แม่บ้านที่ถูกดูถูกกลายเป็นล่ามกู้สัญญาสามพันล้าน ก่อนพบว่าคนที่ทำลายชื่อเสียงเธอคือคู่หมั้นของประธานบริษัท

“ถ้าคุณเซ็นเอกสารฉบับนี้ บริษัทจะเสียเงินสามพันล้าน และคนที่ต้องรับผิดชอบก็คือคุณ”

หลินหน่วนหน่วนยืนตัวแข็งอยู่กลางห้องประชุม ขณะที่แก้วน้ำเย็นในมือของลูกค้าต่างชาติหกลงบนแฟ้มสัญญา กระดาษสำคัญเปียกชุ่มต่อหน้าผู้บริหารเกือบยี่สิบคน ไม่มีใครสนใจว่าเธอพยายามคว้าผ้าเช็ดหน้าไว้แล้วหรือไม่ ทุกสายตากำลังมองเธอราวกับเป็นต้นเหตุของหายนะครั้งใหญ่

“คุณรู้ไหมว่าพวกเขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเจี้ยนเฉิน” หลินโยวโยว เลขานุการอาวุโสของประธานบริษัท ตวาดเสียงดัง “พวกเขามาเพื่อเจรจาโครงการมูลค่าหลายพันล้าน แต่คุณกลับทำให้การประชุมพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม!”

หน่วนหน่วนก้มศีรษะ น้ำเย็นไหลจากปลายเอกสารลงบนรองเท้าหนังราคาแพงของชายชาวต่างชาติ เธอรีบพูดขอโทษเป็นภาษาจีน แล้วจึงหันไปกล่าวภาษาเยอรมันอย่างชัดเจน

“ดิฉันขอโทษจริง ๆ ค่ะ รองเท้าของคุณเปื้อน ดิฉันจะชดใช้ค่าเสียหายให้ หรือถ้าคุณยินดี ดิฉันจะจัดการทำความสะอาดให้ทันที”

ชายคนนั้นชะงัก เขามองเธออย่างประหลาดใจ ก่อนตอบกลับเป็นภาษาเยอรมันยาวเหยียด หน่วนหน่วนฟังจนจบแล้วแปลให้ทุกคนฟังอย่างสุภาพ

“เขาบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ อุบัติเหตุเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องชดใช้”

ห้องประชุมเงียบลงทันที

ประธานบริษัท โป๋ช่ง เงยหน้าจากเอกสารเป็นครั้งแรก ดวงตาคมของเขาจับจ้องเธอราวกับเพิ่งเห็นว่าแม่บ้านที่เดินผ่านโต๊ะทำงานทุกวันมีตัวตนอยู่จริง

“คุณพูดภาษาเยอรมันได้?” เขาถาม

“พอพูดได้ค่ะ”

“พอพูดได้?” เขาทวนอย่างไม่เชื่อ เมื่อครู่เธอเพิ่งแปลคำถามทางธุรกิจที่ผู้จัดการฝ่ายขายสามคนฟังไม่ออก “ในบริษัทมีคนเป็นร้อย แต่ไม่มีใครสื่อสารกับลูกค้าได้เลยหรือ”

รองประธานฝ่ายธุรกิจรีบลุกขึ้นแก้ตัว “ล่ามประจำบริษัทเครื่องเสียงเสียกะทันหันครับ ช่างบอกว่าซ่อมไม่ทัน ต้องส่งกลับโรงงาน วันนี้เราเลย—”

“แล้วทำไมไม่มีใครแจ้งผมก่อนการประชุม”

ไม่มีใครกล้าตอบ

หน่วนหน่วนรู้ดีว่าเธอไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่เธอเห็นแววตาของลูกค้ากลุ่มนั้นชัดเจน พวกเขาไม่ได้โกรธเรื่องแก้วน้ำหก พวกเขากำลังเริ่มไม่มั่นใจว่าเจี้ยนเฉินมีความพร้อมพอจะรับผิดชอบโครงการใหญ่หรือไม่

“ถ้าท่านประธานอนุญาต ดิฉันสามารถทำหน้าที่ล่ามชั่วคราวได้ค่ะ” เธอพูดเบา ๆ

หลินโยวโยวหัวเราะเยาะ “แม่บ้านอย่างเธอจะเข้าใจเรื่องสัญญาธุรกิจได้อย่างไร อย่าทำให้บริษัทขายหน้าไปมากกว่านี้เลย”

“คุณหน่วนหน่วน” โป๋ช่งพูดโดยไม่สนใจโยวโยว “ไปซื้อเครื่องบันทึกเสียงสำรองมาเดี๋ยวนี้”

“ค่ะ แต่ดิฉันไม่มีเงินสำรองค่ะ ถ้าท่านโอนเงินให้ก่อน ดิฉันจะไปซื้อทันที”

ผู้บริหารหลายคนหันมามองกันอย่างไม่อยากเชื่อ แม่บ้านคนหนึ่งกล้าทวงเงินกับประธานบริษัทกลางห้องประชุม

“ผมจะจ่ายให้เมื่อคุณกลับมา”

“ไม่ได้ค่ะ ร้านนั้นไม่ให้ติดเงิน ดิฉันเคยถูกโกงค่าจ้างมาก่อนแล้ว ตั้งแต่นั้นมาดิฉันจะไม่สำรองจ่ายให้ใคร”

โป๋ช่งมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนหยิบธนบัตรจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้ “ผมไปกับคุณเองก็ได้”

“ถ้าท่านประธานไป ดิฉันก็ไม่ต้องไปแล้วค่ะ”

“ทำไม”

“ท่านยังมีงานต้องทำ การประชุมจะได้รับผลกระทบค่ะ”

เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของโป๋ช่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่คุ้นกับคนที่กล้าปฏิเสธเขาโดยไม่แสดงความกลัว

สุดท้ายเขาสั่งให้ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อไปจัดการเรื่องเครื่องบันทึกเสียง ส่วนหน่วนหน่วนถูกเรียกให้เข้าไปนั่งในห้องประชุมแทนล่าม เธอแปลคำพูดของลูกค้าอย่างแม่นยำ อธิบายคำศัพท์ทางกฎหมายที่ผู้จัดการแปลผิด และสังเกตเห็นว่าตัวเลขในเอกสารฉบับภาษาเยอรมันไม่ตรงกับฉบับภาษาจีน

“ในข้อที่สิบสี่ ลูกค้าไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขส่งมอบภายในหกเดือนนะคะ” เธอชี้ไปที่เอกสาร “ต้นฉบับเขียนว่า ‘ภายในหกเดือนหลังจากผ่านการทดสอบคุณภาพ’ ไม่ใช่ ‘ภายในหกเดือนนับจากวันที่เซ็นสัญญา’ ถ้าเราเซ็นฉบับนี้ เราอาจถูกเรียกค่าปรับหลายร้อยล้านค่ะ”

ผู้จัดการฝ่ายขายหน้าซีด เขาเป็นคนแก้ไขเอกสารฉบับภาษาจีนเอง

โป๋ช่งยกมือห้ามทุกคนพูด แล้วหันไปถามลูกค้าด้วยภาษาอังกฤษ ก่อนให้หน่วนหน่วนแปลต่อ การประชุมที่เกือบล่มกลับดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลูกค้าพอใจที่บริษัทตรวจพบความคลาดเคลื่อนก่อนลงนาม และยอมกลับมาเจรจาอีกครั้งในวันถัดไป

ตอนเย็น สัญญามูลค่าสามพันล้านถูกเซ็นอย่างเป็นทางการ

เมื่อหน่วนหน่วนเดินออกจากห้องประชุม เสียงปรบมือของพนักงานดังขึ้นเป็นระยะ หลายคนเข้ามาชื่นชมว่าเธอคงได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนแน่ แต่หลินโยวโยวเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

“อย่าคิดว่าแปลภาษาได้ครั้งเดียวแล้วจะกลายเป็นคนสำคัญ” โยวโยวพูด “ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในบริษัท เธอก็ไม่มีวันได้เลื่อนตำแหน่ง”

หน่วนหน่วนกำลังจะเดินผ่าน แต่โยวโยวกลับพูดถึงเรื่องที่เจ็บที่สุดของเธอ

“ลืมแล้วหรือว่าเธอเป็นแค่เด็กที่ตระกูลหลินเก็บมาจากข้างถนน บุญคุณที่บ้านให้เธอทำงานในบริษัทก็เกินพอแล้ว อย่าคิดหมายปองสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

หน่วนหน่วนกำมือแน่น

เธอไม่เคยลืมว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้า และไม่เคยลืมว่าตระกูลหลินรับเธอมาเลี้ยงหลังจากพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่สิ่งที่โยวโยวไม่เคยรู้คือ หลายปีก่อนหน้านั้น หน่วนหน่วนเคยช่วยเด็กชายคนหนึ่งจากอาคารที่กำลังเกิดไฟไหม้ เด็กคนนั้นสวมจี้หยกครึ่งเสี้ยว และเป็นลูกชายของครอบครัวโป๋

หลังจากเหตุการณ์นั้น เธอได้รับทุนการศึกษาและได้เรียนภาษาต่างประเทศจนจบ แต่เมื่อพ่อแม่ของเธอเสียชีวิต ญาติที่รับปากว่าจะดูแลกลับส่งเธอไปอยู่กับตระกูลหลิน เธอจึงต้องหยุดเรียนและทำงานทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูเด็กสองคนของพี่สาวบุญธรรมที่เสียชีวิตไปแล้ว

หน่วนหน่วนไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะเธอไม่ต้องการให้ใครสงสาร

“เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับคุณ” เธอตอบนิ่ง ๆ

“เกี่ยวสิ เพราะเธอกำลังเข้ามาใกล้โป๋ช่ง”

“คนที่ยังไม่ยอมปล่อยเขาคือใครกันแน่ คุณรู้ดีที่สุด”

โยวโยวหน้าเปลี่ยนสี ทุกคนในบริษัทต่างรู้ว่าเธอประกาศตัวเป็นคู่หมั้นของโป๋ช่งมาหลายปี แม้โป๋ช่งไม่เคยจัดงานหมั้น ไม่เคยสวมแหวน และไม่เคยเรียกเธอว่าแฟนก็ตาม

“เธอทำร้ายเขาไปแล้ว ยังกล้ากลับมายุ่งกับเขาอีกหรือ”

“ฉันทำร้ายเขาเมื่อไร”

“เธอรู้อยู่แก่ใจ!”

เสียงของโยวโยวดังขึ้นเรื่อย ๆ จนผู้บริหารที่เดินผ่านมาเริ่มหยุดดู เธอพูดว่าโป๋ช่งเคยถูกหน่วนหน่วนทอดทิ้งในอดีต และตอนนี้เธอกลับมาเพราะเห็นว่าเขาประสบความสำเร็จ

หน่วนหน่วนไม่เข้าใจ เธอไม่เคยคบหากับโป๋ช่งมาก่อน และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเขาจำเธอได้หรือไม่

ก่อนที่เธอจะถาม โป๋ช่งก็เดินออกมาจากห้องทำงาน

“หลินโยวโยว” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าคุณมีเวลามากพอจะสร้างข่าวลือ ก็กลับไปจัดการงานที่สำนักงานใหญ่เสีย ตำแหน่งที่นั่นเตรียมไว้ให้คุณนานแล้ว”

โยวโยวหน้าซีด “ฉันทำงานที่นี่มาหลายปี ฉันช่วยคุณมาตั้งมากมาย คุณกลับให้แม่บ้านที่เพิ่งทำงานสามวันมาแทนที่ฉัน?”

“หน่วนหน่วนไม่ได้มาแทนคุณ เธอทำหน้าที่ที่คุณทำไม่ได้”

“เพราะเธอพูดภาษาเยอรมันได้แค่นั้นหรือ”

“เพราะเธอช่วยบริษัทไม่ให้เซ็นสัญญาที่มีความเสี่ยง และนำสัญญามูลค่าสามพันล้านกลับมาได้ ส่วนคุณทำอะไรบ้าง นอกจากใช้ชื่อผมกดคนอื่น”

โยวโยวกำหมัด น้ำตาคลอ แต่โป๋ช่งไม่หันไปมองเธออีก

“ภายในครึ่งชั่วโมง เก็บของแล้วออกจากสำนักงานผม หากไม่ทำ ผมจะให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพาคุณออกไป”

วันนั้นหลินโยวโยวยอมลาออก แต่เธอไม่ยอมแพ้ เธอส่งข้อความไปหาผู้จัดการฝ่ายขายและขอสำเนาไฟล์เก่าทั้งหมด จากนั้นจึงปล่อยข่าวว่าหน่วนหน่วนแอบปลอมตัวเข้ามาเป็นล่ามเพื่อหวังจับประธานบริษัท

ข่าวลือแพร่ไปทั่วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

หน่วนหน่วนไม่ได้โกรธที่คนอื่นดูถูก เธอโกรธเพราะข่าวลือนั้นอาจทำให้เธอถูกไล่ออก และถ้าเธอตกงาน เด็กสองคนที่อยู่ในความดูแลจะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมกับค่ารักษาพยาบาลของน้องคนเล็ก

เธอจึงไปหาโป๋ช่งที่ห้องทำงาน

“ท่านประธานจะไล่ดิฉันออกไหมคะ”

“ใครบอกว่าผมจะไล่คุณออก”

“หลายคนบอกค่ะ”

“ผมไม่เคยฟังความข้างเดียว”

เขาเปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ “วันนี้คุณมีส่วนสำคัญมาก ผมให้คุณขอสิ่งหนึ่งได้”

หน่วนหน่วนลังเล “ขอยกเลิกหนี้ของดิฉันได้ไหมคะ”

โป๋ช่งเงยหน้าขึ้น “ไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้น ขอขึ้นเงินเดือนค่ะ”

“คุณเพิ่งเข้ามาทำงานกับบริษัทได้สามวัน”

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าดิฉันกำลังจะขออะไร”

“เพราะคุณคิดดังเกินไป”

เธอหันหลังจะเดินออก แต่เขาเรียกไว้

“โบนัสสองร้อยหยวน”

หน่วนหน่วนหันกลับมา “แค่นั้นหรือคะ”

“เงินที่คุณยืมผมยังเหลืออีกห้าหมื่น”

“สองร้อยก็ดีกว่าไม่ได้ค่ะ” เธอรับเงินมาอย่างยอมจำนน “ขอบคุณค่ะท่านประธาน”

โป๋ช่งมองเธอเดินออกไป มุมปากขยับเล็กน้อย ก่อนสายตาจะตกลงบนจี้หยกครึ่งเสี้ยวที่ห้อยอยู่ใต้คอเสื้อของเธอ

เขาจำมันได้

สิบสองปีก่อน ตอนที่เขาอายุสิบเจ็ด เขาติดอยู่ในห้องเก็บของหลังโรงงานซึ่งเกิดไฟไหม้ เด็กสาวคนหนึ่งช่วยทุบประตูและลากเขาออกมา เธอมีแผลไหม้ที่ข้อมือซ้าย และก่อนจะถูกคนมารับตัวไป เธอถอดจี้หยกของตนเองให้เขาครึ่งหนึ่ง พร้อมบอกว่า “ถ้าโตขึ้นแล้วอย่ากลายเป็นคนที่ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง”

เขาตามหาเธอมาหลายปี แต่ไม่เคยพบ

จนกระทั่งสามวันก่อน เขาเห็นหน่วนหน่วนทำความสะอาดกระจก เธอใช้มือซ้ายจับถังน้ำ และรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บนข้อมือทำให้เขาจำได้ทันที

เขาไม่ได้รับเธอเข้าทำงานเพราะความสงสาร แต่เขายังไม่แน่ใจว่าเธอจำเขาได้หรือไม่

วันรุ่งขึ้น โป๋ช่งประกาศให้หน่วนหน่วนย้ายมาเป็นผู้ช่วยคนที่สามของเขา

“ดิฉันมีผู้ช่วยสามคนอยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ”

“คนหนึ่งย้ายไปสำนักงานใหญ่”

“แต่ตำแหน่งนี้ต้องออกไปทำงานข้างนอกกับท่าน และบางครั้งต้องดูแลตารางงานกลางคืนด้วยไม่ใช่หรือคะ”

“คุณไม่ต้องดูแลผมตอนนอน ผมไม่ได้พิการ”

“ข่าวลือบอกว่าท่านประธานเป็นคนไม่มีมนุษยธรรมค่ะ”

“แล้วหลังจากทำงานกับผม คุณคิดอย่างไร”

หน่วนหน่วนมองเขา “ยังไม่มีเวลาตัดสินค่ะ ต้องทำงานให้ครบหกเดือนก่อน”

โป๋ช่งเกือบยิ้ม “ช่วงทดลองงาน เงินเดือนยังเท่าเดิม”

“จริงหรือคะ”

“ถ้าผ่าน เงินเดือนปีละสามแสน และมีค่าภาษาแยกต่างหาก”

หน่วนหน่วนสูดลมหายใจลึก คิดถึงค่าเรียนของเด็ก ๆ และยาของน้องคนเล็ก ก่อนตอบอย่างหนักแน่น

“ดิฉันจะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ”

การทำงานในฐานะผู้ช่วยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด โยวโยวทิ้งแฟ้มเอกสารที่จัดเรียงผิดไว้ให้เธอ และผู้จัดการฝ่ายขายจงใจส่งอีเมลภาษาเยอรมันที่แปลผิดให้เธอรับผิดชอบ แต่หน่วนหน่วนไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ เธอเริ่มตรวจสอบเอกสารทุกฉบับ เก็บสำเนาอีเมล และจดบันทึกว่าข้อมูลแต่ละชุดมาจากใคร

ไม่นานเธอก็พบความผิดปกติ

ตัวเลขต้นทุนในข้อเสนอของบริษัทสูงกว่าต้นทุนจริงเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เงินส่วนต่างถูกโอนไปยังบริษัทตัวกลางแห่งหนึ่ง และบริษัทตัวกลางนั้นมีชื่อภรรยาของผู้จัดการฝ่ายขายเป็นกรรมการ

หน่วนหน่วนยังไม่รีบกล่าวหาใคร เธอนำข้อมูลทั้งหมดไปตรวจสอบกับบัญชีและพบว่ามีการโอนเงินลักษณะเดียวกันต่อเนื่องมานานสองปี

วันที่เธอกำลังจะรายงานโป๋ช่ง หลินโยวโยวกลับปรากฏตัวพร้อมเอกสารอีกชุด

“คุณหน่วนหน่วนเป็นคนแก้ตัวเลขในสัญญา” โยวโยวกล่าวต่อหน้าคณะกรรมการ “ฉันมีไฟล์ต้นฉบับ และมีพยานว่าเธอเข้าถึงระบบของฝ่ายขายเมื่อคืนก่อน”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีพบว่ารหัสของหน่วนหน่วนถูกใช้เข้าเครื่องจริง แต่หน่วนหน่วนยืนยันว่าเธอไม่เคยใช้ระบบนั้น

โป๋ช่งไม่ได้ปกป้องเธอทันที เขาสั่งพักสิทธิ์การเข้าระบบของเธอ และขอให้ฝ่ายตรวจสอบภายในดำเนินการตามขั้นตอน

หน่วนหน่วนเจ็บที่เขาไม่เชื่อใจ แต่เธอก็เข้าใจว่าเขาเป็นประธานบริษัท ไม่สามารถตัดสินคดีจากความรู้สึกได้

“ถ้าผมสั่งให้คุณหยุดงานชั่วคราว คุณจะโกรธไหม” เขาถามหลังจากทุกคนออกจากห้อง

“โกรธค่ะ แต่ดิฉันจะไม่หนี”

“คุณมีหลักฐานหรือยัง”

“ยังไม่มีค่ะ แต่คนที่ทำเรื่องนี้ต้องการให้ทุกคนคิดว่าดิฉันเป็นคนเดียวที่ได้ประโยชน์จากการใส่ร้าย”

“คุณได้ประโยชน์อะไร”

“ดิฉันได้งานใหม่ แต่ก็ไม่คุ้มกับการทำลายบริษัทหรอกค่ะ”

โป๋ช่งมองเธอนาน ก่อนพูดว่า “พรุ่งนี้อย่ามาที่บริษัท”

คืนนั้นหน่วนหน่วนกลับไปที่ห้องเช่าเล็ก ๆ เธอเปิดกล่องเก็บของเก่าและพบสมุดบันทึกที่พ่อเคยทิ้งไว้ พ่อของเธอเคยเป็นช่างตรวจสอบอุปกรณ์ในโรงงานเดียวกับครอบครัวโป๋ ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ เขาเคยบันทึกว่ามีคนเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างราคาถูกมาใช้แทนของมาตรฐาน

ในหน้าสุดท้ายมีชื่อของผู้จัดการฝ่ายขายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบิดาของชายที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในบริษัทตอนนี้

หน่วนหน่วนเริ่มเข้าใจว่าอุบัติเหตุในอดีตอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ และการที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตในเวลาต่อมาอาจเกี่ยวข้องกับการที่พ่อพยายามเปิดโปงเรื่องนั้น

เธอส่งภาพสมุดบันทึกให้โป๋ช่ง โดยไม่ขอให้เขาเชื่อเธอ ขอเพียงให้ตรวจสอบ

วันรุ่งขึ้น โป๋ช่งมาหาเธอถึงห้องเช่า เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่พาทนายและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในมาด้วย

“ไฟล์ที่กล่าวหาคุณถูกสร้างจากเครื่องของผู้จัดการฝ่ายขาย” เขาบอก “รหัสคุณถูกขโมยจากคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง และกล้องวงจรปิดช่วงเวลานั้นถูกลบโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้รับคำสั่งจากเขา”

“แล้วโยวโยวล่ะคะ”

“เธอส่งไฟล์ให้เขา แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเธอรู้ว่าข้อมูลถูกปลอม”

หน่วนหน่วนถอนหายใจ “เธอเกลียดดิฉัน แต่เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าจะเป็นแค่ความหึงหวง”

โป๋ช่งยื่นเอกสารอีกชุดให้เธอ เป็นรายงานเก่าจากโรงงานเมื่อสิบสองปีก่อน

“พ่อของคุณเคยส่งรายงานนี้ให้พ่อผม เขาพยายามเตือนว่ามีการเปลี่ยนวัสดุ แต่เอกสารถูกซ่อน และหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดไฟไหม้”

หน่วนหน่วนรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป

“ท่านรู้เรื่องนี้มานานแล้วหรือคะ”

“ผมเพิ่งพบเมื่อสัปดาห์ก่อน”

“แล้วทำไมไม่บอกดิฉัน”

โป๋ช่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เพราะผมยังไม่แน่ใจว่าคุณคือเด็กคนนั้น และเพราะผมไม่อยากให้คุณเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อาจทำให้คุณตกอยู่ในอันตราย”

“ท่านรับดิฉันเข้าทำงานเพราะจี้หยกหรือคะ”

“ตอนแรกใช่ แต่หลังจากนั้นไม่ใช่”

หน่วนหน่วนกำจี้หยกแน่น “ดิฉันจำเด็กคนนั้นไม่ได้ค่ะ ดิฉันจำได้แค่ว่าเคยช่วยใครบางคนจากไฟไหม้ แต่ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะได้พบเขาอีก”

โป๋ช่งหยิบจี้หยกอีกครึ่งหนึ่งออกจากคอเสื้อ

มันเป็นชิ้นเดียวกับของเธอ

ความจริงทำให้หน่วนหน่วนพูดไม่ออก แต่สิ่งที่เธอรู้สึกไม่ใช่ความรักหรือความซาบซึ้ง มันคือความเหนื่อยล้า เธอใช้ชีวิตมานานเกินไปโดยไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย และไม่ต้องการให้ความผูกพันในอดีตกลายเป็นหนี้อีกก้อนหนึ่ง

“ท่านไม่ต้องตอบแทนดิฉันค่ะ” เธอพูด “ถ้าจะให้โอกาส ก็ให้เพราะความสามารถของดิฉัน ไม่ใช่เพราะหนี้บุญคุณ”

โป๋ช่งพยักหน้า “ตกลง”

การตรวจสอบดำเนินไปหลายสัปดาห์ บริษัทพบหลักฐานการปลอมแปลงเอกสารและการโอนเงินจำนวนมาก ผู้จัดการฝ่ายขายถูกเลิกจ้างและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนเรื่องวัสดุโรงงานในอดีตถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบใหม่ แม้หลักฐานหลายส่วนสูญหายไปแล้ว แต่รายงานของพ่อหน่วนหน่วน บันทึกการเงิน และคำให้การของอดีตพนักงานทำให้ความจริงปรากฏเพียงพอที่จะคืนชื่อเสียงให้ครอบครัวเธอ

หลินโยวโยวไม่ได้ถูกโยนออกจากบริษัทอย่างที่ทุกคนคาด เธอยอมรับว่าเป็นคนส่งไฟล์ให้ผู้จัดการฝ่ายขายเพราะต้องการทำลายหน่วนหน่วน แต่เธอไม่รู้ว่าไฟล์นั้นถูกปลอม เธอถูกยกเลิกตำแหน่งและต้องรับผิดชอบค่าเสียหายบางส่วน ก่อนย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในตำแหน่งเล็กลง

ก่อนจากกัน โยวโยวถามหน่วนหน่วนว่า “เธอชนะแล้วพอใจหรือยัง”

“ฉันไม่ได้อยากชนะคุณ” หน่วนหน่วนตอบ “ฉันแค่อยากทำงานโดยไม่ต้องคอยพิสูจน์ว่าฉันมีสิทธิ์อยู่ที่นี่”

โยวโยวเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเบา ๆ “ฉันอิจฉาเธอ เพราะฉันคิดว่าเธอไม่ต้องพยายามอะไรเลย ทุกคนก็เลือกเธอ”

“ไม่มีใครเห็นตอนที่ฉันพยายามหรอกค่ะ”

หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน หน่วนหน่วนได้รับตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายเจรจาระหว่างประเทศ เงินเดือนเพิ่มขึ้นตามสัญญา และบริษัทจ่ายค่าการศึกษาต่อให้เธอ เธอยังคงดูแลเด็กสองคนที่บ้าน แต่คราวนี้ไม่ต้องรับงานทำความสะอาดกลางคืนอีกแล้ว

โป๋ช่งไม่รีบสารภาพรัก ไม่ใช้เรื่องจี้หยกบังคับให้เธออยู่ข้างเขา เขาเพียงเริ่มถามว่าเธอกินข้าวหรือยัง จำวันนัดของเด็ก ๆ ได้ และส่งรถไปรับเธอในวันที่ฝนตกหนักโดยไม่พูดว่าทำเพื่ออะไร

หน่วนหน่วนเองก็ยังไม่รีบยกโทษให้เขาในเรื่องที่เคยปิดบัง เธอบอกเขาชัดเจนว่าเธอจะไม่แต่งงานเพราะบุญคุณ และจะไม่เป็นผู้หญิงที่ต้องยืนอยู่ข้างประธานบริษัทเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเขาประสบความสำเร็จ

“ถ้าวันหนึ่งเราจะอยู่ด้วยกัน” เธอพูด “ต้องเป็นเพราะเราเลือกกันในวันนี้ ไม่ใช่เพราะเด็กสองคนในอดีตหรือจี้หยกชิ้นนี้”

“ผมเข้าใจ” โป๋ช่งตอบ “ถ้าอย่างนั้น ผมจะเริ่มเลือกคุณใหม่ทุกวัน”

หลายเดือนต่อมา โครงการสามพันล้านเริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการ หน่วนหน่วนเป็นคนขึ้นเวทีแปลคำกล่าวของลูกค้าต่างชาติด้วยตัวเอง เธอสวมสูทเรียบง่าย ไม่ใช่ชุดแม่บ้าน และไม่มีใครในห้องประชุมกล้าถามว่าเธอมีสิทธิ์ยืนตรงนั้นหรือไม่

หลังพิธีเซ็นเอกสาร โป๋ช่งยื่นซองเล็ก ๆ ให้เธอ

หน่วนหน่วนเปิดดู พบธนบัตรสองร้อยใบที่เขาเคยให้เป็นโบนัสครั้งแรก ใส่กรอบอย่างดี พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “เงินก้อนแรกของผู้ช่วยคนที่สาม”

เธอหัวเราะ “ท่านยังจำเรื่องนี้ได้อีกหรือคะ”

“ผมไม่เคยลืมเรื่องของคุณ”

“สองร้อยหยวนนี้ฉันใช้ไปนานแล้วค่ะ”

“ผมรู้ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมใส่กรอบเงินใหม่แทน”

หน่วนหน่วนมองธนบัตรในกรอบ แล้วมองชายตรงหน้า เธอไม่ใช่เด็กกำพร้าที่รอให้ใครรับไปดูแลอีกต่อไป ไม่ใช่แม่บ้านที่ต้องก้มหน้าขอโทษทุกครั้งที่เดินผ่านคนมีอำนาจ และไม่ใช่หญิงสาวที่ต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยการอดทนเงียบ ๆ

เธอเป็นคนที่เลือกเส้นทางของตัวเองได้

หน่วนหน่วนเก็บกรอบเงินไว้บนโต๊ะทำงาน ข้าง ๆ กับจี้หยกครึ่งเสี้ยว ส่วนจี้อีกครึ่งยังอยู่กับโป๋ช่ง ทั้งสองชิ้นไม่ได้ถูกนำมาประกบกันเพื่อสัญญาว่าจะไม่มีวันจากกัน แต่เพื่อเตือนพวกเขาว่า ครั้งหนึ่งคนสองคนเคยช่วยกันออกมาจากกองไฟ และหลังจากนั้น พวกเขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรโดยไม่ทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง

วันนั้น เมื่อหน่วนหน่วนเดินเข้าห้องประชุมอีกครั้ง ไม่มีใครเรียกเธอว่าแม่บ้าน

เธอวางเอกสารลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้น และเริ่มแปลด้วยเสียงมั่นคงราวกับตำแหน่งนี้เป็นของเธอมาตั้งแต่แรก

Leave a Comment