เธอถูกซื้อด้วยเงินสามสิบล้าน แต่กลับพาลูกสามคนมาเปลี่ยนชะตาตระกูลลู่ในวันที่สามีลุกขึ้นเดินได้

“เดี๋ยวก่อนครับ ยังมีอีกคนหนึ่ง”

เสียงหมอทำให้ทั้งห้องเงียบลงทันที ทุกคนมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อหู เมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขาเพิ่งบอกว่าซูซี่เหยาคลอดลูกชายฝาแฝดสองคนอย่างปลอดภัย แต่ตอนนี้มือของเขากลับยังวางอยู่บนท้องของเธอ และสีหน้าก็เปลี่ยนไปจากความยินดีเป็นความประหลาดใจ

“อีกคนเหรอคะ?” แม่สามีถามเสียงสั่น “เป็นผู้ชายอีกคนหรือเปล่า?”

หมอส่ายหน้า ก่อนจะก้มมองเด็กตัวเล็กที่เพิ่งถูกนำออกมา

“เป็นผู้หญิงครับ เด็กสามคนเลย”

เสียงร้องของทารกดังขึ้นพร้อมกัน ราวกับพวกเขานัดหมายกันไว้ล่วงหน้า เสียงหนึ่งแหลมใส เสียงหนึ่งหนักแน่น และเสียงสุดท้ายเบากว่าเพื่อน แต่กลับทำให้หัวใจของซูซี่เหยาสั่นไหวที่สุด

เธอหันหน้าไปมองลูกสาวที่พยาบาลอุ้มผ่านตา แม้จะเหนื่อยจนแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่เธอก็ยังจำได้ว่ามีมือของเด็กคนนั้นกำเสื้อของพยาบาลแน่น เหมือนกำลังต่อสู้กับโลกใบใหญ่ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตา

“สามคน…” ซูซี่เหยาพึมพำ “ฉันมีลูกสามคนแล้ว”

ไม่มีใครดีใจกับเธอในทันที เพราะทุกคนในห้องรู้ดีว่าเด็กทั้งสามคนไม่ได้เป็นเพียงทารก พวกเขาคือกุญแจที่จะเปิดหรือปิดประตูอำนาจของตระกูลลู่ทั้งตระกูล

หกเดือนก่อนหน้านั้น ลู่จิงเฉินประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถของเขาพุ่งชนราวกั้นบนถนนภูเขาในคืนฝนตกหนัก หมอบอกว่าเขารอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่กระดูกสันหลังและขาทั้งสองข้างได้รับบาดเจ็บสาหัส โอกาสที่เขาจะกลับมาเดินได้แทบไม่มี

ข่าวนั้นทำให้หุ้นของบริษัทลู่ตกลงอย่างรวดเร็ว คู่แข่งเริ่มแย่งสัญญา คนในครอบครัวเริ่มแบ่งฝ่าย และชายหนุ่มที่เคยเป็นทายาทคนเดียวก็กลายเป็นคนพิการที่ทุกคนพูดถึงด้วยความสงสารปนดูถูก

ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ซูซี่เหยาเพิ่งเซ็นสัญญาแต่งงานกับเขาได้ไม่ถึงหนึ่งปี การแต่งงานของพวกเขาไม่ได้เริ่มจากความรัก เธอได้รับเงินสามสิบล้านจากครอบครัวลู่เพื่อเข้ามาเป็นภรรยาตามกฎหมาย และสิ่งที่เธอต้องทำมีเพียงอย่างเดียว—ให้กำเนิดทายาท

ในวันเซ็นสัญญา ลู่จิงเฉินพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ครบกำหนดสามปี คุณจะรับเงินทั้งหมดแล้วออกไปจากชีวิตผม เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก”

ซูซี่เหยามองเอกสารตรงหน้าอยู่นาน ก่อนจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป

“ได้ค่ะ แต่ฉันมีเงื่อนไข”

เขาเงยหน้าขึ้น

“อะไร?”

“ถ้ามีเด็กเกิดขึ้นมา เขาต้องได้รับการปกป้อง ไม่ว่าอนาคตของคุณจะเป็นอย่างไร”

ตอนนั้นลู่จิงเฉินหัวเราะเบา ๆ ราวกับเธอพูดเรื่องไร้สาระ

“คนที่ควรปกป้องเด็กคือผม ไม่ใช่คุณ”

ซูซี่เหยาไม่ได้ตอบ เธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยมองเธอเป็นภรรยา เขามองเธอเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งในสัญญาที่พ่อของเขากำหนดไว้เพื่อรักษาทายาทของตระกูล

หลังอุบัติเหตุ หมอเคยบอกครอบครัวลู่อย่างชัดเจนว่าอาการบาดเจ็บของลู่จิงเฉินทำให้เขาอาจไม่มีบุตรได้อีก เมื่อข่าวนั้นแพร่ออกไป สายตาที่คนในบ้านมองซูซี่เหยาก็เปลี่ยนไปทันที

บางคนเรียกเธอว่าเจ้าสาวไร้ประโยชน์ บางคนถามอย่างเปิดเผยว่าเธอจะยังอยู่ในบ้านต่อไปทำไม และบางคนแนะนำให้ลู่จิงเฉินหย่ากับเธอ แล้วแต่งงานกับผู้หญิงจากครอบครัวที่มีอำนาจมากกว่า

ซูซี่เหยาอดทนเงียบ เพราะในวันที่สามีประสบอุบัติเหตุ เธอเป็นคนเดียวที่อยู่ในรถคันนั้นกับเขา

คืนนั้นเธอกำลังกลับจากโรงพยาบาล หลังพาแม่ของตัวเองไปตรวจสุขภาพ ฝนตกจนมองถนนแทบไม่เห็น จู่ ๆ รถสีดำของลู่จิงเฉินก็จอดขวางอยู่ข้างทาง เขาเดินลงมาจากรถด้วยเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มและมีเลือดไหลจากขมับ

“ขึ้นรถผม” เขาบอก

“คุณบาดเจ็บอยู่”

“ถ้าคุณไม่ขึ้น ผมจะทิ้งคุณไว้ตรงนี้”

เธอยังจำได้ว่าขณะรถแล่นออกไป เขาเอื้อมมือไปกดแผลบนหน้าผากของตัวเอง แต่ไม่กี่นาทีต่อมา รถคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากอีกเลนหนึ่ง ไฟหน้าสาดเข้าตา ก่อนเสียงชนจะกลืนทุกอย่างหายไป

ซูซี่เหยาฟื้นขึ้นในโรงพยาบาลหลังจากนั้นสองวัน เธอได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ลู่จิงเฉินยังไม่ฟื้น และไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอว่าในคืนนั้นมีรถอีกคันขับตามพวกเขามา

เธอจำป้ายทะเบียนไม่ได้ จำหน้าคนขับไม่ได้ และกล้องบนถนนช่วงนั้นก็เสียพอดี

จากวันนั้น เธอจึงกลายเป็นคนที่ถูกสงสัยมากที่สุด

“ถ้าเธอไม่เป็นอะไรเลย แล้วทำไมจิงเฉินถึงต้องพิการ?” ญาติคนหนึ่งถามในวันที่เธอไปเยี่ยมเขา

ซูซี่เหยามองชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนตอบเพียงว่า “เพราะเขาผลักฉันออกจากแรงชน”

ไม่มีใครเชื่อเธอ

เมื่อเธอตั้งครรภ์ ครอบครัวลู่ยิ่งกดดันเธอหนักขึ้น ทุกคนคิดว่าเด็กในท้องเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังมีที่ยืนอยู่ในบ้าน แต่ไม่รู้ว่าในช่วงหลายเดือนหลังอุบัติเหตุ ซูซี่เหยาต้องดูแลทั้งสามีที่ยังไม่รู้สึกตัวและตัวเองที่แพ้ท้องจนแทบกินอะไรไม่ได้

ลู่จิงเฉินฟื้นในเดือนที่สาม เขาไม่สามารถขยับขาและจำเรื่องบางส่วนก่อนเกิดอุบัติเหตุไม่ได้ เมื่อเห็นซูซี่เหยานั่งหลับอยู่ข้างเตียง เขากลับถามคำแรกว่า

“เด็กเป็นยังไง?”

เธอตื่นขึ้นช้า ๆ และมองเขา

“หมอบอกว่าแข็งแรงดีค่ะ”

“ผมหมายถึงเด็กของตระกูลลู่”

คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าของเธอหายไป

“ฉันรู้ค่ะ คุณไม่ได้ถามถึงฉัน”

ลู่จิงเฉินนิ่งไป แต่ไม่ได้ขอโทษ เขาหันหน้าไปทางหน้าต่างเหมือนคนที่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

หลังจากนั้น เขาเริ่มกายภาพอย่างหนัก แม้หมอจะบอกว่าโอกาสฟื้นตัวมีน้อย แต่ทุกคืนซูซี่เหยามักเห็นเขาฝืนขยับนิ้วเท้าและกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้น เธอไม่เคยถามว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เพราะรู้ว่าคำตอบคงเกี่ยวกับการกลับไปควบคุมบริษัท ไม่ใช่การกลับมาเป็นสามีของเธอ

วันที่ลูกทั้งสามคลอด พ่อของลู่จิงเฉินเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาในห้อง เขาไม่สนใจคำทักทายของใคร รีบก้าวไปหาเด็กทั้งสามทันที ด้านหลังเขาคือคุณย่าของตระกูลลู่ หญิงชราที่เคยพูดกับซูซี่เหยาว่า หากเธอไม่มีลูกภายในปีนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในบ้านต่อไป

แต่เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ หญิงชรากลับน้ำตาคลอ

“ตระกูลลู่มีผู้ชายมาสามรุ่นแล้ว ไม่เคยมีหลานสาวเลย” เธอลูบแก้มเด็กอย่างทะนุถนอม “สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งเรา”

จากนั้นเธอจึงหันไปหาซูซี่เหยา

“ก่อนหน้านี้บ้านเราทำให้เธอลำบากมาก ย่าขอโทษ”

คำขอโทษนั้นทำให้คนทั้งห้องตกตะลึง เพราะหญิงชราไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ซูซี่เหยาพยายามยกตัวขึ้น แต่ถูกพยาบาลห้ามไว้

“ไม่เป็นไรค่ะคุณย่า”

“ไม่เป็นไรได้อย่างไร เธอให้หลานชายสองคนกับหลานสาวหนึ่งคนแก่ตระกูลลู่ เธอคือผู้มีพระคุณของบ้านนี้”

ซูซี่เหยาก้มมองมือของตัวเอง เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีพระคุณ เด็กทั้งสามคนเป็นลูกของเธอ ไม่ใช่สิ่งของที่นำมาแลกตำแหน่งหรือทรัพย์สิน และเธอก็รู้ดีว่าความรักที่ทุกคนมอบให้ในวันนี้เกิดขึ้นเพราะเด็ก ไม่ใช่เพราะตัวเธอ

คืนนั้น ลู่จิงเฉินเข้ามาในห้องเงียบ ๆ เขายังต้องใช้รถเข็น แต่สีหน้าไม่ได้ซีดเซียวเหมือนช่วงแรกอีกแล้ว เขามองเด็กทั้งสามคนที่นอนอยู่ในเปล ก่อนจะถามว่า

“พวกเขาชื่ออะไร?”

“คุณย่าบอกว่าจะตั้งชื่อให้ค่ะ”

“ผมถามคุณ”

ซูซี่เหยาชะงัก เธอคิดไว้แล้วว่าถ้าเป็นผู้ชายจะให้ชื่อว่าอันอวี่กับอันเหยียน ส่วนลูกสาวชื่ออันหนิง ชื่อทั้งสามมีความหมายว่าอยากให้เด็ก ๆ เติบโตอย่างปลอดภัยและสงบสุข แม้พ่อแม่ของพวกเขาจะไม่สามารถมอบชีวิตแบบนั้นให้ได้ก็ตาม

ลู่จิงเฉินพยักหน้าเมื่อได้ฟัง

“ใช้ชื่อนี้”

“คุณไม่คิดว่าควรปรึกษาครอบครัวก่อนหรือคะ?”

“เด็กเป็นลูกของผม”

เธอหัวเราะเบา ๆ

“ตอนนี้คุณพูดแบบนั้นได้แล้วสินะคะ”

เขามองเธอนานกว่าปกติ แต่ยังไม่ทันตอบ ประตูก็ถูกเคาะ คุณย่าประกาศว่าจะจัดงานฉลองครบเดือนให้เด็กทั้งสาม และต้องการให้ซูซี่เหยาปรากฏตัวต่อหน้าสื่อพร้อมกับลู่จิงเฉิน

เธอรู้ทันทีว่างานนั้นไม่ใช่งานเลี้ยงธรรมดา

ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่องอาการของลู่จิงเฉินแพร่ไปทั่ววงการธุรกิจ หลายคนเชื่อว่าเขาจะไม่มีวันกลับมาบริหารบริษัทได้ และมีญาติบางคนเริ่มเตรียมลงนามในข้อตกลงแบ่งหุ้นกันเอง หากเขาไม่แสดงตัวในงานฉลองครั้งนี้ คนเหล่านั้นอาจใช้ความอ่อนแอของเขาเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ

“คุณไม่จำเป็นต้องไปก็ได้” ซูซี่เหยาบอกเขา “ร่างกายคุณยังไม่พร้อม”

“ผมจะไป”

“เพื่อปกป้องฉันหรือเด็ก?”

ลู่จิงเฉินเงียบไปชั่วครู่

“เพื่อปกป้องสิ่งที่เป็นของผม”

คำตอบนั้นไม่น่าแปลกใจ แต่กลับทำให้ซูซี่เหยารู้สึกเจ็บกว่าที่คิด เธอไม่เคยหวังให้เขารักเธอ เพียงต้องการให้เขาเห็นว่าเธอเป็นคนคนหนึ่ง ไม่ใช่ภาชนะที่ให้กำเนิดทายาท

วันงาน บ้านตระกูลลู่เต็มไปด้วยแขกและนักข่าว ซูซี่เหยาอุ้มอันหนิง ส่วนลู่จิงเฉินอยู่บนรถเข็น อันอวี่กับอันเหยียนหลับอยู่ในอ้อมแขนของพี่เลี้ยง

ก่อนเดินเข้าไปในห้องโถง เธอได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนคุยกันหลังม่าน

“เธอโชคดีแค่ไหนที่คลอดลูกสามคน ไม่อย่างนั้นคงถูกเขี่ยออกไปแล้ว”

“อย่าพูดดังสิ เดี๋ยวคนซื้อเธอเข้าบ้านได้ยินเข้า”

ซูซี่เหยากำมือแน่น แต่ยังไม่ทันหันไปตอบ ลู่จิงเฉินก็ขยับรถเข็นมาหยุดข้างเธอ

“ถ้ายังมีใครพูดถึงภรรยาของผมแบบนั้นอีก ก็ออกจากบ้านลู่ไปทันที”

ทั้งสองคนหน้าซีด

เขาพูดต่อโดยไม่แม้แต่จะมองพวกเธอ “ตั้งแต่วันนี้ คนรับใช้และพนักงานทุกคนที่เอาเรื่องในบ้านไปพูดข้างนอกจะถูกเปลี่ยนทั้งหมด”

ซูซี่เหยามองเขาอย่างประหลาดใจ

“คุณกำลังปกป้องฉันเหรอคะ?”

“ผมปกป้องเด็ก”

คำตอบเดิมอีกแล้ว แต่ครั้งนี้เธอกลับเห็นบางอย่างในดวงตาของเขา บางอย่างที่ไม่เหมือนความเย็นชาในวันเซ็นสัญญา

งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นด้วยคำอวยพรของผู้ใหญ่ ทุกคนแย่งกันอุ้มเด็กและพูดถึงสายเลือดตระกูลลู่ จนกระทั่งคุณปู่ของลู่จิงเฉินเดินเข้ามาในห้อง เขาเป็นชายชราที่ไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะเนื่องจากปัญหาสุขภาพ แต่วันนั้นกลับยืนด้วยตัวเองโดยไม่ใช้ไม้เท้า

เขามองเด็กทั้งสาม ก่อนจะประกาศต่อหน้าแขกทั้งหมดว่า หุ้นหลักของบริษัทจะถูกโอนไปไว้ในทรัสต์ของครอบครัวทันที

“ผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายคือหลานทั้งสามของฉัน” เขากล่าว “ก่อนเด็ก ๆ จะบรรลุนิติภาวะ ผู้ดูแลทรัสต์คือจิงเฉินและซูซี่เหยา หุ้นทั้งหมดจะถูกล็อกไว้ ไม่มีใครขาย โอน หรือใช้ค้ำประกันได้โดยพลการ”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

นี่ไม่ใช่แค่การมอบของขวัญให้หลาน แต่เป็นการตัดอำนาจของคนที่คิดจะแย่งบริษัทไปจากลู่จิงเฉินโดยตรง

ญาติหลายคนเริ่มประท้วง แต่ทนายของครอบครัวเปิดเอกสารที่ฝากไว้กับสำนักงานทนายความเมื่อเดือนก่อน และยืนยันว่าทุกอย่างผ่านการตรวจสอบแล้ว

“การตรวจพันธุกรรมของเด็กทั้งสามยืนยันความเป็นบุตรของคุณลู่จิงเฉินในระดับร้อยละ 99.99” ทนายกล่าว “เอกสารทุกฉบับมีผลตามกฎหมาย”

ซูซี่เหยาหันไปมองสามี เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไร

ทันใดนั้น คุณปู่ก็หันไปหาลู่จิงเฉิน

“มีเรื่องที่เธอควรบอกทุกคนเอง”

ลู่จิงเฉินวางมือลงบนที่วางแขนของรถเข็น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น

เสียงอุทานดังไปทั่วห้อง

เขายืนได้ แม้จะยังต้องจับราวพยุงไว้ แต่ขาทั้งสองข้างกลับรับน้ำหนักของเขาได้แล้ว เขาก้าวช้า ๆ หนึ่งก้าว แล้วอีกหนึ่งก้าว ขณะที่ซูซี่เหยามองเขาด้วยความตกใจ

“คุณเดินได้?”

“หายมานานเกือบหนึ่งปีแล้ว” เขาตอบ

ญาติที่เคยพูดว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการตลอดชีวิตต่างพากันหน้าซีด คนที่เคยวางแผนยึดหุ้นรีบหันไปมองหน้ากัน เพราะจู่ ๆ ทายาทที่พวกเขาคิดว่าไร้ความสามารถก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้า

“แล้วทำไมคุณถึงแกล้งนั่งรถเข็น?” ซูซี่เหยาถามเสียงเบา

ลู่จิงเฉินยังไม่ทันตอบ คุณปู่ก็พูดขึ้น

“เพราะเราต้องรู้ว่าใครกำลังรอให้จิงเฉินล้ม”

ในคืนนั้นเอง เอกสารหลายชุดถูกนำออกมา ทั้งบัญชีการโอนเงินจากบริษัทคู่แข่ง บันทึกการโทรของพนักงานขับรถ และภาพจากกล้องวงจรปิดของปั๊มน้ำมันใกล้จุดเกิดเหตุ

ซูซี่เหยามองภาพชายคนหนึ่งที่เดินลงจากรถสีดำในคืนฝนตก หัวใจของเธอเต้นแรง แม้ภาพจะมืดและเห็นเพียงด้านข้าง แต่เธอจำเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาตัวนั้นได้

คนที่อยู่ในภาพคือหลี่จืออัน ลูกพี่ลูกน้องของลู่จิงเฉิน และเป็นคนที่คอยดูแลการเงินของบริษัทหลังอุบัติเหตุ

“เขาเป็นคนตามรถของเรา” ซูซี่เหยาพูด “ฉันเห็นเขาคืนนั้น”

หลี่จืออันหัวเราะเยาะ

“ภาพนี้พิสูจน์อะไรไม่ได้ ผมแค่ผ่านไปแถวนั้น”

“แต่บัญชีโทรศัพท์ของคุณแสดงว่าคุณโทรหาคนขับรถบรรทุกก่อนเกิดอุบัติเหตุสิบสองนาที” ทนายกล่าว “และหลังจากนั้นคุณโอนเงินให้เขาสองครั้ง”

ชายหนุ่มเริ่มหน้าซีด เขาไม่ได้วางแผนจะฆ่าลู่จิงเฉิน เขาเพียงต้องการทำให้ลูกพี่ลูกน้องบาดเจ็บจนไม่สามารถบริหารบริษัทได้ จากนั้นจึงใช้ความวุ่นวายเข้ายึดหุ้นบางส่วน แต่คนขับรถบรรทุกคนนั้นขับเร็วเกินไปและเปลี่ยนเลนกะทันหัน ทำให้อุบัติเหตุรุนแรงกว่าที่คาด

“ผมไม่ได้ตั้งใจ!” เขาตะโกน “ผมแค่ไม่อยากให้บริษัทตกอยู่ในมือของคนที่ไม่เห็นหัวครอบครัว!”

ลู่จิงเฉินมองเขาอย่างเย็นชา

“คนที่ทำลายชีวิตคนอื่นเพราะกลัวเสียอำนาจ ไม่ได้รักครอบครัว เขารักตัวเอง”

หลี่จืออันถูกนำตัวไปสอบสวนในเวลาต่อมา แม้หลักฐานบางส่วนยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม แต่บัญชีเงินและบันทึกการติดต่อทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ทั้งหมด

สำหรับซูซี่เหยา ความจริงเรื่องอุบัติเหตุทำให้เธอโล่งใจเพียงครึ่งเดียว เพราะยังมีคำถามอีกอย่างที่ติดอยู่ในใจมาตลอด

เหตุใดลู่จิงเฉินจึงแกล้งพิการต่อหน้าทุกคน และเหตุใดเขาจึงจัดทรัสต์ให้ลูกทั้งสามโดยไม่บอกเธอ

หลังแขกกลับหมดแล้ว เธอพาเขาไปยังระเบียงด้านหลังบ้าน เด็กทั้งสามหลับอยู่ในห้องข้าง ๆ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ คั่นกลางระหว่างพวกเขา

“คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าเด็กเป็นสามคน?” เธอถาม

“หมอบอกผมก่อนคุณคลอด”

“คุณรู้ว่าผมเดินได้ตั้งแต่เมื่อไร?”

“เกือบสามเดือนแล้ว”

“แล้วทำไมไม่บอกฉัน?”

ลู่จิงเฉินก้มมองมือของตัวเอง

“เพราะผมไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้”

“แม้แต่ฉัน?”

เขาเงียบอยู่นาน ก่อนตอบว่า “โดยเฉพาะคุณ”

ซูซี่เหยารู้สึกเหมือนถูกตบ แม้เธอจะเตรียมใจไว้แล้วว่าเขาไม่เคยเชื่อใจเธอ

“ฉันควรโกรธคุณไหม?”

“ควร”

“คุณคิดว่าฉันสมรู้ร่วมคิดกับหลี่จืออันหรือ?”

“ตอนแรกผมคิดว่าคุณอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ”

เธอหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

“เพราะฉันถูกซื้อเข้ามาด้วยเงินสามสิบล้านใช่ไหม?”

“ไม่ใช่เพราะเงิน”

“งั้นเพราะอะไร?”

ลู่จิงเฉินลุกขึ้นจากรถเข็น เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ แม้ขาจะยังสั่นเล็กน้อย

“เพราะคืนเกิดเหตุ คุณเป็นคนเดียวที่รอดโดยแทบไม่มีรอยขีดข่วน และหลังจากผมฟื้น คุณไม่เคยถามเรื่องเงิน ไม่เคยถามว่าผมจะกลับมาบริหารบริษัทได้ไหม คุณถามแค่ว่าผมเจ็บหรือเปล่า”

ซูซี่เหยามองเขานิ่ง ๆ

“นั่นเป็นเหตุผลที่คุณไม่เชื่อฉันหรือคะ?”

“ผมไม่คุ้นเคยกับคนที่ไม่ต้องการอะไรจากผม”

ประโยคนั้นทำให้ความโกรธของเธอชะงักลง แต่ไม่ได้หายไป

“ฉันต้องการค่ะ”

“อะไร?”

“การเคารพ ไม่ใช่ความรักก็ได้ แต่ขออย่าปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นของที่ซื้อมาแล้วจะเก็บไว้ตรงไหนก็ได้”

ลู่จิงเฉินก้มหน้าลง

“ผมขอโทษ”

“คำขอโทษไม่ทำให้หกเดือนที่ผ่านมาเปลี่ยนไป”

“ผมรู้”

“และฉันยังไม่ยกโทษให้คุณ”

“ผมก็ไม่ได้ขอให้คุณยกโทษวันนี้”

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขอโทษโดยไม่พยายามแก้ตัว ซูซี่เหยาจึงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เธอหันไปมองผ่านกระจก เด็กทั้งสามกำลังนอนหลับใกล้กัน อันหนิงวางมือบนแขนพี่ชาย ส่วนอันอวี่ขยับตัวไปหาอันเหยียนราวกับกลัวว่าตื่นมาแล้วจะไม่เจอกัน

“ฉันจะอยู่ต่อจนกว่าเด็กจะโตพอที่จะตัดสินใจเอง” เธอบอก “แต่ไม่ใช่ในฐานะภรรยาตามสัญญา ถ้าเราจะอยู่ด้วยกัน เราต้องเขียนข้อตกลงใหม่”

ลู่จิงเฉินพยักหน้า

“ตกลง”

“ฉันจะมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องลูกเท่ากับคุณ”

“ตกลง”

“เงินสามสิบล้าน ฉันจะคืนให้คุณ”

เขาขมวดคิ้ว “ไม่จำเป็น”

“จำเป็นสำหรับฉัน เพราะฉันไม่ต้องการให้ใครพูดว่าฉันอยู่ที่นี่เพราะเงิน”

“คุณให้กำเนิดลูกสามคน และดูแลผมมาตลอดหกเดือน คุณไม่ติดหนี้ผม”

“ฉันไม่ได้คืนเพราะติดหนี้ ฉันคืนเพราะอยากให้เรายืนอยู่ต่อหน้ากันอย่างเท่าเทียม”

เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมจะรับไว้ในฐานะเงินก้อนแรกของบ้านใหม่ของเรา”

ซูซี่เหยาหันไปมองเขา

“บ้านใหม่?”

“ถ้าคุณไม่อยากอยู่บ้านลู่ เราจะซื้อบ้านของเราเอง”

“คุณจะทิ้งบริษัทหรือ?”

“ไม่ แต่ผมจะไม่ให้บริษัทเป็นเหตุผลที่เด็กต้องโตในบ้านที่ทุกคนคอยนับเงินของพวกเขา”

หลายเดือนต่อมา การสอบสวนหลี่จืออันเสร็จสิ้น เขาถูกดำเนินคดีจากการสมคบวางแผนทำให้เกิดอุบัติเหตุและทุจริตทรัพย์สินของบริษัท แม้เขาจะไม่ได้รับโทษหนักที่สุดเท่ากับคนที่ตั้งใจฆ่า แต่ชื่อเสียงและตำแหน่งทั้งหมดก็หายไป ไม่มีใครในตระกูลลู่ยื่นมือช่วยเขา เพราะทุกคนรู้ว่าหากลู่จิงเฉินไม่แกล้งอ่อนแอ ความจริงอาจไม่ปรากฏขึ้นเลย

พนักงานที่เคยนำเรื่องของซูซี่เหยาไปพูดถูกเปลี่ยนออกตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่ขอโทษอย่างจริงใจยังได้รับโอกาสทำงานต่อ ลู่จิงเฉินไม่ไล่ทุกคนออกเพื่อแก้แค้น เขาเพียงกำหนดกฎใหม่ว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ดูถูกคนในบ้านเพราะฐานะหรือสัญญาที่พวกเขาเคยเซ็น

คุณย่าเป็นคนแรกที่ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ของซูซี่เหยาอย่างไม่เป็นทางการ ทุกเช้าเธอจะอุ้มอันหนิงไปเดินเล่น ส่วนอันอวี่กับอันเหยียนมักแข่งกันคลานไปหาลู่จิงเฉินที่กำลังกายภาพ

ลู่จิงเฉินยังเดินได้ไม่คล่อง เขาต้องใช้ไม้เท้าในวันที่อากาศเย็น และบางครั้งอาการปวดทำให้เขานอนไม่หลับทั้งคืน แต่เขาไม่เคยปิดบังความเจ็บปวดจากซูซี่เหยาอีก

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังฝึกเดินอยู่ในสวน อันหนิงคลานมาจับขากางเกงของเขาแล้วพยายามยืนขึ้น ลู่จิงเฉินรีบนั่งลงรับตัวลูกสาวไว้

“ช้า ๆ” เขาพูด “อย่าฝืน”

ซูซี่เหยาที่กำลังถือขวดนมอยู่ใกล้ ๆ มองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้ม

“คุณพูดกับลูกเหมือนที่หมอพูดกับคุณเลยนะคะ”

“เพราะผมรู้ว่าการล้มเจ็บแค่ไหน”

“แต่คุณก็ยังฝืนเดิน”

“เพราะผมมีเหตุผลให้ต้องลุกขึ้น”

เขามองเด็กหญิงในอ้อมแขน แล้วหันไปมองเธอ

“ตอนนี้มีสี่เหตุผลแล้ว”

ซูซี่เหยาไม่ตอบ เธอยังไม่พร้อมเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาว่าความรัก แต่เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกวัน ลู่จิงเฉินเริ่มถามว่าเธอเหนื่อยหรือไม่ กินข้าวหรือยัง และอยากให้เขาช่วยอะไรบ้าง เขาไม่เคยใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่างอีกต่อไป และเมื่อทะเลาะกัน เขายอมฟังจนจบ แม้บางครั้งคำพูดของเธอจะทำให้เขาเจ็บ

หนึ่งปีหลังงานเลี้ยง ซูซี่เหยานำเงินสามสิบล้านไปลงทุนในกองทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่ครอบครัวประสบอุบัติเหตุ เธอไม่ได้ตั้งชื่อกองทุนตามตัวเอง และไม่เคยให้สื่อรู้ว่าเงินนั้นมาจากไหน

ลู่จิงเฉินถามเธอว่าเหตุใดจึงไม่เก็บเงินไว้

“เพราะเงินก้อนนี้เคยซื้อชีวิตฉัน” เธอตอบ “ฉันอยากให้มันช่วยชีวิตคนอื่นแทน”

เขาไม่ได้คัดค้าน เพียงโอนเงินเพิ่มเข้าไปอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่บอกเธอ จนกระทั่งเธอเห็นชื่อเขาในเอกสารจึงรู้

“คุณไม่ต้องทำตามฉันทุกเรื่องก็ได้ค่ะ”

“ผมไม่ได้ทำตามคุณ” เขาตอบ “ผมแค่เห็นว่าคุณเลือกแล้วว่าตัวเองอยากเป็นคนแบบไหน และผมอยากอยู่ข้างคุณ”

ซูซี่เหยามองเอกสารในมือ ก่อนจะพับเก็บช้า ๆ

ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่พังไปแล้วไม่อาจทำให้เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น แต่บนซากของความไม่ไว้วางใจ พวกเขาค่อย ๆ สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา—ไม่ใช่การแต่งงานที่เกิดจากเงิน ไม่ใช่ครอบครัวที่ยึดติดกับสายเลือด และไม่ใช่บ้านที่ใครคนหนึ่งมีสิทธิ์เหนืออีกคน

สามปีต่อมา เด็กทั้งสามกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวน อันอวี่ชอบรื้อของเล่น อันเหยียนพูดเก่งจนไม่มีใครตามทัน ส่วนอันหนิงชอบนั่งวาดรูปใต้ต้นไม้ต้นเดิมที่ซูซี่เหยาปลูกไว้วันที่ย้ายเข้าบ้าน

ภาพวาดของเธอมีคนสี่คนยืนจับมือกัน และมีชายอีกคนถือไม้เท้าอยู่ข้าง ๆ

“ทำไมพ่อถึงอยู่ด้านหลังคะ?” ซูซี่เหยาถาม

อันหนิงเงยหน้าขึ้น “พ่อเดินช้ากว่าแม่กับพี่ ๆ ค่ะ แต่พ่อจะตามมา”

ลู่จิงเฉินที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลยิ้มบาง ๆ

ซูซี่เหยามองเขา แล้วส่งมือออกไป

เขาเดินมาจับมือนั้นโดยไม่ลังเล คราวนี้ไม่มีสัญญา ไม่มีเงินสามสิบล้าน และไม่มีใครกำลังนับว่าเธอให้กำเนิดทายาทกี่คน

มีเพียงมือของเด็กสามคนที่กุมพวกเขาไว้คนละข้าง และบ้านหลังหนึ่งที่ทุกคนในบ้านมีสิทธิ์เรียกว่าเป็นของตัวเอง

บนโต๊ะข้างหน้าต่างยังมีเอกสารฉบับแรกที่พวกเขาเขียนขึ้นใหม่ ซูซี่เหยาไม่เคยฉีกมัน เพราะเธออยากจำได้ว่าความไว้ใจไม่ได้เกิดจากคำสัญญาเพียงครั้งเดียว แต่มาจากการเลือกกันใหม่ทุกวัน

และในวันที่ลู่จิงเฉินก้าวพ้นเงาของอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริง เขาไม่ได้เดินกลับไปหาบริษัทหรือมรดกของตระกูลลู่

เขาเดินกลับไปหาครอบครัวที่ครั้งหนึ่งเกือบเสียไป เพราะทุกคนคิดว่าความรักมีราคา และไม่มีใครรู้ว่าบางสิ่งในโลกนี้มีค่ากว่าสามสิบล้านมากนัก

Leave a Comment