ในคืนที่ตระกูลซูประกาศต่อหน้าคนทั้งเมืองว่า ใครก็ตามที่ช่วยซูหว่านหยุนให้ฟื้นจากอาการหลับใหลได้ จะได้รับทั้งการแต่งงานและหุ้นครึ่งหนึ่งของตระกูล ชายหนุ่มในเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งกลับถูกคนรับใช้ลากออกไปจากงานเลี้ยง เพราะเขาอ้างว่ารู้วิธีรักษาโรคที่หมอชื่อดังทั่วหัวเซี่ยรักษาไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเขาจึงมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และไม่มีใครคาดคิดว่าการเปิดประตูห้องของหว่านหยุนในคืนนั้น จะทำให้ความลับที่ถูกซ่อนไว้นานยี่สิบปีถูกเปิดเผยขึ้นพร้อมกัน

ซูไห่เฟิงยืนอยู่บนเวทีด้วยใบหน้าซีดเซียว เขาเป็นประธานของตระกูลซูและเป็นนักธุรกิจที่มีอำนาจที่สุดคนหนึ่งในหัวเซี่ย แต่ในเวลานั้นมือของเขากำกระดาษประกาศจนยับย่น เพราะลูกสาวคนเล็กนอนหมดสติมานานถึงสองปี ไม่มีโรงพยาบาลใดบอกได้ว่าเธอเป็นโรคอะไร ไม่มีหมอคนใดทำให้เธอลืมตาได้ แม้แต่ตระกูลฉิน ซึ่งสืบทอดวิชาแพทย์มาสามรุ่น ก็ทำได้เพียงยื้อชีวิตของเธอไว้
“ถ้าเป็นผู้หญิง ฉันจะรับเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเธอ” ไห่เฟิงประกาศเสียงสั่น “ถ้าเป็นผู้ชาย เขาสามารถแต่งงานกับหว่านหยุนได้ และหุ้นครึ่งหนึ่งของตระกูลซูจะเป็นสินสอด”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องจัดเลี้ยง ผู้คนไม่ได้สนใจอาการของหญิงสาวเท่ากับทรัพย์สินของตระกูลซู บางคนพูดถึงบริษัทที่กำลังจะได้ครอบครอง บางคนคำนวณมูลค่าหุ้นในใจ และบางคนหัวเราะเยาะ เพราะคิดว่าคำประกาศนี้เป็นเพียงการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของคนเป็นพ่อที่กำลังสิ้นหวัง
ทันใดนั้น หญิงสาวคนหนึ่งก็ยกมือขึ้น
“ถ้าพวกคุณมีข้อเสนอใหญ่ขนาดนั้น ฉันขอผู้ชายสามคนมาเป็นสามีของฉันได้ไหม” เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจังจนผู้คนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ
หญิงสาวคนนั้นคือซูหว่านหนิง พี่สาวคนรองของหว่านหยุน เธอเป็นนักแสดงชื่อดังที่มักเอาแต่ใจและไม่เคยเกรงกลัวใคร แต่เธอรักน้องสาวมากกว่าชื่อเสียงและทรัพย์สินทั้งหมด แม้จะพูดเล่นเพื่อลดความตึงเครียด ทว่าแววตาของเธอแดงก่ำ เพราะเธอรู้ดีว่าหมอทุกคนที่เข้ามาในบ้านล้วนออกไปพร้อมคำตอบเดียวกัน—ไม่มีทางรักษา
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านหน้าประตู เขาชื่อหลินเย่ เสื้อผ้าของเขาเปื้อนฝุ่น มือหนึ่งถือถุงสมุนไพร อีกมือเข็นรถเก็บของเก่าที่ทำจากเหล็กสนิม เขาถูกคนงานในงานเลี้ยงดูถูกว่าเป็นคนเก็บขยะและพยายามขับไล่ แต่เมื่อได้ยินคำประกาศ เขากลับหยุดเดินและมองไปทางห้องรับรองชั้นใน
“น้องสาวของคุณไม่ได้ป่วยเป็นโรคธรรมดา” เขาพูดขึ้น “เธอถูกพิษชนิดหนึ่งกัดกินเส้นลมปราณมานานหลายปี”
คนทั้งห้องหันมามองเขา ชินอี้ แพทย์อาวุโสของตระกูลฉินหัวเราะออกมาอย่างดูแคลน
“คนเก็บขยะอย่างนายจะรู้อะไรเรื่องเส้นลมปราณ”
หลินเย่ไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองไปที่รูปถ่ายของหว่านหยุนซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ รูปนั้นถ่ายในวันที่เด็กหญิงอายุหกขวบ ใบหน้าของเธอยังสดใส แต่ใต้ตากลับมีรอยคล้ำจางๆ และมือซ้ายกำสร้อยหยกเส้นหนึ่งแน่น
“เธอเริ่มฝันร้ายตั้งแต่เด็กใช่ไหม” เขาถามไห่เฟิง “ทุกครั้งที่ฝัน เธอจะบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ปลายเตียง และก่อนหมดสติ เธอมักจะบอกว่าหายใจไม่ออก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของชินอี้หายไปทันที ไห่เฟิงก้าวลงจากเวทีช้าๆ
“นายรู้ได้อย่างไร”
“เพราะชีพจรของเธอไม่ได้เหมือนคนหมดสติทั่วไป พลังชีวิตกำลังถูกดูดออกจากร่างทีละน้อย ถ้าปล่อยไว้อีกสามวัน หัวใจของเธอจะหยุดเต้น”
ทุกคนเงียบกริบ ข้อมูลเรื่องฝันร้ายไม่มีใครพูดต่อหน้าคนนอก ยกเว้นคนในบ้านเท่านั้น แต่ก่อนที่ไห่เฟิงจะถามต่อ ลูกชายคนโตของตระกูลฉินกลับเดินเข้ามาขวางหน้า
“นี่เป็นการแสดงละครเพื่อเรียกร้องความสนใจ นายกล้าดูถูกตระกูลแพทย์ของเราอย่างนั้นหรือ”
เขาผลักหลินเย่จนถุงสมุนไพรตกลงพื้น ชายหนุ่มไม่ได้โกรธ เพียงก้มลงเก็บของอย่างใจเย็น แต่ชายอีกคนกลับเตะถุงนั้นกระเด็นไปชนกำแพง
ซูหมิง ลูกชายคนโตของตระกูลซู ทนดูต่อไปไม่ได้ เขาเดินเข้าไปยืนขวางหลินเย่และหยิบเช็คจำนวนสองล้านออกมา
“รับเงินนี่ไป ถือเป็นค่าชดเชยสำหรับคำดูถูก แล้วออกจากที่นี่”
หลินเย่มองเช็ค ก่อนส่ายหน้า
“ผมไม่ต้องการเงิน”
“ถ้าอย่างนั้นต้องการอะไร”
“ขอพรจากผมหนึ่งข้อ ผมจะช่วยทำให้เป็นจริง”
คนรอบข้างหัวเราะอีกครั้ง ซูหมิงเองก็คิดว่าเขากำลังพูดเพ้อเจ้อ แต่เมื่อเห็นดวงตาที่จริงใจของหลินเย่ เขาจึงพูดออกไปโดยไม่ทันคิด
“ขอให้น้องสาวของผมหายดี”
“ได้”
“นายรู้ไหมว่ากำลังรับปากอะไร”
“ผมรู้”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเพิ่มหุ้นของตระกูลซูให้ร้อยเท่า หรือจะให้คุณเป็นหนึ่งในห้าผู้มีอำนาจที่สุดของหัวเซี่ยก็ได้”
หลินเย่ส่ายหน้าอีกครั้ง “ผมไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น ขอเพียงน้องสาวของคุณลืมตาได้”
คำตอบนั้นทำให้ซูหมิงนิ่งไป เขาเคยพบคนมากมายที่เข้าหาตระกูลซูเพราะเงินและอำนาจ แต่ไม่เคยพบคนที่ปฏิเสธทุกอย่างเพียงเพื่อช่วยคนที่ไม่เคยรู้จัก
ไห่เฟิงจึงตัดสินใจให้หลินเย่ลองรักษา แม้ชินอี้จะคัดค้านอย่างหนักก็ตาม
“ถ้ารักษาไม่ได้ นายต้องเอาชีวิตชดใช้” ไห่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลินเย่หันกลับไปมองเขา “ถ้าคุณคิดเช่นนั้น ผมก็ไม่จำเป็นต้องช่วย”
เขาหมุนตัวจะเดินออกไป ไห่เฟิงรีบคว้าแขนเขาไว้
“ฉันขอร้อง” น้ำเสียงของชายผู้ยิ่งใหญ่สั่นเครือ “ฉันไม่อาจเห็นลูกสาวตายต่อหน้าได้ หุ้นทั้งหมดที่อยู่ในมือฉัน รวมทั้งทรัพย์สินที่คุณต้องการ ฉันจะยกให้ ขอเพียงช่วยเธอ”
หลินเย่มองมือที่กำลังสั่นของเขา แล้วพยักหน้า
“ผมจะรักษา แต่ไม่ใช่เพื่อหุ้นของคุณ”
ห้องของหว่านหยุนถูกเตรียมตามคำสั่งของหลินเย่ อุณหภูมิต้องคงที่หกสิบหกองศาตามเครื่องวัดแบบโบราณ ประตูและหน้าต่างถูกปิดสนิท ต้องเตรียมหินภูเขาไฟ สมุนไพรเจ็ดชนิด และน้ำสะอาดที่ต้มด้วยไฟอ่อน คนในบ้านมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะทุกสิ่งที่เขาสั่งแตกต่างจากวิธีรักษาของโรงพยาบาลโดยสิ้นเชิง
ชินอี้ยังคงยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้ชายหนุ่มแตะต้องคนไข้
“ฉันรักษาคนมาสามสิบปี ยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปดูอาการ แล้วคนเก็บขยะอย่างนายเป็นใคร”
หลินเย่ตอบเพียงว่า “คนที่มองเห็นพิษที่คุณมองไม่เห็น”
คำพูดนั้นทำให้ชินอี้โกรธ เขาพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อหลินเย่ แต่ชายหนุ่มเพียงขยับนิ้วกดลงบนข้อมือของเขา ร่างของแพทย์ชราก็ชาตั้งแต่ปลายนิ้วถึงหัวไหล่ ล้มลงต่อหน้าทุกคน
ลูกสาวของชินอี้กรีดร้องและกล่าวหาว่าหลินเย่ทำร้ายพ่อของเธอ แต่หลินเย่ก้มดูข้อมือของชายชราแล้วพูดว่า
“เขาถูกพิษสะสมอยู่ในร่างมานานแล้ว ไม่ใช่ฝีมือผม ถ้าไม่ถอนพิษภายในคืนนี้ เส้นประสาทแขนจะเสียถาวร”
ไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งชินอี้เริ่มหายใจติดขัดและริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หลินเย่จึงใช้เข็มเงินสามเล่มปักลงบนแขนของเขา ไม่นานของเหลวสีดำก็ไหลออกจากปลายนิ้ว ชายชราจึงกลับมาหายใจได้อีกครั้ง
เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนหวาดกลัว แต่ก็ยังไม่มีใครไว้ใจหลินเย่ โดยเฉพาะหว่านหนิงที่รีบเข้าไปในห้องของน้องสาวเพื่อตรวจดูว่าเขากำลังทำอะไร
“ถ้านายแตะต้องน้องฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต ฉันจะทำให้นายไม่มีมือรักษาคนอีก” เธอขู่
หลินเย่ไม่ได้สนใจ เขานั่งลงข้างเตียงหว่านหยุนและวางนิ้วบนข้อมือของเธอ ใต้ผิวหนังที่เย็นเฉียบ มีชีพจรเบาจนแทบไม่รู้สึก
“เธอไม่ได้หมดสติทั้งหมด” เขาพูด “ส่วนหนึ่งของจิตใจยังติดอยู่ในความฝัน”
เขาให้ไห่เฟิงนำสร้อยหยกที่หว่านหยุนกำไว้ในรูปถ่ายมาให้ดู เมื่อมองใกล้ๆ พบว่าตรงกลางหยกมีเส้นสีดำคล้ายรากไม้แผ่กระจายอยู่
“สร้อยเส้นนี้มาจากไหน”
ไห่เฟิงนิ่งไป “แม่ของเธอให้ไว้ก่อนเสียชีวิต”
“ภรรยาของคุณเสียชีวิตเมื่อสิบหกปีก่อนใช่ไหม”
“ใช่”
“เธอเสียชีวิตด้วยโรคเดียวกันหรือไม่”
คำถามนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง ไห่เฟิงเบือนหน้าหนีและไม่ตอบ หว่านหนิงกำมือแน่น เพราะเธอเองก็ไม่เคยรู้รายละเอียดการตายของแม่ พ่อเพียงบอกว่าแม่ป่วยกะทันหันและจากไปในคืนเดียว
หลินเย่เอาสร้อยหยกวางไว้บนโต๊ะ แล้วกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เครื่องราง แต่เป็นภาชนะกักพิษ คนที่สวมมันนานเกินไปจะเริ่มฝันร้าย นอนไม่หลับ และค่อยๆ สูญเสียพลังชีวิต”
“เป็นไปไม่ได้” ไห่เฟิงตวาด “หยกเส้นนี้อยู่กับภรรยาของฉันมานานหลายปี”
“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอตาย”
ก่อนทุกคนจะทันตอบ เสียงจากภายนอกก็ดังขึ้น ทหารจำนวนหนึ่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์ นำโดยแม่ทัพเซวียนหู ผู้เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของตระกูลซู เขาได้รับแจ้งว่ามีหัวขโมยปลอมตัวเป็นหมอและกำลังทำร้ายคุณหนูอยู่ในห้อง
ไห่เฟิงรีบไปขอให้เขาช่วยพังประตู
“ลูกสาวของฉันอยู่ข้างใน ไม่รู้เป็นหรือตาย เจ้าคนนี้ปิดประตูและไม่ยอมให้ใครเข้าไป”
เซวียนหูมองประตูไม้ที่ปิดสนิท เห็นแสงสีทองบางๆ อยู่ตามขอบประตู จึงชะงัก
“ใครเป็นคนลงกลอน”
“หลินเย่”
“อย่าเพิ่งพัง” เซวียนหูพูด “กลอนแบบนี้ไม่ได้มีไว้ขังคน แต่มีไว้กันสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ให้หลุดออกมา”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกใจ ทว่าชินอี้กลับตะโกนว่าเป็นเพียงกลลวง เขาสั่งทหารให้พังประตู แต่ทันทีที่ค้อนกระแทกลงไป เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ดังออกมาจากห้อง เสียงนั้นเหมือนหว่านหยุน แต่ไม่ใช่เสียงของคนปกติ
หลินเย่กำลังนั่งอยู่ข้างเตียง เขาใช้เข็มเงินปักตามจุดสำคัญบนร่างของหว่านหยุน ขณะเดียวกันก็วางหินภูเขาไฟไว้รอบเตียง ควันสีเทาค่อยๆ ลอยขึ้นจากก้อนหินและรวมตัวเป็นเงาดำเหนือหน้าอกของเธอ
“อย่าตื่น” เขาพูดกับหญิงสาว “ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตามมันไป”
หว่านหยุนขยับริมฝีปากทั้งที่ยังหลับ “แม่…แม่อยู่ไหน”
เงาดำเหนือร่างของเธอเปลี่ยนเป็นรูปร่างหญิงสาว หลินเย่ใช้เข็มเล่มสุดท้ายกดลงบนจุดกลางหน้าผาก เงานั้นจึงพุ่งเข้าหาเขาอย่างรุนแรง
เขายกมือขึ้นและกล่าวถ้อยคำโบราณที่ไม่มีใครนอกห้องได้ยิน แสงสีทองปรากฏขึ้นตามแนวแขน ก่อนจะสะท้อนกลับไปยังสร้อยหยกบนโต๊ะ หยกแตกออกเป็นสองส่วน เสียงกรีดร้องเงียบลงทันที
ด้านนอก ประตูถูกเปิดออกในที่สุด ทุกคนพุ่งเข้าไปและเห็นหลินเย่ยืนอยู่ข้างเตียง เสื้อของเขาเปียกเหงื่อ มือซ้ายมีรอยไหม้สีดำ ส่วนหว่านหยุนกำลังไออย่างรุนแรง
“น้อง!” หว่านหนิงรีบเข้าไปกอดเธอ
หว่านหยุนลืมตาช้าๆ เป็นครั้งแรกในรอบสองปี เธอมองคนรอบตัวอย่างสับสน แล้วพูดเสียงเบา
“พ่อ…อย่าให้พี่รองแต่งงานกับคนที่ชื่อโจวเล่อ”
ทุกคนตกตะลึง เพราะไม่มีใครพูดชื่อชายคนนั้นในห้อง หว่านหนิงกำลังจะแต่งงานกับโจวเล่อ เพื่อนสนิทของซูหมิง และงานแต่งงานถูกกำหนดไว้ในอีกหนึ่งเดือน
“ทำไม” ซูหมิงถาม
หว่านหยุนตัวสั่น “เขาเป็นคนเอาสร้อยมาให้แม่…ก่อนที่แม่จะตาย”
คำพูดนั้นเปลี่ยนบรรยากาศทั้งหมด ไห่เฟิงหน้าซีด เขาจำได้ทันทีว่าในวันที่ภรรยาเสียชีวิต โจวเล่อยังเป็นเด็กหนุ่มที่มักเดินทางเข้าออกบ้านตระกูลซู เพราะเป็นบุตรของหุ้นส่วนคนสำคัญ แต่เขาไม่เคยสงสัยชายคนนั้นเลย
หว่านหยุนเล่าต่อว่า ก่อนเธอหมดสติ เธอเคยเห็นโจวเล่อแอบเข้าไปในห้องของแม่หลายครั้ง และได้ยินเขาพูดว่า “เมื่อเธอตาย หุ้นทุกอย่างจะกลับมาอยู่ในมือของคนที่ควรได้มัน” หลังจากนั้นแม่ก็ให้สร้อยหยกแก่เธอ บอกว่าอย่าถอดออก เพราะมันจะช่วยปกป้องเธอ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือสร้อยหยกไม่ได้ปกป้องเธอ มันกำลังค่อยๆ กลืนกินชีวิตของเธอ
ซูหมิงไม่ยอมเชื่อ เขาเป็นเพื่อนกับโจวเล่อมาตั้งแต่เด็กและกำลังจะแต่งงานกับเขาในฐานะพี่ชายคนโตที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้หว่านหนิง เขาคิดว่าหว่านหยุนอาจจำผิดเพราะยังสับสนจากอาการป่วย
หลินเย่จึงเปิดซองผ้าสีดำที่เก็บมาจากใต้เตียง เขาหยิบชิ้นหยกที่แตกออกมาและพบตราสัญลักษณ์เล็กๆ สลักอยู่ด้านหลัง เป็นตราของบริษัทที่โจวเล่อเป็นผู้ถือหุ้นลับ
นอกจากนี้ ในถุงสมุนไพรของเขายังมีใบเสร็จเก่าที่ซื้อหินพิษชนิดเดียวกันเมื่อสิบหกปีก่อน ใบเสร็จระบุชื่อผู้รับสินค้าเป็นคนของบริษัทโจว แต่หลักฐานเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะกล่าวหาใคร หลินเย่จึงขอให้ซูหมิงตรวจบัญชีเก่าของตระกูล
การตรวจสอบพบว่าหลังจากภรรยาของไห่เฟิงเสียชีวิต หุ้นจำนวนมากถูกโอนผ่านบริษัทเล็กๆ สามแห่งไปยังบัญชีของโจวเล่อ แม้จำนวนเงินแต่ละครั้งไม่มากพอให้ใครสังเกต แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับมีมูลค่ามหาศาล
โจวเล่อถูกเรียกมาที่บ้าน เขายังคงแสร้งทำเป็นตกใจและบอกว่าทุกคนกำลังเข้าใจผิด
“ผมรักหว่านหนิง ผมจะทำร้ายครอบครัวเธอไปทำไม”
หว่านหนิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นกลายเป็นเย็นชา
“ถ้าคุณรักฉันจริง คุณจะไม่รีบแต่งงานในวันที่น้องสาวฉันยังนอนหมดสติ และจะไม่ปลอมลายเซ็นแม่เพื่อโอนหุ้นออกจากบริษัท”
โจวเล่อชะงัก ซูหมิงวางเอกสารลงบนโต๊ะ นอกจากบัญชีเงินแล้ว ยังมีภาพจากกล้องเก่าที่หลงเหลืออยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท ภาพนั้นแสดงให้เห็นโจวเล่อเข้าไปในห้องของแม่ในคืนก่อนที่เธอเสียชีวิต
เขาไม่ได้สารภาพทั้งหมด แต่ในที่สุดก็ยอมรับว่าต้องการหุ้นของตระกูลซู เขาไม่ได้ตั้งใจฆ่าภรรยาของไห่เฟิง เพียงต้องการทำให้เธอป่วยเพื่อบังคับให้เธอโอนอำนาจบางส่วน ทว่ายาพิษรุนแรงเกินไป และเมื่อหว่านหยุนพบเห็นเข้า เขาจึงใช้สร้อยหยกเส้นเดียวกันกับเธอเพื่อปิดปากพยาน
“ผมคิดว่าเธอจะหมดสติไปไม่กี่วัน” เขาพูดด้วยเสียงแหบ “ผมไม่คิดว่าจะนานถึงสองปี”
ไห่เฟิงพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อเขา แต่ซูหมิงจับแขนพ่อไว้
“อย่าทำให้เขากลายเป็นเหยื่อ” เขาพูด “เราจะส่งหลักฐานให้เจ้าหน้าที่”
โจวเล่อถูกควบคุมตัวในเวลาต่อมา การสอบสวนพบว่าเขาใช้บริษัทบังหน้าเพื่อยักยอกทรัพย์สิน และซื้อสารพิษจากตลาดมืดมาหลายครั้ง เขาต้องรับผิดทั้งคดีฉ้อโกงและทำร้ายผู้อื่น ส่วนงานแต่งงานของเขากับหว่านหนิงถูกยกเลิกโดยไม่มีการแก้ตัวใดๆ
ชินอี้เองต้องยอมรับว่าการรักษาของตระกูลฉินล้มเหลว เพราะเขาเชื่อเฉพาะตำราเก่าและดูถูกอาการที่อธิบายไม่ได้ เขาขอโทษหว่านหยุนต่อหน้าครอบครัว แม้คำขอโทษนั้นจะไม่ลบความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น แต่ก็ทำให้เขาเริ่มทบทวนวิธีมองคนจากเสื้อผ้าและฐานะ
ส่วนหลินเย่ไม่ได้รับหุ้นครึ่งหนึ่งตามคำประกาศของไห่เฟิง เขาขอเพียงให้ตระกูลซูจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีเงินรักษา และคืนเงินทั้งหมดที่เคยเรียกเก็บจากคนยากจนโดยไม่เป็นธรรม ไห่เฟิงยอมทำตาม แม้เขาจะยังรู้สึกว่าตอบแทนชายหนุ่มได้ไม่เพียงพอ
หลายเดือนต่อมา หว่านหยุนกลับมาเดินได้ แม้ร่างกายยังอ่อนแอและต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน เธอจำเรื่องในช่วงสองปีได้เพียงบางส่วน แต่จำเสียงของหลินเย่ได้ชัดเจนที่สุด
“คุณช่วยชีวิตฉันเพราะพี่ชายขอพรกับคุณจริงๆ หรือ” เธอถาม
หลินเย่กำลังจัดสมุนไพรในร้านเล็กๆ ที่เพิ่งเปิด เขามองเธอแล้วยิ้ม
“ผมช่วยเพราะคุณยังไม่ควรตาย”
“แล้วคุณจะอยู่ที่นี่นานไหม”
“จนกว่าคุณจะหายดี”
หว่านหนิงซึ่งยืนอยู่หน้าร้านได้ยินเข้าก็หัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องอยู่ต่ออีกนาน เพราะน้องฉันดื้อกว่าคนไข้ทุกคนที่นายเคยเจอ”
ซูหมิงวางเช็คใบใหม่ลงบนโต๊ะ “ครั้งนี้เป็นค่าจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามปฏิเสธ”
หลินเย่มองเช็คแล้วส่ายหน้า แต่หว่านหยุนกลับหยิบมันไปเก็บไว้ในลิ้นชัก
“ถ้าคุณไม่รับ ก็ใช้เงินนี้ซื้อสมุนไพรให้คนอื่น” เธอบอก “ถือว่าฉันขอพรคืนหนึ่งข้อ”
หลินเย่เงียบไป ก่อนจะพยักหน้า
บนชั้นไม้ข้างประตูมีสร้อยหยกที่แตกเป็นสองส่วนวางอยู่ มันไม่ใช่เครื่องรางอีกต่อไป และไม่ใช่หลักฐานที่ใช้กล่าวโทษใครแล้ว แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรักที่ไม่มีการปกป้องอาจกลายเป็นพันธนาการ และคนที่ดูไร้ค่าในสายตาคนทั้งโลก อาจเป็นคนเดียวที่มองเห็นทางกลับบ้านของใครบางคน
เมื่อฤดูหนาวผ่านไป หว่านหยุนเดินออกจากร้านได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก เธอหยุดใต้แสงแดด สูดลมหายใจลึก แล้วหันกลับไปมองหลินเย่
“พรุ่งนี้อย่าลืมเปิดประตูให้ฉันนะ”
หลินเย่ยิ้ม “ประตูไม่เคยปิดสำหรับคุณ”
คราวนี้เธอไม่ได้กลับเข้าไปในความฝันอีก แต่เดินไปข้างหน้า โดยทิ้งสร้อยหยกที่แตกร้าวไว้เบื้องหลัง และเริ่มต้นชีวิตที่ไม่มีใครสามารถขโมยไปจากเธอได้อีก