เธอจ้างชายแปลกหน้า 500 หยวนไปงานฉลองของสามีเก่า แต่เขากลับเปิดโปงความลับที่ทำให้ทั้งตระกูลต้องคุกเข่าขอโทษ

หลินหว่านกำกางเกงในของผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในมือ ขณะยืนอยู่ริมแม่น้ำที่เคยเป็นสถานที่ซึ่งเธอกับรุ่ยเจี้ยนหมิงสัญญาว่าจะรักกันตลอดชีวิต

ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น เธอยังคิดว่าการกลับมาที่บ้านเก่าอาจช่วยให้หัวใจสงบลงได้บ้าง แต่ภาพที่เห็นเหนือน้ำกลับทำให้ความทรงจำทั้งสิบปีพังทลายลงตรงหน้า อดีตสามีของเธอกำลังหัวเราะอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าเธอเกือบสิบปี และสวมสร้อยคอเส้นเดียวกับที่เจี้ยนหมิงเคยบอกว่า “หายไป”

ที่แย่กว่านั้นคือวันนี้เป็นวันครบรอบก่อตั้งบริษัทของเขา และบนบัตรเชิญที่เขาส่งมาให้เธอมีข้อความเขียนด้วยลายมือว่า อย่าลืมแต่งตัวให้เหมาะกับฐานะของตัวเอง

หลินหว่านไม่ร้องไห้ เธอเพียงวางกางเกงในลงบนก้อนหิน แล้วเดินย้อนขึ้นไปตามลำน้ำอย่างเงียบงัน

เมื่อไปถึงต้นน้ำ เจี้ยนหมิงกับผู้หญิงคนนั้นก็เห็นเธอพอดี เขาชะงักเพียงครู่เดียว ก่อนจะยิ้มเหมือนคนที่เตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว

“หว่าน เธอมาทำอะไรที่นี่”

“ฉันควรถามนายมากกว่า” เธอชูบัตรเชิญขึ้น “ส่งบัตรเชิญมาให้ฉันทำไม ในเมื่อไม่อยากให้ฉันไป”

หญิงสาวข้างกายเขากอดแขนเขาแน่นขึ้น “พี่เจี้ยนหมิง เธอคืออดีตภรรยาที่พี่พูดถึงเหรอคะ”

คำว่าอดีตภรรยาถูกพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความตั้งใจให้คนฟังเจ็บที่สุด

เจี้ยนหมิงลูบหลังมือของหญิงสาว “ใช่ เธอชื่อซูเหยา เป็นภรรยาคนปัจจุบันของฉัน”

หลินหว่านมองแหวนเพชรบนนิ้วนางของซูเหยา แล้วหัวเราะเบาๆ “แต่งงานใหม่เร็วดีนะ เราเพิ่งหย่ากันได้สามเดือน”

“ถ้าเธอไม่ทำตัวเย็นชา ไม่เอาแต่สนใจงาน และไม่ทำให้ฉันต้องอยู่คนเดียวตลอดสิบปี ฉันก็คงไม่ต้องรีบเริ่มต้นชีวิตใหม่” เจี้ยนหมิงตอบ

เขาพูดเสียงดังพอให้คนงานที่อยู่ไม่ไกลได้ยิน หลินหว่านจึงเข้าใจทันทีว่างานฉลองคืนนี้ไม่ได้มีไว้แค่แนะนำภรรยาใหม่ แต่มันถูกจัดขึ้นเพื่อทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงใจร้ายที่ถูกทอดทิ้ง

เธอพับบัตรเชิญจนยับ “ได้ ถ้านายอยากให้ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงที่น่าสมเพช ฉันจะไป”

เจี้ยนหมิงยิ้มพอใจ “อย่าทำให้ตัวเองขายหน้าก็แล้วกัน”

หลินหว่านหันหลังเดินออกมา แต่เมื่อพ้นสายตาของพวกเขา เธอกลับหยุดอยู่ข้างถนน เธอไม่ต้องการไปงานนั้นคนเดียว เพราะเจี้ยนหมิงรู้ดีว่าเธอไม่มีญาติสนิท ไม่มีคนรักใหม่ และแทบไม่มีเพื่อนที่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าตระกูลรุ่ย

เธอต้องการใครสักคนที่ทำให้คนทั้งงานเชื่อว่าเธอไม่ได้ถูกทิ้ง

ชายคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ข้างถนน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีซีด กางเกงทำงาน และถือโทรศัพท์ราคาถูกไว้ในมือ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเกินกว่าจะเป็นคนธรรมดา แต่ท่าทางสงบนิ่งเหมือนคนที่ไม่สนใจโลกภายนอก

หลินหว่านเดินเข้าไปหาเขา

“พี่ชาย รับงานไหม”

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น “งานอะไร”

“แกล้งเป็นแฟนของฉันหนึ่งวัน ไปงานเลี้ยงด้วยกัน ทำให้แฟนเก่าฉันเสียหน้า ถ้าทำได้ดี ฉันจ่ายห้าร้อยหยวน รวมอาหารมื้อหนึ่งที่โรงแรมห้าดาว”

เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างจริงจัง “มีการแตะเนื้อต้องตัวไหม”

“ไม่มี”

“ต้องดื่มไหม”

“ถ้าคุณไม่อยากดื่มก็ไม่ต้อง”

“ต้องแสดงว่ารักคุณมากแค่ไหน”

คำถามนั้นทำให้หลินหว่านเงียบไป เธอไม่เคยคิดว่าจะต้องกำหนดรายละเอียดถึงขนาดนั้น

“แค่ทำให้คนอื่นเชื่อก็พอ”

ชายหนุ่มพยักหน้า “ตกลง”

“คุณไม่ถามด้วยซ้ำว่าฉันเป็นใคร”

“คนจ้างไม่จำเป็นต้องบอกประวัติทั้งหมดให้นักแสดงรับจ้างรู้” เขาตอบ “แต่ผมมีเงื่อนไข”

เขายื่นโทรศัพท์ให้เธอดูหน้าสัญญาที่พิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว

ข้อแรก เขาจะร่วมแสดงตามบทบาทที่หลินหว่านกำหนดต่อหน้าผู้อื่น แต่จะไม่มีการสัมผัสทางกายที่เกินขอบเขต
ข้อสอง เมื่อจบงาน เงินจบ ความสัมพันธ์จบ และทั้งสองฝ่ายจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก
ข้อสาม หากหลินหว่านยกเลิกงานกลางคัน เงินที่จ่ายแล้วจะไม่คืน

หลินหว่านอ่านแล้วเงยหน้า “คุณเตรียมสัญญาไว้ก่อนแล้วหรือ”

“ผมรับงานเป็นอาชีพ”

“รับงานแปลกๆ แบบนี้บ่อยหรือไง”

“งานทุกอย่างมีค่าเท่ากัน ถ้าคนจ้างจ่ายตรงเวลา”

เขาเซ็นชื่อท้ายสัญญาว่า กู้ถิงเย่

หลินหว่านไม่รู้เลยว่า ผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่คนรับจ้างธรรมดา แต่คือประธานกู้แห่งบริษัทกู้กรุ๊ป ผู้บริหารที่กำลังควบคุมโครงการพัฒนาเขตใต้เมืองมูลค่ากว่าสามแสนล้านหยวน และผู้ชายที่ผู้คนในแวดวงธุรกิจไม่กล้าแม้แต่จะพูดชื่อโดยไม่ระวัง

เมื่อสามวันก่อน จิตแพทย์ของเขาแนะนำให้เขาหยุดทำงานสักระยะ เพราะความเครียดสะสมทำให้เขานอนไม่หลับและเกิดอาการตื่นตระหนก เขาจึงตัดสินใจใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาอยู่สักพัก

ตอนแรกเขาคิดว่าจะไปเช่าห้องเล็กๆ และหางานรายวันทำ แต่ข้อเสนอห้าร้อยหยวนของหลินหว่านกลับมาถึงก่อน

“พรุ่งนี้บ่ายสอง เจอกันที่หน้าร้านตัดเสื้อ” เธอบอก

ถิงเย่เก็บโทรศัพท์ “วันนี้คุณจ่ายก่อนครึ่งหนึ่งก็ได้”

หลินหว่านหยิบเงินสดออกมาแล้ววางลงบนฝ่ามือเขาทั้งหมดห้าร้อยหยวน “ฉันจ่ายเต็มจำนวน คุณจะได้ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะเปลี่ยนใจ”

“คุณไม่กลัวผมรับเงินแล้วไม่ไปหรือ”

“ใช้คนก็ต้องเชื่อใจ ไม่อย่างนั้นก็อย่าใช้คน”

ถิงเย่มองเธอเดินกลับไปที่รถ ดวงตาของเธอสงบเกินกว่าคนที่เพิ่งถูกสามีนอกใจต่อหน้า เขาเก็บเงินใส่กระเป๋าและโทรหาเลขาฯ ที่ยืนรออยู่ในรถอีกคัน

“ส่งข้อมูลบริษัทของรุ่ยเจี้ยนหมิงให้ผมภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง”

เลขาฯ จางหยางชะงัก “ประธานกู้ครับ เขาเป็นแค่เจ้าของบริษัทจัดหาสินค้าขนาดเล็ก ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าพบคุณ ทำไมต้องตรวจสอบเขา”

“รู้เขารู้เราเป็นพื้นฐานของการทำงาน”

“หรือเพราะผู้หญิงคนนั้น”

ถิงเย่มองไปยังท้ายรถของหลินหว่าน “ผมรับโบนัสตามผลงานแล้ว งานนี้ต้องไม่มีข้อผิดพลาด”

วันรุ่งขึ้น หลินหว่านพาถิงเย่ไปที่ร้านตัดเสื้อเก่าแก่ใกล้ตลาด เธอเลือกสูทสีเทาเข้มให้เขาโดยจำกัดงบไม่เกินสามร้อยหยวน พนักงานในร้านจำเธอได้และมองชายข้างกายด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

“นี่แฟนใหม่ของคุณหรือ” เจ้าของร้านถาม “หน้าตาดีมาก ดูมีราศีด้วย”

หลินหว่านตอบโดยไม่ลังเล “ใช่ค่ะ เขาทำงานใช้แรง ไม่ค่อยได้ใส่ชุดทางการ เลือกไซซ์ที่ไหล่กว้างหน่อย แต่ต้องเข้ารูป ให้ดูคล่องตัว”

ถิงเย่เลิกคิ้ว “คุณดูรู้เรื่องการแต่งตัวของผมดี”

“ฉันเป็นคนจ้าง ก็ต้องทำให้คุณดูเหมาะกับบทบาท”

“บทบาทแฟนที่รักคุณมาก?”

“อย่าพูดดัง”

เจ้าของร้านแอบยิ้มขณะนำสูทไปให้เขาลอง ไม่นานถิงเย่ก็เดินออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สูทสามร้อยหยวนพอดีตัวอย่างน่าประหลาด ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปในทันที จากชายรับจ้างเงียบๆ กลายเป็นผู้ชายที่ดูสุขุมและมีอำนาจจนคนทั้งร้านหันมามอง

หลินหว่านรู้สึกคุ้นตาอย่างอธิบายไม่ได้ แต่เธอคิดว่าเป็นเพียงเพราะถิงเย่มีบุคลิกคล้ายคนที่เคยอยู่ในสังคมชั้นสูง

“เป็นอย่างไร” เขาถาม

“ใช้ได้”

“แค่ใช้ได้?”

“ถ้าคุณทำงานดี ฉันจะจ่ายโบนัสเพิ่ม”

“ผมไม่ได้ถามเรื่องเงิน”

หลินหว่านเงียบไป แล้วพูดเบาๆ “ดูดีมาก”

ถิงเย่จึงยิ้มเป็นครั้งแรก

ในเวลาเดียวกัน เลขาฯ จางหยางส่งข้อมูลของรุ่ยเจี้ยนหมิงมาให้เขา บริษัทของเจี้ยนหมิงดูเหมือนกิจการเล็กๆ ที่ทำธุรกิจจัดหาวัสดุก่อสร้าง แต่ในเอกสารมีตัวเลขผิดปกติหลายจุด เงินจำนวนมากถูกโอนผ่านบริษัทเปลือกที่มีชื่อคล้ายบริษัทของตระกูลหลิน ซึ่งเป็นตระกูลเดิมของหลินหว่าน

ถิงเย่เปิดไฟล์ต่อไป และพบสิ่งหนึ่งที่ทำให้สีหน้าเปลี่ยนไป

บริษัทของเจี้ยนหมิงกู้เงินโดยใช้หุ้นของบริษัทหลินอินทีเรียร์เป็นหลักประกัน หุ้นเหล่านั้นเคยเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหลินหว่าน ก่อนจะถูกโอนออกไปในช่วงที่เธอยังแต่งงานอยู่

“ตรวจสอบเอกสารโอนหุ้นทั้งหมด” ถิงเย่สั่ง “รวมถึงลายเซ็นของหลินหว่านด้วย”

“คุณคิดว่าเธอถูกหลอกหรือครับ”

“ผมยังไม่รู้ แต่คนที่ส่งบัตรเชิญมาเยาะเย้ยอดีตภรรยา อาจไม่ได้แค่ต้องการรักษาหน้า”

วันงานมาถึง หลินหว่านสวมชุดเดรสสีดำเรียบง่าย เธอไม่ได้แต่งหน้าเข้ม ไม่ได้สวมเครื่องประดับราคาแพง มีเพียงนาฬิกาเรือนเก่าที่แม่มอบให้ก่อนเสียชีวิต

ถิงเย่เห็นเธอเดินออกจากลิฟต์แล้วกล่าว “คุณแต่งตัวเหมือนไปงานประชุม”

“ฉันไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเพื่อเอาชนะผู้หญิงคนนั้น”

“แต่คุณจำเป็นต้องแต่งตัวเพื่อไม่ให้คนอื่นใช้เสื้อผ้าตัดสินคุณ”

เขายื่นกล่องเล็กๆ ให้เธอ ภายในเป็นต่างหูมุกเรียบๆ

หลินหว่านไม่รับ “ฉันไม่ได้จ้างคุณให้ซื้อของให้”

“ยืมจากผู้จัดการร้านที่ผมรู้จัก คุณใส่แล้วค่อยคืน”

เธอลังเล ก่อนรับต่างหูมาใส่ “ถ้ามันแพง ฉันไม่รับผิดชอบ”

“ไม่แพงเท่าห้าร้อยหยวนที่คุณจ่ายผม”

ระหว่างทางไปโรงแรม ถิงเย่ถามอย่างไม่คาดคิด “คุณกับรุ่ยเจี้ยนหมิงแต่งงานกันนานเท่าไร”

“สิบปี”

“ทำไมถึงหย่า”

“เขามีคนใหม่”

“แค่นั้นหรือ”

หลินหว่านมองออกไปนอกหน้าต่าง “เขาบอกว่าฉันทำให้เขาอับอาย เพราะฉันไม่ยอมใช้เงินของครอบครัวฉันช่วยบริษัทเขา หลังจากนั้นเขาก็ทำให้ทุกคนเชื่อว่าฉันเป็นภรรยาที่ไม่เคยสนับสนุนสามี”

“คุณเคยช่วยเขาหรือไม่”

“ฉันขายบ้านของแม่เพื่อช่วยเขาตอนเริ่มธุรกิจ เขาบอกว่าจะคืนหลังบริษัทมีกำไร แต่ฉันไม่เคยทวง”

“แล้วเงินนั้นอยู่ที่ไหน”

“ฉันไม่รู้”

ถิงเย่ไม่ได้พูดต่อ แต่ความเงียบในรถกลับหนักขึ้น

งานฉลองจัดขึ้นในห้องบอลรูมของโรงแรมหรู แขกส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและญาติของตระกูลรุ่ย ทันทีที่หลินหว่านเดินเข้าไป เสียงพูดคุยก็เบาลง หลายคนมองเธอด้วยความสงสาร บางคนกลับยิ้มเยาะ

เจี้ยนหมิงยืนอยู่บนเวทีข้างซูเหยา เขาสวมสูทใหม่เอี่ยมและกล่าวกับแขกว่า “วันนี้นอกจากเป็นวันครบรอบสิบปีของบริษัท ผมยังอยากแนะนำภรรยาคนใหม่ให้ทุกคนรู้จัก เธอทำให้ผมเข้าใจว่าความสัมพันธ์ที่ดีควรเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่ภาระ”

คำว่า “ภาระ” ทำให้ผู้คนหันมามองหลินหว่าน

ถิงเย่ก้าวเข้ามายืนข้างเธอ “พวกเขากำลังพูดถึงคุณ”

“ฉันรู้”

“จะให้ผมทำอย่างไร”

หลินหว่านยื่นแขนให้เขา “ทำงานของคุณ”

ถิงเย่จับแขนเธอโดยไม่แตะผิวหนังเกินจำเป็น เขาหันไปมองเวทีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผมไม่คิดว่าคนที่เชิญอดีตภรรยามางานเพื่อพูดถึงเธอลับหลังจะเป็นคนที่เข้าใจคำว่าความสัมพันธ์นะครับ”

ห้องทั้งห้องเงียบลง

เจี้ยนหมิงจำถิงเย่ไม่ได้ แต่เห็นเสื้อผ้าราคาถูกและคิดว่าเป็นเพียงชายที่หลินหว่านจ้างมา เขาจึงหัวเราะ “คุณคงเป็นแฟนใหม่ของเธอสินะ เสียใจด้วยที่ต้องมารับมือกับผู้หญิงแบบนี้ เธอไม่เคยทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่ใช้เงินที่บ้านให้เลี้ยงดู”

ถิงเย่มองหลินหว่าน “คุณต้องการให้ผมตอบไหม”

“ยังไม่ต้อง”

เธอเดินไปที่โต๊ะลงทะเบียน หยิบบัตรเชิญขึ้นมา “เจี้ยนหมิง นายส่งบัตรนี้ให้ฉันเองใช่ไหม”

“ใช่”

“ในบัตรเขียนว่าแขกทุกคนต้องนำของขวัญที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนหยวนมา นายจงใจส่งมาให้ฉันโดยรู้ว่าฉันไม่มีเงินมากพอ เพื่อให้ฉันขายหน้าใช่ไหม”

เจี้ยนหมิงยิ้ม “ผมไม่คิดว่าเธอจะกล้ามาจริงๆ”

หลินหว่านหยิบซองเอกสารออกจากกระเป๋า “ฉันไม่มีของขวัญหนึ่งแสนหยวน แต่มีของที่มูลค่ามากกว่านั้น”

เธอเปิดซองและวางสำเนาเอกสารลงบนโต๊ะ

“หุ้นบริษัทจำนวนสิบแปดเปอร์เซ็นต์ที่นายเคยขอให้ฉันเซ็นโอน เพื่อใช้เป็นหลักประกันตอนบริษัทขาดเงิน”

เจี้ยนหมิงสีหน้าเปลี่ยนไป “เรื่องในครอบครัว อย่าเอามาพูดต่อหน้าคนอื่น”

“นายเป็นคนพาฉันมาพูดต่อหน้าคนอื่นเอง”

ซูเหยามองเอกสารด้วยความสงสัย “พี่ไม่ได้บอกฉันว่าหุ้นเป็นของเธอ”

เจี้ยนหมิงหันไปตวาด “หุบปาก!”

ความผิดพลาดนั้นทำให้ทุกคนในห้องเห็นว่าเขาไม่ได้มั่นใจอย่างที่แสดง

ถิงเย่ก้มมองเอกสารเพียงแวบเดียวก็เห็นข้อผิดปกติ ลายเซ็นของหลินหว่านในเอกสารโอนหุ้นมีวันที่ตรงกับวันที่เธอนอนโรงพยาบาลหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อน

เขาหันไปถามเธอเบาๆ “คุณเซ็นเอกสารนี้ที่โรงพยาบาลหรือ”

“ไม่ ฉันเซ็นใบยินยอมผ่าตัดเท่านั้น”

“จำได้ไหมว่าใครนำเอกสารมาให้คุณ”

หลินหว่านส่ายหน้า “ตอนนั้นฉันสลบอยู่เกือบสองวัน”

ถิงเย่ไม่ถามต่อ แต่ส่งภาพเอกสารให้จางหยางทันที

เจี้ยนหมิงเริ่มควบคุมสถานการณ์ “เธอแค่เสียใจที่ผมแต่งงานใหม่ จึงสร้างเรื่องขึ้นมา หุ้นทั้งหมดเป็นของบริษัท และเธอเซ็นโอนด้วยความสมัครใจ”

หลินหว่านมองชายที่เธอเคยรักมาสิบปี “ถ้าฉันเซ็นด้วยความสมัครใจ ทำไมสำเนาที่นายเก็บไว้ถึงมีวันที่ฉันอยู่โรงพยาบาล”

เขานิ่งไป

ตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนำชายวัยกลางคนเข้ามา ชายคนนั้นเป็นอดีตนักบัญชีของบริษัทเจี้ยนหมิง เขาถูกให้ออกจากงานเมื่อสองเดือนก่อน

“คุณหลิน ผมขอโทษที่เพิ่งกล้าพูด” เขายื่นแฟลชไดรฟ์ให้เธอ “ในนี้มีรายการโอนเงินทั้งหมด บริษัทของคุณไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดทุน แต่เงินถูกโอนไปยังบริษัทของซูเหยาหลายครั้ง”

ซูเหยาหน้าซีด “คุณโกหก!”

“ผมมีสำเนาใบสั่งโอนที่ใช้รหัสของคุณ” ชายคนนั้นตอบ “และมีไฟล์เสียงที่คุณคุยกับผู้จัดการธนาคาร”

เจี้ยนหมิงพุ่งเข้าไปแย่งแฟลชไดรฟ์ แต่ถิงเย่ขยับขวางไว้ เขาไม่ได้ใช้กำลัง เพียงยกมือขึ้นกันอย่างมั่นคง

“อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่” ถิงเย่พูด

เจี้ยนหมิงจ้องเขา “แกเป็นใคร”

ถิงเย่หยิบนามบัตรออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้

เจี้ยนหมิงมองชื่อบนบัตร ก่อนหน้าจะขาวซีด

กู้ถิงเย่ ประธานกู้กรุ๊ป

คนในห้องเริ่มกระซิบกันทันที โครงการพัฒนาพื้นที่ทางใต้ที่เจี้ยนหมิงพยายามเข้าร่วมมาหลายเดือนอยู่ภายใต้การอนุมัติของกู้กรุ๊ป เขาเคยพยายามนัดพบถิงเย่หลายครั้งแต่ไม่เคยได้รับการตอบรับ

“คุณกู้” เจี้ยนหมิงฝืนยิ้ม “เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดภายในครอบครัว”

“ผมเห็นด้วย” ถิงเย่ตอบ “เพราะฉะนั้นผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของคุณ แต่บริษัทของคุณกำลังยื่นข้อเสนอเข้าร่วมโครงการของผม และเอกสารการเงินมีความคลาดเคลื่อนหลายรายการ เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องครอบครัว”

เจี้ยนหมิงเริ่มสั่น “คุณกำลังจะทำอะไร”

“ผมยกเลิกการพิจารณาข้อเสนอของบริษัทคุณ และจะส่งเอกสารทั้งหมดให้หน่วยงานตรวจสอบ”

ในที่สุดหลินหว่านก็เข้าใจว่าทำไมถิงเย่จึงตรวจสอบเจี้ยนหมิงตั้งแต่แรก เขาไม่ได้แค่รับงานของเธอ แต่กำลังมองเห็นสิ่งที่เธอมองไม่เห็นมาตลอดสิบปี

ทว่าเรื่องยังไม่จบ

จางหยางโทรเข้ามาและขอคุยกับถิงเย่เป็นการส่วนตัว แต่เสียงของเขาดังพอให้หลินหว่านได้ยิน

“ประธานกู้ครับ เราตรวจสอบลายเซ็นแล้ว มันไม่ใช่ลายเซ็นปลอมธรรมดา มีคนใช้เอกสารลายเซ็นเปล่าที่คุณหลินเซ็นไว้ก่อนเกิดอุบัติเหตุ”

หลินหว่านชะงัก

เธอจำได้ว่าเมื่อสิบปีก่อน เจี้ยนหมิงเคยขอให้เธอเซ็นเอกสารเปล่าหลายชุด โดยอ้างว่าเป็นเอกสารยื่นภาษีและเอกสารบริษัท เขาบอกว่าเป็นเรื่องปกติระหว่างสามีภรรยา และเธอไม่เคยคิดว่าจะต้องระวังคนที่นอนอยู่ข้างๆ ทุกคืน

ถิงเย่มองเธออย่างระมัดระวัง “คุณอาจต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าการโอนหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หลักฐานเริ่มต้นเพียงพอให้ยื่นคำร้องขอระงับการโอนแล้ว”

“แล้วบ้านของแม่ฉันล่ะ”

จางหยางเปิดข้อมูลในแท็บเล็ต “บ้านหลังนั้นถูกนำไปค้ำประกันเมื่อห้าปีก่อน แล้วขายต่อให้บริษัทของซูเหยา เงินทั้งหมดถูกโอนไปชำระหนี้ของบริษัท แต่มีเงินบางส่วนเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณรุ่ย”

หลินหว่านยืนนิ่ง เธอเคยคิดว่าการสูญเสียบ้านคือราคาที่จ่ายเพื่อช่วยให้สามีประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเงินนั้นไม่ได้ช่วยบริษัท มันช่วยให้เจี้ยนหมิงเตรียมชีวิตใหม่กับผู้หญิงอีกคน

ซูเหยาร้องไห้ “พี่เจี้ยนหมิงบอกว่าคุณเต็มใจยกทุกอย่างให้เขา เขาบอกว่าคุณเป็นคนไม่เอาไหนและไม่สนใจเขาเลย”

หลินหว่านมองเธอ “แล้วเธอเชื่อเขาเพราะอะไร”

ซูเหยาตอบไม่ได้

เจี้ยนหมิงคว้าแขนซูเหยา “กลับบ้านกับผม”

“บ้านไหน” เธอถาม “บ้านที่คุณซื้อด้วยเงินของเธอ หรือบ้านที่คุณสัญญาว่าจะมอบให้ฉันหลังจากหย่า”

ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของเจี้ยนหมิงเปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาตบโต๊ะจนแก้วน้ำล้ม แต่ไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว ผู้คนที่เคยชื่นชมเริ่มถอยห่าง บางคนแอบเก็บโทรศัพท์ลงเพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาว

หลินหว่านเดินออกจากห้องบอลรูมโดยไม่รอคำขอโทษ

ถิงเย่ตามเธอไปที่ระเบียงชั้นบน ลมกลางคืนพัดชายกระโปรงของเธอเบาๆ เธอถอดต่างหูมุกคืนให้เขา

“ขอบคุณสำหรับงานวันนี้”

“งานยังไม่จบ”

“สำหรับฉันจบแล้ว”

“คุณยังไม่ได้รับโบนัส”

หลินหว่านยิ้มทั้งที่ดวงตาแดง “ฉันจะจ่ายให้ตามสัญญา”

“ผมไม่ได้หมายถึงเงิน”

เธอมองเขา

ถิงเย่หยิบแฟลชไดรฟ์จากมือเธอ “คุณจะดำเนินคดีไหม”

“ฉันไม่รู้”

“คุณไม่จำเป็นต้องตัดสินใจคืนนี้”

“ถ้าฉันปล่อยไป เขาจะเอาเรื่องนี้ไปพูดว่าฉันทำลายชีวิตเขา ถ้าฉันสู้ เขาจะบอกว่าฉันเป็นภรรยาใจร้ายที่ไม่ยอมปล่อยเขาไป”

“คนที่ต้องอธิบายไม่ใช่คุณ” ถิงเย่ตอบ “คุณแค่ต้องเลือกว่าจะยอมเสียอะไรอีกหรือไม่”

หลินหว่านมองนาฬิกาเรือนเก่าบนข้อมือ “ฉันเสียเวลาไปสิบปีแล้ว ฉันไม่อยากเสียความกลัวเพิ่มอีก”

คดีใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ธนาคารระงับการโอนหุ้นบางส่วน ขณะที่บริษัทของเจี้ยนหมิงถูกตรวจสอบบัญชีและถูกตัดสิทธิ์จากโครงการพัฒนาของกู้กรุ๊ป เอกสารและพยานหลักฐานไม่ได้ทำให้ทุกอย่างจบลงทันที แต่เพียงพอที่จะทำให้เขาไม่สามารถขายทรัพย์สินหรือย้ายเงินได้ตามใจ

หลินหว่านยื่นคำร้องขอเพิกถอนการโอนหุ้น และเรียกร้องเงินจากบ้านของแม่คืนตามส่วนที่พิสูจน์ได้ เจี้ยนหมิงพยายามเจรจาหลายครั้ง เขาส่งดอกไม้ ส่งข้อความ และฝากแม่ของตนมาขอให้เธอเห็นแก่ความสัมพันธ์สิบปี

แต่หลินหว่านไม่ตอบ

ครั้งหนึ่งเขามายืนรอหน้าสำนักงานของเธอ

“หว่าน เราเคยรักกัน เธอจะทำเหมือนฉันเป็นคนแปลกหน้าไม่ได้”

เธอมองเขาผ่านประตูกระจก “ฉันไม่ได้ทำเหมือนนายเป็นคนแปลกหน้า นายต่างหากที่ทำเหมือนสิบปีของเราเป็นแค่เอกสารที่เซ็นผิดหน้า”

“ฉันขอโทษ”

“นายขอโทษที่รักผู้หญิงอื่น หรือขอโทษที่ฉันจับได้”

เจี้ยนหมิงเงียบ

“ถ้าคำตอบยังไม่ชัด ก็ไม่ต้องขอโทษ” เธอพูด แล้วหันหลังกลับเข้าไปในสำนักงาน

ซูเหยาถูกแยกออกจากบริษัทและเริ่มดำเนินการหย่ากับเจี้ยนหมิง เธอไม่ได้กลายเป็นเพื่อนของหลินหว่าน เพราะความเสียหายที่เธอมีส่วนร่วมไม่อาจลบด้วยคำสารภาพเพียงครั้งเดียว แต่เธอยอมให้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีลับแก่ทนาย ซึ่งช่วยยืนยันเส้นทางเงินบางส่วน

เจี้ยนหมิงถูกฟ้องทั้งทางแพ่งและถูกตรวจสอบเรื่องการใช้เอกสารเท็จ เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว เขายังมีบ้านบางหลัง มีเงินเก็บ และมีคนรู้จักบางคนที่พยายามช่วย แต่ชื่อเสียงที่เขาใช้สร้างบริษัทมาสิบปีกลับไม่อาจซื้อคืนได้

ส่วนหลินหว่านได้หุ้นบางส่วนกลับคืนมา และขายสิทธิ์ที่เหลือเพื่อชำระหนี้ของตนเอง เธอไม่ได้ร่ำรวยขึ้นในทันที แต่สามารถซื้อบ้านหลังเล็กใกล้แม่น้ำได้ บ้านหลังนั้นไม่มีห้องโถงใหญ่ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง และไม่มีใครส่งบัตรเชิญมาเยาะเย้ยเธอ

กู้ถิงเย่ยังคงปรากฏตัวเป็นครั้งคราว เขาอ้างว่ามาตรวจงานของบริษัทที่อยู่ใกล้ๆ แต่ทุกครั้งมักถือถุงอาหารมาด้วย และมักนั่งเงียบๆ ขณะหลินหว่านจัดเอกสารหรือปลูกต้นไม้หน้าบ้าน

เธอคืนเงินห้าร้อยหยวนให้เขาแล้ว พร้อมโบนัสอีกสามร้อยตามที่สัญญาไว้

“งานจบแล้ว” เธอบอก

“ตามสัญญา เราไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก” ถิงเย่ตอบ

“แล้วทำไมคุณยังมา”

“ผมมาทวงค่าอาหารมื้อหนึ่ง”

“อาหารที่โรงแรมห้าดาว ฉันเลี้ยงคุณไปแล้ว”

“ผมหมายถึงมื้อใหม่”

หลินหว่านมองเขานาน ก่อนเดินเข้าไปในครัว “วันนี้มีข้าวผัดกับไข่ ถ้ารับได้ก็อยู่กิน”

ถิงเย่ถอดเสื้อสูทแขวนไว้ข้างประตู “ผมรับงานนี้ได้ไหม”

“งานอะไร”

“แกล้งเป็นคนที่อยากอยู่กับคุณต่อไป”

หลินหว่านหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องฝืน เธอไม่ได้ตอบตกลงในทันที เพราะรู้ว่าความรักครั้งใหม่ไม่ควรเริ่มจากความสงสารหรือความกลัวว่าจะอยู่คนเดียว แต่เธอก็ไม่ได้ปิดประตูใส่เขา

หลายเดือนต่อมา วันที่คำตัดสินเรื่องหุ้นออกมา หลินหว่านเดินไปที่แม่น้ำอีกครั้ง เธอนำกางเกงในตัวนั้นไปทิ้งตั้งแต่คืนงานเลี้ยงแล้ว เหลือเพียงนาฬิกาของแม่ที่ยังอยู่บนข้อมือ

ถิงเย่ยืนรออยู่บนสะพาน พร้อมกล่องเล็กๆ ในมือ

“ไม่ใช่ต่างหู” เขาบอกก่อนที่เธอจะถาม “เป็นปากกาหมึกซึม คุณจะได้ใช้เซ็นเอกสารของตัวเอง ไม่ต้องเซ็นเอกสารเปล่าให้ใครอีก”

หลินหว่านรับปากกามา น้ำหนักของมันพอดีมือ

“ถ้าฉันเซ็นอะไรต่อจากนี้” เธอพูด “ฉันจะอ่านทุกบรรทัด”

“ดี”

“ถ้าใครขอให้ฉันเชื่อใจโดยไม่อธิบาย ฉันจะไม่เชื่อ”

“ก็ดี”

“ถ้าคุณคิดจะเข้ามาในชีวิตฉัน คุณต้องอดทนหน่อย”

ถิงเย่ยิ้ม “ผมเป็นคนตรงต่อเวลาและทำงานเป็นมืออาชีพ จะไม่ยอมให้มีข้อบกพร่อง”

หลินหว่านมองสายน้ำที่ไหลผ่านใต้สะพาน คราวนี้เธอไม่รู้สึกว่ามันกำลังพาอดีตของเธอออกไป เธอรู้สึกว่ามันกำลังพาเธอไปข้างหน้า

เธอจึงยื่นมือให้เขา ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้าง ไม่ใช่ในฐานะผู้หญิงที่ต้องการใครมาช่วยรักษาหน้า และไม่ใช่ในฐานะภรรยาของใคร

เป็นเพียงหลินหว่าน ผู้หญิงที่เลือกชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง

ถิงเย่จับมือเธออย่างระมัดระวัง คราวนี้ไม่มีสัญญาข้อไหนห้ามไว้ และไม่มีใครยืนรออยู่ต้นน้ำเพื่อหัวเราะเยาะเธออีกต่อไป

Leave a Comment