“แม่ ในที่สุดแม่ก็ตื่นแล้ว!”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นข้างเตียง ก่อนร่างผอมบางของเด็กหญิงวัยเก้าขวบจะโถมเข้ามากอดฉันแน่นจนสายระโยงระยางสั่นไหว น้ำตาของเธอเปียกลงบนมือที่ยังขยับได้ไม่ถนัดของฉัน
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันไม่เข้าใจไม่ใช่แค่การที่ตัวเองนอนอยู่ในห้องผู้ป่วย หากเป็นประโยคถัดมาของเด็กคนนั้น
“หนูรอแม่มาสามปีแล้วนะ”
สามปี?
ฉันจำได้เพียงคืนที่ยืนอยู่หน้าอาคารจัดงานแห่งหนึ่ง จำได้ว่ามีคนตะโกนเรียกชื่อฉัน จำได้ถึงแสงไฟหน้ารถที่พุ่งเข้ามาใกล้ และเสียงเบรกที่ดังเหมือนโลกทั้งใบถูกฉีกออกจากกัน หลังจากนั้น ทุกอย่างก็มืดสนิท
แล้วทำไมทุกคนถึงคิดว่าฉันตายไปแล้ว? ทำไมลูกสาวจึงเรียกฉันว่าแม่ด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังกลัวว่าฉันจะหายไปอีกครั้ง? และตลอดสามปีที่ผ่านมา ใครเป็นคนบอกเธอว่าฉันไม่ต้องการกลับไปหาเธอ?
ฉันชื่อซูซือเยว่ ส่วนเด็กที่กำลังกอดฉันอยู่คือเยว่เว่ย ลูกสาวเพียงคนเดียวของฉัน
ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ฉันเคยเชื่อว่าชีวิตของเรายังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ ฉันกับเฉินเซิ่งรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียน เขาเป็นคนใจเย็น รับผิดชอบ และไม่เคยปล่อยให้ฉันต้องเดินกลับบ้านคนเดียวในวันที่ฝนตก เราเคยรักกันมากพอที่จะวางแผนแต่งงาน และเคยคิดว่าหลังจากมีลูก เราจะกลายเป็นครอบครัวที่ไม่มีวันทอดทิ้งกัน
แต่ความรู้สึกของคนเรามักไม่ได้ตายลงในวันเดียว มันค่อย ๆ จางไปจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครพูดกัน จากโทรศัพท์ที่อีกฝ่ายไม่รับ จากความเหนื่อยล้าที่ทำให้คำขอโทษกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป
หลายปีหลังจากนั้น สิ่งที่เหลือระหว่างฉันกับเฉินเซิ่งไม่ใช่ความรัก หากเป็นความเคยชินและหน้าที่ เขามีงาน มีครอบครัวที่ต้องดูแล และมีซูรั่วชิง ผู้หญิงที่ทุกคนคิดว่าเขากำลังจะแต่งงานด้วย ส่วนฉันมีเพียงเยว่เว่ย ลูกสาวที่กำลังโตขึ้นทุกวัน และร่างกายที่เริ่มอ่อนแรงโดยไม่มีใครรู้เหตุผล
ฉันเคยคิดว่าความเหนื่อยล้าเกิดจากการทำงานหนัก จนวันหนึ่งฉันมีเลือดกำเดาไหลไม่หยุดที่โรงเรียนของเยว่เว่ย หมอบอกผลตรวจด้วยสีหน้าระมัดระวังว่า ฉันเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
คำว่า “มะเร็ง” ทำให้ฉันนั่งนิ่งอยู่นาน ส่วนคำว่า “เม็ดเลือดขาว” ทำให้ฉันเริ่มคิดถึงลูกสาวทันที ฉันถามหมอว่ามีโอกาสรักษาหายมากแค่ไหน หมอไม่ได้โกหก เพียงบอกว่าต้องรักษาต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูง ความสำเร็จของการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ฉันเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมซองผลตรวจในมือ และตัดสินใจว่าจะไม่บอกเฉินเซิ่ง
ไม่ใช่เพราะฉันไม่อยากให้เขาช่วย แต่เพราะฉันไม่อยากให้เขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อคนที่เขาไม่ได้รักอีกแล้ว ฉันรู้ว่าเขามีครอบครัวใหม่ มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล และมีซูรั่วชิงที่ยืนอยู่ข้างเขามาหลายปี หากฉันยื่นมือไปหาเขา ทุกคนคงมองว่าฉันกำลังใช้ความเจ็บป่วยผูกมัดเขาไว้
ฉันจึงขายเครื่องประดับที่เหลืออยู่ เริ่มทำงานเพิ่มในช่วงกลางคืน และบอกเยว่เว่ยเพียงว่าแม่ไม่สบายเล็กน้อย
ทุกครั้งที่ลูกถามว่า “แม่จะหายไหม” ฉันจะยิ้มแล้วตอบว่า “แม่จะพยายามให้ดีที่สุด”
ฉันเขียนจดหมายใส่กล่องไม้เล็ก ๆ ไว้หลายสิบฉบับ จดหมายบางฉบับเขียนในวันที่ฉันมีไข้ บางฉบับเขียนหลังกลับจากการให้ยา และบางฉบับเขียนในวันที่ฉันแทบยกปากกาไม่ไหว ฉันเขียนถึงเรื่องที่อยากบอกลูก หากวันหนึ่งฉันไม่มีโอกาสพูดด้วยตัวเอง
ฉันไม่ได้เขียนว่าตัวเองเสียใจที่ป่วย ฉันเขียนว่าอย่าโทษตัวเอง อย่าคิดว่าแม่จากไปเพราะลูกไม่ดีพอ และอย่าปล่อยให้ใครใช้ความรักของลูกเป็นเครื่องมือทำร้ายลูก
ฉันยังเขียนชื่อเฉินเซิ่งไว้บนซองจดหมายหนึ่งซอง แต่ไม่เคยส่งให้เขา
ในจดหมายนั้นมีเพียงประโยคเดียว
“ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยู่แล้ว ช่วยดูแลเยว่เว่ยให้ดี อย่าให้เธอต้องรู้สึกว่าถูกทิ้งเหมือนที่ฉันเคยรู้สึก”
ฉันตั้งใจจะฝากจดหมายทั้งหมดไว้กับเพื่อนสนิทชื่อหลินชิง เพราะเธอเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องการรักษา เธอรู้ว่าฉันไม่อยากรบกวนเฉินเซิ่ง และรู้ว่าฉันกำลังพยายามเก็บเงินเพื่อให้เยว่เว่ยมีชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร
แต่ก่อนที่ฉันจะได้ส่งจดหมาย อุบัติเหตุก็เกิดขึ้น
วันนั้นฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลหลังได้รับยารอบหนึ่ง ร่างกายอ่อนแรงจนมือสั่น ฉันโทรหาเฉินเซิ่งเพราะเยว่เว่ยมีไข้ และฉันอยากให้เขาไปรับลูกแทนสักครั้ง เขาไม่รับสาย ฉันจึงฝากข้อความไว้ว่า “ถ้าว่างช่วยมาหาเยว่เว่ยหน่อย เธอคิดถึงพ่อ”
หลังจากนั้นฉันเห็นรถของเขาจอดอยู่หน้าอาคารจัดเลี้ยง ฉันตั้งใจจะเข้าไปตามเขา แต่ยังไม่ทันก้าวข้ามถนน รถคันหนึ่งก็พุ่งฝ่าไฟแดงเข้ามา
ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งในวันที่คนทั้งเมืองเชื่อว่าซูซือเยว่เสียชีวิตแล้ว
หมอบอกว่าฉันมีชีพจร แต่สมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ร่างกายไม่ตอบสนองและเข้าสู่ภาวะเจ้าชายนิทรา โอกาสฟื้นตัวมีน้อยมาก ครอบครัวของฉันไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว ส่วนเฉินเซิ่งเป็นคนเดียวที่โรงพยาบาลติดต่อได้จากเอกสารเก่า
เขามาถึงในคืนเดียวกัน
หมอถามเขาว่าต้องการดำเนินการอย่างไร ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะสูงมาก และไม่มีใครรับประกันว่าฉันจะฟื้นขึ้นมา
เฉินเซิ่งยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินนานกว่าสิบนาที ก่อนตอบว่า “ช่วยเธอไว้ก่อนครับ”
เขาไม่ได้บอกใครว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ในทันที เพราะตอนนั้นตำรวจยังตรวจสอบอุบัติเหตุไม่เสร็จ และเอกสารประจำตัวของฉันเสียหายจากไฟไหม้ในรถ พยาบาลจึงบันทึกชื่อฉันผิดเป็นชื่อที่อ่านจากบัตรได้เพียงบางส่วน การติดต่อครอบครัวล่าช้า และข่าวการเสียชีวิตก็แพร่ไปเร็วกว่าความจริง
ซูรั่วชิงเป็นคนแรกที่ถามเขาว่า เรากำลังจะแต่งงานกันอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมเขาถึงต้องมาดูแลผู้หญิงคนอื่น
เฉินเซิ่งตอบเพียงว่า “เธอเป็นแม่ของเยว่เว่ย”
จากนั้นเขาก็ไปบอกทุกคนว่าฉันเสียชีวิตแล้ว
ไม่ใช่เพราะเขาต้องการให้ฉันตาย แต่เพราะหมอบอกว่าอาการของฉันไม่ต่างจากคนที่ไม่มีโอกาสกลับมาอีก และเขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่า ผู้หญิงที่เคยเป็นคนรักของเขายังนอนอยู่ในโรงพยาบาล ขณะที่เขากำลังจะแต่งงานกับคนอื่น
เขาบอกเยว่เว่ยว่าแม่จากไปแล้ว
เด็กหญิงร้องไห้จนหายใจไม่ทัน ถามซ้ำ ๆ ว่าแม่จะกลับมาหาเธอเมื่อไร เฉินเซิ่งกอดลูกไว้และโกหกทั้งน้ำตาว่า แม่รักหนูมาก แม่ฝากของไว้ให้หนูมากมาย และแม่จะอยู่กับหนูในจดหมายทุกฉบับ
หลังงานศพที่จัดขึ้นแทนฉันสามวัน เฉินเซิ่งไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตตามเดิม เขายกเลิกงานแต่งงานกับซูรั่วชิง แม้เธอจะถามหลายครั้งว่าเขาจะรอผู้หญิงที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะฟื้นหรือไม่
“คุณไม่ได้รักเธอแล้วไม่ใช่เหรอ” ซูรั่วชิงถาม
เฉินเซิ่งเงียบไปนานก่อนตอบว่า “ผมไม่รู้ว่าความรักของผมหายไปตั้งแต่เมื่อไร แต่ผมรู้ว่าผมไม่ควรทิ้งเธอไว้คนเดียวในวันที่เธอไม่มีใคร”
คำตอบนั้นทำให้ซูรั่วชิงเจ็บปวด เธอไม่ได้เป็นคนร้าย เธอเพียงรักผู้ชายคนหนึ่งที่ยังมีอดีตค้างอยู่ในใจ และไม่อยากใช้ชีวิตเป็นเงาของผู้หญิงที่ทุกคนเชื่อว่าตายไปแล้ว
เธอจึงย้ายออกจากบ้านในวันนั้น
ส่วนเฉินเซิ่งเริ่มเฝ้าฉันที่โรงพยาบาล เขาทำงานในตอนกลางวันและนอนบนเก้าอี้ข้างเตียงในตอนกลางคืน เมื่อเยว่เว่ยเลิกเรียน เด็กคนนั้นจะมานั่งข้างฉัน เล่าเรื่องคะแนนสอบ เรื่องเพื่อนที่โรงเรียน และเรื่องความฝันที่เธออยากให้ฉันตื่นขึ้นมาฟัง
ในช่วงแรก เยว่เว่ยเชื่อว่าฉันหลับเพราะเหนื่อย เธอจึงไม่ร้องไห้ต่อหน้าฉัน เพียงวางมือเล็ก ๆ ลงบนหลังมือของฉันแล้วกระซิบว่า “แม่ วันนี้หนูทำการบ้านเองได้แล้วนะ”
เฉินเซิ่งไม่เคยบอกเธอว่าฉันอาจไม่ได้ยิน แต่เขาก็ไม่เคยห้ามเธอพูด
สามปีผ่านไปโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าความเงียบในห้องนั้นกำลังสะสมอะไรไว้บ้าง
ฉันไม่รู้เรื่องเหล่านั้นเลย จนกระทั่งวันหนึ่งนิ้วมือขวาของฉันขยับ หมอสังเกตเห็นสัญญาณเล็ก ๆ ระหว่างตรวจร่างกาย จึงรีบส่งฉันเข้ารับการรักษาและทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง
ตอนแรกฉันลืมตาได้เพียงไม่กี่วินาที พูดไม่ได้ ขยับแขนไม่ได้ และจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่เมื่อได้ยินเสียงเด็กหญิงถามหมอว่า “แม่จะตื่นจริง ๆ ใช่ไหมคะ” หัวใจของฉันก็เหมือนถูกดึงกลับมาจากที่ไกลแสนไกล
ฉันใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะพูดคำแรกได้
“เยว่เว่ย”
เด็กหญิงได้ยินแล้วร้องไห้ เธอวิ่งไปเรียกเฉินเซิ่งจนเขาเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซีดเผือด
ฉันมองผู้ชายที่ยืนอยู่ปลายเตียง และจำเขาได้ในทันที แม้ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปมาก ผมของเขามีเส้นสีขาวเพิ่มขึ้น ดวงตาที่เคยสดใสมีรอยเหนื่อยล้าลึกจนปิดไม่มิด
“ซือเยว่” เขาเรียกชื่อฉันเบา ๆ เหมือนกลัวว่าการออกเสียงดังเกินไปจะทำให้ฉันหายไป
ฉันอยากถามเขาหลายเรื่อง อยากถามว่าทำไมเขาไม่บอกลูกว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ อยากถามว่าทำไมจึงปล่อยให้คนอื่นจัดงานศพให้ฉัน อยากถามว่าเขาเคยคิดถึงฉันบ้างหรือไม่
แต่เสียงของฉันยังแหบพร่า จึงพูดได้เพียงว่า “เยว่เว่ย…”
“เธออยู่ตรงนี้” เฉินเซิ่งตอบทันที “เธอมาหาคุณทุกวันหลังเลิกเรียน”
ฉันหันไปมองลูกสาว เธอกำลังร้องไห้โดยใช้มือปิดปากตัวเองไว้
“แม่ขอโทษ” ฉันพูดช้า ๆ “ที่ให้หนูรอนานขนาดนี้”
เยว่เว่ยส่ายหน้าแล้วกอดฉัน
“แม่ไม่ได้ทำอะไรผิด หนูต่างหากที่คิดว่าแม่ไม่กลับมาแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ฉันหลับตาลง น้ำตาไหลผ่านขมับที่ยังไม่มีแรงจะยกมือเช็ด
หลังจากฉันฟื้น ความจริงหลายอย่างค่อย ๆ กลับมา แต่ร่างกายของฉันไม่กลับมาเหมือนเดิมในทันที ฉันต้องฝึกยืนใหม่ ฝึกจับช้อน ฝึกออกเสียง และเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยมีรอยแผลจากอุบัติเหตุและการรักษาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง
เฉินเซิ่งยังคงมาดูแลฉัน แต่ฉันไม่ยอมให้เขาพูดกับเยว่เว่ยแทนฉันอีกต่อไป
“เธอมีสิทธิ์รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ฉันบอกเขา “แต่ต้องบอกตามความจริง ไม่ใช่เลือกเฉพาะเรื่องที่ทำให้ตัวเองดูดี”
เขาก้มหน้าอยู่นาน ก่อนยอมรับว่าในคืนอุบัติเหตุ เขาได้รับสายจากฉัน แต่ไม่ได้รับเพราะอยู่กับซูรั่วชิง เขาเห็นข้อความที่ฉันฝากไว้หลังจากนั้น แต่ไม่ได้เปิดอ่านจนกระทั่งโรงพยาบาลโทรมา
ฉันถามว่าเขารู้เรื่องโรคของฉันหรือไม่
“ไม่รู้” เขาตอบ “ผมเพิ่งเห็นผลตรวจในกล่องเอกสารที่หลินชิงนำมาให้หลังจากคุณฟื้น”
หลินชิงเป็นคนเก็บของส่วนตัวของฉันไว้ทั้งหมด เธอยื่นกล่องไม้ใบเดิมให้ฉัน พร้อมบอกว่าจดหมายของฉันไม่เคยถูกเปิด เฉินเซิ่งไม่เคยรู้ว่าฉันป่วยหนัก และซูรั่วชิงก็ไม่เคยทำลายเอกสารใด ๆ อย่างที่ฉันเคยหวาดกลัว
ฉันเปิดจดหมายทีละฉบับด้วยมือที่ยังสั่น
ในจดหมายฉบับแรก ฉันเขียนถึงเยว่เว่ยตอนอายุหกขวบ ในฉบับที่สิบ ฉันเขียนถึงวันที่ลูกกลัวการฉีดยา ในฉบับสุดท้าย ฉันเขียนไว้เพียงว่า
“ถ้าแม่ยังมีโอกาสกลับไปหา หนูไม่ต้องรอให้แม่เป็นคนเดิมนะ แค่ให้แม่ได้อยู่ข้างหนู แม่ก็พอใจแล้ว”
ฉันอ่านจดหมายจบในคืนเดียวไม่ได้ เฉินเซิ่งนั่งอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าขอให้ฉันยกโทษให้
วันต่อมาเขาบอกว่าเขาตั้งใจจะขายบ้านเพื่อจ่ายค่ารักษาของฉันและเก็บเงินเป็นกองทุนให้เยว่เว่ย แต่ฉันปฏิเสธ
“ฉันไม่ต้องการบ้านของคุณ” ฉันพูด “และไม่ต้องการให้คุณอยู่ดูแลฉันเพราะความรู้สึกผิด”
“ผมไม่ได้ทำเพราะสงสาร”
“ถ้าอย่างนั้นคุณทำเพราะอะไร”
เขานิ่งไปนานมาก
“เพราะสามปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งเข้าใจว่าความเคยชินไม่ใช่สิ่งที่เหลือหลังความรักหายไปเสมอ บางครั้งมันคือความผูกพันที่เราไม่เคยกล้ายอมรับ และผมทำมันพังด้วยตัวเอง”
ฉันไม่ตอบ เขาไม่มีสิทธิ์ใช้คำพูดสวยงามลบความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้
ฉันให้อภัยเขาไม่ได้ในวันนั้น และเขาก็ไม่ได้ขอให้ฉันรีบให้อภัย
หลังออกจากโรงพยาบาล ฉันย้ายไปพักกับหลินชิงชั่วคราว เยว่เว่ยใช้ชีวิตสลับระหว่างบ้านของฉันกับบ้านของเฉินเซิ่ง เธอมีความสุขที่ได้อยู่กับแม่อีกครั้ง แต่ก็เริ่มถามคำถามยากขึ้นเรื่อย ๆ
“แม่กับพ่อจะกลับมาเป็นครอบครัวเหมือนในฝันได้ไหม”
ฉันจับมือเธอไว้แล้วตอบว่า “ครอบครัวไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว และการรักหนูไม่จำเป็นต้องหมายความว่าแม่กับพ่อต้องกลับไปอยู่บ้านเดียวกัน”
เธอเงียบไป ก่อนถามว่า “แล้วพ่อยังรักแม่ไหม”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง รอยแผลบนข้อมือยังตึงทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยน
“เรื่องนั้นให้พ่อเป็นคนตอบหนูเอง”
เยว่เว่ยจึงถามเฉินเซิ่งในคืนนั้น เขาไม่ได้หลบคำถาม ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างเป็นเพราะอุบัติเหตุ หรือเพราะฉันป่วย
เขาบอกลูกว่าเขาเคยคิดว่าตัวเองหมดรักแม่แล้ว แต่เมื่อแม่จากไป เขากลับพบว่าความรู้สึกที่ยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพียงถูกความเฉยชาและความกลัวปิดทับไว้
“แต่ถ้าแม่ไม่อยากกลับไปอยู่กับพ่อ พ่อต้องยอมรับ” เขาพูด “การรักใครสักคนไม่ใช่การบังคับให้เขากลับมาเป็นของเรา”
ฉันได้ยินคำพูดนั้นจากหน้าประตู และเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าเขาเริ่มเข้าใจความเสียหายที่ตัวเองก่อขึ้น
ซูรั่วชิงมาพบฉันในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เธอไม่ได้แต่งตัวหรูเหมือนในภาพที่ฉันเคยเห็น เธอสวมเสื้อสีเรียบและถือแฟ้มเอกสารมาด้วย
“ฉันมาคืนของบางอย่าง” เธอบอก
ในแฟ้มมีสำเนาเอกสารของโรงพยาบาล ใบเสร็จค่าใช้จ่าย และบัญชีเงินที่เฉินเซิ่งจ่ายตลอดสามปี รวมถึงจดหมายที่เขาเขียนถึงฉันแต่ไม่เคยส่ง
ฉันถามว่าเธอเป็นคนเก็บไว้หรือ
“เขาเขียนทุกครั้งที่คุณมีอาการแย่ลง แต่ไม่เคยกล้าส่ง เพราะคิดว่าคุณอาจไม่ได้ยิน และถ้าคุณฟื้นขึ้นมา เขาก็ไม่อยากใช้จดหมายพวกนั้นบังคับให้คุณรู้สึกอะไรกับเขา”
ฉันเปิดอ่านเพียงฉบับเดียว
เฉินเซิ่งเขียนว่าเขาเสียใจที่ปล่อยให้ฉันแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เสียใจที่คิดว่าการไม่ถามคือการเคารพพื้นที่ของฉัน และเสียใจที่สุดที่เขาใช้คำว่า “หน้าที่” เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ต้องยอมรับว่าตัวเองยังห่วงฉัน
ซูรั่วชิงมองฉันอย่างตรงไปตรงมา
“ฉันเคยโกรธคุณ เพราะคิดว่าคุณจะกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ชีวิตของฉันพัง แต่พอรู้ว่าคุณนอนอยู่ในโรงพยาบาลโดยไม่มีใครรู้ ฉันก็รู้ว่าคนที่โกรธผิดคนมาตลอด”
ฉันไม่ได้บอกให้เธอกลับไปหาเฉินเซิ่ง เธอเองก็ไม่ได้บอกว่าจะทำเช่นนั้น
“คุณควรมีชีวิตของตัวเอง” ฉันพูด
“คุณก็เหมือนกัน” เธอตอบ “อย่าใช้ชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดของใคร”
หลังจากนั้นฉันเริ่มทำกายภาพอย่างจริงจัง ใช้เงินเก็บที่เหลือเปิดร้านเล็ก ๆ รับซ่อมเสื้อผ้าจากที่บ้าน งานช้าเพราะมือข้างหนึ่งยังไม่แข็งแรง แต่ทุกครั้งที่เยว่เว่ยนั่งทำการบ้านข้าง ๆ ฉันจะรู้สึกว่าชีวิตกำลังค่อย ๆ กลับเข้าที่
เฉินเซิ่งช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนของลูกตามหน้าที่ของพ่อ ไม่ได้พยายามซื้อสิทธิ์ในการกลับมาเป็นสามีของฉัน เราพบกันในวันรับส่งลูก พูดคุยเรื่องยา เรื่องการบ้าน และเรื่องตารางนัดหมอ บางวันเราดื่มกาแฟด้วยกันโดยไม่พูดถึงอดีต
ความเงียบระหว่างเราไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว มันไม่ใช่ความเงียบของคนที่ไม่สนใจ แต่เป็นความเงียบของคนสองคนที่กำลังเรียนรู้ว่าจะอยู่ใกล้กันโดยไม่ทำร้ายกันได้อย่างไร
หกเดือนหลังออกจากโรงพยาบาล ฉันกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุเป็นครั้งแรก อาคารนั้นถูกซ่อมใหม่แล้ว เหลือเพียงรอยสีบนพื้นถนนที่บอกว่าครั้งหนึ่งเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
เยว่เว่ยจับมือฉันไว้ ส่วนเฉินเซิ่งเดินอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
ฉันวางดอกไม้หนึ่งช่อบนขอบทาง ไม่ใช่เพื่อไว้อาลัยให้ตัวเอง แต่เพื่อบอกลาผู้หญิงคนเดิมที่เคยคิดว่าการไม่รบกวนใครคือความเข้มแข็ง
“แม่กลัวไหม” เยว่เว่ยถาม
“กลัว” ฉันตอบตามจริง “แต่แม่จะไม่หนีความกลัวด้วยการปิดบังอีกแล้ว”
คืนนั้นฉันนำจดหมายฉบับสุดท้ายใส่กรอบ แล้วแขวนไว้เหนือโต๊ะทำงาน ไม่ใช่เพื่อเตือนว่าฉันเคยเกือบตาย แต่เพื่อเตือนว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ และชีวิตที่เหลือไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเหมือนเดิม
หนึ่งปีต่อมา ฉันเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า แม้ยังเหนื่อยง่ายและต้องตรวจเลือดเป็นประจำ เยว่เว่ยย้ายโต๊ะหนังสือมาไว้ใกล้หน้าต่าง เธอยังคงมาหาฉันหลังเลิกเรียนและเล่าเรื่องทุกอย่างเหมือนตอนที่ฉันยังนอนอยู่ในห้องผู้ป่วย
วันหนึ่งเธอถามว่า “ถ้าวันนั้นแม่ไม่ตื่น แม่อยากให้หนูจำแม่แบบไหน”
ฉันกอดเธอแล้วตอบว่า “จำแม่ในวันที่แม่พยายามที่สุด ไม่ใช่วันที่แม่อ่อนแอที่สุด”
เฉินเซิ่งยืนรออยู่หน้าบ้าน เขามารับเยว่เว่ยไปทานอาหารเย็นตามตารางที่เราตกลงกันไว้ ก่อนออกไป ลูกสาวหันกลับมามองฉัน
“พรุ่งนี้หนูจะกลับมาอ่านจดหมายกับแม่นะ”
“ได้สิ แม่จะรอ”
เมื่อประตูปิดลง บ้านก็เงียบอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันไม่รู้สึกถูกทิ้ง ฉันเดินไปที่โต๊ะ เปิดกล่องไม้ใบเดิม และหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับใหม่
ฉันไม่ได้เขียนถึงความตาย ไม่ได้เขียนคำขอโทษ และไม่ได้ขอให้ใครดูแลลูกแทนฉัน
ฉันเขียนเพียงว่า
“วันนี้แม่เดินกลับบ้านได้ด้วยตัวเองแล้ว และพรุ่งนี้แม่จะพาหนูไปเลือกผ้าสีที่ชอบ เราจะเย็บผ้าม่านผืนใหม่ด้วยกัน”
จากนั้นฉันวางปากกาลง เปิดหน้าต่าง และปล่อยให้แสงเย็นส่องเข้ามาบนจดหมาย
สามปีที่หายไปไม่มีวันคืนกลับ แต่ชีวิตที่เหลือยังเป็นของฉัน และครั้งนี้ ถ้าต้องมีใครรอ ฉันจะไม่ปล่อยให้เขารออยู่เพียงลำพังอีกแล้ว