“อย่าไปกับพวกเขา!” เด็กหญิงตะโกนสุดเสียง ขณะชายแปลกหน้ากำลังดึงแขนเธอออกจากประตูสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า แต่ไม่มีใครรู้ว่าที่เธอกลัวไม่ใช่การถูกพาไปอยู่บ้านหลังใหญ่ หากเป็นภาพสีแดงเข้มที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของชายคนนั้น ภาพของรถที่เสียหลัก เอกสารปลอม และเลือดของคนคนหนึ่งบนพื้นหินอ่อน
เด็กหญิงชื่อกู้จือเหยา อายุเพียงแปดขวบ เธอไม่รู้ว่าควรอธิบายสิ่งที่เห็นอย่างไร รู้เพียงว่าเมื่อใดก็ตามที่มีเงาสีแดงปรากฏเหนือศีรษะใคร คนคนนั้นกำลังจะพบกับเคราะห์ร้าย และถ้าเคราะห์นั้นเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง มันอาจเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
“ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอ” ชายคนนั้นบอก “คุณนายกู้มารับเธอไปอยู่ด้วย ลูกชายของเธอเดินไม่ได้ เขาต้องการคนคอยดูแล”
จือเหยาหันไปมองครูใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ดวงตาของหญิงชรามีทั้งความสงสารและความโล่งใจ สถานสงเคราะห์ขาดเงินมาหลายเดือนแล้ว อาหารในครัวเหลือไม่ถึงสามวัน หากมีครอบครัวร่ำรวยรับเด็กไปหนึ่งคน อย่างน้อยเด็กคนอื่นก็จะมีข้าวกินต่อ
“อย่าไปเลย พวกเขาเป็นคนไม่ดี” จือเหยากระซิบกับตัวเอง แต่ครูใหญ่ได้ยินเพียงครึ่งประโยคและคิดว่าเธอกำลังร้องไห้เพราะกลัวการจากลา
“ครอบครัวกู้ใจดีมากนะ” ครูใหญ่ลูบศีรษะเธอ “ไปอยู่บ้านใหญ่ มีเสื้อผ้าใหม่ มีอาหารดี ๆ และมีพี่ชายให้ดูแล”
“พี่ชายเดินไม่ได้หรือคะ”
“ใช่ เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน”
จือเหยาก้มมองมือของตัวเอง เธอคิดถึงเด็กชายในห้องพักฟื้นที่สถานสงเคราะห์ เด็กชายคนนั้นเคยบอกเธอว่า ต่อให้ขาใช้ไม่ได้ เขาก็ยังสามารถผลักรถเข็นไปเปิดหน้าต่างให้เธอได้ เธออยากมีพี่ชายแบบนั้นสักคนมาตลอด
ชายที่มารับเธอยื่นมือให้ “ถ้าไม่อยากไป เราจะให้พ่อเธอพากลับเข้าข้างใน”
จือเหยาชะงัก เธอไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ และไม่มีบ้านอื่นให้กลับไป แต่ก่อนที่เธอจะตอบ ภาพเหนือศีรษะของชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง รถสีดำพุ่งชนเสาไฟ เด็กหญิงร้องไห้อยู่เบาะหลัง ขณะที่เขาพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เด็กคนนี้เห็นเรื่องบนหัวคนอื่นได้” เสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำของเธอ เสียงของหญิงชราคนหนึ่งที่เคยเตือนเธอว่า “ห้ามบอกใครเด็ดขาด คนไม่ดีอาจใช้ความสามารถของเธอทำร้ายผู้อื่น”
จือเหยาจึงไม่พูดเรื่องภาพนั้น เธอเพียงยื่นมือให้ชายคนนั้น
“ฉันจะไปค่ะ ฉันจะดูแลพี่ชายอย่างดี”
ก่อนขึ้นรถ เธอหันกลับไปมองครูใหญ่ สถานสงเคราะห์ยังคงเป็นอาคารเก่า ๆ ที่ผนังลอกและหลังคารั่ว แต่สำหรับเธอ มันคือบ้านเพียงแห่งเดียวที่เคยมี
“ลาก่อนนะคะ” เธอพยายามยิ้ม “หนูจะไปใช้ชีวิตให้ดี”
รถแล่นออกจากประตูไปช้า ๆ และจือเหยาไม่รู้เลยว่า นับจากวันนี้ ชีวิตของเธอจะไม่เหลือความสงบอีกต่อไป
ระหว่างทาง คุณนายกู้บอกเธอว่าชื่อของเธอจะยังใช้เหมือนเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนแซ่ และไม่ต้องเรียกเธอว่าแม่จนกว่าจะพร้อม
“แต่มีข้อแม้” หญิงวัยกลางคนพูดโดยไม่หันมามอง “ถ้าลูกชายฉันไม่ชอบเธอ เธอต้องกลับไปที่สถานสงเคราะห์ทันที เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ”
“บ้านเราไม่ได้สบายอย่างที่เธอคิด ถึงจะมีร้านอาหารและมีเงินใช้ แต่ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน อย่าร้องไห้ทีหลังว่าเหนื่อยหรือคิดถึงบ้าน”
“หนูไม่กลัวลำบากค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้คุณนายกู้หันมามองเป็นครั้งแรก เด็กหญิงสวมเสื้อเก่าที่ปะตรงข้อศอก แต่ดวงตากลับนิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคน
“ชื่ออะไรนะ”
“กู้จือเหยา”
“ต่อไปเรียกฉันว่าคุณนายกู้ก็พอ”
บ้านตระกูลกู้อยู่ท้ายถนนบนเนินเขา เป็นบ้านสองชั้นที่มีสวนกว้างและหน้าต่างสูงจรดเพดาน แต่ทันทีที่รถจอด จือเหยาก็เห็นเงาสีแดงลอยเหนือหลังคา เงานั้นเข้มจนเธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
เธอหันไปมองคุณนายกู้ ภาพที่เห็นเหนือศีรษะของอีกฝ่ายมีเพียงแสงสีเทาจาง ๆ ไม่มีอันตรายใกล้ตัว แต่เหนือบ้านหลังนี้มีบางสิ่งเหมือนควันแดงกำลังคืบคลานอยู่
“อย่ายืนเหมือนท่อนไม้” คุณนายกู้กระซิบ “เข้าไปข้างในแล้วพูดให้น้อยหน่อย”
ในห้องรับแขก ชายสูงวัยชื่อกู้เหวินเซิงยืนรออยู่ เขายิ้มอย่างอ่อนโยนและยื่นขนมให้เธอ ส่วนข้างหน้าต่างคือเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่นั่งอยู่บนรถเข็น
เขาชื่อกู้จือเหิง
เด็กชายมีใบหน้าซีดเซียว ขาทั้งสองข้างวางนิ่งอยู่บนที่พักเท้า และมีแผลเป็นเล็ก ๆ ตรงข้อมือซ้าย เขามองจือเหยาเพียงครู่เดียว ก่อนหันหน้าหนี
“จือเหิง” ผู้เป็นแม่พูด “ก่อนหน้านี้ลูกเคยบอกว่าอยากมีน้องสาวไม่ใช่หรือ วันนี้แม่กับพ่อพาน้องกลับมาให้ลูก”
“ผมไม่เคยขอ”
“เด็กคนนี้มาจากสถานสงเคราะห์ เธอจะช่วยดูแลลูก”
จือเหิงหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้น “พวกคุณพาคนพิการกลับมาเลี้ยงก็เพราะกลัวตัวเองแก่แล้วไม่มีใครดูแลใช่ไหม หรือคิดว่าผมเป็นภาระมากเกินไปจนต้องหาคนมารับต่อ”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
จือเหยามองเห็นเงาสีแดงเหนือศีรษะของเขา มันไม่ได้เป็นภาพของอุบัติเหตุ แต่เป็นภาพจือเหิงนอนอยู่ท่ามกลางควันไฟ มือข้างหนึ่งกำกระดาษที่มีลายเซ็นของเขา ขณะที่ผู้ชายคนหนึ่งยืนหัวเราะอยู่ด้านหลัง
“พี่ชายเจ็บมากเลย” เธอพูดออกมา
จือเหิงชะงัก “ใครอนุญาตให้เธอพูด”
“หนูไม่ได้หมายความว่า—”
“กลับไปเถอะ ฉันไม่ต้องการน้องสาว”
คุณนายกู้ถอนหายใจ “จือเหิง พูดดี ๆ กับน้อง”
“ผมไม่ยอมรับเธอเป็นคนในครอบครัว”
“ต่อไปเธอก็เป็นสมาชิกของบ้านเราแล้ว ชอบก็ต้องทน ไม่ชอบก็ต้องหัดอยู่ร่วมกันให้ได้”
เด็กหนุ่มกำมือแน่น เขาไม่เถียงต่อ แต่สายตาที่มองจือเหยาทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เพียงไม่ชอบเธอ เขากลัวว่าเธอจะมาแทนที่เขาในใจของพ่อแม่
คืนนั้นคนรับใช้พาเธอไปห้องเล็กข้างห้องเก็บของ เตียงใหม่และเสื้อผ้าใหม่ถูกวางไว้เรียบร้อย แต่จือเหยาไม่แตะต้องสิ่งใด เธอนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงจนได้ยินเสียงล้อรถเข็นผ่านหน้าประตู
จือเหิงหยุดอยู่ตรงนั้น
“เธอรู้ไหมว่าคำพูดของเธอทำให้ทุกคนคิดว่าฉันน่าสงสาร”
“หนูไม่ได้ตั้งใจ”
“แล้วทำไมถึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”
จือเหยาก้มหน้า เธออยากบอกว่าเห็นเขากำลังจะพบอันตราย แต่คำเตือนของครูใหญ่ดังขึ้นในหัว ห้ามบอกใครเด็ดขาด
“พี่ชายเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
“ไม่เกี่ยวกับเธอ”
“ถ้าพี่ชายต้องการ หนูจะเป็นขาให้พี่ชายเอง”
เขาเงียบไปนาน ก่อนหัวเราะอย่างขมขื่น “เธอคิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าหรือไง”
วันแรกในบ้านกู้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ผู้ใหญ่หวัง จือเหิงสั่งให้เธอเข็นรถไปห้องอาหาร ตักข้าวให้เขา หยิบแก้วน้ำ และพาไปห้องน้ำ จากนั้นก็ไล่เธอออกมาปิดประตูเหมือนเธอเป็นเด็กโง่ที่ไม่รู้จักความเป็นส่วนตัว
จือเหยาไม่โกรธ เธอทำตามทุกอย่างอย่างตั้งใจ แม้มือจะเจ็บจากการเข็นรถขึ้นทางลาด และแม้คนรับใช้บางคนจะหัวเราะเมื่อเห็นเธอสะดุดพรม
“เขารับเธอกลับมาเพราะอยากได้คนรับใช้ ไม่ใช่น้องสาวหรอก” แม่บ้านคนหนึ่งพูดกับเพื่อน “เด็กจากสถานสงเคราะห์ก็ควรสำนึกบุญคุณ”
จือเหยาได้ยิน แต่ทำเหมือนไม่ได้ยิน
เธอรู้ว่าความเงียบช่วยให้คนอื่นประมาท และตลอดเวลาที่อยู่ในบ้านนี้ เธอเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
เหนือศีรษะของกู้เหวินเซิงมีรอยสีดำเล็ก ๆ ตรงขมับ ซึ่งหมายถึงอาการป่วยที่เขายังไม่รู้ตัว เหนือศีรษะของคุณนายกู้มีเงาฝนตกและจดหมายฉบับหนึ่ง ส่วนเหนือศีรษะของชายหนุ่มชื่อกู้จือเฉิง ลูกพี่ลูกน้องของจือเหิง มีเปลวไฟล้อมรอบแฟ้มเอกสาร
จือเหยาเคยเห็นกู้จือเฉิงเพียงครั้งเดียว เขาเป็นคนสุภาพ แต่งตัวดี และพูดจาเหมือนคนที่ไม่เคยต้องขออะไรจากใคร
“น้องสาวคนใหม่ของจือเหิงหรือ” เขายิ้ม “หน้าตาน่ารักดีนี่”
ภาพเหนือศีรษะของเขาทำให้จือเหยาก้าวถอยหลัง
“เธอเป็นอะไร”
“พี่จือเฉิงเป็นคนไม่ดี” เธอพูดตรง ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มหายไปทันที
“เด็กคนนี้พูดอะไร”
คุณนายกู้รีบเข้ามาปิดปากเธอ “อย่าเสียมารยาท น้องยังไม่คุ้นกับบ้าน”
จือเหิงที่อยู่ใกล้ ๆ มองเธอด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ถาม
ไม่กี่วันต่อมา จือเหิงเริ่มยอมให้เธออยู่ใกล้ ๆ เขาอาจไม่ได้อ่อนโยนขึ้น เพียงแต่เลิกไล่เธอทุกครั้งที่เห็นหน้า เมื่อเธอเล่าเรื่องสถานสงเคราะห์ เขาก็แอบฟังทั้งที่ทำเหมือนไม่สนใจ
จือเหยาเล่าว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยซ่อนตัวอยู่ในตู้เก่าแล้วพบขนมไส้ดอกหอมหมื่นลี้ซึ่งมีคนเก็บไว้ให้เด็ก ๆ และอีกครั้งหนึ่ง ในงานปีใหม่ พลุที่เด็กคนหนึ่งจุดผิดพุ่งไปโดนศีรษะผู้อำนวยการจนผมไหม้เป็นหย่อม ๆ
จือเหิงหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรก
“เธอหัวเราะทำไม” จือเหยาถาม
“ฉันไม่ได้หัวเราะ”
“พี่หัวเราะจริง ๆ”
“เล่าต่อสิ”
ในวันนั้นเอง ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย จือเหิงยื่นขนมให้เธอชิ้นหนึ่ง แม้ปากจะบอกว่าไม่ชอบกินของหวาน
“ทำไมให้หนูคะ”
“ฉันแค่กินไม่หมด”
จือเหยารับขนมมา แต่ยังไม่ทันได้กิน เธอก็เห็นภาพสีแดงวาบเหนือศีรษะของจือเหิง รถเข็นพลิกคว่ำอยู่ตรงบันได และมีมือของใครบางคนผลักจากด้านหลัง
เธอทำขนมหล่นทันที
“พี่ชาย ต่อไปถ้ามีใครเรียกพี่ไปที่ห้องเก็บของ ห้ามไปนะคะ”
“ทำไม”
“หนูไม่รู้ แต่ห้ามไป”
“เธอเห็นอะไรอีกแล้วหรือ”
จือเหยาตัวแข็ง เธอเผลอพูดมากเกินไป
จือเหิงจ้องหน้าเธออยู่นาน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเธอกลัว ก็บอกฉันได้ ไม่ต้องพูดอ้อมค้อม”
“หนูบอกไม่ได้ค่ะ”
“งั้นก็จำไว้ ถ้าเธอไม่บอก ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้”
คืนนั้นจือเหยาได้ยินเสียงคนทะเลาะกันจากห้องทำงานของกู้เหวินเซิง เธอเดินไปใกล้ประตูและมองผ่านช่องว่าง
กู้จือเฉิงยืนอยู่หน้าพ่อของเขา
“ถ้าคุณยังไม่โอนหุ้นร้านอาหารให้ผม ผมจะบอกจือเหิงว่าพ่อปิดบังเรื่องอุบัติเหตุของเขา”
“ฉันไม่ได้ปิดบังอะไร”
“พ่อรู้ดีว่าระบบเบรกถูกเปลี่ยนก่อนรถออกจากบ้าน แต่พ่อเลือกไม่แจ้งตำรวจ เพราะกลัวชื่อเสียงบริษัทเสียหาย”
กู้เหวินเซิงหน้าซีด “เรื่องนั้นไม่มีหลักฐาน”
“ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน แค่ให้จือเหิงรู้ว่าพ่อกับแม่ปล่อยให้เขาพิการเพื่อปกป้องบริษัท เขาก็จะเกลียดพ่อไปตลอดชีวิต”
จือเหยาถอยหลังเงียบ ๆ เหนือศีรษะของกู้จือเฉิง เปลวไฟในภาพสว่างขึ้นจนแทบกลืนทุกอย่าง
เธอไม่รู้ว่าอุบัติเหตุของจือเหิงเกี่ยวข้องกับใคร แต่รู้ว่าคนในบ้านกำลังปิดบังความจริง
วันรุ่งขึ้น จือเหิงพบจือเหยาซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือ
“เธอได้ยินอะไร”
“หนูได้ยินพี่จือเฉิงพูดเรื่องรถของพี่ชาย”
จือเหิงนิ่งไป ใบหน้าที่มักเย็นชากลับซีดลง
“เขาพูดว่าอะไร”
จือเหยาเล่าทุกคำที่จำได้
“ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้”
“พี่ชายอยากรู้ความจริงไหมคะ”
“แน่นอน แต่ฉันจะตรวจสอบเอง เธอห้ามไปถามใคร ห้ามพูดกับคนแปลกหน้า และห้ามแอบฟังอีก เข้าใจไหม”
“ค่ะ”
เขามองเธอแล้วถอนหายใจ “เธอไม่ต้องทำตัวเป็นขาของฉันตลอดเวลา ฉันมีพ่อแม่ มีคนรับใช้ และมีสมองของตัวเอง”
“แต่พี่ชายมีหนูด้วย”
ประโยคนั้นทำให้เขาพูดไม่ออก
จือเหิงเริ่มค้นเอกสารเก่าด้วยตัวเอง เขาขอให้จือเหยาหยิบแฟ้มจากตู้ เพราะเขาไม่สามารถเข้าไปในห้องแคบ ๆ ได้สะดวก ระหว่างค้น พวกเขาพบใบแจ้งซ่อมรถที่ระบุว่าระบบเบรกถูกเปลี่ยนก่อนเกิดอุบัติเหตุหนึ่งวัน แต่ลายเซ็นผู้อนุมัติกลับไม่ใช่ของพ่อ
เป็นลายเซ็นของกู้จือเฉิง
จือเหิงกำกระดาษแน่น “เขาเป็นคนเอารถไปซ่อม”
“แต่แค่ลายเซ็นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาทำอะไร” จือเหยาพูด
เด็กหนุ่มมองเธออย่างแปลกใจ “เธอรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”
“ครูใหญ่เคยบอกว่า อย่ากล่าวหาใครถ้ายังไม่มีหลักฐาน”
ตั้งแต่นั้นมา จือเหิงไม่มองเธอเป็นเด็กที่ต้องดูแลอีกต่อไป เขาเริ่มเล่าเรื่องโรงเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องความฝันก่อนเกิดอุบัติเหตุให้เธอฟัง เขาเคยอยากเป็นสถาปนิก แต่หลังจากขาพิการ เขาไม่ยอมเปิดสมุดวาดรูปอีกเลย
วันหนึ่ง จือเหยาพบสมุดเล่มนั้นใต้เตียง ในหน้าสุดท้ายมีภาพบ้านหลังเล็กที่มีทางลาดสำหรับรถเข็น และเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู
“นี่คือใครคะ”
“ไม่รู้”
“เหมือนหนูเลย”
“ฉันวาดก่อนที่เธอจะมา”
จือเหิงดึงสมุดกลับไป “บางทีฉันอาจแค่อยากมีใครสักคนที่ไม่มองฉันด้วยความสงสาร”
“หนูไม่สงสารพี่ชาย”
“แล้วเธอมองฉันอย่างไร”
“หนูคิดว่าพี่ชายโกรธเก่ง แต่ใจดี”
เขาหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
ความสงบอยู่ได้ไม่นาน วันหนึ่งคุณนายกู้ล้มหมดสติในครัว จือเหยาเห็นเงาดำเหนือศีรษะของเธอชัดเจนขึ้น เธอรีบเรียกรถพยาบาล แพทย์พบว่าเธอถูกวางยาความดันในปริมาณสูงกว่าปกติ ยานั้นมาจากกล่องยาที่กู้จือเฉิงเป็นคนซื้อให้
เขาปฏิเสธทุกอย่างและกล่าวหาจือเหยาแทน
“ตั้งแต่เด็กคนนี้เข้าบ้าน เรื่องร้ายก็เกิดขึ้นไม่หยุด”
“พี่จือเฉิงกำลังบอกว่าหนูวางยาคุณนายกู้หรือคะ”
“ไม่มีใครเห็นว่าเธอไม่ได้ทำ”
จือเหิงขยับรถเข็นมาขวางหน้าเธอ “พอได้แล้ว”
“แกปกป้องเด็กแปลกหน้าคนนี้หรือ”
“เธอเป็นน้องสาวของผม”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบ แม้แต่จือเหยาก็เงยหน้ามองเขา
กู้จือเฉิงหัวเราะเย็น ๆ “น้องสาวหรือคนรับใช้กันแน่ เธอถูกพามาเพื่อดูแลแก วันหนึ่งถ้าแกเซ็นเอกสารไม่ได้ เธอก็จะเป็นคนเข็นแกไปตามคำสั่งของคนอื่นอยู่ดี”
จือเหิงกำหมัดแน่น แต่ไม่ได้ตอบโต้
คืนนั้นเขาถามจือเหยาว่า “เธอเห็นอะไรเหนือหัวฉันวันแรกที่เจอกัน”
จือเหยานั่งเงียบอยู่ปลายเตียง ก่อนตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมด เธอเล่าเรื่องภาพสีแดง เงาดำ และอันตรายที่เคยเห็น
จือเหิงฟังโดยไม่หัวเราะ ไม่เรียกเธอว่าเด็กโกหก แต่ถามเพียงว่า “เธอเห็นอนาคตแน่นอนหรือเปล่า”
“หนูไม่รู้ค่ะ บางครั้งภาพก็เปลี่ยน ถ้าคนตัดสินใจต่างออกไป”
“ถ้าอย่างนั้นอย่าพยายามแบกทุกอย่างไว้คนเดียว”
“ถ้าหนูพูด คนอื่นจะคิดว่าหนูบ้า”
“ถ้าใครคิดอย่างนั้น ก็ให้เขาคิดไป แต่เธอไม่จำเป็นต้องพูดว่ามองเห็นอะไร บอกแค่ว่าเธอพบหลักฐานจากที่ไหนก็พอ”
นับจากวันนั้น พี่ชายกับน้องสาวเริ่มทำงานร่วมกันอย่างลับ ๆ จือเหิงขอภาพจากกล้องวงจรปิดของวันที่รถเกิดอุบัติเหตุ จือเหยาสังเกตว่ากล้องหน้าบ้านมีช่วงเวลาหายไปสิบเจ็ดนาที ในคืนก่อนเกิดเหตุ
เธอจำได้ว่ากู้จือเฉิงเคยพูดกับคนขับรถว่า “กล้องตัวนั้นเสียมานานแล้ว” แต่ในภาพเหนือศีรษะของเขา เธอเห็นไฟสีแดงกระพริบตรงห้องรักษาความปลอดภัย
พวกเขาจึงค้นห้องนั้นและพบแฟลชไดรฟ์ซ่อนอยู่ใต้แผ่นไม้ แฟลชไดรฟ์มีวิดีโอจากกล้องตัวเก่าที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบหลัก ภาพสั่นไหว แต่เห็นกู้จือเฉิงเปิดฝากระโปรงรถและเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างก่อนส่งรถให้จือเหิง
หลักฐานนั้นยังไม่เพียงพอจะบอกว่าเขาตั้งใจฆ่า แต่เพียงพอให้ตำรวจเริ่มสอบสวน
ก่อนที่พวกเขาจะนำหลักฐานไปแจ้งความ กู้จือเฉิงกลับลงมือก่อน เขาขโมยเอกสารจากห้องทำงานของกู้เหวินเซิง แล้วสร้างเรื่องว่าจือเหิงเป็นคนทำลายบัญชีบริษัท เพราะต้องการแก้แค้นที่พ่อไม่ยอมให้เขากลับไปเรียน
กู้เหวินเซิงโกรธมาก
“พ่อให้เวลาแกหนึ่งวัน ถ้าไม่ยอมเซ็นมอบอำนาจให้จือเฉิง แกก็ไม่ต้องถือว่าเป็นลูกชายของพ่อ”
จือเหิงมองพ่อของตนอย่างเจ็บปวด “พ่อเชื่อเขามากกว่าผมงั้นหรือ”
“ฉันต้องรักษาบริษัทไว้”
“บริษัทสำคัญกว่าความจริงเรื่องอุบัติเหตุของผมด้วยหรือ”
กู้เหวินเซิงหลบตา และนั่นเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ
จือเหิงตัดสินใจย้ายออกจากบ้าน แม้จะยังเดินไม่ได้และไม่มีเงินมากพอ เขาขอให้จือเหยาไปด้วย แต่เธอปฏิเสธ
“หนูจะอยู่ต่อค่ะ”
“เธอจะอยู่ทำไม”
“เพื่อรอให้คนที่ทำร้ายพี่ชายเผยตัว”
“มันอันตราย”
“หนูไม่กลัว ถ้าพี่ชายไม่ทิ้งหนู”
เขาก้มมองมือของเธอ แล้วจับเอาไว้แน่น “ฉันไม่ทิ้งเธอ”
คืนนั้นจือเหยาเห็นภาพร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่มาถึงบ้านกู้ ไฟกำลังลุกไหม้ในห้องเก็บเอกสาร จือเหิงอยู่ข้างในกับแฟ้มหลักฐาน และมีคนล็อกประตูจากด้านนอก
เธอรีบไปหาเขา แต่กู้จือเฉิงยืนขวางทาง
“จะไปไหน”
“ไปหาพี่ชาย”
“เขาไม่ได้อยู่ในบ้าน”
จือเหยามองเหนือศีรษะเขา ภาพเดียวกับที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ชัดเจนขึ้น เปลวไฟสะท้อนบนกระจก และในมือของเขามีไฟแช็กสีเงิน
“พี่จือเฉิงเป็นคนไม่ดี” เธอพูด
ชายหนุ่มคว้าแขนเธอ “เธอรู้อะไร”
จือเหยากัดมือเขาแล้ววิ่งหนี เธอไม่ได้ตรงไปหาผู้ใหญ่ แต่ไปที่ห้องรักษาความปลอดภัย กดสัญญาณเตือนภัย และโทรหาตำรวจด้วยโทรศัพท์ของคนรับใช้ที่วางอยู่บนโต๊ะ
เสียงควันเตือนดังขึ้นทั่วบ้าน
กู้จือเหิงอยู่ในห้องเก็บเอกสารจริง ๆ เขาตามหาแฟ้มต้นฉบับของบริษัทและถูกขังไว้ด้านใน ประตูเริ่มร้อนขึ้น แต่เขาเห็นกล้องตัวเล็กบนชั้นวางและตะโกนบอกจือเหยาผ่านระบบสื่อสาร
“อย่าเข้ามา! เรียกคนช่วย!”
“หนูจะไม่ทิ้งพี่ชาย!”
จือเหยาใช้ถังดับเพลิงทุบกลอนประตู แต่ควันทำให้เธอไอจนแทบลืมตาไม่ขึ้น จือเหิงพยายามคลานมาถึงประตู เขาใช้ไม้ค้ำยันดันช่องว่างไว้ ขณะที่จือเหยาดึงประตูจากด้านนอก
ในวินาทีที่ประตูเปิดออก เปลวไฟลุกขึ้นด้านหลังพวกเขา กู้เหวินเซิงกับคนรับใช้เข้ามาพอดีและช่วยพาทั้งสองออกไป
กู้จือเฉิงถูกจับอยู่หลังบ้าน เขาพยายามเผาเสื้อคลุมและโทรศัพท์ แต่ตำรวจพบไฟแช็ก เสื้อผ้าที่มีกลิ่นน้ำมัน และภาพจากกล้องรักษาความปลอดภัยที่บันทึกการเข้าไปในห้องเก็บเอกสาร
ภายหลังการสอบสวน หลักฐานเรื่องการเปลี่ยนระบบเบรกก็ถูกส่งต่อให้ตำรวจเช่นกัน ลายเซ็นปลอม บัญชีเงินโอน และข้อความระหว่างกู้จือเฉิงกับช่างซ่อมรถทำให้เรื่องชัดเจนขึ้น เขาไม่ได้ตั้งใจให้จือเหิงตายตั้งแต่แรก เพียงต้องการให้เกิดอุบัติเหตุจนจือเหิงไม่สามารถแย่งตำแหน่งผู้สืบทอดบริษัทได้
ส่วนการวางยาและการเผาเอกสารเป็นความพยายามกำจัดผู้ที่เริ่มเข้าใกล้ความจริง
กู้จือเฉิงถูกดำเนินคดีหลายข้อหา เขาไม่ได้เสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่ต้องเผชิญการสอบสวน การฟ้องร้อง และความจริงที่ว่าไม่มีใครในครอบครัวพร้อมปกป้องเขาอีกต่อไป
กู้เหวินเซิงยอมรับว่าเขารู้เรื่องรถผิดปกติมานานแล้ว แต่กลัวว่าหากเปิดเผยเรื่องนี้ บริษัทจะล้ม เขาขอโทษลูกชายด้วยเสียงสั่นเครือ
“พ่อคิดว่าถ้ารักษาบริษัทไว้ได้ ลูกจะยังมีอนาคต”
จือเหิงตอบว่า “พ่อรักษาบริษัทไว้ แต่ปล่อยให้ผมเสียอนาคตไปแล้ว”
เขาไม่ได้ให้อภัยในทันที และไม่มีใครเร่งให้เขาทำเช่นนั้น คุณนายกู้เองก็ขอให้สามีหยุดพูดคำว่าครอบครัว หากยังไม่กล้ายอมรับความจริงต่อหน้าทุกคน
หลังจากเรื่องจบลง บ้านกู้เงียบกว่าเดิมมาก จือเหิงเริ่มทำกายภาพบำบัดอีกครั้ง เขาไม่ได้เดินได้อย่างปาฏิหาริย์ ขาทั้งสองข้างยังอ่อนแรง และแพทย์บอกว่าการฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่เขาไม่ปฏิเสธรถเข็นอีกต่อไป
เขายังกลับไปเรียนทางไกลและเริ่มวาดภาพบ้านที่มีทางลาดเหมือนเดิม คราวนี้เด็กหญิงหน้าบ้านไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว มีเด็กอีกหลายคนกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวน
เมื่อจือเหยาถามว่าเขาจะสร้างบ้านแบบนั้นจริงหรือไม่ เขาตอบว่า “ถ้าสร้างไม่ได้ตอนนี้ ก็เริ่มจากแบบร่างก่อน”
จือเหยาถูกจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้อง หลังจากครอบครัวกู้พบว่าเธอไม่มีญาติที่สามารถรับดูแลได้ คุณนายกู้ไม่ได้บังคับให้เธอเรียกแม่ แต่ทุกคืนจะวางนมอุ่นไว้หน้าห้อง และทุกครั้งที่จือเหยากลับจากโรงเรียน เธอจะถามว่าเหนื่อยไหม
กู้เหวินเซิงขายรถคันเก่าที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุและนำเงินส่วนหนึ่งชดเชยให้สถานสงเคราะห์ เขายังตั้งกองทุนเล็ก ๆ เพื่อช่วยเด็กที่ไม่มีครอบครัว แต่จือเหยาไม่ยอมให้ใช้ชื่อของเธอ
“หนูไม่อยากให้ใครรู้ว่าหนูพิเศษ” เธอบอก
จือเหิงพยักหน้า “ไม่ต้องพิเศษหรอก แค่เป็นตัวเองก็พอ”
หลายเดือนต่อมา จือเหยาเดินทางกลับไปยังสถานสงเคราะห์พร้อมกับจือเหิง เธอนำขนมไส้ดอกหอมหมื่นลี้ไปแจกเด็ก ๆ และเล่าเรื่องพี่ชายที่เคยเกลียดเธอให้ทุกคนฟัง
“เขายังปากร้ายอยู่ไหม” เด็กคนหนึ่งถาม
“ยังค่ะ”
จือเหิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมาทันที “ฉันได้ยินนะ”
เด็ก ๆ พากันหัวเราะ จือเหยาก็หัวเราะตาม เธอมองเหนือศีรษะของพี่ชายและพบเพียงแสงสีทองอ่อน ๆ ไม่มีเงาสีแดง ไม่มีควัน ไม่มีภาพของความตาย
ความสามารถของเธอยังไม่หายไป บางครั้งเธอยังเห็นลางร้ายเหนือศีรษะของผู้คน แต่เธอไม่ต้องพยายามช่วยทุกคนอีกแล้ว เธอเรียนรู้ว่าการเตือนใครสักคนไม่ใช่การแบกชะตาของเขาไว้บนบ่าตัวเอง และการขอความช่วยเหลือก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ
ก่อนกลับ จือเหิงยื่นขนมให้เธอหนึ่งชิ้น
“ฉันกินไม่หมด”
“พี่ชายไม่ชอบของหวานไม่ใช่หรือคะ”
“วันนี้ชอบแล้ว”
จือเหยารับขนมมา แล้วเข็นรถของเขาออกจากประตูสถานสงเคราะห์อย่างช้า ๆ คราวนี้เธอไม่ได้หันกลับไปมองด้วยความกลัวว่าจะต้องจากบ้านอีก แต่หันกลับไปเพราะอยากบอกลาเด็ก ๆ ที่กำลังโบกมือให้
บนโต๊ะในบ้านกู้ สมุดวาดรูปเล่มเก่ายังคงเปิดอยู่ที่ภาพบ้านหลังเล็ก เด็กหญิงหน้าประตูถูกเติมสีสันจนชัดเจน และข้าง ๆ เธอมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น
จือเหิงอาจยังใช้ขาของตัวเองไม่ได้ แต่สำหรับจือเหยา เขาไม่เคยเป็นคนที่ต้องให้เธอแบกเลยสักครั้ง เขาเป็นพี่ชายคนแรกที่ยื่นมือมาจับเธอไว้ และไม่ปล่อยให้เธอต้องเดินผ่านโลกที่น่ากลัวเพียงลำพังอีกต่อไป