“อย่าผลักฉันลงไปนะเซิ่งอี้จื้อ! ลูกของคุณยังอยู่ในท้องฉัน!” เวินจงเกาะรากไม้ริมหน้าผาด้วยมือที่เต็มไปด้วยเลือด ขณะที่ชายคนรักยืนมองลงมาด้วยสีหน้าเย็นชา และหลิวหรูเยี่ยนกำลังถือโทรศัพท์ถ่ายภาพเธอเอาไว้
ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา รากไม้ก็ขาด เวินจงร่วงลงสู่ความมืดพร้อมเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน
สามเดือนหลังจากนั้น ในถ้ำแคบ ๆ ใต้หุบเขา เด็กทารกคนหนึ่งกำลังจะตายเพราะไม่มีน้ำนม ส่วนแม่ของเขากำลังใช้มีดทื่อ ๆ ตัดเถาวัลย์เพื่อปีนขึ้นไปหาอาหาร แม้ร่างกายจะยังมีแผลจากการคลอดและแทบไม่มีแรงเหลืออยู่แล้ว
เวินจงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่นั่นกี่วัน เธอรู้เพียงว่าทุกครั้งที่หลับตา เสียงร้องเบา ๆ ของหนานหนานจะปลุกเธอขึ้นมาก่อนที่ความหนาวจะพรากลูกไปจากอ้อมแขน
“แม่อยู่นี่…อย่าหลับนะลูก” เธอกระซิบ พลางใช้ผ้าขาด ๆ ห่อตัวเด็กให้แน่นขึ้น “แม่จะพาเราออกไปให้ได้”
ตอนที่ตกลงมา กิ่งไม้หลายกิ่งช่วยชะลอร่างของเธอไว้ แต่ท้องที่ใกล้คลอดกระแทกเข้ากับโขดหินอย่างรุนแรง เวินจงคลอดลูกในคืนนั้นเอง ท่ามกลางลมหนาวและความมืด โดยมีเพียงเสียงน้ำไหลจากร่องหินเป็นพยาน
เธอจำได้ว่าตัวเองร้องขอให้ลูกหายใจ จำได้ว่าทารกเงียบไปนานจนเธอคิดว่าตัวเองสูญเสียเขาแล้ว และจำได้ว่าหลังจากตบฝ่าเท้าเล็ก ๆ หลายครั้ง หนานหนานจึงร้องออกมาเสียงแผ่ว
“ลูก…แม่ทำได้แล้ว เรารอดแล้ว”
แต่ความโล่งใจอยู่ได้ไม่นาน ร่างกายของเวินจงเสียเลือดมากจนแทบลุกไม่ขึ้น เธอไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำสะอาด และไม่มีทางส่งสัญญาณให้ใครรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
วันที่สี่หลังคลอด น้ำนมของเธอเริ่มแห้ง หนานหนานร้องจนหน้าแดง เวินจงกอดเขาแนบอกทั้งน้ำตา
“ขอโทษนะลูก แม่ไม่มีอะไรให้หนูแล้ว”
เธอพยายามปีนขึ้นไปตามร่องเขา ใช้ก้อนหินทุบผลไม้ป่า และจับนกตัวเล็ก ๆ ที่บินหลงเข้ามาใกล้ถ้ำ ทุกครั้งที่กลับมา เธอจะเก็บอาหารส่วนที่นิ่มที่สุดไว้ให้ลูก แม้ตัวเองจะต้องกลืนเพียงน้ำฝนกับเศษรากไม้
ครั้งหนึ่ง เธอเห็นแสงไฟจากด้านบนและตะโกนจนเสียงแหบ แต่คนที่อยู่บนหน้าผาไม่ได้ยิน นั่นทำให้เธอเข้าใจว่า ต่อให้เซิ่งอี้จื้อรู้ว่าเธอยังไม่ตาย เขาก็คงไม่กลับมาช่วย
เพราะก่อนที่เธอจะตกลงไป เขาเป็นคนปล่อยมือจากข้อมือเธอเอง
“คุณบอกว่ารักฉันมาตลอดสิบปี” เวินจงพึมพำกับความมืด “แต่คุณกลับฆ่าลูกของตัวเองได้ลงคอ”
ในเวลาเดียวกัน ที่โรงพยาบาลเอกชนในเมือง เวินจงถูกประกาศว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แม้จะยังไม่พบศพก็ตาม
เวินหลง พี่ชายของเธอ นั่งอยู่ข้างเตียงของบิดาซึ่งกำลังรักษาตัวจากโรคหัวใจ เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมเชื่อรายงานนั้น
“ยังไม่พบศพ แล้วจะเซ็นเอกสารยืนยันการตายได้อย่างไร” เขาถามเสียงแข็ง
เซิ่งอี้จื้อก้มหน้า แสดงสีหน้าเจ็บปวดเหมือนสามีที่สูญเสียภรรยา “ผมเห็นเธอตกลงไปกับตา แต่หน้าผาสูงขนาดนั้น ต่อให้รอดจากแรงกระแทกก็ไม่มีทางมีชีวิตอยู่ได้”
หลิวหรูเยี่ยนนั่งอยู่ข้างเขา เธอทำทีเป็นร้องไห้และคอยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ แต่แหวนเพชรบนมือข้างซ้ายกลับเป็นแหวนของเวินจงที่หายไปตั้งแต่คืนเกิดเหตุ
เวินหลงเห็นมัน แต่ยังไม่พูดอะไร
“แล้วเด็กในท้องของน้องสาวผมล่ะ” เขาถาม
เซิ่งอี้จื้อกำมือแน่น “เด็กคง…ไม่รอด”
คำตอบนั้นเร็วเกินไปจนเวินหลงเงยหน้ามองเขา ทว่าหลิวหรูเยี่ยนรีบพูดแทรก “พี่เวินหลง ตอนนี้บริษัทกำลังมีปัญหา คุณลุงก็อาการไม่ดี ถ้าไม่มีคนบริหาร หุ้นของตระกูลจะถูกคนอื่นยึดไปหมดนะคะ”
เวินหลงหันไปมองเธอ “น้องสาวผมยังไม่ถูกยืนยันว่าเสียชีวิต แต่พวกคุณกำลังพูดถึงมรดกแล้วหรือ”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
สามวันต่อมา คณะกรรมการบริษัทเวินกรุ๊ปประชุมฉุกเฉิน เซิ่งอี้จื้อเสนอให้ตั้งตนเองเป็นผู้รักษาการประธาน โดยอ้างว่าเวินจงเคยลงนามมอบอำนาจไว้ก่อนเดินทาง
เอกสารมีลายเซ็นของเวินจงจริง แต่เวินหลงจำได้ว่าน้องสาวไม่เคยยอมให้ใครแตะอำนาจการบริหารบริษัท อีกทั้งวันที่ในเอกสารยังเป็นวันที่หลังจากเธอเดินทางไปพักผ่อนบนภูเขาแล้ว
เขาเก็บสำเนาเอกสารไว้เงียบ ๆ และให้เว่ยจง เลขานุการเก่าของเวินจง ตรวจสอบต้นฉบับ
“อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ” เว่ยจงพูดเบา ๆ “ก่อนออกจากบริษัท คุณเวินจงโทรหาผม เธอบอกว่าพบการโอนเงินผิดปกติจากบัญชีบริษัทไปยังบริษัทตัวแทนแห่งหนึ่ง ชื่อบริษัทนั้นเชื่อมโยงกับหลิวหรูเยี่ยน”
เวินหลงนิ่งไป
“ทำไมคุณไม่บอกตั้งแต่แรก”
“เพราะหลังจากเธอตกหน้าผา โทรศัพท์ของเธอหาย และผมไม่รู้ว่าควรเชื่อใคร ตอนนี้อำนาจในบริษัทอยู่ในมือเซิ่งอี้จื้อแล้ว ถ้าเรากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน เขาอาจทำลายเอกสารทั้งหมด และอาจลงมือกับคุณลุงด้วย”
เวินหลงมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาไม่ยอมให้น้องสาวตายไปโดยไม่มีใครตามหาความจริง แต่เขาก็รู้ว่าความโกรธอย่างเดียวช่วยเธอไม่ได้
เขาจึงกลับไปยังภูเขา พร้อมทีมค้นหาและแผนที่ซึ่งเว่ยจงขอจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
บริเวณที่เกิดเหตุมีรอยรองเท้าสองคู่ รอยหนึ่งเป็นรองเท้าส้นสูงของหลิวหรูเยี่ยน อีกคู่เป็นรองเท้าหนังของเซิ่งอี้จื้อ ใกล้หน้าผาพบกระดุมเสื้อขาดหนึ่งเม็ด และเศษพลาสติกจากกล้องติดรถยนต์
แต่ไม่พบร่างของเวินจง
เวินหลงยืนอยู่ริมหน้าผาและตะโกนเรียกน้องสาวจนเสียงสะท้อนกลับมา เขาไม่รู้ว่าใต้ลงไปหลายสิบเมตร เวินจงกำลังได้ยินเสียงนั้นพอดี
เธอพยายามลากตัวเองออกจากถ้ำ แต่ข้อเท้าที่บวมทำให้ล้มลง หนานหนานร้องอยู่ข้างกาย เวินจงกัดฟันยกก้อนหินขึ้นปิดปากถ้ำไม่ให้ลมหนาวพัดเข้าไป
“พี่ชายกำลังตามหาเรา” เธอบอกลูก แม้ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดเพื่อปลอบลูกหรือปลอบตัวเอง “เราต้องอดทนอีกหน่อย”
ในคืนนั้น เธอได้ยินเสียงน้ำหยดผิดปกติ เมื่อตามเสียงไปจึงพบช่องแคบอีกด้านของถ้ำ เช้าวันรุ่งขึ้น เวินจงใช้เศษโลหะที่ติดอยู่กับกระเป๋าของเธอขุดดินทีละน้อย นานหลายชั่วโมงกว่าจะเปิดช่องให้แสงลอดเข้ามา
ตรงทางออกมีร่องน้ำตื้น ๆ และผลไม้ป่าขึ้นอยู่สองสามต้น เธอจึงพาหนานหนานออกไปตากแดดเป็นครั้งแรก
ความอบอุ่นเพียงเล็กน้อยทำให้เด็กหยุดร้อง เวินจงก้มจูบหน้าผากลูก ก่อนจะเห็นแสงสะท้อนบางอย่างอยู่ใต้ก้อนหิน
มันคือโทรศัพท์ของเธอ
หน้าจอแตกจนแทบใช้งานไม่ได้ แต่เครื่องยังเปิดติดอยู่ เวินจงลองกดดู ท่ามกลางภาพที่เสียหาย เธอพบวิดีโอหนึ่งไฟล์ที่ถูกบันทึกอัตโนมัติในคืนเกิดเหตุ
ภาพสั่นไหวและมืดเกือบสนิท แต่ได้ยินเสียงหลิวหรูเยี่ยนชัดเจน
“ถ้าเธอเซ็นโอนหุ้น เราจะปล่อยให้เธอกับเด็กออกไป”
ตามด้วยเสียงเซิ่งอี้จื้อ “อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก เวินจง คุณไม่มีทางชนะผมได้แล้ว”
เวินจงกอดโทรศัพท์แน่น หัวใจเต้นแรงจนแผลที่ท้องเจ็บขึ้นมา
ในวิดีโอ เธอได้ยินเสียงตัวเองร้องไห้และพูดว่า “คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ ฉันเป็นภรรยาของคุณ”
เซิ่งอี้จื้อตอบอย่างเย็นชา “คุณเป็นแค่คนที่ขวางทางผม”
หลังจากนั้นเกิดเสียงยื้อแย่ง ตามด้วยเสียงกรีดร้อง และเสียงบางอย่างกระแทกเข้ากับหิน
เวินจงจำได้ว่าเธอกดบันทึกไว้โดยไม่ตั้งใจ ตอนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพวิวให้พี่ชาย ก่อนถูกทั้งสองคนลากไปริมหน้าผา
เธอยังจำได้ด้วยว่า ก่อนถูกผลัก เซิ่งอี้จื้อกระซิบคำหนึ่งข้างหู
“ตายไปพร้อมลูกของคุณเสียเถอะ”
เวินจงพยายามส่งไฟล์ แต่ไม่มีสัญญาณ โทรศัพท์เหลือแบตเตอรี่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ เธอจึงเขียนข้อความสั้น ๆ พร้อมแนบวิดีโอและตั้งเวลาส่งอัตโนมัติ หากโทรศัพท์กลับมาเชื่อมต่อเครือข่าย
จากนั้นเธอใส่เครื่องไว้ในถุงพลาสติก ห่อด้วยผ้าของหนานหนาน และเก็บไว้ใกล้ตัวที่สุด
วันรุ่งขึ้น เวินหลงได้รับข้อความจากหมายเลขของน้องสาวเพียงคำเดียว
“ยังมีชีวิตอยู่”
เขารีบพาทีมค้นหากลับขึ้นเขา แต่เซิ่งอี้จื้อรู้ข่าวก่อน เพราะมีคนในบริษัทคอยติดตามการสื่อสารของเว่ยจง เขาสั่งให้หลิวหรูเยี่ยนลบกล้องวงจรปิดทุกตัว และเตรียมเอกสารให้คณะกรรมการประกาศว่าเวินจงเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
“ถ้าเธอยังอยู่จริง เราต้องหาเธอให้เจอก่อนพี่ชายของเธอ” หลิวหรูเยี่ยนพูดอย่างหวาดกลัว
เซิ่งอี้จื้อจับแขนเธอ “เธออยู่ในหุบเขาโดยไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ และเพิ่งคลอดลูก ไม่มีทางรอดเกินหนึ่งสัปดาห์”
“แต่ถ้าเธอมีหลักฐานล่ะ”
เขาไม่ตอบ เพราะในใจรู้ดีว่าเวินจงไม่ใช่คนยอมแพ้ง่าย ๆ
ในวันที่สิบสอง เวินจงพบรอยควันไฟจากอีกฝั่งของหุบเขา เธออุ้มหนานหนานเดินไปตามลำธาร แม้ทุกก้าวจะทำให้เลือดซึมออกจากแผล เธอใช้เสื้อผ้าผูกเป็นธงและแขวนไว้บนต้นไม้
คืนนั้นเธอได้ยินเสียงเครื่องยนต์ แต่เสียงไม่ได้มาจากทีมค้นหา เป็นชายสองคนที่เซิ่งอี้จื้อจ้างให้ลงมาปิดปากเธอ
เวินจงพาหนานหนานหลบเข้าไปในโพรงหิน เธอได้ยินชายคนหนึ่งพูดว่า “คุณเซิ่งบอกว่าถ้าเจอผู้หญิงกับเด็ก ให้จัดการทั้งคู่”
ความกลัวทำให้ร่างกายเธอสั่น แต่เธอไม่ยอมร้องไห้ เด็กในอ้อมแขนกำลังหลับ เธอจึงเอามือปิดปากตัวเองและรอจนเสียงฝีเท้าหายไป
หลังจากคนทั้งสองจากไป เวินจงใช้กิ่งไม้เขียนลูกศรไว้บนพื้น ชี้ไปยังเส้นทางอีกด้าน เพื่อให้คนร้ายตามผิดทาง ก่อนพาลูกเดินย้อนกลับไปที่ลำธาร
เช้าวันต่อมา ทีมของเวินหลงพบผ้าผืนเล็กผูกอยู่กับกิ่งไม้ ผ้าผืนนั้นมีรอยปักรูปดาว ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่ของพวกเขาเคยเย็บให้เวินจงตอนเด็ก
เวินหลงรู้ทันทีว่าน้องสาวเป็นคนทำ
“เธอยังมีชีวิตอยู่” เขาพูดทั้งน้ำตา “เธออยู่ใกล้กว่านี้”
พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงตามรอยไปจนพบเวินจงหมดสติอยู่ริมลำธาร หนานหนานนอนอยู่บนหน้าอกของเธอและร้องเสียงแผ่ว
เวินหลงอุ้มเด็กขึ้น ขณะที่เว่ยจงรีบตรวจชีพจรของเวินจง
“เธอยังหายใจอยู่ แต่เสียเลือดมาก ต้องพาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
เวินจงลืมตาขึ้นเพียงเล็กน้อย “โทรศัพท์…อย่าให้เซิ่งอี้จื้อรู้…”
“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีใครทำอะไรเธอได้”
เธอส่ายหน้า “หลักฐานอยู่ในนั้น…เขาฆ่าลูกของฉันไม่ได้ แต่เขาพยายาม”
หลังจากได้รับการรักษา เวินจงยังต้องนอนโรงพยาบาลหลายสัปดาห์ เธอมีภาวะติดเชื้อและร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถให้นมหนานหนานได้ แพทย์จึงให้นมผงแก่เด็กและเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ทำให้เวินจงเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลคือ ตอนที่เธอถามถึงลูก เธอกลัวว่าหนานหนานจะไม่ยอมให้เธออุ้มเพราะต้องอยู่ในตู้อบหลายวัน
แต่เมื่อพยาบาลอุ้มเด็กมาไว้ข้างเตียง หนานหนานกลับกำมือเล็ก ๆ จับนิ้วของเธอไว้แน่น
เวินจงร้องไห้เงียบ ๆ “แม่กลับมาแล้วนะ”
ทางด้านบริษัท เซิ่งอี้จื้อพยายามประกาศว่าเวินจงยังสับสนจากอาการบาดเจ็บ และวิดีโอในโทรศัพท์อาจถูกตัดต่อ เขายังอ้างว่าคนในคลิปไม่ใช่ตนเอง
เวินหลงไม่ได้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมดในทันที เขาให้เว่ยจงตรวจสอบไฟล์เสียงกับผู้เชี่ยวชาญ และรวบรวมเอกสารการโอนเงิน บันทึกการเดินทาง รวมถึงภาพจากกล้องหน้ารถของนักท่องเที่ยวที่ขับผ่านทางขึ้นเขาในคืนนั้น
หนึ่งในภาพเผยให้เห็นรถของเซิ่งอี้จื้อจอดอยู่ใกล้ทางลงเขา หลังจากเขาอ้างว่าออกจากพื้นที่ก่อนเกิดเหตุหลายชั่วโมง
อีกหลักฐานหนึ่งคือข้อความที่หลิวหรูเยี่ยนส่งไปยังบัญชีลับของเธอ
“หลังจากคืนนี้ หุ้นทั้งหมดจะเป็นของเรา”
เมื่อหลักฐานพร้อม เวินจงจึงขอเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการด้วยตัวเอง
เธอยังเดินไม่สะดวก ต้องใช้ไม้เท้า และมีรอยแผลยาวจากหน้าท้องลงมาถึงสะโพก แต่เธอไม่ต้องการปรากฏตัวในฐานะผู้หญิงที่รอให้คนอื่นแก้แค้นแทน
วันที่เธอเดินเข้าไปในห้องประชุม เซิ่งอี้จื้อกำลังกล่าวคำไว้อาลัยให้ภรรยาที่ทุกคนคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว
ประตูเปิดออก
เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ เวินจงก้าวเข้ามาพร้อมเวินหลงและทนายความ
เซิ่งอี้จื้อหน้าซีดจนแทบไม่มีสีเลือด หลิวหรูเยี่ยนทำแก้วน้ำหล่นแตกบนพื้น
“เธอ…”
เวินจงมองเขา “คุณดูผิดหวังที่เห็นฉันยังมีชีวิตอยู่มากกว่าดีใจนะ”
ไม่มีใครในห้องพูดอะไร
เซิ่งอี้จื้อพยายามเดินเข้ามาหาเธอ “เวินจง คุณไม่ควรฝืนตัวเอง เราค่อย ๆ คุยกันได้ ผมไม่เคยตั้งใจจะทำร้ายคุณ มันเป็นอุบัติเหตุ—”
“อุบัติเหตุที่คุณสั่งให้คนตามลงไปฆ่าฉันหลังจากนั้นหรือ”
เขาชะงัก
เวินหลงวางเอกสารลงบนโต๊ะ “เรามีบันทึกเสียง รายการโอนเงิน ภาพรถยนต์ และข้อความที่แสดงให้เห็นว่าพวกคุณวางแผนยึดบริษัทก่อนน้องสาวผมตกหน้าผา”
หลิวหรูเยี่ยนเริ่มร้องไห้ “เซิ่งอี้จื้อเป็นคนคิดทั้งหมด ฉันแค่ทำตาม เขาบอกว่าถ้าไม่ช่วย เขาจะทำให้ฉันไม่มีอะไรเลย”
เซิ่งอี้จื้อหันไปตะคอก “หุบปาก!”
เพียงคำเดียวก็เพียงพอให้ทุกคนเห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ใช่ข่าวลือ
เวินจงกดเล่นไฟล์เสียง เสียงของหลิวหรูเยี่ยนดังไปทั่วห้อง
“ถ้าเธอเซ็นโอนหุ้น เราจะปล่อยให้เธอกับเด็กออกไป”
จากนั้นเป็นเสียงเซิ่งอี้จื้อที่พูดว่า “คุณเป็นแค่คนที่ขวางทางผม”
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธเสียงนั้นได้อีก
การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน เซิ่งอี้จื้อถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามฆ่า ทำร้ายร่างกาย และทุจริตเงินบริษัท ส่วนหลิวหรูเยี่ยนได้รับโทษจากการร่วมวางแผนและทำลายหลักฐาน แม้เธอจะพยายามโยนความผิดให้เซิ่งอี้จื้อทั้งหมด แต่ข้อความและการโอนเงินแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกบังคับ
บริษัทเวินกรุ๊ปไม่ได้กลับมาเป็นของเวินจงในชั่วข้ามคืน การตรวจสอบบัญชีพบว่ามีเงินจำนวนมากถูกโอนไปยังบริษัทปลอม และต้องใช้เวลานานกว่าจะนำกลับคืนได้ แต่คณะกรรมการแต่งตั้งเวินจงเป็นประธานอีกครั้ง เพราะเธอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
เวินจงขายบ้านพักบนภูเขาหลังนั้น เธอไม่เคยกลับไปที่หน้าผาอีก แต่เงินส่วนหนึ่งถูกใช้สร้างศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงที่ประสบความรุนแรงในครอบครัว โดยมีห้องฉุกเฉินสำหรับหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก
เธอไม่ตั้งชื่อศูนย์ตามตัวเอง แต่ตั้งชื่อว่า “บ้านแสงแรก”
เวินหลงถามว่าทำไมเธอจึงเลือกชื่อนี้
เวินจงมองหนานหนานที่กำลังหัดเดินอยู่กลางสนาม “เพราะในถ้ำนั้น ฉันคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่ทุกเช้า แสงเล็ก ๆ ที่ลอดผ่านรอยแยกทำให้ฉันรู้ว่าต้องอยู่ต่อ”
หลายเดือนหลังจากนั้น เธอได้รับจดหมายจากเซิ่งอี้จื้อ เขาขอพบและบอกว่าอยากขอโทษ อยากอธิบายว่าเขาทำไปเพราะกลัวสูญเสียทุกอย่าง
เวินจงอ่านจดหมายจนจบแล้วพับเก็บไว้ในลิ้นชัก เธอไม่ได้ส่งคำตอบ
เธอรู้ว่าเขาอาจกลัวสูญเสียเงิน อำนาจ หรือชีวิตที่วางแผนไว้ แต่สิ่งที่เขาพยายามพรากไปจากเธอคือชีวิตของลูก และไม่มีคำอธิบายใดเปลี่ยนความจริงนั้นได้
เมื่อหนานหนานอายุครบหนึ่งขวบ เวินจงพาลูกไปที่สวนหลังบ้าน เธอแขวนผ้าผืนเล็กที่ปักรูปดาวไว้บนต้นไม้ ผ้าผืนนั้นซีดและมีรอยขาดจากวันที่เธอใช้ขอความช่วยเหลือบนภูเขา
หนานหนานยื่นมือไปคว้ามัน เวินจงจึงอุ้มลูกขึ้นและหัวเราะเบา ๆ
“จำไว้นะลูก เราไม่ได้รอดมาเพราะมีใครเมตตาเรา” เธอบอก “เรารอดมาเพราะเรายังไม่ยอมปล่อยมือจากกัน”
ลมเย็นพัดผ่านสวน ผ้ารูปดาวปลิวไหวอยู่เหนือศีรษะของทั้งคู่
ครั้งหนึ่ง เวินจงเคยกอดลูกไว้ในถ้ำและภาวนาให้แสงสว่างมาถึง แต่วันนี้เธอไม่ต้องรอแสงจากใครอีกแล้ว เพราะเธอเป็นคนเปิดประตูให้ตัวเองและลูกเดินออกมาจากความมืดด้วยมือของเธอเอง