เธอหนีออกจากบ้านพร้อมใบคะแนนที่ถูกขโมย ก่อนพาครอบครัวผู้มีพระคุณกลับชนบทและเปลี่ยนเด็กสอบได้ 150 คะแนนให้ลุกขึ้นสู้

“คะแนนของฉันถูกเอาไปให้เขา แล้วพวกคุณยังจะให้ฉันอยู่บ้านนี้ต่ออีกหรือ”

หลี่จือจือถามทั้งที่มือยังถือใบรายงานผลการเรียนของตัวเองแน่น กระดาษแผ่นนั้นมีรอยพับตรงกลาง และตรงมุมล่างมีลายเซ็นของครูประจำชั้นที่เธอจำได้ดี แต่ตัวเลขบนกระดาษไม่ใช่คะแนนของเธออีกต่อไปแล้ว

เธอได้ยินเสียงแม่เลี้ยงหัวเราะเบา ๆ อยู่นอกห้องเก็บอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ขณะที่เด็กหญิงซ่อนตัวอยู่ในโมเดลร่างกายมนุษย์สำหรับเล่นซ่อนหา เธอเห็นแม่เลี้ยงสลับใบรายงานผลการเรียนของเธอกับของหลี่ซือเนี่ยน น้องชายต่างสายเลือดที่สอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“อย่าให้ครูรู้ว่าเราสลับกัน” แม่เลี้ยงกระซิบ “จือจือเก่งอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีใบประกาศก็ยังหาทางได้ ส่วนซือเนี่ยนต้องใช้คะแนนของพี่เพื่อสมัครโรงเรียนดี ๆ”

ตอนนั้นจือจืออายุเพียงสิบเจ็ดปี เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ออกไปโวยวาย เพียงรอจนอีกฝ่ายเดินจากไป แล้วหยิบใบคะแนนของตัวเองออกจากแฟ้มอย่างเงียบ ๆ เธอเก็บเสื้อผ้าไม่กี่ชุด หนังสือเรียน และเงินที่มีอยู่ทั้งหมด ก่อนออกจากบ้านในคืนเดียวกัน

ไม่มีใครถามว่าเธอจะไปไหน ไม่มีใครตามหา เธอจึงเข้าใจในคืนนั้นเองว่า บ้านหลังนั้นไม่เคยเป็นบ้านของเธอจริง ๆ

สามปีต่อมา จือจือสอบจบมัธยมปลายด้วยคะแนนยอดเยี่ยม และได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชิงเหอ มหาวิทยาลัยชื่อดังที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด เธอควรจะดีใจ แต่คนแรกที่เธอนึกถึงกลับไม่ใช่ครอบครัว หากเป็นฟู่ซูเจ้าอี ประธานบริษัทที่เคยช่วยเหลือเธอในวันที่ไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าเล่าเรียน

ตั้งแต่อายุสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี เขาเป็นคนออกค่าเรียน ค่าเช่าห้อง ค่าหนังสือ และค่ากวดวิชาให้เธอโดยไม่เคยถามว่าเธอจะตอบแทนอย่างไร ทุกครั้งที่โอนเงิน เขาจะเขียนข้อความสั้น ๆ แนบไปด้วย

ตั้งใจเรียนให้ดี อนาคตจะได้ดูแลตัวเอง และถ้ามีโอกาส ช่วยดูแลซือเนี่ยนด้วย

จือจือเคยคิดว่าคำขอสุดท้ายเป็นเพียงความห่วงใยของผู้ใหญ่ที่ใจดี เธอไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นภาระที่เธอต้องแบกรับจริง ๆ

เมื่อเธอเดินทางไปยังคฤหาสน์ของฟู่ซูเจ้าอีเพื่อบอกข่าวสอบติด กลับพบเพียงประตูที่ถูกปิดผนึก รถหรูหลายคันถูกลากออกไป และคนรับใช้กำลังขนของออกจากบ้าน

“ประธานฟู่ล้มละลายแล้ว” ชายชราคนหนึ่งบอกด้วยเสียงสั่น “เจ้าหนี้ยึดทั้งบ้านและบริษัท ครอบครัวไม่มีที่ไปแล้ว”

จือจือยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เธอควรกลับไปมหาวิทยาลัยด้วยเงินทุนการศึกษาของตัวเอง ควรตัดขาดจากปัญหาของคนอื่น และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่เฝ้ารอ แต่ภาพวันที่ฟู่ซูเจ้าอียื่นเงินค่าเรียนให้เธอกลับชัดเจนขึ้นมาในความทรงจำ

“คุณสนับสนุนฉันมาสิบเอ็ดปี” เธอพูดกับชายวัยกลางคนที่กำลังก้มหน้าอยู่ริมถนน “ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบจนถึงสิบแปด คุณไม่เคยปล่อยให้ฉันขาดค่าเรียนหรือค่าครองชีพ วันนี้บริษัทของคุณล้มละลาย แต่ฉันยังไม่ลืมสิ่งที่คุณทำให้”

ฟู่ซูเจ้าอีเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยมั่นคงเต็มไปด้วยความอับอาย

“จือจือ อย่าลำบากเพราะพวกเราเลย”

“ที่บ้านชนบทของฉันยังมีห้องว่างสองห้อง” เธอตอบ “พาคุณป้าหวังกับซือเนี่ยนไปอยู่ที่นั่นก่อน อย่างน้อยเราจะไม่ต้องนอนข้างถนน”

การตัดสินใจนั้นทำให้ชีวิตที่ควรเริ่มต้นอย่างสงบของเธอวุ่นวายทันที

บ้านของจือจืออยู่ท้ายหมู่บ้าน เป็นบ้านไม้เก่าที่มีห้องว่างเพียงสองห้อง ห้องหนึ่งเคยเป็นของเธอ อีกห้องใช้เก็บข้าวของมานานหลายปี หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ ฟู่ซูเจ้าอีจึงนอนในห้องเก็บของ ส่วนภรรยาของเขากับซือเนี่ยนใช้ห้องของจือจือ ตัวเขายืนยันว่าจะไม่แย่งพื้นที่ของเธอ

แต่คุณป้าหวังกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย

“บ้านแบบนี้จะอยู่ได้อย่างไร” เธอบ่นตั้งแต่ก้าวแรกเข้าประตู “จือจือ เมื่อก่อนพ่อของซือเนี่ยนตามใจเธอมากเกินไป ถึงกล้าพาพวกเรามาอยู่ในที่กันดารแบบนี้”

“แม่” ซือเนี่ยนเตือนเบา ๆ

“เงียบไปเลย ถ้าเขาไม่ใช่ลูกชายประธานฟู่ จะได้ใช้รองเท้าคู่ละสามพันหยวนหรือ”

จือจือไม่ตอบโต้ เธอเพียงวางเงินเก็บทั้งหมดลงบนโต๊ะ

“นี่คือเงินจากงานพิเศษของฉัน มีอยู่สามหมื่นสองพันหยวน พอให้เราอยู่ได้เกือบปี ฉันได้รับทุนการศึกษาหลังเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนค่าเรียนของซือเนี่ยน เราจะหาทางกัน”

ฟู่ซูเจ้าอีมองเงินก้อนนั้นนานมาก

“ฉันจะคืนให้เธอ”

“ไม่ต้องสัญญาในสิ่งที่ยังทำไม่ได้ค่ะ” จือจือพูด “แค่ช่วยกันประหยัดก็พอ”

ปัญหาคือซือเนี่ยนไม่เคยรู้จักคำว่าประหยัด เขาเคยเรียนโรงเรียนเอกชน มีคนขับรถ มีครูพิเศษ และไม่เคยต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเขาได้เพียงหนึ่งร้อยห้าสิบคะแนน ขณะที่เขายังคิดว่าพ่อจะใช้เงินแก้ปัญหาได้เหมือนเดิม

เช้าวันแรก จือจือปลุกเขาตอนหกโมง

“ลุกมากินข้าว แล้วเริ่มเรียน”

ซือเนี่ยนดึงผ้าห่มคลุมหัว “ทำไมฉันต้องฟังเธอ”

“เพราะเมื่อวานนายทำโจทย์ระดับมัธยมต้นไม่ได้สักข้อ”

“ฉันเรียนจบมัธยมปลายแล้ว!”

“แต่ความรู้ของนายยังไม่ถึงระดับมัธยมต้น ถ้าไม่เริ่มจากพื้นฐาน นายจะเริ่มจากตรงไหน”

“เธอดูถูกฉันหรือไง”

“ฉันกำลังบอกความจริง”

คำพูดนั้นทำให้ซือเนี่ยนโกรธจนคว่ำชามข้าว เขาคิดว่าจือจือเป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่โชคดีได้ทุน ไม่เข้าใจว่าคนอย่างเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันอะไรบ้าง แต่จือจือไม่ยอมปล่อยให้ความโกรธของเขาเปลี่ยนอนาคตของทั้งครอบครัว

เธอทำตารางเรียนใหม่ แบ่งเวลาระหว่างเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ทำงานพิเศษ และสอนซือเนี่ยน เธอไม่เริ่มจากวิชาที่เขาเกลียดที่สุด แต่ให้เขาทบทวนสิ่งที่พอทำได้ก่อน เพื่อให้เขาได้เห็นว่าตัวเองยังไม่หมดหนทาง

วันแรก เขาแก้สมการง่าย ๆ ผิดเกือบทุกข้อ

“เอ็กซ์เท่ากับลบสามไม่ใช่เหรอ” จือจือถาม

“ฉันไม่ทำแล้ว”

“ทำไม”

“เพราะฉันโง่”

จือจือวางดินสอลง “ถ้านายอยากยอมแพ้ ก็พูดให้ชัดว่าไม่อยากทำ ไม่ใช่บอกว่าตัวเองโง่ คนที่โง่คือคนที่รู้ว่าตัวเองอ่อนตรงไหนแต่ไม่ยอมแก้”

ซือเนี่ยนเงียบไป เขาไม่เคยมีใครพูดกับเขาแบบนั้นมาก่อน

ระหว่างนั้น ฟู่ซูเจ้าอีก็พยายามหางานในเมือง แต่ชื่อของเขาถูกผูกติดกับหนี้สินและคดีล้มละลาย ไม่มีบริษัทไหนกล้ารับอดีตประธานที่อาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้อง เขาจึงเริ่มทำงานรับจ้างทั่วไป ตั้งแต่ขนของ ซ่อมรั้ว ไปจนถึงช่วยชาวบ้านเก็บผลผลิต

จือจือพาเขาไปดูแปลงผักหลังบ้านที่ถูกทิ้งร้างมาสามปี

“เราปลูกผักเอง จะได้ประหยัดค่าอาหาร”

ฟู่ซูเจ้าอีมองจอบในมือ “ฉันอายุเกินสี่สิบแล้ว ยังไม่เคยปลูกผักเลย”

“ฉันอายุเจ็ดขวบก็ทำเป็นแล้วค่ะ”

“เธอจะหัวเราะฉันหรือ”

“ไม่ค่ะ ฉันกำลังสอนคุณ”

วันนั้นทั้งสองคนพลิกดินจนมือพอง ฟู่ซูเจ้าอีทำจอบหลุดมือหลายครั้ง แต่ไม่ยอมกลับเข้าบ้านก่อนงานเสร็จ ซือเนี่ยนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้แอบมองพ่อของตัวเองเงียบ ๆ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าพ่อไม่ได้มีเงินหรืออำนาจเหลืออยู่เลย แต่ยังพยายามยืนด้วยขาของตัวเอง

คืนนั้น จือจือพบกล่องโลหะเก่าในห้องของฟู่ซูเจ้าอี ภายในมีสมุดบัญชีและจดหมายหลายฉบับ เธอไม่ได้ตั้งใจจะเปิดดู แต่ชื่อของตัวเองบนซองจดหมายทำให้เธอหยุดมือ

จดหมายฉบับแรกเขียนเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน

ถึงจือจือ หากวันหนึ่งเธอสงสัยว่าทำไมฉันถึงช่วยเธอ โปรดอย่าคิดว่าเป็นเพราะความสงสาร เด็กคนนั้นเคยช่วยชีวิตซือเนี่ยนไว้ตอนเกิดอุบัติเหตุ ฉันเพียงอยากตอบแทนสิ่งที่ครอบครัวเราติดค้างเธอ

จือจืออ่านต่อด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

แต่ในจดหมายฉบับถัดมา มีข้อความที่ทำให้เธอขมวดคิ้ว

แม่ของเธอเคยส่งเอกสารมาให้ฉัน เธอบอกว่าเธอไม่เคยทอดทิ้งครอบครัว และขอให้ฉันช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะกลัวว่าพ่อเลี้ยงของเธอจะเอาเงินไปใช้ เธอฝากเงินก้อนหนึ่งไว้เพื่อการศึกษาของเธอด้วย

จือจืออ่านประโยคนั้นซ้ำหลายครั้ง แม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตไปนานแล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณป้าหวังบอกว่าแม่ของเธอทิ้งลูกไปโดยไม่เหลียวแล แต่ถ้าแม่เคยฝากเงินไว้จริง เงินนั้นหายไปไหน

เธอไม่ถามฟู่ซูเจ้าอีทันที เพราะไม่อยากรื้อบาดแผลของคนที่กำลังลำบาก ทว่าในคืนเดียวกัน เธอเปิดกล่องเอกสารเก่าของตัวเองและพบใบเสร็จเงินโอนหลายใบ เงินจำนวนดังกล่าวถูกส่งเข้าบัญชีของพ่อเลี้ยงทุกเดือนในช่วงที่เธอเรียนมัธยมต้น

ยอดเงินแต่ละเดือนไม่มาก แต่รวมกันแล้วมากพอจะจ่ายค่าเรียนของเธอได้หลายปี

วันรุ่งขึ้น จือจือโทรหาครูเก่าที่เคยดูแลเธอ ครูบอกว่าหลังจากแม่เสียชีวิต พ่อเลี้ยงเป็นคนมารับเอกสารทั้งหมดไป และขอให้โรงเรียนปิดเรื่องเงินสนับสนุนของแม่

ความจริงจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น แม่ของเธอไม่ได้ทิ้งเธอ เงินที่ควรเป็นค่าเล่าเรียนถูกครอบครัวนำไปใช้กับซือเนี่ยน ส่วนฟู่ซูเจ้าอีเข้าใจว่าเงินเหล่านั้นถูกใช้กับเธอ จึงออกเงินช่วยเพิ่มโดยไม่รู้ว่ามีการโกหกเกิดขึ้น

จือจือไม่ได้รู้สึกดีใจที่พบความจริง เธอกลับรู้สึกเหมือนถูกขโมยชีวิตไปสองครั้ง ครั้งแรกคือใบคะแนนที่ถูกสลับ อีกครั้งคือเงินและความรักของแม่ที่ถูกปิดบัง

เธอตัดสินใจกลับไปยังบ้านเก่าเพียงลำพัง

คุณป้าหวังเปิดประตูออกมา เมื่อเห็นจือจือก็ทำสีหน้าไม่พอใจ

“กลับมาทำไม จะมาขอเงินหรือ”

จือจือวางสำเนาใบโอนเงินลงบนโต๊ะ

“เงินนี้มาจากแม่ของฉันใช่ไหม”

คุณป้าหวังหน้าซีด แต่ยังพยายามปฏิเสธ “ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดถึงอะไร”

“แล้วใบรายงานผลการเรียนของฉันล่ะ”

ความเงียบในห้องทำให้จือจือได้ยินเสียงนาฬิกาเดินชัดเจน พ่อเลี้ยงของเธอเดินออกมาจากด้านใน เขาดูแก่ลงมากและไม่กล้าสบตา

“เป็นความคิดของฉันเอง” เขาพูดในที่สุด “ซือเนี่ยนต้องใช้คะแนนของเธอเพื่อสมัครโรงเรียนดี ๆ ฉันคิดว่าเธอเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เสียโอกาสครั้งหนึ่งก็ไม่เป็นไร”

“โอกาสครั้งนั้นทำให้ฉันต้องออกจากบ้าน”

“ฉันไม่ได้คิดว่าเธอจะหนีไปจริง ๆ”

“แต่คุณก็ไม่ตามหา”

ไม่มีคำแก้ตัวใดลบประโยคนั้นได้

จือจือหยิบใบรายงานผลการเรียนฉบับเก่าออกมา เธอพบว่าตัวเลขถูกแก้ไขเพียงบางวิชา และลายเซ็นของครูไม่ตรงกัน ถ้าเธอแจ้งเรื่อง โรงเรียนสามารถตรวจสอบได้ แต่เธอไม่ต้องการลากทุกคนเข้าสู่คดี เธอเพียงต้องการให้พวกเขายอมรับความจริง

“ฉันไม่เอาเงินคืนทั้งหมด” เธอพูด “แต่เงินของแม่ที่เหลืออยู่ต้องคืนให้ซือเนี่ยนใช้เรียน และคุณต้องยอมรับต่อหน้าครอบครัวว่าเคยทำอะไรกับฉัน”

คุณป้าหวังหัวเราะเยาะ “เธอมีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่ง”

“สิทธิ์ของคนที่ถูกขโมยอนาคตไปค่ะ”

จือจือบันทึกเสียงการสนทนาไว้แล้ว ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องถูกบิดเบือนอีก เธอไม่ได้ขู่จะส่งเสียงให้ใคร เธอเพียงวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะและเดินออกมา

เมื่อกลับถึงบ้าน เธอพบว่าซือเนี่ยนนั่งรออยู่ที่หน้าประตู เขาได้ยินทุกอย่างจากพ่อของตัวเองแล้ว

“เธอรู้เรื่องนี้นานแค่ไหน” เขาถาม

“ไม่นาน”

“ถ้าฉันไม่ใช้คะแนนของเธอ เธอคงไม่ต้องหนีออกจากบ้านใช่ไหม”

จือจือไม่ตอบทันที เธอเห็นเด็กชายเอาแต่ใจในอดีตซ้อนทับกับวัยรุ่นที่กำลังสั่นเทาอยู่ตรงหน้า

“ความผิดไม่ใช่ของนายคนเดียว”

“แต่ฉันก็ได้ทุกอย่างจากเธอ”

“ถ้านายรู้สึกผิด ก็อย่าใช้ความรู้สึกนั้นเป็นข้ออ้างให้ตัวเองหยุดเดินต่อ”

หลังจากวันนั้น ซือเนี่ยนเปลี่ยนไปทีละน้อย เขาตื่นเองตอนหกโมง แม้ยังบ่นทุกเช้า แต่ไม่กลับไปนอน เขาเริ่มทำงานในสวน ช่วยพ่อขนผักไปขาย และใช้เงินที่ได้ซื้อหนังสือเตรียมสอบแทนรองเท้าคู่ใหม่

จือจือยังเข้มงวดกับเขาเหมือนเดิม เธอขีดคำตอบผิดทุกข้อโดยไม่ปลอบใจ แต่เมื่อเขาทำโจทย์ชุดแรกผ่าน เธอวางไข่ต้มเพิ่มในชามให้หนึ่งฟอง

“รางวัลเหรอ” ซือเนี่ยนถาม

“ค่าความพยายาม”

“ถ้าฉันสอบผ่าน เธอจะให้อะไร”

“ฉันจะไม่ต้องปลุกนายอีก”

เขาหัวเราะเป็นครั้งแรกตั้งแต่บริษัทของพ่อล้มละลาย

ฟู่ซูเจ้าอีใช้เวลาหลายเดือนเจรจากับเจ้าหนี้และขายทรัพย์สินที่เหลือ เขาพบว่าบริษัทไม่ได้ล้มละลายเพราะตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะผู้จัดการฝ่ายการเงินปลอมเอกสารและยักยอกเงินหลายปี ผู้จัดการคนนั้นเป็นญาติของภรรยา และคุณป้าหวังเคยช่วยปิดบังบัญชีบางส่วนเพื่อรักษาฐานะของครอบครัว

หลักฐานจากบัญชีเก่าและเอกสารที่ฟู่ซูเจ้าอีเก็บไว้ช่วยให้เขาไม่ต้องรับผิดทุกอย่างตามลำพัง แม้บริษัทจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่เจ้าหนี้ยอมให้เขาผ่อนชำระหนี้โดยไม่ยึดทรัพย์สินทุกชิ้น

เขาไม่ได้กลับไปเป็นมหาเศรษฐี แต่ได้งานเป็นที่ปรึกษาให้โรงงานเล็ก ๆ ในเมือง รายได้ไม่มาก ทว่ามั่นคงพอจะส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน

คุณป้าหวังถูกแยกทางกับสามีหลังความจริงเรื่องเงินของแม่จือจือถูกเปิดเผย เธอต้องย้ายไปอยู่กับญาติและเริ่มทำงานในร้านอาหาร ไม่มีใครขับรถให้ ไม่มีบัตรเครดิตให้รูดเหมือนเมื่อก่อน เธอไม่เคยขอโทษจือจืออย่างจริงใจ แต่ก็ไม่กล้าดูถูกเธออีก

ส่วนพ่อเลี้ยงของจือจือคืนเงินที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด เขาเขียนจดหมายขอโทษหลายฉบับ แต่เธอเก็บไว้โดยไม่ตอบ เธอยังไม่พร้อมให้อภัย และไม่มีใครบังคับให้เธอต้องทำเช่นนั้น

ก่อนเดินทางเข้ามหาวิทยาลัย จือจือกลับไปยังห้องเก็บของหลังบ้าน เธอพบโมเดลร่างกายมนุษย์เก่าที่เคยใช้ซ่อนตัวในวัยเด็ก บริเวณช่องแคบด้านข้างยังมีรอยขีดจากเล็บของเธออยู่

ซือเนี่ยนยืนอยู่ข้างประตูพร้อมกระเป๋าใบหนึ่ง

“ฉันสอบติดวิทยาลัยเทคนิคในเมืองแล้ว” เขาพูด “ไม่ใช่มหาวิทยาลัยดัง แต่ฉันสอบด้วยคะแนนของตัวเอง”

จือจือยิ้ม “ฉันรู้”

“ฉันจะทำงานพิเศษด้วย จะได้ช่วยพ่อใช้หนี้”

“ดี แต่อย่าทิ้งการเรียน”

“พี่” เขาเรียกเป็นครั้งแรกโดยไม่มีความหงุดหงิดซ่อนอยู่ในน้ำเสียง “ถ้าวันนั้นพี่ไม่พาพวกเรามาที่นี่…”

“ฉันไม่ได้ช่วยเพราะนายสมควรได้รับทุกอย่าง” จือจือพูดเบา ๆ “ฉันช่วยเพราะครั้งหนึ่งพ่อของนายเคยช่วยฉัน แต่จากนี้ชีวิตของนายต้องเป็นสิ่งที่นายรับผิดชอบเอง”

ซือเนี่ยนพยักหน้า น้ำตาไหลลงมาโดยไม่พยายามเช็ด

“แล้วพี่จะกลับมาบ้านไหม”

จือจือมองแปลงผักหลังบ้าน ใบผักสีเขียวไหวตามลม ฟู่ซูเจ้าอีกำลังตากจอบไว้ข้างรั้ว ส่วนบนโต๊ะไม้มีชามข้าวสองใบที่เธอกับซือเนี่ยนเคยใช้ในเช้าวันแรก

“กลับสิ” เธอตอบ “แต่ฉันจะกลับมาในฐานะคนที่เลือกกลับ ไม่ใช่คนที่ไม่มีที่ไป”

หลายปีต่อมา แปลงผักเล็ก ๆ แห่งนั้นกลายเป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว ฟู่ซูเจ้าอีเปิดร้านส่งผักให้ร้านอาหารในเมือง ซือเนี่ยนเรียนจบและเข้าทำงานด้านบัญชี เขาเป็นคนแรกที่ตรวจสอบบัญชีทุกเล่มอย่างละเอียด เพราะรู้ดีว่าความประมาทของคนหนึ่งคนสามารถทำลายทั้งครอบครัวได้อย่างไร

จือจือเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยเกียรตินิยม เธอไม่เคยเอาใบคะแนนเก่าที่ถูกสลับไปเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่เก็บมันไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เป็นหลักฐานว่าเธอเคยถูกลดคุณค่าเพียงใด และเป็นเครื่องเตือนใจว่าเธอไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมอบอนาคตคืนให้

ในวันที่เธอกลับบ้านหลังรับปริญญา ซือเนี่ยนยื่นไข่ต้มให้เธอฟองหนึ่ง

“ค่าความพยายาม” เขาบอก

จือจือรับมันไว้ แล้วหัวเราะเหมือนเด็กสาวคนนั้นที่เคยซ่อนตัวอยู่ในโมเดลร่างกายมนุษย์ เธอเคยคิดว่าการออกจากบ้านคือการสูญเสียทุกอย่าง แต่ท้ายที่สุด มันกลับเป็นครั้งแรกที่เธอได้เลือกว่าชีวิตของตัวเองควรเป็นอย่างไร

และคราวนี้ ไม่มีใครสามารถสลับใบคะแนนของเธอ หรือขโมยชื่อของเธอออกจากอนาคตได้อีก

Leave a Comment