินทำเป็นเพียงหน้าที่ของสามี

แต่ความจริงคือ สิ่งที่เขาเรียกว่าหน้าที่นั้นแลกมาด้วยงานที่ดีกว่า โอกาสเลื่อนตำแหน่ง ความฝัน และวัยหนุ่มสาวของเขา

เขาไม่ได้ไม่มีความสามารถ เขาเพียงเลือกยืนอยู่หลังชีวิตของเธอจนคนทั้งโลกมองไม่เห็นเขา แม้แต่เธอเอง

คืนนั้นหลี่จ้าวเหวียนนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นจนรุ่งเช้า เสียงสะอื้นของเธอสะท้อนในบ้านที่เคยมีเสียงจานชามและฝีเท้าของจางเจาวิน เธอโทรศัพท์หาเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังคงมีเพียงเสียงเครื่องปิดอยู่

วันต่อมาเธอขับรถไปยังบ้านเกิดของเขา

บ้านของครอบครัวจางอยู่ในหมู่บ้านชนบท ห่างจากตัวเมืองหลายชั่วโมง ถนนช่วงสุดท้ายขรุขระจนรถเข้าไปต่อไม่ได้ หลี่จ้าวเหวียนจึงลงจากรถ เดินผ่านดินโคลนด้วยรองเท้าราคาแพงที่เปื้อนจนหมดสภาพ

เธอเคยมาที่นี่เพียงสองครั้งในสิบปี และทุกครั้งอยู่ไม่ถึงครึ่งวัน เธอเคยบ่นว่าบ้านเก่า อาหารธรรมดา และคนในหมู่บ้านพูดจาเสียงดังเกินไป

แม่ของจางเจาวินเปิดประตู เมื่อเห็นเธอ ใบหน้าของหญิงชราก็แข็งลงทันที

“ฉันมาหาจางเจาวินค่ะ”

“เขาไม่อยู่”

“แม่รู้ไหมว่าเขาไปไหน”

หญิงชราไม่ตอบ เธอมองหลี่จ้าวเหวียนตั้งแต่ศีรษะจรดรองเท้า ก่อนถอนหายใจเหมือนคนที่เหนื่อยจะโกรธ

“เขาบอกว่าจะไปทำงานที่เมืองอื่นสักพัก ไม่ต้องตามหา เขาอยากอยู่คนเดียว”

หลี่จ้าวเหวียนก้มศีรษะลง

“แม่คะ ฉันผิดไปแล้ว”

“รู้ตัวช้าไปสิบปี”

คำตอบนั้นเบามาก แต่ทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่าการถูกตะโกนใส่

หญิงชราหายเข้าไปในบ้านแล้วกลับออกมาพร้อมกล่องไม้เล็ก ๆ เก่าแก่ บนฝามีรอยขีดเป็นเส้นยาว เธอยื่นมันให้หลี่จ้าวเหวียน

“เจาวินฝากไว้ เขาบอกว่าถ้าวันหนึ่งเธอเข้าใจจริง ๆ ค่อยเอาให้”

ในกล่องมีแหวนเงินวงหนึ่งกับกระดาษพับครึ่ง แหวนถูกขัดจนเงา แม้จะเป็นเพียงเงินธรรมดา แต่วงด้านในมีวันที่สลักไว้ วันที่ทั้งสองแต่งงานกัน

หลี่จ้าวเหวียนคลี่กระดาษออก

ผมเฝ้ารอคุณมาสิบปี ดูแลคุณมาสิบปี และพยายามทำให้คุณมีชีวิตที่เบาลงมาสิบปี ผมไม่เคยขอให้คุณร่ำรวยขึ้นหรือทำให้ผมมีหน้ามีตา แค่อยากให้เวลาผมกลับบ้าน คุณมองเห็นผมในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ใช่ภาระที่คุณต้องทน

แต่ผมรอจนลืมไปว่าตัวเองก็มีสิทธิ์เหนื่อย

อนาคตของผมถูกทิ้งไว้ข้างหลังนานแล้ว วัยหนุ่มของผมก็ผ่านไปแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ผมอยากลองใช้เพื่อตัวเองสักครั้ง

ไม่ต้องตามหาผม ผมไม่ได้เกลียดคุณ เพียงแต่ผมไม่เหลือแรงพอจะรักอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว

เธอกำแหวนไว้แน่นจนขอบโลหะกดลึกลงในฝ่ามือ น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย

ตอนนั้นหลี่จ้าวเหวียนจึงเข้าใจว่า การถูกถีบตกจากเตียงในคืนครบรอบไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้จางเจาวินจากไป มันเป็นเพียงหยดสุดท้ายของความผิดหวังที่สะสมมานานสิบปี

เขาไม่ได้หนีเพราะความโกรธชั่ววูบ แต่จากไปหลังจากพยายามอยู่ต่อจนไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว

หลี่จ้าวเหวียนกลับถึงบ้านในคืนนั้นและตัดสินใจปิดร้านชั่วคราว เธอไม่ได้ล้มละลาย ร้านยังทำกำไรดี มีพนักงานที่ดูแลได้ และเธอยังมีเงินเก็บมากพอจะใช้ชีวิตสบาย ๆ แต่เป็นครั้งแรกที่เธอถามตัวเองว่า หากไม่มีงานให้วิ่งหนี เธอจะเหลืออะไร

วันถัดมา เธอไปตลาดซื้อข้าว ผัก และเนื้อสัตว์ด้วยตัวเอง เธอเคยคิดว่างานเหล่านี้ง่ายจนไม่มีค่า แต่หลังจากยืนเลือกผักอยู่นาน เธอจึงรู้ว่าจางเจาวินต้องจำว่าเธอชอบผักชนิดไหน ไม่กินอะไร และแพ้อาหารอะไร ทั้งที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาชอบกินอะไร

เธอเริ่มทำอาหาร แม้โจ๊กหม้อแรกจะไหม้ก้นหม้อและข้าวผัดจะแฉะจนกินไม่ได้ เธอยังคงพยายามต่อไป เช้าวันที่เจ็ด เธอทำโจ๊กได้สำเร็จ วางชามกับตะเกียบไว้บนโต๊ะ แล้วเผลอหันไปพูดว่า “มากินได้แล้ว” ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าบ้านไม่มีใครอยู่

เธอจึงถ่ายรูปอาหารส่งไปยังหมายเลขเดิม

วันนี้ฉันทำโจ๊กได้แล้ว รสชาติอาจยังไม่ดี แต่ฉันจะฝึกต่อ

ข้อความไม่ถูกส่ง เพราะโทรศัพท์ของจางเจาวินยังปิดอยู่

เธอส่งทุกวัน ไม่ได้หวังว่าเขาจะตอบ เพียงต้องการให้เขารู้ว่า ครั้งแรกในชีวิต เธอกำลังพยายามทำสิ่งที่เขาเคยทำให้เธอ

หลายสัปดาห์ต่อมา หลี่จ้าวเหวียนพบเอกสารเก่าที่อยู่ในลิ้นชัก เธอเพิ่งรู้ว่าจางเจาวินเคยได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์จากบริษัทเครื่องจักรขนาดใหญ่เมื่อสองปีก่อน ตำแหน่งนั้นมีเงินเดือนมากกว่างานเดิมเกือบสามเท่า แต่วันสัมภาษณ์ตรงกับวันที่เธอผ่าตัดเล็ก เขาจึงไม่ไป

เธอยังพบจดหมายอีกฉบับจากบริษัทเดียวกัน แจ้งว่าความเชี่ยวชาญของเขาได้รับการประเมินสูงและหากยืนยันภายในหนึ่งเดือน เขาจะได้เข้าทำงานในแผนกพัฒนาเครื่องจักร

จางเจาวินไม่เคยบอกเธอ

หลี่จ้าวเหวียนโทรศัพท์ไปยังบริษัทนั้น เธอไม่ได้ขอให้พวกเขารับเขากลับ เพียงสอบถามว่าพอจะติดต่อเขาได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ตอบว่าเขามารายงานตัวแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน และกำลังฝึกงานอยู่ในสาขาต่างจังหวัด

เขาไม่ได้หายไปโดยไร้ทิศทาง เขากำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวเอง

เธอขับรถไปถึงเมืองนั้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ไม่ได้บุกเข้าไปหา เธอยืนรออยู่หน้าบริษัทจนเห็นจางเจาวินเดินออกมา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเรียบ ใบหน้าผอมลง และเดินเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อน ด้านข้างมีชายหนุ่มสองคนพูดคุยกับเขาอย่างให้เกียรติ

จางเจาวินเห็นเธอแล้วหยุดเดิน

ความเงียบระหว่างทั้งสองยาวนานกว่าสิบปีที่เคยอยู่บ้านเดียวกันเสียอีก

“คุณมาทำไม” เขาถาม

หลี่จ้าวเหวียนสูดลมหายใจเข้า เธอเตรียมคำพูดมาหลายคืน แต่เมื่อได้เห็นหน้าเขา ทุกประโยคกลับฟังดูเบาและเห็นแก่ตัว

“ฉันเอาแหวนมาคืน”

เธอยื่นกล่องไม้ให้เขา

จางเจาวินไม่ได้รับทันที “คุณไม่จำเป็นต้องคืนอะไร”

“ฉันไม่ได้เอามาเพื่อรั้งคุณ” เธอตอบ “ฉันแค่อยากให้คุณรู้ว่าฉันอ่านทุกอย่างแล้ว”

เขามองเธออย่างระวัง

“แล้วคุณต้องการอะไร”

“ฉันอยากขอโทษ แต่ฉันรู้ว่าคำขอโทษไม่ได้คืนสิบปีให้คุณ และไม่ได้ทำให้สิ่งที่ฉันพูดหายไป”

จางเจาวินเงียบ

“ฉันเคยคิดว่าคุณไม่มีอนาคต” เธอพูดต่อ “แต่จริง ๆ แล้วคุณเอาอนาคตของตัวเองมาวางไว้ข้างหลังฉัน ฉันเคยคิดว่าคุณทำงานเล็ก ๆ เพราะไม่มีทางเลือก ที่จริงคุณเลือกงานนั้นเพื่ออยู่ใกล้ฉัน ฉันเคยคิดว่าการดูแลบ้านเป็นหน้าที่ของคุณ ทั้งที่คุณทำมันเพราะรักฉัน”

ดวงตาของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงปิดกั้น

“ผมไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม”

“ฉันรู้”

“ผมไม่อยากกลับไปเป็นคนที่ต้องขออนุญาตมีความฝัน”

“ฉันรู้”

“แล้วคุณมาที่นี่ทำไม”

หลี่จ้าวเหวียนก้มมองกล่องไม้ในมือ

“เพื่อบอกว่าคุณไม่ต้องกลับมา ฉันจะจัดการเรื่องหย่าและทรัพย์สินให้เป็นธรรม ฉันจะไม่ใช้เงินหรือชื่อเสียงของตัวเองกดดันคุณอีก ถ้าวันหนึ่งคุณอยากคุยกับฉัน เราค่อยคุยกัน แต่ถ้าคุณไม่อยากเจอ ฉันจะไม่ตามไปอีก”

จางเจาวินมองเธออยู่นานกว่าจะรับกล่องไป

“คุณเปลี่ยนไปมาก”

“ฉันยังไม่รู้ว่าเปลี่ยนได้มากพอหรือเปล่า”

“อย่างน้อยตอนนี้คุณรู้แล้วว่าผมมีความฝัน”

หลี่จ้าวเหวียนยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันรู้แล้ว”

ทั้งสองไม่ได้กอดกัน ไม่ได้กลับบ้านด้วยกัน และไม่มีคำให้อภัยง่าย ๆ เกิดขึ้นตรงนั้น จางเจาวินเพียงบอกว่าเขาจะติดต่อทนายเรื่องการหย่าเอง แล้วเดินกลับเข้าไปในอาคาร

หลี่จ้าวเหวียนยืนอยู่หน้าอาคารจนเขาลับสายตา จากนั้นจึงขับรถกลับบ้านคนเดียว

การหย่าดำเนินไปหลายเดือน ทรัพย์สินถูกแบ่งตามที่ทั้งสองตกลงกัน ร้านเสื้อผ้ายังคงเป็นของหลี่จ้าวเหวียน แต่เธอโอนเงินส่วนหนึ่งให้จางเจาวินเป็นเงินชดเชยสำหรับเงินที่เขาเคยนำมาช่วยกิจการ ทั้งคู่ไม่ได้ทะเลาะเรื่องจำนวนเงิน เพราะทั้งสองรู้ว่ามูลค่าของเวลาที่เขาเสียไปไม่อาจคำนวณด้วยตัวเลขใด

จางเจาวินตั้งใจทำงานในบริษัทใหม่ เขาเริ่มจากตำแหน่งฝึกงานตามระบบ แม้จะอายุมากกว่าคนอื่นในแผนก แต่ความรู้และประสบการณ์ของเขาทำให้ได้รับความไว้วางใจในเวลาไม่นาน เขาเช่าห้องเล็ก ๆ ใกล้โรงงาน ปลูกต้นหอมไว้ริมหน้าต่าง และโทรศัพท์ของเขาก็กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

หลี่จ้าวเหวียนยังคงส่งข้อความเป็นครั้งคราว แต่เธอเลิกส่งข้อความทุกวันเมื่อรู้ว่าการขอโทษไม่ควรกลายเป็นภาระรูปแบบใหม่

วันหนึ่ง เธอส่งเพียงภาพหม้อโจ๊กกับข้อความว่า

ฉันทำอาหารเป็นแล้ว และวันนี้ไม่ได้ทำให้ไหม้

ไม่นานนัก โทรศัพท์ของเธอก็สั่น

เก่งมาก

มีเพียงสองคำ แต่หลี่จ้าวเหวียนอ่านซ้ำอยู่นาน น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้ตอบกลับด้วยคำขอให้เขากลับมา เพียงพิมพ์ว่า ขอบคุณ แล้ววางโทรศัพท์ลง

หนึ่งปีหลังจากนั้น ร้านของหลี่จ้าวเหวียนกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่เธอเปลี่ยนวิธีบริหาร เธอเลิกทำทุกอย่างคนเดียว เลิกคาดหวังให้พนักงานทำงานเกินเวลา และเริ่มกลับบ้านตรงเวลา เธอเปิดมุมเล็ก ๆ ในร้านให้พนักงานพักกินข้าว เพราะเพิ่งรู้ว่าคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังไม่ควรถูกมองเห็นก็ต่อเมื่อเขาหายไป

เธอไม่ได้กลายเป็นคนอ่อนโยนสมบูรณ์แบบ บางวันยังพูดแรง บางครั้งยังเอาความสำเร็จของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แต่เมื่อรู้ตัว เธอจะหยุดและขอโทษทันที ไม่ใช่เพราะกลัวถูกทิ้งอีก แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าคำพูดบางคำทิ้งแผลไว้นานกว่าที่คนพูดคิด

ในฤดูหนาวปีถัดมา จางเจาวินกลับมายังเมืองเพื่อเข้าร่วมการประชุมของบริษัท เขาเป็นหนึ่งในทีมที่พัฒนาเครื่องจักรรุ่นใหม่จนได้รับรางวัลจากองค์กรอุตสาหกรรม หลี่จ้าวเหวียนเห็นข่าวจากอินเทอร์เน็ตและไม่ได้โทรหาเขา

เย็นวันนั้น ขณะที่เธอกำลังปิดร้าน ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู

จางเจาวินถือร่มเก่าในมือ ร่มคันเดียวกับที่เธอเคยคิดว่าไม่มีค่าและหายไปจากบ้านในวันที่เขาจากไป

“ผมผ่านมาทางนี้” เขาพูด

“คุณยังเก็บไว้อีกเหรอ”

“ซ่อมแล้ว ใช้ได้ดี”

เธอเปิดประตูให้เขาเข้ามา ทั้งคู่เดินผ่านราวเสื้อผ้าโดยเว้นระยะห่างพอดี ไม่ใกล้จนเหมือนกลับไปเป็นคนเดิม และไม่ไกลจนเหมือนคนแปลกหน้า

หลี่จ้าวเหวียนชงชาให้เขา คราวนี้เธอถามก่อนว่าเขาดื่มหวานหรือไม่ จางเจาวินตอบว่าไม่หวาน เธอจึงใส่น้ำตาลเพียงครึ่งช้อน แล้ววางถ้วยลงตรงหน้าเขา

“ผมได้ยินว่าคุณปิดร้านเร็วขึ้น”

“ฉันเพิ่งรู้ว่าร้านไม่พังถ้าฉันกลับบ้านก่อนค่ำ”

“แล้วทำอาหารเป็นหรือยัง”

“พอทำให้คนกินได้”

เขาหัวเราะเบา ๆ เป็นเสียงที่เธอไม่ได้ยินมานานมาก

คืนนั้นทั้งสองคุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่งานใหม่ของเขา พ่อแม่ของเขา ไปจนถึงร้านเสื้อผ้าที่เธอปรับปรุง ไม่มีใครพูดเรื่องการกลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะความสัมพันธ์ที่ถูกทำลายสิบปีไม่อาจซ่อมด้วยค่ำคืนเดียว

ก่อนกลับ จางเจาวินหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า แหวนเงินยังอยู่ข้างใน

“แม่คืนให้ผมหลังจากเราหย่า” เขาบอก “เธอบอกว่าเป็นของผมแล้ว”

หลี่จ้าวเหวียนพยักหน้า

“มันเหมาะกับคุณ”

“ผมไม่แน่ใจว่าควรเก็บไว้ดีไหม”

“เก็บไว้เถอะ มันเป็นของคุณตั้งแต่แรก”

จางเจาวินปิดกล่อง แล้วมองเธอ

“ครั้งหน้าถ้าผมมา คุณทำโจ๊กให้กินได้ไหม”

หลี่จ้าวเหวียนยิ้ม “ได้ แต่ถ้าไม่อร่อย ห้ามฝืนกินเหมือนเมื่อก่อน”

“ผมจะบอกตามตรง”

“ดี”

เขาเดินออกไปพร้อมร่มเก่า หลี่จ้าวเหวียนยืนมองเขาไปตามทางจนลับสายตา เธอไม่ได้เรียกให้เขากลับมา เพราะในที่สุดก็เข้าใจว่าความรักไม่ใช่การยื้อคนที่กำลังเดินจากไป แต่คือการเคารพสิทธิ์ของเขาที่จะเดินไปในทางของตัวเอง

คืนนั้นเธอกลับบ้าน ต้มน้ำ เปิดไฟสีอุ่นไว้ดวงหนึ่ง และทำโจ๊กสำหรับคนสองคน แม้จะยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จางเจาวินจะมาจริงหรือไม่

บนโต๊ะมีถ้วยสองใบวางอยู่เคียงกัน ไม่ใช่เพราะเธอคิดว่าเขาจะต้องกลับมา แต่เพราะครั้งแรกในชีวิต เธอรู้ว่าความอบอุ่นที่อยู่ใกล้ตัวไม่ควรถูกมองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง

บางคนใช้ทั้งชีวิตทำให้เรามีบ้าน แต่เรากลับเพิ่งรู้ว่าบ้านนั้นมีค่าในวันที่เขาไม่อยู่แล้ว

Leave a Comment