“อย่าขยับ! ยืนอยู่ข้างหลังฉัน!”
โจวเย่ผลักเสี่ยวเสี่ยวไปหลบหลังตัวเอง ขณะที่สุนัขตัวใหญ่สามตัวพุ่งกระโจนผ่านแสงไฟในสวน เสียงเห่าของพวกมันดังจนกระจกหน้าต่างสั่น แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวเสี่ยวหวาดกลัวกว่าคมเขี้ยว คือประตูรั้วที่ถูกล็อกจากด้านนอก และเสียงหัวเราะของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดังอยู่หลังแนวกำแพง
“คราวนี้ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าพวกแกยังจะกล้าอยู่บ้านหลังนี้ต่อไหม!”
เธอรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ สุนัขพวกนั้นไม่ได้หลุดเข้ามาเอง และถ้าโจวเย่ไม่ยืนขวางอยู่ตรงหน้า บ้านของเธออาจกลายเป็นที่เกิดเหตุฆาตกรรมก่อนรุ่งเช้า
โจวเย่คว้าท่อนไม้ใกล้มือขึ้นมา เขาไม่ได้ถอย แม้แขนซ้ายจะมีรอยแผลเก่าจากช่วงเวลาที่เคยอยู่ในเรือนจำ และแม้รู้ดีว่าสุนัขตัวหนึ่งมีน้ำลายเหนียวไหลย้อยผิดปกติ
“เสี่ยวเสี่ยว ไปหาเชือก!”
“แต่พวกมันอาจเป็นโรคกลัวน้ำ—”
“ไปเดี๋ยวนี้!”
เธอวิ่งไปยังโรงเก็บของ ขณะที่โจวเย่ใช้ท่อนไม้กั้นระหว่างตัวเองกับสุนัขตัวแรก มันพุ่งเข้ากัดแขนเขาเต็มแรง เสื้อแจ็กเก็ตขาด เลือดไหลลงมาตามข้อมือ แต่เขากลับกัดฟันไม่ร้องสักคำ
เสี่ยวเสี่ยวคว้าเชือกกลับมาได้พร้อมถังน้ำ เธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าของสุนัขเคยพูดว่า พวกมันกลัวน้ำอย่างรุนแรง เธอจึงสาดน้ำใส่พื้นตรงหน้า สุนัขสองตัวชะงัก แต่ตัวที่สามกลับยิ่งคลุ้มคลั่ง มันกระโจนใส่โจวเย่อีกครั้ง
“โจวเย่ ระวัง!”
เขาหันกลับไม่ทัน เขี้ยวของมันเฉี่ยวไหล่จนเสื้อเปื้อนเลือด เสี่ยวเสี่ยวคว้ากระถางต้นไม้ฟาดลงไปข้างตัวมัน ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่า เพียงต้องการเปิดทางให้โจวเย่หนีเข้าบ้าน
“เข้าไป! ล็อกประตู!”
ทั้งสองถอยเข้าไปด้านในพร้อมกัน โจวเย่ปิดประตูเหล็กแล้วใช้ตู้ไม้ดันไว้ เสียงเล็บสุนัขขูดประตูดังเป็นจังหวะ เสี่ยวเสี่ยวมองเลือดบนแขนของเขาแล้วหน้าซีด
“พี่โจวเย่ คุณถูกกัดจริง ๆ”
“แค่แผลเล็กน้อย”
“แผลเล็กน้อยอะไร นั่นมันสุนัขที่อาจเป็นโรคพิษสุนัขบ้า!”
เขามองเธอผ่านเหงื่อที่ไหลลงข้างแก้ม ก่อนตอบเบา ๆ “ถ้าฉันไม่ยืนตรงนั้น คนที่ถูกกัดคงเป็นเธอ”
ด้านนอก เสียงผู้หญิงคนนั้นตะโกนขึ้นอีกครั้ง
“อยากสงบเหรอ ไม่มีทาง! วันนี้ฉันจะทำให้พวกแกกลัวจนต้องย้ายออกไป!”
เสี่ยวเสี่ยวกำหมัดแน่น ผู้หญิงคนนั้นชื่อเฉียนเสวียน เป็นภรรยาของเจ้าของที่ดินข้างบ้าน และเป็นคนที่พยายามไล่เธอออกจากบ้านมาหลายเดือนแล้ว บ้านเก่าหลังนี้เคยเป็นของยายของเสี่ยวเสี่ยว เธอมีเอกสารสิทธิ์ครบ แต่เฉียนเสวียนกลับอ้างว่าที่ดินผืนนี้เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินครอบครัวตนเอง
ช่วงแรกเฉียนเสวียนใช้คำพูดกดดัน ต่อมาก็เริ่มส่งคนมาทุบรั้ว ขว้างก้อนหินใส่หลังคา และปล่อยข่าวว่าเสี่ยวเสี่ยวพาผู้ชายแปลกหน้าเข้ามาอยู่ด้วยเพื่อทำเรื่องน่าอาย จนคนในละแวกนั้นเริ่มมองเธอด้วยสายตาดูถูก
โจวเย่คือผู้ชายคนนั้น เขาเพิ่งออกจากเรือนจำและไม่มีที่ไป เสี่ยวเสี่ยวรับเขาเข้ามาพักในห้องเก็บของหลังบ้าน เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยช่วยยกยายของเธอส่งโรงพยาบาลตอนล้มหมดสติข้างถนน เธอรู้ว่าหลายคนรังเกียจประวัติของเขา แต่เธอไม่เคยเชื่อว่าคนคนหนึ่งควรถูกตัดสินจากความผิดเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต
โจวเย่พยายามลุกขึ้น แต่แผลที่ไหล่ทำให้เขาเซ เสี่ยวเสี่ยวรีบประคองเขาไว้
“ต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
“ก่อนหน้านั้นโทรแจ้งตำรวจ”
“เธอจะยอมรับผิดเหรอ?”
โจวเย่หันไปมองประตูที่กำลังสั่นจากแรงกระแทก “คนที่ทำเรื่องนี้ไม่ใช่เรา”
เสี่ยวเสี่ยวรีบโทรแจ้งเหตุ ขณะเดียวกันเธอสังเกตเห็นรอยเท้าเปื้อนดินอยู่บนพื้นสวน รอยเท้าหลายรอยเริ่มจากประตูเล็กด้านหลังบ้านและตรงไปยังคอกหมูร้างของเฉียนเสวียน ที่นั่นมีเศษเครื่องในหมูตกอยู่เป็นทางยาว
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปไว้
ไม่นานตำรวจสองนายก็มาถึง สุนัขถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมและพาออกไปตรวจ โจวเย่ถูกนำตัวไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผลและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนเฉียนเสวียนกลับเดินเข้ามาพร้อมสามีของเธอ ชายร่างใหญ่ชื่อเฉิงหาว ซึ่งมีผ้าพันแผลพันแขนอยู่แล้ว
“พวกคุณจับสามีฉันไปไม่ได้” เฉียนเสวียนตะโกน “เขาเป็นผู้เสียหายต่างหาก!”
โจวเย่ชะงัก “ผู้เสียหาย?”
เฉิงหาวชี้ไปที่แขนของตัวเอง “สุนัขของเธอกัดฉันก่อน ฉันแค่ไปทวงคำอธิบาย แล้วผู้ชายคนนี้ก็ทำร้ายฉัน”
เสี่ยวเสี่ยวมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณเข้ามาในสวนของฉันตอนกลางคืน แล้วบอกว่าถูกทำร้าย?”
เฉียนเสวียนหัวเราะเสียงดัง “ในที่สุดก็ยอมรับแล้วว่าเป็นสวนของเธอ? บ้านหลังนี้ไม่มีเอกสารยืนยันหรอก อีกไม่นานก็ต้องเป็นของพวกเราอยู่ดี”
เธอยื่นโทรศัพท์ให้ตำรวจ ที่หน้าจอเป็นวิดีโอสั้น ๆ ซึ่งเห็นโจวเย่ผลักเฉิงหาวล้มลงกับพื้น และเห็นเลือดไหลออกจากใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม ภาพถูกตัดให้เหลือเพียงช่วงหลังจากเกิดเหตุ ไม่มีภาพสุนัข ไม่มีภาพการบุกรุก และไม่มีช่วงเวลาที่เฉิงหาวยั่วยุโจวเย่
ตำรวจพาโจวเย่ไปสอบสวนที่สถานี แม้เสี่ยวเสี่ยวจะพยายามอธิบาย แต่ประวัติอาชญากรรมของเขาทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงทันที เขาเคยถูกจำคุกจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อหลายปีก่อน และเคยเป็นนักมวยอาชีพ จึงถูกมองว่าเป็นคนอันตรายที่รู้วิธีทำร้ายผู้อื่น
“การใช้กำลังของเขารุนแรงเกินกว่าการป้องกันตัว” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าว “ผู้เสียหายมีบาดแผลที่ใบหน้า และยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มเรื่อง”
“เขาโกหก!” เสี่ยวเสี่ยวโต้แย้ง “ฉันมีรูปสุนัข มีรอยเท้า และมีเศษเครื่องในบนพื้น พวกเขาเป็นคนปล่อยสุนัขเข้ามา”
“รูปถ่ายพวกนั้นพิสูจน์ได้เพียงว่าสุนัขอยู่ในบริเวณนั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่าใครปล่อยหรือโจมตีใครก่อน”
เสี่ยวเสี่ยวรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ไม่สนใจความจริงของคนตัวเล็ก ๆ เธอหันไปมองโจวเย่ เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้สอบสวน มือทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ แม้จะถูกกล่าวหา เขาก็ไม่ได้โวยวายหรือแก้ตัวพร่ำเพรื่อ
“เสี่ยวเสี่ยว” เขาพูดเบา ๆ “อย่าเซ็นอะไรแทนฉัน”
“ฉันจะหาหลักฐานมาให้ได้”
“อย่าเข้าไปยุ่งกับเฉียนเสวียนคนเดียว”
เธอไม่ได้รับปาก เพราะในใจตัดสินใจไปแล้ว
คืนนั้นโจวเย่ถูกปล่อยตัวชั่วคราวหลังมีคนช่วยยื่นหลักทรัพย์ เขาไม่พูดว่าคนคนนั้นเป็นใคร เพียงบอกว่าเป็นผู้ชายที่เคยรู้จักเขาจากสมัยทำงานในสนามมวย เสี่ยวเสี่ยวพาเขากลับบ้านและทำแผลใหม่อย่างระมัดระวัง
“ถ้าฉันเก่งกว่านี้ ถ้าฉันป้องกันตัวเองได้ เรื่องทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น” เธอพูดขณะพันผ้ารอบแขนให้เขา
โจวเย่ส่ายหน้า “คนผิดไม่ใช่คนที่ป้องกันตัวเองไม่เก่ง คนผิดคือคนที่ตั้งใจทำร้ายคนอื่น”
“แต่ถ้าฉันรู้มวย ฉันคงช่วยพี่ได้”
เขามองมือของเธอที่ยังสั่น “เธอไม่กลัวลำบากหรือ?”
“ไม่กลัว”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะสอน”
วันรุ่งขึ้น โจวเย่เริ่มสอนเธอออกหมัด เขาให้เธอยืนแยกเท้า ใช้เอวส่งแรง และอย่าพึ่งพาเพียงแขน ความเจ็บจากแผลทำให้เขาขยับไม่ถนัด แต่เขายังคงสอนอย่างใจเย็น
เสี่ยวเสี่ยวล้มหลายครั้ง ทว่าทุกครั้งเธอลุกขึ้นใหม่ เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าการเข้มแข็งคือการไม่ร้องไห้ แต่โจวเย่สอนว่าการเข้มแข็งคือการรู้ว่าตัวเองกำลังกลัว แล้วก็ยังเลือกทำสิ่งที่จำเป็น
ระหว่างนั้น เฉียนเสวียนเริ่มปล่อยข่าวไปทั่วตลาดว่าโจวเย่เป็นอาชญากรอันตราย เธอส่งคลิปที่ตัดต่อแล้วเข้าไปในกลุ่มชุมชน พร้อมเขียนข้อความว่า “ผู้หญิงคนหนึ่งซ่อนชายพ้นโทษไว้ในบ้าน และชายคนนั้นเกือบฆ่าสามีของฉัน”
บางคนแนะนำให้เสี่ยวเสี่ยวขายบ้านหนีไป บางคนบอกว่าไม่ควรหาเรื่องครอบครัวคนมีเงิน เธอเกือบยอมแพ้ตอนเจ้าของร้านขายของชำปิดประตูใส่หน้า เพียงเพราะกลัวเฉียนเสวียนจะไม่มาซื้อของจากร้านอีก
แต่เย็นวันนั้น ชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาหาเธอ เขาสวมเสื้อสีเข้ม ถือกล่องไม้เล็ก ๆ และแนะนำตัวว่าเสี่ยวเว่ยเฉิน เป็นคนรับเก็บศพจากศูนย์กู้ภัยเอกชน
“คุณมาหาฉันทำไม?”
“เพราะโจวเย่บอกว่าคุณกำลังหาคนตรวจสอบวิดีโอ”
เสี่ยวเสี่ยวมองเขาอย่างระแวง
“ผมไม่ได้เป็นตำรวจ และไม่ได้อ้างว่ารู้ทุกอย่าง แต่ผมทำงานกับภาพจากกล้องวงจรปิดมาหลายปี คนที่ทำงานเก็บศพมักเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่อยากมอง ผมพอจะดูได้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริงหรือถูกจัดฉาก”
เขาวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ ภายในมีเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กและแท็บเล็ตเก่า
“คุณมีหลักฐานอะไร?” เสี่ยวเสี่ยวถาม
“มีคนส่งให้ผมเมื่อคืน แต่ผมอยากให้คุณฟังก่อน”
เสียงจากเครื่องบันทึกเป็นเสียงสุนัขเห่า ตามด้วยเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า “เอาเครื่องในไปวางตรงรั้วอีกหน่อย ถ้ามันกัดใคร ก็ทำให้ดูเหมือนสุนัขของบ้านนั้นเป็นคนก่อเรื่อง”
เสี่ยวเสี่ยวจำเสียงได้ทันที มันเป็นเสียงของเฉิงหาว
เสี่ยวเว่ยเฉินอธิบายว่า ในคืนเกิดเหตุ เขาไปรับศพชายชราคนหนึ่งที่บ้านอีกฝั่งของชุมชน ระหว่างทางรถของเขาจอดเสียใกล้กำแพงหลังบ้านเสี่ยวเสี่ยว กล้องหน้ารถบันทึกภาพได้บางส่วน แต่เขาเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อเห็นข่าวในกลุ่มชุมชน
ภาพจากกล้องไม่ได้เห็นทุกอย่าง ทว่ามันเห็นเฉิงหาวปีนข้ามกำแพงพร้อมถังพลาสติก และเห็นเฉียนเสวียนยืนเปิดประตูเล็กให้สุนัขเข้าไปในสวน
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาพบันทึกเวลาบนกล้องแสดงให้เห็นว่าโจวเย่ถูกกัดก่อนที่เฉิงหาวจะล้มลงเกือบห้านาที วิดีโอที่เฉียนเสวียนส่งให้ตำรวจถูกตัดช่วงเวลาดังกล่าวออก
เสี่ยวเสี่ยวกำโทรศัพท์แน่น “ทำไมคุณถึงไม่เอาหลักฐานนี้ไปให้ตำรวจเอง?”
“ผมเคยส่งสำเนาให้คนหนึ่งแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน จึงอยากให้คุณเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้หลายที่”
โจวเย่มองชายคนนั้นด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณต้องการอะไรตอบแทน?”
เสี่ยวเว่ยเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมไม่ได้ช่วยเพราะใจดี ผมเคยปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุการตายของพี่ชายตัวเอง เพราะผมไม่มีหลักฐานมากพอ ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่อยากเห็นใครแพ้เพียงเพราะอีกฝ่ายพูดเสียงดังกว่า”
หลักฐานชิ้นแรกทำให้ตำรวจเปิดคดีใหม่ แต่เฉียนเสวียนไม่ยอมถอย เธอรีบยื่นเอกสารอีกชุด อ้างว่าบ้านของเสี่ยวเสี่ยวเป็นหลักประกันเงินกู้ของครอบครัวมาตั้งแต่หลายปีก่อน หากชำระหนี้ไม่ได้ กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของบริษัทที่เธอทำงานอยู่
เสี่ยวเสี่ยวไม่เคยเห็นเอกสารนั้นมาก่อน ลายเซ็นที่อยู่ด้านล่างคล้ายลายเซ็นของยายเธออย่างน่ากลัว
โจวเย่พาเธอไปค้นห้องเก็บของเก่าหลังบ้าน พวกเขาเปิดกล่องเอกสารทีละใบ จนพบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มเก่า ในหน้าท้าย ๆ มีบันทึกของยายเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ ว่า
“อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ ที่ฉินหรงนำมาให้ เขาขอซื้อที่ดิน แต่ฉันไม่ยอม บ้านนี้ไม่ได้มีไว้ขาย”
ฉินหรงคือพ่อของเฉียนเสวียน และเคยเป็นผู้จัดการธนาคารในชุมชนเมื่อสิบห้าปีก่อน หลังเกษียณ เขาเริ่มปล่อยเงินกู้ให้คนในละแวกนั้น ก่อนจะใช้เอกสารค้ำประกันยึดบ้านหลายหลังไปขายต่อ
เสี่ยวเสี่ยวพลิกหน้าสุดท้ายของสมุดแล้วพบใบเสร็จชำระหนี้ที่ยายเก็บไว้ครบทุกงวด นอกจากนี้ยังมีสำเนาใบรับรองจากสำนักงานที่ดิน ซึ่งระบุว่าหนี้ก้อนนั้นถูกปิดบัญชีไปแล้วก่อนที่เอกสารของเฉียนเสวียนจะถูกทำขึ้น
“ถ้าเอกสารของพวกเขาเป็นของปลอม บ้านนี้ก็ยังเป็นของฉัน”
“ไม่ใช่แค่บ้านของเธอ” โจวเย่พูด “ยังมีบ้านอีกหลายหลังที่อาจถูกเอาไปด้วย”
เสี่ยวเสี่ยวเริ่มตามหาคนที่เคยถูกเฉินหรงยึดบ้าน บางคนไม่กล้าออกหน้าเพราะกลัวถูกฟ้อง บางคนไม่มีเอกสารเหลือแล้ว แต่หญิงชราคนหนึ่งชื่อป้าหลินยอมมอบเทปบันทึกเสียงเก่าให้เธอ
ในเทปนั้น เฉินหรงพูดกับลูกหนี้ว่า หากไม่ยอมเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ เขาจะทำให้ลูกชายของเขาถูกไล่ออกจากงาน เสียงของเขาอาจไม่เพียงพอจะพิสูจน์คดีทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับวันที่ในเอกสารและรายชื่อผู้เสียหาย มันทำให้รูปแบบการฉ้อโกงเริ่มชัดเจนขึ้น
เฉียนเสวียนรู้ว่าความลับกำลังถูกเปิด เธอจึงเปลี่ยนวิธีจากการข่มขู่เป็นการทำตัวน่าสงสาร เธอไปให้สัมภาษณ์กับเพจข่าวท้องถิ่น บอกว่าสามีของตนถูกทำร้ายโดยอดีตนักโทษ และครอบครัวกำลังถูกคุกคาม
เธอยังแอบจ้างเด็กวัยรุ่นสองคนให้ขว้างสีใส่ประตูบ้านเสี่ยวเสี่ยว แล้วถ่ายภาพราวกับโจวเย่เป็นคนทำ เมื่อตำรวจมาถึง เฉียนเสวียนยืนร้องไห้หน้ากล้องพร้อมพูดว่า “ฉันแค่อยากได้ความปลอดภัยให้ครอบครัว”
เสี่ยวเสี่ยวเกือบจะเดินเข้าไปตบหน้าเธอ แต่โจวเย่จับข้อมือไว้
“อย่าให้เธอเลือกวิธีตอบโต้แทนเรา”
เขาพาเธอไปดูภาพจากกล้องของร้านฝั่งตรงข้าม ภาพนั้นเห็นเด็กสองคนรับเงินจากชายของเฉียนเสวียนก่อนลงมือ และเห็นเฉียนเสวียนคุยโทรศัพท์อยู่ในรถใกล้ที่เกิดเหตุ
เสี่ยวเสี่ยวหายใจเข้าลึก ๆ แล้วนำหลักฐานทั้งหมดส่งให้ทนายอาสาที่เสี่ยวเว่ยเฉินแนะนำ เธอไม่ตอบโต้ด้วยการด่าทอในอินเทอร์เน็ตอีก แต่ทำแฟ้มแยกตามเวลา เหตุการณ์ และผู้เกี่ยวข้อง ทุกคำโกหกของเฉียนเสวียนถูกนำไปวางเทียบกับภาพ กล้อง เสียง และเอกสาร
หลายสัปดาห์ต่อมา คดีของโจวเย่เข้าสู่การพิจารณาเบื้องต้น เฉิงหาวยังยืนยันว่าเขาถูกทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล เขาบอกว่าโจวเย่เป็นคนก้าวร้าวและมีประวัติอาชญากรรม
แต่เมื่อทนายเปิดภาพจากกล้องหน้ารถ เสียงในห้องก็เงียบลง
ภาพแรกแสดงให้เห็นเฉิงหาวปีนกำแพง ภาพที่สองแสดงให้เห็นเฉียนเสวียนนำถังเครื่องในไปวางไว้ตรงคอกสุนัข ภาพที่สามแสดงให้เห็นโจวเย่ถูกสุนัขกัดและพยายามถอยหนี ไม่ใช่เป็นฝ่ายไล่ทำร้ายใคร
จากนั้นเสี่ยวเว่ยเฉินนำภาพเฟรมช้าของจังหวะที่เฉิงหาวล้มออกมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แรงหมัดของโจวเย่ส่งร่างเฉิงหาวไปทางซ้ายตามธรรมชาติ แต่ในวิดีโอที่เฉียนเสวียนนำมาเผยแพร่ ร่างของเขากลับล้มไปทางขวาอย่างผิดปกติ เพราะภาพถูกตัดต่อและสลับลำดับเฟรม
“คนที่ล้มไม่ใช่เพราะแรงหมัดเพียงอย่างเดียว” เสี่ยวเว่ยเฉินอธิบาย “เขาใช้เท้าพยายามถีบโจวเย่ แต่เสียหลักบนพื้นเปียก แล้วจงใจล้มให้ดูรุนแรงกว่าความจริง”
เฉียนเสวียนตะโกนว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่คำพูดนั้นยิ่งทำให้ผู้ตรวจสอบถามว่า เหตุใดเธอจึงลบไฟล์ต้นฉบับและเก็บไว้เพียงวิดีโอที่ตัดต่อแล้ว
เมื่อถูกกดดัน เธอพยายามโยนความผิดให้สามี บอกว่าเฉิงหาวเป็นคนปล่อยสุนัขและจัดฉากทั้งหมด เฉิงหาวเองก็เปลี่ยนคำให้การ บอกว่าเขาทำตามคำสั่งของเธอเพราะกลัวว่าจะถูกหย่าและถูกยึดทรัพย์
ทั้งสองเริ่มกล่าวโทษกันเอง แต่หลักฐานไม่ได้หายไปพร้อมกับคำโกหกของพวกเขา
การตรวจสุนัขพบว่ามีหนึ่งตัวติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจริง โชคดีที่โจวเย่ได้รับวัคซีนครบตามกำหนด เขาไม่เสียชีวิต แต่ต้องเข้ารับการรักษาและเฝ้าระวังหลายสัปดาห์ เจ้าของสุนัขถูกเรียกสอบสวนเรื่องการปล่อยสัตว์อันตรายโดยประมาท ส่วนเฉียนเสวียนและเฉิงหาวถูกดำเนินคดีจากการบุกรุก ทำร้ายร่างกาย ใส่ความ และปลอมแปลงหลักฐานตามส่วนที่พิสูจน์ได้
คดีเอกสารที่ดินใช้เวลานานกว่าคดีทำร้ายร่างกาย เพราะต้องตรวจลายเซ็นและเส้นทางการเงินย้อนหลังหลายปี ทนายพบว่าลายเซ็นของยายเสี่ยวเสี่ยวถูกสแกนจากใบเสร็จเก่า แล้วนำไปวางบนเอกสารกู้เงินฉบับใหม่ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าหมึกและกระดาษมีอายุไม่ตรงกับวันที่ในเอกสาร
ท้ายที่สุด บ้านของเสี่ยวเสี่ยวได้รับการคุ้มครองชั่วคราว และสำนักงานที่ดินสั่งระงับการโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเฉินหรงทั้งหมด ผู้เสียหายคนอื่น ๆ เริ่มทยอยออกมาให้ข้อมูล ทำให้คดีเก่าที่เคยเงียบถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง
เฉินหรงเสียชีวิตก่อนคดีจะสิ้นสุด เขาไม่เคยยอมรับว่าทำผิด แต่บัญชีธนาคารและเอกสารที่ซ่อนอยู่ในสำนักงานพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาใช้หนี้ปลอมยึดบ้านของชาวบ้านมานานกว่าสิบปี เฉียนเสวียนสูญเสียสิทธิ์ในทรัพย์สินหลายแห่งและต้องชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งศาล เธอยังคงยืนยันว่าตัวเองเป็นเหยื่อ แต่ไม่มีใครในชุมชนเชื่อเธอเหมือนเดิมอีก
ส่วนโจวเย่ไม่ได้กลับไปชกมวยอาชีพ เขาเลือกเปิดห้องฝึกเล็ก ๆ ในบ้านของเสี่ยวเสี่ยว สอนเด็กและผู้หญิงในชุมชนให้ป้องกันตัว โดยย้ำเสมอว่าการต่อสู้ไม่ใช่การเอาชนะคนอื่น แต่คือการพาตัวเองกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนห้องเก็บของเก่าเป็นสำนักงานเล็ก ๆ สำหรับช่วยคนตรวจสอบเอกสารที่ดิน เธอไม่ได้ร่ำรวยขึ้นในชั่วข้ามคืน บ้านยังต้องซ่อมหลังคา รั้วยังมีรอยสีที่ล้างไม่หมด และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสุนัขเห่า เธอยังคงสะดุ้งอยู่บ้าง
แต่เธอไม่ต้องหลบสายตาใครอีกแล้ว
หลายเดือนหลังจากนั้น เสี่ยวเว่ยเฉินแวะมาที่บ้านพร้อมกล่องไม้ใบเดิม เขานำภาพถ่ายจากกล้องหน้ารถใส่กรอบเล็ก ๆ มาให้เสี่ยวเสี่ยว ใต้ภาพเป็นช่วงเวลาที่โจวเย่ยืนบังเธอจากสุนัข แม้แขนของเขาจะมีเลือดไหล
“เก็บไว้เป็นหลักฐานหรือ?” โจวเย่ถาม
เสี่ยวเสี่ยวมองภาพแล้วส่ายหน้า “เก็บไว้เตือนใจว่า วันนั้นเราไม่ยอมให้ใครเขียนเรื่องแทนเรา”
โจวเย่ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินไปเปิดประตูห้องฝึก เด็กกลุ่มแรกกำลังรอเขาอยู่ด้านใน เสียงเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ และเสี่ยวเสี่ยวก็ได้ยินเขาพูดประโยคเดิมที่เคยพูดกับเธอในวันแรก
“ฐานต้องมั่นคง ใช้ทั้งตัว อย่าออกแรงจากแขนอย่างเดียว”
เธอมองบ้านหลังเก่าที่เกือบถูกขโมยไป มองรอยขีดบนประตูซึ่งยังเหลืออยู่ และวางมือบนกรอบรูปนั้นอย่างแผ่วเบา บ้านหลังนี้ไม่เคยปกป้องพวกเขาได้ด้วยตัวมันเอง แต่พวกเขาปกป้องความจริงของบ้านหลังนี้ไว้จนได้