ภรรยาที่ทุกคนคิดว่าจมน้ำตายกลับมาปรากฏตัวในงานแต่งของสามี พร้อมชายสวมหน้ากากที่ทำให้ความลับทั้งตระกูลพังลงต่อหน้าแขก

วันที่หลินจวิ้นเซิงกำลังจะสวมแหวนให้ซูมารณี ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกเปิดออกอย่างแรง หญิงสาวในชุดสีดำก้าวเข้ามาพร้อมเด็กหญิงตัวเล็กที่จับมือเธอแน่น และเสียงของเธอก็ดังพอให้แขกทุกคนหยุดหายใจ

“ในฐานะภรรยาของคุณ ฉันควรได้รับคำเชิญไปงานแต่งงานของคุณไม่ใช่หรือ”

แก้วไวน์ในมือเจ้าสาวร่วงกระแทกพื้น หลินจวิ้นเซิงหน้าซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ส่วนหญิงสาวข้างกายเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดวงตาที่เคยยิ้มหวานบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ไม่มีใครในห้องนี้ไม่รู้จักเซินเนี่ยน ภรรยาของหลินจวิ้นเซิง ผู้หญิงที่ทุกคนเชื่อว่าจมน้ำเสียชีวิตไปเมื่อหนึ่งปีก่อน แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับมีชีวิต มีลมหายใจ และมีเด็กหญิงวัยห้าขวบอยู่ข้างกาย

“เธอยังมีชีวิตอยู่ได้ยังไง” ซูมารณีพึมพำ

เซินเนี่ยนมองเธอช้า ๆ “คำถามนั้นควรถามสามีของฉันมากกว่า เขาน่าจะรู้ดีที่สุดว่าทำไมฉันถึงควรตาย”

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น “แม่คะ คนนี้คือคุณพ่อเหรอ”

ความเงียบหนักอึ้งลงกลางห้อง

หลินจวิ้นเซิงจ้องเด็กคนนั้นเหมือนเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลก เขาเคยคิดว่าทุกอย่างจบไปแล้ว คิดว่าเซินเนี่ยนหายไปพร้อมกับความลับในตู้คอนเทนเนอร์กลางทะเล และคิดว่าหลังจากงานแต่งวันนี้ เขาจะได้ครอบครองบริษัทเสิ่นทั้งหมดอย่างถูกต้อง

แต่คนตายกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา

“เนี่ยนเนี่ยน…” แม่ของหลินจวิ้นเซิงร้องไห้พลางเดินเข้าไปหา “ลูกจริง ๆ ใช่ไหม ลูกยังไม่ตายจริง ๆ ใช่ไหม”

เซินเนี่ยนกอดหญิงชราไว้แน่น แม้หัวใจของเธอจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่เธอยังจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวในตระกูลที่เคยยื่นมือมาหาเธอโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

“หนูยังมีชีวิตอยู่ค่ะ ขอโทษที่ทำให้คุณแม่ต้องเสียใจมาตลอดหนึ่งปี”

หญิงชราลูบใบหน้าเธอทั้งน้ำตา “แม่เสียพี่ชายของลูกไปแล้ว แม่ไม่อยากเสียลูกไปอีกคน”

หลินจวิ้นเซิงก้าวเข้ามา “เนี่ยนเนี่ยน เรื่องของเรามีความเข้าใจผิดกัน เราค่อยคุยกันทีหลัง อย่าทำให้ทุกคนหัวเราะในงานแต่งของผม”

เซินเนี่ยนหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่เลย

“งานแต่งของคุณกับเพื่อนสนิทของฉันน่ะหรือ คุณกลัวอะไร กลัวว่าทุกคนจะรู้ว่าคุณเป็นคนที่ฆ่าภรรยาตัวเองเพื่อเงินหรือกลัวว่าพวกเขาจะรู้ว่าซูมารณีไม่ใช่แค่เพื่อนของคุณ”

ผู้คนเริ่มซุบซิบกันทั่วห้อง บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพ หลินจวิ้นเซิงพยายามรักษาสีหน้า แต่ปลายนิ้วของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

ซูมารณีรีบก้าวออกมา “เธอพูดอะไรของเธอ ฉันกับจวิ้นเซิงเพิ่งแต่งงานกันวันนี้ เธอกลับมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วมาปรักปรำพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร”

“กลับมาจากนรก” เซินเนี่ยนตอบ “นรกที่พวกคุณสองคนส่งฉันไป”

คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง

หนึ่งปีก่อน เซินเนี่ยนเคยออกเดินทางไปยังท่าเรือกับหลินจวิ้นเซิง เธอกำลังตั้งครรภ์ได้แปดเดือนและกำลังเตรียมเซ็นเอกสารรับช่วงต่อบริษัทของตระกูลเสิ่น เธอเชื่อว่านั่นจะเป็นของขวัญให้สามี เพราะตลอดแปดปีที่ผ่านมา หลินจวิ้นเซิงบอกเธอเสมอว่าเขารู้สึกเป็นคนนอกในตระกูลของตัวเอง

เขาเคยพูดว่าอยากได้รับการยอมรับจากครอบครัว อยากพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่ามากกว่าพี่ชาย อยากมีสิทธิ์ตัดสินใจในบริษัท และอยากให้เธอเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างเขา

เซินเนี่ยนจึงยอมสละสิทธิ์สืบทอดส่วนใหญ่ของตัวเอง ยอมให้เขาเข้ามาบริหารบริษัท และยังช่วยปกปิดเรื่องที่เขามีความสัมพันธ์กับซูมารณี เพื่อนสนิทของเธอ

เธอเคยคิดว่าความรักแปดปีมีค่ามากพอให้ให้อภัยได้ทุกอย่าง

จนกระทั่งวันนั้น เธอถูกวางยา

เธอจำได้เพียงว่าหลินจวิ้นเซิงยื่นแก้วน้ำให้ แล้วพูดว่าทั้งสองคนควรเริ่มต้นชีวิตใหม่กันในต่างประเทศ หลังจากนั้นร่างกายของเธอก็อ่อนแรงลง ความทรงจำสุดท้ายคือเสียงหัวเราะของซูมารณี และประโยคที่เธอไม่มีวันลืม

“ถ้าเธอไม่ตาย เราสองคนก็ไม่มีทางได้บริษัทนี้”

เมื่อเซินเนี่ยนฟื้นขึ้น เธออยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เก่าที่มีรอยรั่ว น้ำทะเลสาดเข้ามาทางพื้นทุกครั้งที่คลื่นกระแทก ตัวเธอถูกมัดไว้กับท่อเหล็ก และประตูด้านนอกถูกล็อกแน่น

เธอตะโกนจนเสียงแหบ แต่ไม่มีใครได้ยิน

ท้องที่เคยหนักอยู่แล้วเริ่มปวดบีบ เธอคลำพบเพียงขวดน้ำครึ่งขวดกับผ้าคลุมเก่า ๆ หนึ่งผืน ในความมืดนั้น เธอคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสเห็นหน้าลูก

แต่เสียงหัวใจเล็ก ๆ ในท้องทำให้เธอไม่ยอมแพ้

เธอใช้ขอบโลหะที่แตกบาดเชือก ใช้ผ้าผูกตัวเองกับห่วงเหล็กเพื่อไม่ให้ถูกน้ำพัด และประคองสติผ่านคืนแรกไปอย่างทรมาน วันที่สอง เธอพบว่าตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้จมลงทันที เพราะมีถังสินค้าพลาสติกจำนวนหนึ่งช่วยพยุงไว้ วันที่สาม เธอได้ยินเสียงเรือสินค้าแล่นผ่าน แต่เสียงของเธอเบาเกินกว่าจะมีใครได้ยิน

วันที่ห้า เธอคลอดลูกในความมืด

เสียงร้องแผ่วเบาของเด็กหญิงทำให้เธอร้องไห้เป็นครั้งแรก เธอฉีกชายเสื้อพันตัวลูกไว้ กอดเด็กเอาไว้กับอก และสัญญาว่าจะไม่ยอมตายจนกว่าจะพาลูกออกไปจากที่นั่น

วันที่เจ็ด ตู้คอนเทนเนอร์ถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งของเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ชาวประมงพบเธอในสภาพเกือบหมดสติและพาไปส่งโรงพยาบาล แพทย์บอกว่าเธอกับเด็กโชคดีอย่างเหลือเชื่อ แต่เซินเนี่ยนรู้ว่ามันไม่ใช่โชค

มันคือความดื้อรั้นของคนเป็นแม่

หลังฟื้นขึ้น เธอไม่สามารถกลับบ้านได้ทันที เธอไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเอกสาร และกระดูกซี่โครงร้าวจากการกระแทกหลายครั้ง แต่สิ่งที่เจ็บยิ่งกว่าคือข่าวที่เธอได้ยินจากโทรทัศน์ในห้องพักฟื้น

หลินจวิ้นเซิงประกาศว่าเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางทะเล

เขายืนร้องไห้ต่อหน้ากล้อง บอกว่าตัวเองรักภรรยามากที่สุด และจะดูแลบริษัทเสิ่นแทนเธอจนกว่าจะพบผู้สืบทอดที่เหมาะสม

ไม่กี่เดือนต่อมา ข่าวการหมั้นหมายระหว่างเขากับซูมารณีก็ปรากฏขึ้น

เซินเนี่ยนดูภาพนั้นขณะอุ้มลูกสาวไว้แนบอก เด็กหญิงยังไม่มีชื่อในตอนนั้น เธอจึงตั้งชื่อให้ว่า “จืออัน” ซึ่งหมายถึงความสงบที่เธอปรารถนาให้ลูกมี แม้ชีวิตของเธอจะไม่เคยสงบอีกแล้วก็ตาม

เธอไม่ติดต่อหลินจวิ้นเซิงในทันที เพราะรู้ว่าการกลับไปมือเปล่าจะทำให้เธอกับลูกตกอยู่ในอันตราย เธอเริ่มรักษาตัว ทำเอกสารใหม่ และขอความช่วยเหลือจากคนที่ช่วยชีวิตเธอ

คนคนนั้นคือเสิ่นห่าหราน พี่ชายของซูมารณี

เขาเป็นทนายความของบริษัทคู่แข่งและเคยถูกประกาศว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อสองปีก่อน แต่ความจริงเขารอดชีวิต เพียงได้รับบาดเจ็บจนต้องสวมหน้ากากปิดใบหน้าและใช้ชื่ออื่นเพื่อหลบซ่อนตัว

ห่าหรานรู้ว่าซูมารณีร่วมมือกับหลินจวิ้นเซิง เพราะก่อนเกิดอุบัติเหตุ เขาเคยพบหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีลับของเธอไปยังบริษัทนอกประเทศ เขากำลังจะเปิดโปงเรื่องนั้น แต่รถของเขาถูกคนขับรถบรรทุกชนจนตกเขา

เขารอดมาได้ แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนรักษาตัว และพบว่าคนในครอบครัวของเขากลับประกาศว่าเขาตายแล้วเพื่อควบคุมทรัพย์สินทั้งหมด

เมื่อเซินเนี่ยนเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง ห่าหรานจึงตัดสินใจช่วยเธอ เขาใช้ความรู้ทางกฎหมายตรวจสอบเอกสารการโอนหุ้น พบว่าลายเซ็นของเซินเนี่ยนในเอกสารหลายฉบับถูกปลอมขึ้นหลังวันที่เธอหายตัวไป และยังพบว่าหลินจวิ้นเซิงจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ท่าเรือคนหนึ่งเพื่อทำลายภาพจากกล้องวงจรปิด

แต่หลักฐานยังไม่พอ

ทั้งสองจึงวางแผนรอวันที่หลินจวิ้นเซิงกับซูมารณีจะประกาศแต่งงานอย่างเป็นทางการ เพราะในวันนั้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และสมาชิกตระกูลเสิ่นจะมารวมตัวกันครบทุกคน

เซินเนี่ยนต้องการให้ความจริงปรากฏต่อหน้าคนที่เคยเชื่อว่าสามีของเธอเป็นผู้สูญเสีย และมอบบริษัทให้เขาดูแลด้วยความสงสาร

“คุณไม่จำเป็นต้องกลับไปแก้แค้นด้วยตัวเองก็ได้” ห่าหรานเคยบอกเธอ

“ฉันไม่ได้กลับไปเพื่อให้พวกเขาเจ็บเหมือนฉัน” เธอตอบขณะมองจืออันหลับอยู่ “ฉันกลับไปเพื่อให้ลูกของฉันไม่ต้องโตขึ้นพร้อมคำโกหกว่าแม่ของเธอทิ้งไป”

ตอนนี้ เมื่อเธอยืนอยู่กลางงานแต่ง หลินจวิ้นเซิงยังพยายามปฏิเสธทุกอย่าง

“เธอพูดว่าฉันทำร้ายเธอ แต่ลองคิดดูสิ ผู้หญิงท้องคนหนึ่งจะอยู่ในทะเลเจ็ดวันโดยไม่มีอาหารหรือน้ำ แล้วยังคลอดลูกได้อย่างไร เรื่องทั้งหมดเหลือเชื่อเกินไป”

แขกบางคนเริ่มลังเล บางคนพยักหน้าตาม เพราะหลินจวิ้นเซิงพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจและแสดงสีหน้าเหมือนคนถูกใส่ร้าย

ซูมารณีรีบคว้ามือเขาไว้ “ใช่ค่ะ ทุกคนรู้ว่าเนี่ยนเนี่ยนเสียชีวิตไปแล้ว เธออาจเป็นคนอื่นที่ปลอมตัวมาก็ได้”

เซินเนี่ยนไม่ได้โต้เถียง เธอเพียงหยิบซองเอกสารออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะพิธี

“รายงานทางการแพทย์จากโรงพยาบาลบนเกาะ รูปถ่ายวันที่ฉันถูกพบ และผลตรวจพันธุกรรมของจืออัน”

หลินจวิ้นเซิงมองเอกสารเหล่านั้นด้วยสีหน้าแข็งค้าง

“ผลตรวจอะไร”

“ผลตรวจที่ยืนยันว่าจืออันเป็นหลานแท้ ๆ ของตระกูลเสิ่น และเธอไม่ใช่ลูกของคุณ”

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

หลินจวิ้นเซิงหัวเราะเหมือนคนเสียสติ “เธอยอมรับแล้วว่าเด็กไม่ใช่ลูกของฉัน ทุกคนได้ยินไหม เธอนอกใจฉัน แล้วตอนนี้ยังพยายามโยนความผิดให้ฉันอีก”

เซินเนี่ยนมองเขาอย่างเหนื่อยล้า “ใช่ จืออันไม่ใช่ลูกของคุณ เพราะคุณไม่เคยเป็นพ่อของเธอ”

คำพูดนั้นทำให้หลายคนเข้าใจผิดทันที ซูมารณีฉวยโอกาสร้องไห้ บอกว่าเซินเนี่ยนเคยมีคนรักอื่น และหลินจวิ้นเซิงยอมรับเรื่องนั้นเพราะรักเธอมาก

เซินเนี่ยนปล่อยให้ทุกคนพูดจนพอใจ จากนั้นจึงหันไปทางชายสวมหน้ากากที่ยืนอยู่ข้างเธอมาตลอด

“ในเมื่อพวกคุณอยากเห็นตัวตนของคนที่พวกคุณเรียกว่าชู้มากนัก ก็เชิญดูให้ชัดค่ะ”

ห่าหรานยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วถอดหน้ากากออก

เสียงร้องตกใจดังพร้อมกันทั่วห้อง

ซูมารณีหน้าซีด เธอถอยจนชนโต๊ะดอกไม้ ส่วนแม่ของเธอทรุดนั่งลงกับเก้าอี้

“เป็นไปไม่ได้…” เธอพึมพำ “พี่ห่าหรานตายไปแล้ว”

ชายหนุ่มมองน้องสาวอย่างเย็นชา “เธอพูดถูก ฉันเคยตายไปแล้วในสายตาของทุกคน เพราะเธอเป็นคนช่วยทำให้ข่าวนั้นเกิดขึ้น”

แม่ของเขาร้องไห้โผเข้ากอดลูกชาย “ห่าหราน ลูกยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ แม่คิดว่าแม่เสียลูกไปแล้ว”

“ผมขอโทษที่กลับมาช้า แต่ผมต้องแน่ใจก่อนว่าคนที่ทำร้ายผมจะไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก”

หลินจวิ้นเซิงจ้องเขา “คุณไม่มีหลักฐาน”

ห่าหรานหยิบโทรศัพท์เครื่องหนึ่งออกมา “มีครับ และมันไม่ได้มีแค่ชิ้นเดียว”

หน้าจอถูกเชื่อมเข้ากับจอขนาดใหญ่ในห้องจัดเลี้ยง ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ท่าเรือปรากฏขึ้น แม้ภาพจะมืดและไกล แต่ยังเห็นหลินจวิ้นเซิงกับซูมารณีช่วยกันเข็นตู้คอนเทนเนอร์ไปยังท่าเรือ

เสียงของซูมารณีในคลิปดังชัดเจน

“ถ้าเธอรอดขึ้นมา เราจะไม่มีทางได้หุ้นของเธอ”

เสียงหลินจวิ้นเซิงตอบกลับ “ไม่ต้องห่วง พอเรือออกไปแล้ว ทุกอย่างจะดูเหมือนอุบัติเหตุ”

ผู้คนในห้องเริ่มถอยห่างจากทั้งสองคน ตระกูลเสิ่นบางคนที่เคยสนับสนุนหลินจวิ้นเซิงถึงกับก้มหน้า เพราะจำได้ว่าพวกเขาเป็นคนลงมติให้เขารักษาการประธานบริษัทหลังเซินเนี่ยนเสียชีวิต

วิดีโอไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว ห่าหรานยังนำบันทึกการโอนเงิน รายงานจากโรงพยาบาล และข้อความที่หลินจวิ้นเซิงส่งให้เจ้าหน้าที่ท่าเรือออกมาแสดงต่อทุกคน

หลินจวิ้นเซิงพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าโทรศัพท์ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางไว้

“คุณทำลายชีวิตผม!” เขาตะโกนใส่เซินเนี่ยน “ผมทุ่มเทให้คุณแปดปี แต่ในใจคุณมีแต่ครอบครัวของคุณ คุณยกบริษัทให้ผมก็จริง แต่ไม่เคยมองว่าผมเป็นคนในตระกูลเลย”

เซินเนี่ยนมองเขาด้วยสายตาเงียบงัน

“ฉันยกบริษัทให้คุณเพราะคุณบอกว่าอยากมีบ้าน ไม่ใช่เพราะฉันต้องการให้คุณใช้มันเป็นอาวุธฆ่าฉัน”

“ผมทำทั้งหมดเพราะคุณกับครอบครัวไม่เคยเห็นค่าผม!”

“ไม่ใช่ คุณทำเพราะคุณอยากได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเสียสละอะไรเลย”

หลินจวิ้นเซิงนิ่งไป

เซินเนี่ยนพูดต่อ “ถ้าคุณอยากได้รับความรัก คุณควรบอกว่าตัวเองเจ็บปวด ไม่ใช่แกล้งทำเป็นรักฉันเพื่อรอวันที่จะกำจัดฉัน”

ซูมารณีเริ่มร้องไห้ เธอหันไปเกาะแขนหลินจวิ้นเซิง “บอกพวกเขาสิว่าเราไม่ได้ตั้งใจให้เธอตาย เราแค่ต้องการบริษัท เราไม่คิดว่าเธอจะรอด”

ประโยคนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท

เธอเพิ่งยอมรับด้วยตัวเอง

หลินจวิ้นเซิงหันไปมองเธออย่างตกตะลึง “ซูมารณี หุบปาก”

แต่ทุกอย่างสายไปแล้ว ห่าหรานบันทึกเสียงสารภาพเอาไว้เรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมหมายเรียกตัวผู้ต้องสงสัย

ซูมารณีถูกควบคุมตัวก่อน เธอร้องไห้และพยายามขอให้เซินเนี่ยนช่วย แต่เซินเนี่ยนไม่ขยับ

“เนี่ยนเนี่ยน เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปี เธอจะใจร้ายกับฉันจริง ๆ เหรอ”

เซินเนี่ยนมองผู้หญิงที่เคยเป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุด “เพื่อนที่รักกันจะไม่ช่วยสามีของฉันวางแผนฆ่าฉัน และจะไม่ยืนดูเขาแต่งงานกับตัวเองในวันที่คิดว่าฉันตายไปแล้ว”

หลินจวิ้นเซิงถูกนำตัวออกไปเป็นคนสุดท้าย เขาไม่ยอมพูดอะไรอีก แต่ตอนเดินผ่านเซินเนี่ยน เขาหยุดลงชั่วครู่

“เนี่ยนเนี่ยน ถ้าย้อนกลับไปได้…”

“ฉันก็จะไม่แต่งงานกับคุณ”

คำตอบนั้นตัดบทเขาอย่างสมบูรณ์

คดีใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสิ้นสุด อัยการไม่สามารถใช้คลิปเพียงชิ้นเดียวตัดสินทุกข้อหาได้ จึงต้องรวบรวมหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือ บัญชีการเงิน และเอกสารปลอมที่ถูกพบในเซฟของบริษัท สุดท้ายหลินจวิ้นเซิงถูกพิพากษาจากความผิดหลายกระทง ทั้งการวางยาพิษ การกักขัง การพยายามฆ่า และการฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัท

ซูมารณีได้รับโทษเช่นกัน แม้เธอจะพยายามอ้างว่าเป็นเพียงคนที่ถูกหลินจวิ้นเซิงชักจูง แต่ข้อความและเสียงสนทนาพิสูจน์ว่าเธอมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

บริษัทเสิ่นถูกตรวจสอบครั้งใหญ่ เอกสารการโอนหุ้นที่เซินเนี่ยนเคยเซ็นโดยไม่รู้รายละเอียดถูกยกเลิก ส่วนสิทธิ์การสืบทอดของเธอได้รับการคืนกลับมา

หลายคนคาดว่าเซินเนี่ยนจะไล่ทุกคนที่เคยทรยศออกจากบริษัท แต่เธอเลือกทำสิ่งที่ยากกว่า เธอให้มีการตรวจสอบบัญชีทั้งหมด เปิดเผยเงินเดือนและผลประโยชน์ของผู้บริหาร และตั้งกองทุนช่วยเหลือคนงานท่าเรือที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน

เธอไม่ต้องการให้บริษัทกลายเป็นเครื่องมือแก้แค้นของใครอีก

แม่ของหลินจวิ้นเซิงยังคงมาหาเธอเป็นครั้งคราว หญิงชราไม่เคยปกป้องลูกชายหลังได้เห็นหลักฐาน และขอโทษเซินเนี่ยนอยู่หลายครั้ง

“แม่รู้ว่าคำขอโทษไม่สามารถคืนเวลาหนึ่งปีให้ลูกได้” หญิงชราพูด “แต่แม่ยังอยากอยู่ข้างลูกกับจืออัน ถ้าลูกยังอนุญาต”

เซินเนี่ยนไม่ได้ตอบทันที เธอมองจืออันที่กำลังวาดรูปอยู่บนพื้น เด็กหญิงวาดทะเลสีฟ้า เรือสีขาว และผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจับมือเด็กไว้

“คุณแม่มาหาเราได้ค่ะ” เธอตอบในที่สุด “แต่เรื่องของหลินจวิ้นเซิง เราคงกลับไปเป็นครอบครัวเดิมไม่ได้”

“แม่เข้าใจ”

การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าเธอต้องลืม หรือเปิดประตูให้คนที่เคยทำร้ายกลับเข้ามาอีกครั้ง เซินเนี่ยนให้อภัยหญิงชราได้ แต่เธอไม่ให้อภัยหลินจวิ้นเซิงง่าย ๆ และไม่คิดว่าคุกจะลบคืนทั้งเจ็ดวันที่เธอกับลูกต้องติดอยู่กลางทะเลได้

ส่วนเสิ่นห่าหรานเข้ารับการผ่าตัดครั้งสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูใบหน้า เขายังมีรอยแผลอยู่หลายแห่ง แต่ไม่ต้องซ่อนตัวอีกต่อไป เขากลับเข้าทำงานในบริษัทด้วยตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย และมักพาจืออันไปกินไอศกรีมหลังเลิกเรียน

จืออันเรียกเขาว่า “คุณลุงหน้ากาก” อยู่พักใหญ่ แม้เขาจะเลิกสวมหน้ากากแล้วก็ตาม

“หนูชอบหน้ากากมากกว่าค่ะ” เด็กหญิงบอก “เพราะตอนคุณลุงใส่ หนูรู้สึกว่าคุณลุงเหมือนฮีโร่”

ห่าหรานหัวเราะ “ฮีโร่ไม่ควรปล่อยให้เด็กกินไอศกรีมก่อนอาหารเย็นนะ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณลุงก็ไม่ใช่ฮีโร่แล้ว”

เสียงหัวเราะของทั้งคู่ทำให้เซินเนี่ยนที่ยืนมองอยู่หน้าร้านยิ้มตามเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องฝืน

หนึ่งปีหลังจากวันที่เธอกลับมา เซินเนี่ยนพาจืออันไปยังชายหาดที่เธอถูกพบ เธอไม่ได้พาลูกไปเพื่อเล่าเรื่องน่ากลัวทั้งหมด แต่อยากให้จืออันเห็นสถานที่ที่ทั้งคู่เคยรอดชีวิตมา

เด็กหญิงถือเปลือกหอยอยู่ในมือ “แม่เคยกลัวทะเลไหมคะ”

“เคยกลัวมาก”

“แล้วแม่ยังมาที่นี่ทำไม”

เซินเนี่ยนก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ลูก ก่อนมองออกไปยังผืนน้ำที่สะท้อนแสงเย็น

“เพราะทะเลไม่ได้เป็นคนทำร้ายแม่ คนที่ทำร้ายแม่ต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ”

จืออันพยักหน้าเหมือนเข้าใจเพียงครึ่งเดียว แล้วจับมือแม่แน่นขึ้น

เซินเนี่ยนมองมือเล็ก ๆ นั้นและนึกถึงคืนที่เธอเคยกอดลูกไว้ในตู้เหล็กมืดสนิท ตอนนั้นเธอไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่เธอยังมีเหตุผลหนึ่งข้อที่จะต้องรอด

วันนี้เหตุผลนั้นกำลังวิ่งเล่นอยู่บนชายหาด

เธอเคยคิดว่าการกลับมาจะทำให้บาดแผลหาย แต่ความจริงคือบาดแผลไม่ได้หายไปทั้งหมด มันเพียงกลายเป็นรอยที่เตือนว่าเธอเคยผ่านอะไรมา และไม่มีใครมีสิทธิ์พาเธอกลับไปเป็นผู้หญิงคนเดิมอีก

จืออันชูเปลือกหอยขึ้นให้เธอดู “แม่คะ กลับบ้านกันเถอะ”

เซินเนี่ยนยิ้ม จับมือลูกแล้วเดินออกจากชายหาดโดยไม่หันกลับไปมองทะเลอีก

คราวนี้เธอไม่ได้หนีจากมัน

เธอเพียงเลือกเดินไปข้างหน้า

Leave a Comment