“ถ้าคุณไม่จ่ายสามพันบาทวันนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาตั้งแผงที่นี่อีก!” เหอซิ่วฉินตะโกนใส่หน้าหลินเยว่ ขณะที่ข้าวกล่องหลายสิบกล่องนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น และรถเข็นขายอาหารของเธอถูกชายในเครื่องแบบลากออกไปกลางสายตาคนงานทั้งโรงงาน
แต่หลินเยว่ไม่ได้ก้มเก็บข้าวกล่อง เธอเพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดบันทึกเสียงต่อ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบจนคนรอบข้างเริ่มเงียบลง
“คุณต้องการให้ฉันชดใช้สามพัน เพราะพี่สาวคุณทำรถเข็นฉันล้มใช่ไหมคะ แล้วถ้าฉันไม่จ่าย คุณจะยึดทรัพย์สินของฉันด้วยอำนาจอะไร?”
คำถามนั้นทำให้เหอซิ่วฉินชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหัวเราะอย่างดูถูก
“อำนาจอะไรน่ะเหรอ? สามีฉันเป็นผู้อำนวยการโรงงาน ส่วนน้องชายฉันเป็นผู้จัดการ ที่นี่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งฉันหรอก เธอเป็นแค่แม่ค้าข้างถนน อย่าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาสอนฉัน”
หลินเยว่เงยหน้ามองป้ายชื่อโรงงานเหนือประตูเหล็ก แล้วมองข้าวกล่องที่เปื้อนฝุ่นอยู่แทบเท้าของตัวเอง เธอรู้ดีว่าวันนี้ไม่ได้เสียแค่เงินค่าวัตถุดิบ เธออาจเสียรายได้ทั้งหมดของครอบครัว เสียเงินค่ารักษาของแม่ และเสียสิทธิ์ทำมาหากินที่นี่ตลอดไป
แต่สิ่งที่ทำให้เธอกำมือแน่นไม่ใช่ข้าวกล่องที่พัง หากเป็นสายตาของคนงานที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ทุกคนเห็นเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครกล้าพูด เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นภรรยาของผู้อำนวยการโรงงาน
สามวันก่อน หลินเยว่เพิ่งเริ่มเข็นรถมาขายอาหารหน้าโรงงานแห่งนี้ เธอเคยทำงานในโรงอาหารของรีสอร์ต แต่หลังจากแม่ล้มป่วย เธอจำเป็นต้องกลับมาดูแลที่บ้าน เงินเก็บที่มีค่อย ๆ หมดไปกับค่ายาและค่าตรวจ เธอจึงนำเงินก้อนสุดท้ายไปซื้อรถเข็นมือสอง เตาแก๊ส และวัตถุดิบ เพื่อทำข้าวกล่องขายให้คนงานกะเช้า
อาหารของเธอไม่ได้แพง ข้าวหมูตุ๋นกล่องละสามสิบห้าบาท ไข่พะโล้เพิ่มอีกห้าบาท ถ้าใครไม่มีเงินพอ เธอก็ยอมให้ติดไว้ก่อน คนงานหลายคนชอบอาหารของเธอ เพราะรสชาติบ้าน ๆ และให้เยอะกว่าร้านอื่น
วันแรกขายได้เพียงสิบกว่ากล่อง วันที่สองขายได้เกือบห้าสิบกล่อง และเช้าวันที่สาม คนงานต่อแถวยาวจนรถเข็นแทบไม่มีที่วางของ
นั่นคือวันที่เหอซิ่วฉินเดินออกมาจากรถสีดำคันใหญ่
“ใครอนุญาตให้เธอมาขายตรงนี้?” เธอถามตั้งแต่ยังไม่ทันลงจากรถ
หลินเยว่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วตอบอย่างสุภาพ “ฉันสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วค่ะ เขาบอกว่าบริเวณด้านข้างประตูไม่กีดขวางทางเข้าออก ถ้าจะขายก็ให้จอดชิดกำแพง”
เหอซิ่วฉินกวาดตามองลูกค้าที่กำลังยืนรอ แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“เธอขายดีมากเลยนี่ คิดว่าจะมาแย่งลูกค้าร้านของฉันหรือไง?”
หลินเยว่ไม่รู้มาก่อนว่าเหอซิ่วฉินก็มีแผงขายอาหารอยู่ด้านในโรงงาน แผงนั้นไม่ได้เปิดทุกวัน และราคาสูงกว่าข้างนอกเกือบเท่าตัว แต่ไม่มีใครกล้าบ่น เพราะเหอซิ่วฉินเป็นภรรยาของผู้อำนวยการ
“ฉันไม่ได้แย่งลูกค้าใครค่ะ คนงานจะซื้อจากร้านไหนก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขา” หลินเยว่ตอบ
เหอซิ่วฉินจ้องเธอเขม็ง “เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
“ฉันรู้ว่าคุณเป็นภรรยาของผู้อำนวยการโรงงานค่ะ แต่ฉันยังไม่เข้าใจว่าความสัมพันธ์ของคุณเกี่ยวอะไรกับการที่ฉันขายข้าวกล่อง”
คนงานแถวนั้นพากันก้มหน้า บางคนแอบยิ้ม แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะออกมา เหอซิ่วฉินจำสีหน้าของหลินเยว่ได้ และตั้งแต่นั้นมาเธอก็เริ่มหาทางกำจัดรถเข็นคันนี้
เช้าวันที่เกิดเรื่อง เหอซิ่วฉินเดินเข้ามาพร้อมรองเท้าส้นสูง ก่อนจะใช้ปลายเท้าเขี่ยถังขยะที่วางอยู่ใกล้รถเข็น
“เก็บของแล้วออกไป”
“ฉันยังขายไม่หมดค่ะ ขอเวลาอีกครึ่งชั่วโมงได้ไหมคะ?”
“ฉันบอกให้ออกไป”
“ถ้าต้องย้าย รบกวนบอกเหตุผลหรือกฎของโรงงานให้ฉันทราบด้วยค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เหอซิ่วฉินโมโห เธอเอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมหน้ารถเข็น หลินเยว่จับขอบรถไว้เพื่อไม่ให้ของตก ทั้งสองคนจึงยื้อกันอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนเหอซิ่วฉินจะปล่อยมือแล้วถอยไปชนรถเข็นจนมันคว่ำ
หม้อข้าวและกล่องอาหารไหลลงพื้น เสียงคนงานร้องตกใจ หลินเยว่รีบคว้าข้อมือเหอซิ่วฉินไว้เพื่อไม่ให้เธอล้ม แต่เหอซิ่วฉินกลับล้มตัวลงกับพื้นเอง แล้วเริ่มตะโกน
“ช่วยด้วย! เธอผลักฉัน!”
ผู้คนพากันหันมามอง พนักงานรักษาความปลอดภัยชื่อจางเหว่ยวิ่งเข้ามาเป็นคนแรก เขาเห็นทั้งสองคนยืนห่างกันแล้ว แต่เหอซิ่วฉินกลับชี้หน้าหลินเยว่ทันที
“ผู้หญิงคนนี้ทำร้ายฉัน เรียกสามีฉันมาเดี๋ยวนี้!”
จางเหว่ยลังเล เขารู้ว่าไม่มีใครเห็นตอนรถเข็นล้ม และรู้ด้วยว่าเหอซิ่วฉินมักใช้อำนาจข่มคนขายของที่เข้ามาใหม่ แต่เขามีลูกสองคน และงานนี้คือรายได้เดียวของครอบครัว
“คุณหลิน จ่ายค่าเสียหายให้เธอสามพันเถอะครับ เรื่องจะได้จบ” เขาพูดเบา ๆ
“แล้วความเสียหายของฉันล่ะคะ?” หลินเยว่ถาม “ข้าวกล่องพวกนี้ฉันทำตั้งแต่ตีสาม รถเข็นก็เป็นทรัพย์สินของฉัน คุณเห็นไหมว่าใครทำให้มันล้ม?”
จางเหว่ยหลบตา “ตอนผมมาถึง ผมเห็นพวกคุณกำลังดึงกันอยู่”
“เมื่อครู่คุณบอกว่าฉันผลักเธอ”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น”
“คุณพูดต่อหน้าทุกคน”
เหอซิ่วฉินลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนกระโปรงแล้วชี้ไปที่จางเหว่ย “อย่ามัวแต่พูดมาก เอารถเข็นของเธอไปเก็บ แล้วไล่เธอออกจากตรงนี้”
“ผมไม่มีสิทธิ์ยึดของใครครับ”
“ไม่มีสิทธิ์?” เธอหัวเราะ “เดี๋ยวฉันจะถามน้องชายฉันเองว่าใครมีสิทธิ์”
ไม่นาน เหอจื้อเฟิง ผู้จัดการโรงงานและน้องชายของเธอก็เดินออกมาจากอาคารสำนักงาน เขาสวมเสื้อเชิ้ตเรียบกริบ นาฬิกาเรือนแพง และมีชายรักษาความปลอดภัยสองคนเดินตามมา
เหอซิ่วฉินรีบเดินเข้าไปหาเขา “จื้อเฟิง ผู้หญิงคนนี้มาทำร้ายฉัน แถมยังตั้งแผงขวางประตูโรงงาน ฉันให้เธอไปก็ไม่ยอมไป”
เหอจื้อเฟิงมองหลินเยว่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนมองรถเข็นที่ล้มอยู่
“คุณชื่ออะไร?”
“หลินเยว่ค่ะ”
“คุณได้รับอนุญาตจากใครให้มาขายอาหารที่นี่?”
“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอนุญาตให้ฉันจอดชิดกำแพงค่ะ แต่ถ้าคุณบอกว่าเป็นพื้นที่ห้ามขาย ฉันยินดีเก็บของ เพียงแต่คุณต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อน”
“พี่สาวผมบอกว่าคุณทำร้ายเธอ”
“เธอเป็นคนดึงผ้าคลุมรถ แล้วรถเข็นล้มเองค่ะ”
“มีหลักฐานไหม?”
“มีพยานหลายคน”
หลินเยว่หันไปมองคนงานรอบตัว แต่ทุกคนรีบก้มหน้า เหอซิ่วฉินยิ้มเยาะ
“เห็นไหม ไม่มีใครพูดว่าเธอถูก”
หลินเยว่กำโทรศัพท์ในกระเป๋าแน่น เธอเปิดบันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ตอนที่เหอซิ่วฉินเริ่มข่มขู่ เพียงแต่ยังไม่อยากเปิดเผย เพราะเสียงที่บันทึกได้มีเพียงคำพูด ไม่ได้บันทึกภาพตอนรถเข็นล้ม
เหอจื้อเฟิงพูดต่อ “คุณมีสองทางเลือก จ่ายสามพันให้พี่สาวผมแล้วออกไปเอง หรือให้พวกเขาพาคุณออกไป”
“คุณเป็นผู้จัดการโรงงาน แต่ตัดสินคดีโดยไม่ตรวจสอบอะไรเลยหรือคะ?”
“ผมไม่จำเป็นต้องฟังคำสอนจากแม่ค้าคนหนึ่ง”
“ฉันไม่ได้สอนคุณค่ะ ฉันแค่ถามว่าคุณกำลังใช้อำนาจในหน้าที่ หรือกำลังช่วยครอบครัวตัวเอง”
สีหน้าของเขาแข็งขึ้น “ตั้งแต่วันนี้ ห้ามคุณกลับมาตั้งแผงที่นี่อีก ใครยังปล่อยให้เธอเข้ามา ให้ถือว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง”
เขาหันไปสั่งคนรักษาความปลอดภัยให้ยึดรถเข็น หลินเยว่รีบขวางไว้
“นี่เป็นทรัพย์สินของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์ยึด”
“ผมอนุมัติเอง”
“คุณอนุมัติได้เพราะเป็นผู้จัดการ หรือเพราะเป็นน้องชายของผู้อำนวยการคะ?”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบ ๆ เหอซิ่วฉินเดินเข้ามาผลักไหล่หลินเยว่ “เธออยากมีเรื่องจริง ๆ ใช่ไหม?”
หลินเยว่ถอยหนึ่งก้าว แต่ยังยืนขวางรถเข็น “ถ้าฉันต้องเสียงานเพราะพวกคุณ ฉันก็จะไม่ยอมให้พวกคุณกล่าวหาฉันโดยไม่มีหลักฐาน”
เหอซิ่วฉินหยิบโทรศัพท์โทรหาสามีทันที เธอพูดเสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“คุณรีบมาที่หน้าโรงงานเลยนะ ฉันถูกคนทำร้าย น้องชายจัดการไม่ได้สักเรื่อง ผู้หญิงคนนี้ยังกล้าด่าฉันต่อหน้าคนงานด้วย”
หลังจากวางสาย เธอยิ้มเย็น “รอสามีฉันมาก่อนเถอะ แล้วเธอจะรู้ว่าคำว่าหางานทำไม่ได้หมายถึงอะไร”
หลินเยว่ไม่ตอบ เธอก้มเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วเดินไปดูหม้อข้าวที่บุบจนใช้ต่อไม่ได้ เงินที่เสียไปวันนี้มากกว่าสามพันบาทเสียอีก แต่ถ้าเธอยอมจ่าย เธอรู้ว่าครั้งต่อไปจะมีคนธรรมดาอีกกี่คนถูกข่มขู่แบบเดียวกัน
ระหว่างที่ทุกคนรอ หลินเยว่สังเกตเห็นบางอย่างที่พื้น ข้างล้อรถเข็นมีสกรูตัวเล็กหลุดออกมา และบนแผ่นเหล็กมีรอยขีดใหม่เป็นทางยาว รถเข็นไม่ได้ล้มเพราะเธอยื้อกับเหอซิ่วฉินเพียงอย่างเดียว ล้อด้านหนึ่งถูกคลายสกรูไว้ก่อนแล้ว
เธอหยิบสกรูขึ้นมาใส่ซองพลาสติกเล็ก ๆ ที่ใช้เก็บเครื่องปรุง แล้วถ่ายรูปตำแหน่งรถเข็นไว้
“เธอจะเก็บขยะไปทำอะไร?” เหอซิ่วฉินถาม
“เก็บหลักฐานค่ะ”
“หลักฐานอะไร? ไม่มีใครเชื่อเธอหรอก”
“ถ้าไม่มีใครเชื่อ ฉันก็จะหาคนที่ตรวจสอบได้ค่ะ”
เหอซิ่วฉินหัวเราะ แต่ในแววตากลับมีความกังวลอยู่ชั่วครู่ หลินเยว่เห็นแล้วจำมันไว้
ไม่นาน รถของเหอเจิ้งหมิง ผู้อำนวยการโรงงานก็แล่นมาจอดหน้าอาคาร เขาลงจากรถพร้อมสีหน้าไม่พอใจ เหอซิ่วฉินรีบวิ่งเข้าไปเกาะแขนสามี
“เธอคนนั้นทำร้ายฉัน แล้วทำรถเข็นตัวเองล้มเพื่อใส่ร้ายเรา”
เหอเจิ้งหมิงมองหลินเยว่ “คุณต้องการอะไร?”
“ฉันต้องการให้พวกคุณชดใช้ค่าของที่เสียหาย และคืนรถเข็นให้ฉันค่ะ”
“ถ้าคุณรับเงินสามพัน เรื่องก็จบ”
“ฉันไม่รับค่ะ”
“คุณคิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากนักหรือ?”
“มีค่ะ ฉันเลือกไม่ยอมรับเงินเพื่อแลกกับการยอมรับความผิดที่ฉันไม่ได้ก่อ”
เหอเจิ้งหมิงหันไปทางผู้จัดการ “จัดการเธอให้เรียบร้อย อย่าให้เรื่องไปถึงฝ่ายบริหาร”
คำว่า ‘ฝ่ายบริหาร’ ทำให้หลินเยว่เงยหน้าขึ้น เธอเคยเห็นตราสัญลักษณ์บริษัทบนกล่องเอกสารที่เหอจื้อเฟิงถือออกจากสำนักงานทุกเช้า และจำได้ว่าชื่อบริษัทเดียวกันปรากฏอยู่บนใบส่งวัตถุดิบของอดีตนายจ้างเธอ
แต่ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าบริษัทนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบภายใน
ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์ ฝ่ายตรวจสอบของบริษัทแม่ได้รับแจ้งเรื่องการปลอมแปลงใบสั่งซื้อวัตถุดิบ มีการเบิกเงินซื้อเนื้อสัตว์และข้าวในราคาสูงกว่าตลาด แต่ของที่ส่งเข้าโรงงานมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุไว้ ผู้มีอำนาจอนุมัติเอกสารบางชุดคือเหอจื้อเฟิง และผู้รับเหมาที่ได้รับเงินคือร้านค้าที่ใช้ชื่อญาติของเหอซิ่วฉิน
เรื่องยังไม่ถูกเปิดเผย เพราะผู้ตรวจสอบต้องการหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้
หลินเยว่ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่เธอเคยทำงานกับบริษัทจัดส่งวัตถุดิบ และรู้จักชื่อร้านที่ปรากฏบนใบส่งของดี เธอจำได้ว่าร้านนั้นไม่มีโกดัง ไม่มีรถส่งของ และเปิดบัญชีไว้เพียงเพื่อรับเงิน
ขณะที่เหอจื้อเฟิงกำลังสั่งคนให้ยึดรถเข็น โทรศัพท์ของหลินเยว่ก็ดังขึ้น เป็นสายจากซ่งอวิ๋นซาน อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อที่เคยร่วมงานกับเธอ
“เยว่ เธออยู่หน้าโรงงานหรือเปล่า?”
“ค่ะ เกิดเรื่องนิดหน่อย”
“ฉันได้ข่าวจากคนงาน มีใครแตะต้องเธอไหม?”
“ฉันไม่เป็นไร แต่รถเข็นเสียหาย พวกเขาจะยึดของฉันด้วย”
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามเสียงจริงจัง “เธอเห็นเหอจื้อเฟิงไหม?”
“เห็นค่ะ เขาอยู่ตรงหน้า”
“อย่าเพิ่งออกไปไหน เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ฉันกำลังเดินทางไปที่นั่น”
เหอจื้อเฟิงเหลือบมองโทรศัพท์ของเธอ “ใครโทรมา?”
“คนที่อาจช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ค่ะ”
“อย่าข่มขู่ผู้จัดการของฉัน” เหอเจิ้งหมิงพูดเสียงต่ำ “ถ้าคุณยังไม่ไป ผมจะแจ้งตำรวจว่าคุณบุกรุกพื้นที่โรงงานและทำร้ายภรรยาผม”
หลินเยว่หันไปมองกล้องวงจรปิดเหนือประตู “ถ้าอย่างนั้นก็แจ้งเลยค่ะ แล้วขอให้ตรวจสอบภาพจากกล้องด้วย”
เหอซิ่วฉินหน้าซีดไปเล็กน้อย “กล้องตัวนั้นเสียมาหลายเดือนแล้ว”
“คุณรู้ได้อย่างไรว่ามันเสีย?” หลินเยว่ถามทันที “เมื่อกี้คุณยังบอกว่าไม่มีหลักฐาน แต่ตอนนี้คุณกลับรู้ว่ากล้องใช้ไม่ได้”
คนงานหลายคนเริ่มมองหน้ากัน เหอซิ่วฉินรีบพูดกลบ “ใคร ๆ ก็รู้ กล้องหน้าประตูเสียมานานแล้ว”
จางเหว่ยยืนอยู่ด้านข้าง ก้มหน้าไม่พูดอะไร หลินเยว่เห็นเขามองไปที่กล้องแวบหนึ่ง จึงเดินเข้าไปหา
“คุณจาง คุณตรวจกล้องทุกวันใช่ไหมคะ?”
เขาเม้มปาก “ผมมีหน้าที่ตรวจประตูครับ”
“แล้วกล้องตัวนี้เสียจริงหรือ?”
“ผมไม่รู้”
“เมื่อครู่คุณบอกว่าตอนมาถึงเห็นพวกเราดึงกัน คุณเห็นจากตรงไหนคะ?”
จางเหว่ยเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เขารู้ว่าตัวเองพูดขัดกัน แต่เหอจื้อเฟิงกำลังมองเขาอยู่
เหอซิ่วฉินตวาด “อย่ามายุ่งกับพนักงานของเรา!”
หลินเยว่ถอยกลับมา “ฉันไม่ได้ยุ่งค่ะ ฉันแค่ถามพยาน”
ตอนนั้นเอง รถตู้สีขาวคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามา ชายวัยกลางคนลงจากรถพร้อมแฟ้มเอกสารสองเล่ม เขาคือซ่งอวิ๋นซาน อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ และข้างกายเขามีหญิงสาวชื่อหลิวเหมย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในของบริษัทแม่
เหอเจิ้งหมิงเห็นทั้งคู่แล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที
“พวกคุณมาที่นี่ทำไม?”
หลิวเหมยไม่ได้ตอบเขา เธอเดินมาหาหลินเยว่ “คุณคือหลินเยว่ใช่ไหมคะ?”
“ค่ะ”
“คุณเคยทำงานฝ่ายจัดส่งอาหารที่โรงงานเก่าของบริษัทเรา และลาออกเมื่อหกเดือนก่อนใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
“คุณเคยแจ้งว่าจำนวนวัตถุดิบในใบส่งของไม่ตรงกับของจริงหรือเปล่า?”
หลินเยว่พยักหน้า “ฉันแจ้งหัวหน้าหลายครั้งค่ะ แต่เอกสารที่ฉันทำหายไปหลังจากเปลี่ยนผู้จัดการ ฉันจึงลาออก”
เหอจื้อเฟิงรีบแทรก “นี่เป็นเรื่องเก่า ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์วันนี้”
หลิวเหมยมองเขา “อาจเกี่ยวค่ะ เพราะลายเซ็นอนุมัติบนเอกสารเหล่านั้นเป็นลายเซ็นของคุณ”
รอบข้างเงียบสนิท
เหอซิ่วฉินรีบพูด “พวกคุณกำลังกล่าวหาสามีฉันโดยไม่มีหลักฐานหรือ?”
“เรายังไม่ได้กล่าวหา” หลิวเหมยตอบ “เรากำลังตรวจสอบ แต่ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากกว่าที่พวกคุณคิด”
ซ่งอวิ๋นซานเปิดแฟ้ม หยิบสำเนาใบส่งของออกมา “หลินเยว่ คุณจำร้านนี้ได้ไหม?”
เธอมองตราประทับบนเอกสารแล้วตอบ “จำได้ค่ะ ร้านนี้ไม่มีรถส่งของเอง ช่วงที่ฉันทำงานอยู่ ฉันเคยเห็นคนของเหอจื้อเฟิงขนของออกจากคลังตอนกลางคืน แล้วนำใบส่งของของร้านนี้มาเบิกเงิน”
เหอจื้อเฟิงหน้าตึง “เธอไม่มีสิทธิ์กล่าวหาผม”
“ฉันไม่ได้กล่าวหาค่ะ ฉันกำลังบอกสิ่งที่ฉันเคยเห็น”
ซ่งอวิ๋นซานยื่นโทรศัพท์ให้หลิวเหมย “นี่คือภาพจากกล้องสำรองของโกดังเก่า เราพบไฟล์หลังจากกู้ข้อมูลจากเครื่องบันทึกที่ถูกเปลี่ยนออก”
หลิวเหมยเปิดภาพให้ทุกคนดู ภาพไม่ชัดนัก แต่เห็นรถบรรทุกคันหนึ่งขนถุงข้าวและกล่องเนื้อสัตว์ออกจากโกดังในเวลากลางคืน คนที่ยืนเซ็นเอกสารอยู่ข้างรถคือเหอจื้อเฟิง
ในมุมหนึ่งของภาพ เหอซิ่วฉินก็ปรากฏตัว เธอไม่ได้กำลังขายอาหาร แต่กำลังส่งซองเอกสารให้ชายคนขับรถ
เหอซิ่วฉินถอยหลังหนึ่งก้าว “ภาพนั้นพิสูจน์อะไรไม่ได้”
“ยังมีใบโอนเงินอีกค่ะ” หลิวเหมยกล่าว “เงินจากร้านค้าที่ไม่มีโกดังถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อญาติคุณ”
เหอเจิ้งหมิงหน้าซีด เขาหันไปหาน้องชาย “นี่มันเรื่องอะไร?”
เหอจื้อเฟิงตอบไม่ออก
หลินเยว่ก้มมองรถเข็นของตัวเอง เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเหอซิ่วฉินถึงต้องกำจัดเธออย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้เป็นเพียงแม่ค้าคนหนึ่งที่ขายอาหารถูกกว่าแผงของเหอซิ่วฉิน แต่เป็นคนที่อาจจำรายละเอียดของการทุจริตได้
“วันที่ฉันลาออก” หลินเยว่พูดช้า ๆ “ฉันเห็นเหอจื้อเฟิงสั่งให้คนเปลี่ยนเลขในใบรับของ ฉันถามเขาว่าทำไมของที่เข้าคลังไม่ครบ เขาบอกว่า ถ้ายังอยากทำงานก็อย่าถามมาก”
เหอจื้อเฟิงตะโกน “เธอพูดโกหก!”
“ถ้าฉันโกหก ทำไมวันนี้คุณถึงพยายามยึดโทรศัพท์และรถเข็นของฉันคะ?”
ไม่มีใครตอบ
จางเหว่ยยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก่อนเดินออกมาข้างหน้า เขาหยิบแฟลชไดรฟ์เล็ก ๆ จากกระเป๋าเสื้อ
“ผมมีภาพจากกล้องหน้าประตูครับ”
เหอจื้อเฟิงหันขวับ “คุณพูดอะไร?”
“กล้องไม่ได้เสีย ผมแค่ถูกสั่งให้บอกทุกคนแบบนั้น ไฟล์สำรองจะถูกส่งไปที่โทรศัพท์ของผมทุกคืน เพราะกล้องเก็บข้อมูลได้ไม่เกินสามวัน”
จางเหว่ยมองหลินเยว่ “ผมเห็นตอนคุณเหอซิ่วฉินดึงผ้าคลุมรถเข็น และเห็นเธอปล่อยมือก่อนรถจะล้ม ผมก็เห็นตอนเธอผลักตัวเองลงพื้น”
เหอซิ่วฉินกรีดร้อง “คุณอยากตกงานหรือไง?”
จางเหว่ยกำแฟลชไดรฟ์แน่น “ผมกลัวตกงานครับ แต่ผมกลัวลูกผมโตขึ้นมาแล้วคิดว่าการโกหกเพื่อคนมีอำนาจเป็นเรื่องปกติมากกว่า”
หลิวเหมยรับแฟลชไดรฟ์ไปตรวจสอบ เธอยังไม่ประกาศผลทันที แต่แจ้งว่าข้อมูลจะถูกเก็บเป็นหลักฐานและส่งให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัท
ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา เพราะเหอซิ่วฉินเป็นคนโทรเรียกไว้ก่อน แต่คราวนี้เธอไม่สามารถใช้คำกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียวได้ ภาพจากกล้อง บันทึกเสียงของหลินเยว่ คำให้การของจางเหว่ย และคำพูดที่ขัดแย้งกันของคนในโรงงานถูกบันทึกไว้ทั้งหมด
เหอซิ่วฉินยังยืนยันว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เมื่อตำรวจถามว่าทำไมเธอจึงสั่งยึดรถเข็นของหลินเยว่โดยไม่มีเอกสาร เธอกลับตอบไม่ได้
เหอจื้อเฟิงถูกพักงานระหว่างการสอบสวน เหอเจิ้งหมิงถูกถอดอำนาจอนุมัติเอกสารชั่วคราว ส่วนบัญชีของบริษัทคู่สัญญาถูกตรวจสอบเพิ่มเติม การสอบสวนไม่ได้จบลงในวันเดียว และไม่มีใครถูกจับทันทีเหมือนในละคร แต่ชื่อเสียงของครอบครัวเหอก็ไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมได้
วันนั้น หลินเยว่ได้รับรถเข็นคืนในสภาพเสียหาย ล้อข้างหนึ่งคด เตาแก๊สบุบ และหม้อข้าวใช้การไม่ได้ เธอคิดว่าคงต้องปิดร้านหลายวัน แต่คนงานที่เคยยืนเงียบกลับทยอยเดินเข้ามาช่วยกัน
คนหนึ่งนำล้ออะไหล่มาให้ อีกคนช่วยเชื่อมเหล็ก คนงานหญิงจากแผนกเย็บผ้านำผ้าคลุมผืนใหม่มาให้ ส่วนจางเหว่ยยืนซ่อมมือจับรถเข็นจนค่ำ
“คุณไม่ต้องช่วยก็ได้ค่ะ” หลินเยว่บอกเขา
“ผมควรช่วยตั้งแต่ตอนแรกครับ” จางเหว่ยตอบ “ถ้าผมพูดความจริงเร็วกว่านี้ คุณคงไม่ต้องเสียของมากขนาดนี้”
หลินเยว่เงียบไป แล้วส่งข้าวกล่องที่เหลืออยู่หนึ่งกล่องให้เขา “ถ้าอย่างนั้นเอาไปกินเถอะค่ะ วันนี้คุณคงไม่ได้พัก”
จางเหว่ยรับกล่องข้าวด้วยสองมือ “ผมยังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะครับ”
“ถือว่าเป็นค่าที่คุณพูดความจริง”
เขาส่ายหน้า “ไม่ครับ พรุ่งนี้ผมจะมาจ่าย”
การตรวจสอบใช้เวลาหลายสัปดาห์ บริษัทพบว่ามีเงินถูกเบิกจ่ายเกินจริงต่อเนื่องหลายเดือน เหอจื้อเฟิงเป็นคนแก้ไขเอกสารและใช้ตำแหน่งกดดันพนักงาน ส่วนเหอซิ่วฉินเป็นผู้รับเงินผ่านบริษัทของญาติ เธอไม่ได้เป็นเพียงภรรยาของผู้มีอำนาจ แต่มีส่วนร่วมในการจัดการผลประโยชน์ด้วยตัวเอง
เหอเจิ้งหมิงอ้างว่าไม่รู้เรื่อง แต่เอกสารบางชุดมีลายเซ็นของเขา เขาจึงถูกสอบสวนเรื่องการละเลยหน้าที่และการปกป้องคนในครอบครัว การสอบสวนไม่อาจตัดสินความผิดทุกอย่างได้ทันที แต่ทั้งสามคนถูกปลดจากตำแหน่งบริหาร และต้องชดใช้เงินบางส่วนตามผลการตรวจสอบและกระบวนการทางกฎหมาย
เหอซิ่วฉินไม่ยอมขอโทษหลินเยว่ เธอเพียงพูดว่า “ถ้าวันนั้นเธอยอมจ่ายสามพัน เรื่องคงไม่ใหญ่ขนาดนี้”
หลินเยว่ตอบกลับ “เรื่องไม่ได้ใหญ่เพราะฉันไม่จ่ายค่ะ มันใหญ่เพราะคุณคิดว่าคนอื่นจะยอมเงียบตลอดไป”
หลังจากนั้น บริษัทเปิดพื้นที่ด้านข้างโรงงานให้ผู้ค้าภายนอกเข้ามาขายอาหารอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดค่าเช่าชัดเจน ห้ามผู้บริหารหรือครอบครัวใช้อำนาจไล่ผู้ค้าออก และจัดตั้งช่องทางร้องเรียนที่คนงานสามารถแจ้งปัญหาโดยไม่ต้องผ่านผู้จัดการสายเดิม
หลินเยว่ไม่ได้กลับไปทำงานเป็นพนักงาน เธอยังคงขายข้าวกล่อง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงหน้าประตูโรงงาน รถเข็นของเธอได้รับการซ่อมใหม่จากเงินชดเชยตามความเสียหาย และคนงานช่วยกันทำป้ายไม้เล็ก ๆ ให้เธอ เขียนว่า “ครัวของเยว่”
แม่ของหลินเยว่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษาต่อเนื่อง แม้จะยังเดินไม่สะดวก แต่ทุกเย็นเธอจะนั่งปอกกระเทียมอยู่ข้างลูกสาว และคอยตะโกนบอกว่ากล่องไหนใส่หมูมาก กล่องไหนใส่ผักน้อย
ซ่งอวิ๋นซานช่วยหลินเยว่ทำบัญชีร้านอย่างเป็นระบบ เขาไม่ได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วน และหลินเยว่ก็ไม่ได้รีบฝากอนาคตไว้กับใคร เธอเพียงยอมรับความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น และเก็บเงินทุกบาทด้วยตัวเอง
จางเหว่ยยังทำงานรักษาความปลอดภัยต่อไป หลังการสอบสวนพบว่าเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับการทุจริต เพียงแต่เคยยอมเงียบเพราะกลัวถูกไล่ออก บริษัทจึงย้ายเขาไปดูแลทางเข้าใหม่ และมอบหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องอย่างเป็นทางการ
เช้าวันหนึ่ง เขามายืนต่อแถวซื้อข้าวกล่องเหมือนคนงานคนอื่น ๆ
“วันนี้มีอะไรเหลือบ้างครับ?”
“หมูตุ๋น ไข่พะโล้ แล้วก็ผัดผักค่ะ”
“เอาหมูตุ๋นหนึ่งกล่องครับ ขอจ่ายเงินด้วย”
หลินเยว่ยื่นกล่องข้าวให้เขา “วันนี้ไม่ให้ฟรีแล้วหรือคะ?”
“วันนี้ผมอยากจ่ายในฐานะลูกค้าครับ”
เธอรับเงินแล้วส่งทอนให้ครบ ก่อนยิ้มบาง ๆ “อย่างนั้นก็ขอบคุณที่อุดหนุนค่ะ”
จางเหว่ยถือกล่องข้าวเดินจากไป ท่ามกลางเสียงคนงานที่กำลังพูดคุยกันหน้าประตูโรงงาน หลินเยว่หันกลับไปจัดหม้ออาหารต่อ รถเข็นคันเดิมยังมีรอยบุบอยู่ที่ขอบ แต่ล้อทั้งสี่หมุนได้มั่นคงกว่าเดิม
เธอไม่เคยได้สามพันบาทจากเหอซิ่วฉิน และไม่คิดจะเอาเงินนั้นเป็นรางวัลของชัยชนะด้วย สิ่งที่เธอได้กลับคืนมาคือสิทธิ์ที่จะยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องก้มหน้า และเสียงของคนธรรมดาที่ในที่สุดก็กล้าพูดความจริง
เมื่อแดดเช้าส่องกระทบป้ายไม้คำว่า “ครัวของเยว่” หลินเยว่เปิดฝาหม้อ ไอร้อนลอยขึ้นเหนือรถเข็นเหมือนทุกเช้า
คราวนี้ไม่มีใครมาบอกให้เธอเก็บของและออกไปอีกแล้ว