สามีทิ้งภรรยาที่กำลังจะจากไปเพื่อหญิงตั้งครรภ์ แต่จดหมายครบรอบแต่งงานกลับเปิดเผยความจริงที่เขาไม่มีวันแก้ไขได้

“ถ้าคุณไม่มาภายในสามสิบนาที ฉันจะเข้าห้องผ่าตัดแล้ว” หลิวมู่เฉิงพูดผ่านโทรศัพท์ด้วยเสียงสั่นเครือ ขณะกำมือรอบซองจดหมายสีครีมที่เธอเตรียมไว้ให้สามีในวันครบรอบแต่งงาน

ปลายสายเงียบไปเพียงไม่กี่วินาที ก่อนเสียงของสวี่จงจะตอบกลับมาอย่างร้อนรน

“รอผมก่อน ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

มู่เฉิงหลับตาลง เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้กำลังจะมาหาเธอ

เขากำลังจะไปหาซูเหยียน ผู้หญิงอีกคนที่โทรมาบอกว่าตัวเองตั้งครรภ์ และขู่ว่าจะยุติการตั้งครรภ์หากเขาไม่ไปหาในทันที

ในคฤหาสน์ริมทะเลที่สวี่จงซื้อให้เธอเมื่อสามปีก่อน เค้กฉลองครบรอบยังวางอยู่บนโต๊ะ เทียนสองเล่มถูกจุดไว้แล้ว แต่จานตรงข้ามยังว่างเปล่า มู่เฉิงมองเปลวไฟที่สั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ดับมันด้วยปลายนิ้วที่ไม่มีแรง

วันนี้เธอควรจะได้รับคำตอบจากเขา

แต่ในที่สุด คนที่กำลังจะหายไปจากชีวิตกลับเป็นเธอเอง

ห้าปีก่อน สวี่จงเคยเป็นนักแสดงหนุ่มที่แทบไม่มีใครรู้จัก ส่วนมู่เฉิงเป็นนักออกแบบงานฝีมือที่ทำงานอยู่ในโรงงานเล็ก ๆ เธอพบเขาในวันที่ฝนตกหนัก หลังจากเขาถูกผู้จัดการทิ้งไว้หน้าสตูดิโอเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารถ

เขาไม่ขอเงินจากเธอ เพียงยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาและพยายามโทรหาคนรู้จักซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีใครรับสาย มู่เฉิงจึงยื่นร่มให้เขา

“ถ้าคุณไม่รีบ ก็เดินไปด้วยกันเถอะ”

นั่นเป็นประโยคแรกที่เธอพูดกับเขา และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เธอคิดว่าจะอยู่ไปตลอดชีวิต

หลังจากตกลงคบกัน สวี่จงจะนำดอกทานตะวันมาให้เธอทุกวันอาทิตย์ เขาบอกว่าดอกไม้ชนิดนี้หมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์และหันเข้าหาแสงเสมอ ไม่ว่าจะผ่านวันที่มืดมนแค่ไหน

มู่เฉิงเชื่อเขาอย่างหมดใจ

เมื่อเขาไม่มีเงิน เธอช่วยเขาเขียนบทและซ้อมบทบาทจนดึก เมื่อเขาถูกปฏิเสธ เธอเป็นคนแรกที่บอกว่าเขายังไม่ควรยอมแพ้ และเมื่อเขาได้งานโฆษณาชิ้นแรก เธอก็เป็นคนยืนรออยู่หน้าสตูดิโอพร้อมดอกทานตะวันหนึ่งช่อ

ห้าปีผ่านไป สวี่จงกลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง เขาซื้อบ้านริมทะเลให้เธอ เปิดสตูดิโอเครื่องประดับในชื่อของเธอ และให้เธอเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับงานสำคัญของบริษัท

เขายังไม่เคยลืมดอกทานตะวันวันอาทิตย์

อย่างน้อย มู่เฉิงเคยคิดเช่นนั้น

สามปีก่อน ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสอย่างเงียบ ๆ สวี่จงสัญญาว่าเมื่อเขาประสบความสำเร็จมากกว่านี้ เขาจะจัดงานแต่งงานให้เธออย่างสมเกียรติ

“ผมอาจยังให้พิธีแต่งงานกับคุณไม่ได้ในตอนนี้” เขาเคยพูดพลางสวมแหวนให้เธอ “แต่ผมสาบานว่า ผมจะตามใจคุณไปตลอดชีวิต”

มู่เฉิงตอบว่าเธอไม่ต้องการงานใหญ่โต ขอเพียงเขาไม่ทรยศก็พอ

เขากอดเธอแน่นและบอกว่าในชีวิตนี้มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะพรากพวกเขาจากกัน

คำพูดนั้นกลับกลายเป็นคำสัญญาที่เจ็บปวดที่สุด เพราะมู่เฉิงรู้ว่าความตายกำลังใกล้เข้ามาเร็วกว่าที่ทั้งคู่คาดคิด

หกเดือนก่อน เธอเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและหมดสติระหว่างทำงาน แพทย์ตรวจพบโรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาการของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว และการผ่าตัดก็มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับประกันได้

ในเวลาเดียวกัน โรงพยาบาลวิจัยแห่งหนึ่งกำลังเปิดโครงการทดลองรักษาด้วยการแช่แข็งร่างกาย เพื่อรอเทคโนโลยีฟื้นฟูอวัยวะในอนาคต

โครงการนี้เคยเป็นงานวิจัยของแม่มู่เฉิง ก่อนที่แม่ของเธอจะเสียชีวิตจากโรคเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมการทดลอง ไม่ใช่เพราะมั่นใจว่าจะตื่นขึ้นมาได้ แต่เพราะต้องการทำสิ่งที่แม่เคยทำไม่สำเร็จให้จบลง

หากการทดลองล้มเหลว เธอจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก

หากสำเร็จ เธออาจต้องหลับอยู่หลายสิบปี

เพื่อนคนเดียวที่รู้เรื่องนี้คือเจียงอวี่ เพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งช่วยติดต่อทีมแพทย์และเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

“เธอแน่ใจจริง ๆ เหรอ” เจียงอวี่ถามในวันที่เซ็นเอกสาร “สวี่จงรักเธอมาก ถ้าเธอหายไป เขาอาจรับไม่ได้”

มู่เฉิงมองรูปถ่ายคู่ที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอใช้นิ้วลูบขอบภาพอย่างแผ่วเบา

“เพราะเขารักฉัน ฉันถึงไม่อยากให้เขาเห็นวันที่ฉันค่อย ๆ หายไปต่อหน้าเขา”

เธอตัดสินใจจะบอกเขาในวันครบรอบแต่งงานปีที่สามของการจดทะเบียน เธอเตรียมของขวัญไว้หนึ่งกล่อง และเขียนจดหมายไว้หลายฉบับ หากเธอไม่ฟื้นขึ้นมา จดหมายเหล่านั้นจะถูกส่งให้เขาทีละฉบับในทุกวันอาทิตย์ เป็นเวลาหนึ่งปี

เธอยังออกแบบชุดสูทด้วยตัวเองให้เขา ชุดนั้นใช้เวลาปักลวดลายและติดเพชรเกือบหนึ่งปี ตรงอกเสื้อมีลายดอกทานตะวันที่หันเข้าหาแสง

แต่ก่อนถึงวันครบรอบห้าวัน มู่เฉิงก็พบความจริงอีกอย่างหนึ่ง

ข่าวบันเทิงทุกสำนักกำลังพูดถึงสวี่จงในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของแบรนด์หรูชื่อเว่ยหราน เขาให้สัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องว่า คนที่เขาอยากขอบคุณที่สุดคือแฟนสาวของเขา ผู้มอบความมั่นคงและแรงบันดาลใจให้แก่เขา

จากนั้นเขาก็พูดถึงดอกทานตะวันทุกวันอาทิตย์

ทุกคำพูดที่เขาเคยบอกมู่เฉิง ถูกนำไปเล่าให้ผู้หญิงอีกคนฟังราวกับเป็นเรื่องราวของพวกเขาเอง

ผู้หญิงคนนั้นคือซูเหยียน นางแบบหน้าใหม่ของแบรนด์ เธอให้สัมภาษณ์ว่าสวี่จงซื้อบ้าน ซื้อสตูดิโอ และซื้อเรือให้เธอ ทั้งยังบอกว่าเขาต้องเห็นหน้าเธอก่อนจึงจะหลับและทำงานได้

มู่เฉิงดูคลิปนั้นจนจบโดยไม่ร้องไห้

สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บไม่ใช่เพียงการนอกใจ แต่คือการที่เขานำความทรงจำของเธอไปสร้างชีวิตใหม่กับคนอื่นอย่างหน้าตาเฉย

คืนนั้นซูเหยียนเดินทางมาที่บ้านโดยไม่ได้นัดหมาย เธอมากับทีมถ่ายรายการและพูดหน้ากล้องว่าอยากมาพบภรรยาของสวี่จง เพราะต้องการทำความรู้จักผู้หญิงที่เขาเคยรัก

เจียงอวี่พยายามห้ามเธอไม่ให้เปิดประตู แต่เสียงของซูเหยียนดังเข้ามาถึงห้องรับแขก

“คุณสวี่รักคุณมากใช่ไหมคะ” ซูเหยียนถามด้วยรอยยิ้ม “ฉันเองก็มีคนที่รักฉันแบบนั้นเหมือนกัน เขาซื้อบ้าน ซื้อเรือ และสร้างทุกอย่างให้ฉัน”

สวี่จงกลับมาถึงบ้านในเวลาต่อมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

“ผมบอกคุณแล้วว่าภรรยาผมไม่สบาย คุณฟังไม่เข้าใจหรือไง” เขาพูดกับซูเหยียน

มู่เฉิงเดินลงบันไดช้า ๆ สวมเสื้อคลุมสีขาว มือหนึ่งจับราวบันได อีกมือกดทับหน้าอกที่เริ่มเจ็บ

“ฉันไม่เป็นไร” เธอบอก “คุณกลับไปก่อนเถอะ”

สวี่จงหันมามองเธอ แววตาที่เคยอ่อนโยนกลายเป็นความรำคาญอย่างรวดเร็ว

“คุณควรพัก ไม่ใช่ลงมาพบคนแปลกหน้า”

มู่เฉิงมองผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเขา แล้วถามเบา ๆ

“คุณจะพาเธอกลับไปด้วยหรือเปล่า”

เขาไม่ตอบ

ความเงียบนั้นตอบทุกอย่างแล้ว

ในคืนเดียวกัน ซูเหยียนโทรหาสวี่จงจากโรงพยาบาล เธอบอกว่าตนเองตั้งครรภ์และหมอเตือนว่าร่างกายไม่แข็งแรง หากยุติการตั้งครรภ์ เธออาจไม่สามารถมีลูกได้อีก

มู่เฉิงได้ยินบทสนทนานั้นจากห้องทำงาน เธอไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง เพียงแต่ประตูปิดไม่สนิท และสวี่จงพูดเสียงดังเกินไป

“ผมจะไปเดี๋ยวนี้” เขาพูด

บนโต๊ะมีเค้กที่เขาเป็นคนสั่งมา และข้าง ๆ กันคือกล่องของขวัญที่มู่เฉิงเตรียมไว้ให้เขา

เธอเดินออกมาหยุดตรงหน้าเขา

“วันนี้เป็นวันครบรอบของเรา”

“ผมรู้”

“อยู่กินเค้กกับฉันก่อน แล้วค่อยไป”

สวี่จงขมวดคิ้ว “เธอกำลังต้องการผม”

“แล้วฉันไม่ต้องการคุณหรือไง”

เขาเงียบไป มู่เฉิงพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นสั่นจนแทบมองไม่เห็น

“นี่เป็นครั้งแรก และอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันขอร้องคุณ อยู่กับฉันอีกครึ่งชั่วโมงได้ไหม”

โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ซูเหยียนส่งข้อความมาว่าเธอกำลังจะเข้าห้องผ่าตัด

สวี่จงหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา

“ผมกลับมากินเค้กกับคุณได้”

“คุณพูดแบบนั้นทุกครั้ง”

“มู่เฉิง อย่าทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก”

เธอหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอ

“สำหรับคุณมันง่ายจริง ๆ สินะ”

สวี่จงเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา เขาไม่เห็นว่ามู่เฉิงทรุดลงข้างโต๊ะ และไม่เห็นเลือดหยดเล็ก ๆ ที่ไหลจากริมฝีปากของเธอ

หลังจากเขาไป เจียงอวี่รีบพาเธอส่งโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าอาการของเธอแย่ลง และหากต้องการเข้าร่วมโครงการแช่แข็ง เธอต้องเริ่มกระบวนการภายในสองวัน

“ฉันจะไปพรุ่งนี้” มู่เฉิงพูด

“เธอยังจะรอเขาอยู่หรือ”

มู่เฉิงมองโทรศัพท์ ไม่มีสายเรียกเข้าจากสวี่จง มีเพียงข้อความสั้น ๆ ว่าเขาต้องอยู่กับซูเหยียนที่โรงพยาบาล

“ไม่แล้ว” เธอตอบ “ฉันไม่ได้รอเขา ฉันแค่กำลังรอให้หัวใจตัวเองยอมรับความจริง”

วันรุ่งขึ้น มู่เฉิงกลับบ้านเพื่อจัดของ เธอพบกล่องไม้ใบหนึ่งซ่อนอยู่ในตู้เก็บเอกสาร สัญญาซื้อเรือและเอกสารโอนบ้านบางส่วนอยู่ในนั้น ชื่อผู้รับผลประโยชน์ไม่ใช่ซูเหยียน แต่เป็นบริษัทของสวี่จง

เธอพลิกดูวันที่ในเอกสารแล้วชะงัก

บ้านริมทะเลถูกซื้อก่อนวันที่สวี่จงอ้างว่าเพิ่งพบซูเหยียน ส่วนเรือที่เขาเคยบอกว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้มู่เฉิง ถูกโอนเข้าไปในบริษัทของเขาเมื่อสองเดือนก่อน

มู่เฉิงเริ่มตรวจสอบบัญชีร่วมของพวกเขา เธอพบเงินจำนวนมากถูกถอนออกเป็นระยะ ๆ และโอนเข้าบริษัทผลิตรายการที่ซูเหยียนเป็นผู้ถือหุ้น

สิ่งที่ทำให้เธอตกใจที่สุดคือเงินก้อนแรกถูกโอนเมื่อหนึ่งปีก่อน ในวันที่สวี่จงบอกว่าเขาไปถ่ายงานต่างจังหวัด

เธอไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซูเหยียนเริ่มต้นเมื่อไร แต่รู้แล้วว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เธอเห็นข่าว

เจียงอวี่แนะนำให้เธอเก็บหลักฐานและปรึกษาทนายก่อนเข้ารับการรักษา มู่เฉิงไม่ต้องการแก้แค้น เธอเพียงต้องการปกป้องสิ่งที่เป็นของเธอ และไม่ยอมให้ชื่อของแม่ถูกนำไปใช้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทสวี่จง

คืนนั้นสวี่จงกลับบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เขาถือดอกทานตะวันช่อหนึ่งมาด้วย แต่ดอกไม้ถูกห่ออย่างลวก ๆ และไม่มีการ์ดเหมือนทุกครั้ง

“ซูเหยียนปลอดภัยแล้ว” เขาพูด “เด็กก็ปลอดภัย”

มู่เฉิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง “ดีแล้ว”

“คุณไม่ถามเหรอว่าเด็กเป็นลูกผมหรือเปล่า”

“ฉันไม่จำเป็นต้องถาม”

เขาวางดอกไม้ลงบนโต๊ะ “ผมอยากอธิบาย”

“คุณอธิบายได้ไหมว่าทำไมเงินของเราอยู่ในบริษัทเธอ ทำไมบ้านกับเรือถูกโอนไปก่อนที่คุณจะบอกว่ารู้จักเธอ และทำไมคุณถึงใช้เรื่องราวของฉันไปสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง”

สวี่จงนิ่งไปนาน

“ผมทำเพื่ออนาคตของเรา”

มู่เฉิงมองเขาอย่างเหนื่อยล้า “อนาคตของเราไม่เคยรวมคนอื่นอยู่ด้วย”

เขาทรุดนั่งตรงข้ามเธอ สีหน้าของเขาไม่ได้เหมือนคนสำนึกผิดทั้งหมด แต่เหมือนคนที่กลัวจะสูญเสียบางอย่าง

“บริษัทกำลังมีปัญหา แบรนด์ต้องการเรื่องราวความรักที่ขายได้ ซูเหยียนช่วยผมเรื่องงาน ผมคิดว่าทุกอย่างควบคุมได้”

“แล้วลูกล่ะ”

เขาหลบตา

“เธอบอกว่าเป็นลูกของผม”

คำตอบนั้นทำให้มู่เฉิงเข้าใจว่า แม้แต่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ

“คุณจะหย่ากับฉันไหม” เธอถาม

“ผมไม่อยากหย่า”

“แต่คุณไม่อยากเลิกกับเธอด้วย”

เขาไม่พูดอะไร

มู่เฉิงลุกขึ้น หยิบกล่องของขวัญบนโต๊ะแล้วยื่นให้เขา

“เปิดวันนี้ก็ได้”

สวี่จงรับกล่องไปอย่างลังเล ข้างในคือปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่งกับซองจดหมายหลายฉบับ ปากกานั้นเป็นของแม่มู่เฉิง และบนตัวด้ามมีลายดอกทานตะวันเล็ก ๆ

“ฉันตั้งใจจะให้คุณในวันครบรอบ” เธอพูด “แต่ฉันคิดว่าคุณควรได้มันตอนที่ยังจำได้ว่าฉันเคยอยู่ในชีวิตคุณ”

“คุณหมายความว่าอะไร”

“ฉันจะเข้าร่วมการทดลองแช่แข็งพรุ่งนี้”

สีหน้าของสวี่จงเปลี่ยนไปทันที เขาลุกขึ้นจนเก้าอี้ล้ม

“คุณจะไปไหน”

“อาจไม่มีวันกลับมา หรืออาจกลับมาในวันที่คุณแก่กว่าฉันมาก”

“ทำไมคุณไม่บอกผม”

มู่เฉิงมองเขาตรง ๆ

“ฉันพยายามจะบอก แต่คุณยุ่งอยู่กับการเป็นแฟนของคนอื่น”

เขาเดินเข้ามาจับแขนเธอ แต่เธอดึงออก

“ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้”

“คนเราอาจไม่ได้ตั้งใจทำลายบ้าน แต่ถ้าเห็นหลังคารั่วแล้วไม่ซ่อม สุดท้ายบ้านก็พังอยู่ดี”

สวี่จงพยายามโทรหาแพทย์ พยายามยกเลิกเอกสาร และขอให้มู่เฉิงเลื่อนการรักษาออกไป แต่เธอเซ็นเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

ก่อนออกจากบ้าน เธอให้ทนายส่งหนังสือแยกทรัพย์สินและแจ้งการหย่าไปยังเขา พร้อมหลักฐานการโอนเงินทั้งหมด

เธอไม่ได้เรียกร้องบ้านหรือเรือ เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับบริษัทมากเกินไป แต่เธอขอคืนสิทธิ์ในผลงานการออกแบบทั้งหมด และให้หนี้ที่สวี่จงสร้างขึ้นเป็นความรับผิดชอบของเขาเอง

เมื่อข่าวเรื่องคดีทรัพย์สินหลุดออกไป แบรนด์เว่ยหรานยกเลิกสัญญากับสวี่จง บริษัทของเขาถูกตรวจสอบเรื่องการใช้เงินลงทุนและเอกสารโอนทรัพย์สิน ซูเหยียนปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องเงิน แต่ข้อความในโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนขอให้โอนเงินหลายครั้ง

การตรวจทางพันธุกรรมภายหลังพบว่าเด็กในครรภ์ไม่ใช่ลูกของสวี่จง

เขาไม่ได้ติดคุก เพราะหลักฐานไม่เพียงพอสำหรับทุกข้อกล่าวหา แต่ต้องขายบ้านและเรือเพื่อชำระหนี้ รวมทั้งคืนเงินบางส่วนให้มู่เฉิงตามคำพิพากษา สิ่งที่เขาสูญเสียมากที่สุดไม่ใช่ทรัพย์สิน หากเป็นชื่อเสียงและความไว้ใจที่ไม่มีทางซื้อกลับคืน

ซูเหยียนถอนตัวจากวงการไปอยู่ต่างเมือง เธอกับสวี่จงไม่เคยกลับไปติดต่อกันอีก

เช้าวันที่มู่เฉิงเข้าห้องทดลอง สวี่จงมาถึงโรงพยาบาล เขาผอมลงมากและถือดอกทานตะวันหนึ่งดอกไว้ในมือ

“ผมขออยู่กับคุณได้ไหม” เขาถาม

มู่เฉิงมองดอกไม้ในมือเขา แล้วส่ายหน้า

“คุณควรกลับไปใช้ชีวิตของคุณ”

“ผมจะรอ”

“อย่ารอฉันเพื่อชดใช้ความผิด ถ้าคุณอยากทำอะไรสักอย่าง ก็จงเป็นคนที่ไม่ทำร้ายใครแบบเดิมอีก”

เขาก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนกลีบดอกไม้

“คุณยังรักผมอยู่ไหม”

มู่เฉิงใช้เวลานานกว่าจะตอบ

“ความรักไม่ได้หายไปพร้อมความไว้ใจ แต่เมื่อความไว้ใจตายลง ความรักก็ไม่สามารถพาเรากลับไปที่เดิมได้อีก”

ก่อนเข้าห้องทดลอง เธอมอบจดหมายฉบับแรกให้เจียงอวี่ และฝากให้ส่งต่อเมื่อถึงวันอาทิตย์ถัดไป

จดหมายทุกฉบับเขียนถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของเธอ ไม่ได้กล่าวโทษสวี่จง ไม่ได้ขอให้เขารอ และไม่ได้สัญญาว่าจะกลับมา เพียงบอกให้เขาดูแลตัวเอง และอย่าใช้ความรักของใครเป็นเครื่องมือสร้างภาพให้ตัวเองอีก

หลายเดือนต่อมา สวี่จงได้รับจดหมายฉบับที่สิบสาม เขาอ่านมันในห้องเช่าเล็ก ๆ หลังจากขายทรัพย์สินเกือบทั้งหมดเพื่อชำระหนี้

ในจดหมาย มู่เฉิงเขียนถึงวันที่ฝนตกเมื่อห้าปีก่อน วันที่เธอยื่นร่มให้เขา และบอกว่าเธอยังจำได้ว่าเขาเคยเป็นชายหนุ่มที่ไม่ยอมขอเงินจากใคร แม้ตัวเองจะไม่มีอะไรเลย

“ถ้าคุณยังอยากเป็นคนคนนั้นอยู่” เธอเขียน “เริ่มต้นใหม่ด้วยการไม่โกหกใครอีก”

สวี่จงวางจดหมายลงและร้องไห้เป็นครั้งแรกโดยไม่มีใครเห็น ไม่มีนักข่าว ไม่มีแบรนด์ ไม่มีผู้หญิงคนใหม่ และไม่มีคนรักที่คอยเก็บเศษซากชีวิตให้เขา

หลายปีผ่านไป เทคโนโลยีของโครงการทดลองพัฒนาไปมาก ทีมแพทย์เริ่มฟื้นผู้ป่วยบางรายที่ถูกแช่แข็งไว้ในช่วงแรก แต่การทดลองยังไม่แน่นอน ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถกลับมามีสติได้ ส่วนบางคนต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อเรียนรู้โลกที่เปลี่ยนไป

วันที่มู่เฉิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอเห็นแสงสีขาวเหนือศีรษะและได้ยินเสียงเจียงอวี่เรียกชื่อเธอ

ร่างกายของเธออ่อนแรง ความทรงจำขาดหายเป็นช่วง ๆ แต่สิ่งแรกที่เธอถามคือ

“วันนี้วันอะไร”

“วันอาทิตย์” เจียงอวี่ตอบพร้อมน้ำตา “อีกไม่กี่วันก็จะครบสามปีที่เธอหลับไป”

บนโต๊ะข้างเตียงมีดอกทานตะวันสดวางอยู่หนึ่งดอก เจียงอวี่บอกว่าสวี่จงเป็นคนส่งมา แต่เขาไม่ได้มาด้วยตัวเอง และไม่ได้ฝากข้อความใด ๆ

มู่เฉิงมองดอกไม้นั้นอยู่นาน ก่อนบอกให้เจียงอวี่นำมันไปวางไว้ที่หน้าต่าง

เธอใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูร่างกาย และอีกนานกว่านั้นในการเรียนรู้ชีวิตใหม่ สตูดิโอของเธอยังอยู่ เพราะเจียงอวี่และทนายช่วยรักษาสิทธิ์เอาไว้ให้ ปัจจุบันมันกลายเป็นศูนย์ฝึกงานฝีมือสำหรับเด็กผู้หญิงที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่

บ้านริมทะเลถูกขายไปแล้ว แต่มู่เฉิงไม่เสียดาย เธอเลือกเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ใกล้โรงพยาบาล และเริ่มออกแบบเครื่องประดับชุดใหม่

ส่วนสวี่จงเดินทางไปทำงานเบื้องหลังในเมืองเล็ก ๆ เขาไม่กลับมาแสดงในโฆษณาโรแมนติกอีก และไม่เคยพูดถึงมู่เฉิงต่อหน้าสื่อ เขาส่งดอกทานตะวันมาให้เธอทุกวันอาทิตย์เป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนหยุดลงเมื่อได้รับจดหมายสั้น ๆ จากเธอ

“ฉันได้รับทุกดอกแล้ว ขอบคุณ แต่ต่อจากนี้คุณไม่ต้องส่งมาอีก”

เขาเคารพคำขอของเธอ

หนึ่งปีหลังจากนั้น ทั้งคู่บังเอิญพบกันที่สถานีรถไฟ สวี่จงดูแก่ลงและสุภาพขึ้น เขาไม่ได้เดินเข้ามากอด ไม่ได้ขอให้เธอกลับไป และไม่ได้พูดคำว่ารัก

เขาเพียงถามว่า “คุณสบายดีไหม”

“ดีขึ้นแล้ว” มู่เฉิงตอบ

“ผมดีใจ”

ทั้งสองยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมา ไม่มีใครเป็นเจ้าของความทรงจำของอีกฝ่ายอีกแล้ว

ก่อนจากกัน สวี่จงยื่นกล่องเล็ก ๆ ให้เธอ ภายในคือปากกาหมึกซึมของแม่เธอที่เขาเก็บไว้ตั้งแต่วันนั้น

“มันควรอยู่กับคุณ” เขาพูด

มู่เฉิงรับกล่องมา “คุณใช้มันเขียนอะไรบ้าง”

“จดหมายขอโทษหลายฉบับ แต่ผมไม่เคยส่ง”

“ดีแล้ว” เธอพูด “บางคำขอโทษควรใช้เปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่ใช้รบกวนชีวิตคนที่เราเคยทำร้าย”

สวี่จงพยักหน้า แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา

คืนนั้น มู่เฉิงกลับถึงสตูดิโอและเปิดหน้าต่างให้ลมทะเลพัดเข้ามา บนโต๊ะทำงานมีดอกทานตะวันที่เธอปลูกเองกำลังผลิบาน มันไม่ได้หันไปหาคนคนหนึ่งอีกแล้ว แต่หันเข้าหาแสงของเช้าวันใหม่

เธอหยิบปากกาของแม่ขึ้นมา เซ็นชื่อบนแบบร่างเครื่องประดับชิ้นใหม่ แล้วเริ่มงานต่ออย่างเงียบ ๆ

ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าความตายเท่านั้นที่จะพรากคนสองคนจากกันได้

บัดนี้เธอรู้แล้วว่า บางครั้งคนเรายังมีชีวิตอยู่ แต่ความรักก็จบลงไปนานแล้ว และการจากลาไม่ใช่การสูญเสียทั้งหมด หากเป็นการได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมา

Leave a Comment