ชามซุปยังร้อนจัดเมื่อมันกระเด็นใส่ใบหน้าของพ่อผัว เสียงช้อนกระทบพื้นดังลั่นไปทั่วห้องอาหาร ก่อนที่หลินเยว่จะผลักประตูออกจากบ้านโดยไม่หันกลับมามองชายที่นั่งนิ่งอยู่ปลายโต๊ะ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตัวสั่นไม่ใช่ซุปที่ลวกผิวหนัง หากเป็นความจริงที่เธอเพิ่งรู้ว่า ทุกคนในบ้านนี้ต้องเรียกชายคนนั้นมากินข้าวเจ็ดครั้ง ไม่ว่ากับข้าวจะเย็นแค่ไหน ไม่ว่าเด็กจะหิวเพียงใด และไม่ว่าเขาจะจงใจกลั่นแกล้งพวกเขามากแค่ไหน
คืนนั้น หลินเยว่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหนีออกจากบ้านของคนรัก หรือกำลังเดินออกมาจากสถานที่ที่อาจซ่อนความตายของใครบางคนไว้
ก่อนหน้านั้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เธอยังนั่งอยู่ในห้องอาหารบ้านตระกูลเฉินด้วยความเกรงใจ นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวเหวินพาเธอกลับไปพบครอบครัว เขาบอกว่าพ่อของเขาเป็นคนเคร่งครัด ไม่ค่อยพูด และไม่ชอบให้แขกวุ่นวาย แต่เขาย้ำหลายครั้งว่า ทุกคนในบ้านรักกันมาก
หลินเยว่เชื่อเขา เพราะตลอดสามปีที่คบกัน จ้าวเหวินเป็นผู้ชายใจเย็น อ่อนโยน และมักเป็นคนแรกที่ยื่นมือมาช่วยเธอเวลามีปัญหา เขาทำงานหนัก ส่งเงินให้แม่ของเธอรักษาโรค และไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าเธอมีฐานะต่ำกว่าเขา
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็เห็นบางอย่างที่ไม่เข้ากับคำว่าอบอุ่น
โต๊ะอาหารจัดไว้เรียบร้อย อาหารหลายอย่างถูกวางอยู่ในชามดินเผา มีซี่โครงหมูตุ๋นที่เคี่ยวจนเนื้อนุ่ม เป็ดพะโล้ที่ป้าหลี่ใช้เวลาทำเกือบสามชั่วโมง และซุปไก่ที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา แต่ไม่มีใครแตะต้องอาหารเลย
แม่ของจ้าวเหวินยืนอยู่ข้างโต๊ะ มือทั้งสองข้างกำผ้ากันเปื้อนแน่น เด็กชายเสี่ยวอวี่ ลูกพี่ลูกน้องของเขานั่งก้มหน้า ส่วนลุงกับป้าของจ้าวเหวินนั่งหลังตรงราวกับกำลังรอการตัดสิน
“พ่อครับ ลงมากินข้าวเถอะครับ” จ้าวเหวินเรียกขึ้นไปชั้นสอง
ไม่มีเสียงตอบ
เขารออยู่ครู่หนึ่งแล้วเรียกอีกครั้ง คราวนี้เสียงเบาลงกว่าเดิม
“พ่อครับ อาหารพร้อมแล้วครับ”
หลินเยว่ยิ้มแห้ง ๆ คิดว่าชายชราคงหูไม่ดี แต่เมื่อจ้าวเหวินยกมือขึ้นนับ เธอกลับเห็นทุกคนในห้องมองเขาด้วยสีหน้าระแวง
“ครั้งที่สองแล้ว” แม่ของเขากระซิบ
“ยังเหลืออีกห้าครั้ง” ป้าหลี่พูดเบา ๆ “อย่าเพิ่งแตะตะเกียบ”
หลินเยว่คิดว่าตัวเองฟังผิด
เธอหันไปมองจ้าวเหวิน แต่เขาหลบตา
ผ่านไปเกือบสิบนาที เขาเรียกเป็นครั้งที่สาม ชายชราบนชั้นสองยังคงเงียบ ขณะที่อาหารเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เด็กชายเสี่ยวอวี่ขยับมือไปใกล้จานเป็ดแล้วรีบชักกลับเมื่อเห็นแม่ของเขาส่ายหน้า
“ทำไมต้องเรียกถึงเจ็ดครั้งคะ” หลินเยว่ถาม
ป้าหลี่หัวเราะแห้ง ๆ “เป็นกฎของบ้านน่ะจ้ะ”
“กฎของใคร”
ไม่มีใครตอบ
จ้าวเหวินเอื้อมมือมากุมข้อมือเธอใต้โต๊ะ เป็นสัญญาณให้หยุดถาม แต่การสัมผัสนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย กลับทำให้เธอรู้ว่าทุกคนกำลังกลัวบางสิ่งที่เธอยังไม่เข้าใจ
ครั้งที่สี่ จ้าวเหวินเรียกพ่อของเขาให้ลงมากินข้าว ชายชราตอบกลับมาจากห้องรับแขกว่าเดี๋ยวลงไป แต่หลังจากนั้นกลับเปิดวิทยุเสียงดังจนกลบเสียงคนทั้งบ้าน
ครั้งที่ห้า เขาบอกว่ากำลังล้างมือ
ครั้งที่หก เขาบอกว่ากำลังเข้าห้องน้ำ
ทุกครั้งที่จ้าวเหวินเดินขึ้นไปตาม เขาจะกลับมาด้วยสีหน้าซีดลงเล็กน้อย บางครั้งมีรอยแดงตรงข้อมือ บางครั้งเสื้อของเขายับเหมือนเพิ่งถูกผลักออกจากประตู
หลินเยว่มองเห็นทุกอย่าง แต่ยังไม่อยากเชื่อว่าชายชราคนหนึ่งจะจงใจทำร้ายคนในครอบครัวเพียงเพราะต้องการให้ทุกคนรอเขากินข้าว
ในที่สุด ครั้งที่เจ็ดก็มาถึง
“พ่อครับ วันนี้หลินเยว่มาด้วย ทุกคนรอพ่ออยู่ครับ” จ้าวเหวินพูดชัดเจน “ลงมากินข้าวเถอะครับ”
ชายชราเดินลงบันไดช้า ๆ ใบหน้าของเขาเย็นชาและไร้อารมณ์ เขาไม่มองลูกชาย ไม่มองภรรยา และไม่ทักทายหลินเยว่ เพียงนั่งลงที่หัวโต๊ะแล้ววางไม้เท้าพาดบนเก้าอี้ข้างตัว
“กินได้” เขาพูดสั้น ๆ
ทุกคนจึงหยิบตะเกียบขึ้นพร้อมกัน
หลินเยว่แทบกลืนข้าวไม่ลง เธอเห็นแม่ของจ้าวเหวินตักซุปให้สามีด้วยมือที่สั่น และเห็นป้าหลี่รีบเปลี่ยนชามเป็ดที่เย็นชืดออกไป ไม่มีใครกล้าบ่นแม้แต่คำเดียว
“เสี่ยวเผย ป้าของเธอทำกับข้าวเก่งนะ กินเยอะ ๆ” ชายชราพูดกับเธอเป็นครั้งแรก
น้ำเสียงฟังเหมือนเอ็นดู แต่แววตากลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตรวจสอบ
“ขอบคุณค่ะ” หลินเยว่ตอบ
จ้าวเหวินพยายามชวนทุกคนคุย เขาพูดถึงงาน พูดถึงรถคันใหม่ของเพื่อน และถามเสี่ยวอวี่เรื่องโรงเรียน แต่ทุกบทสนทนาสิ้นสุดลงทันทีเมื่อชายชราขยับตะเกียบ
กลางมื้ออาหาร ชายชราหันไปพูดกับลูกสะใภ้ของเขา
“พรุ่งนี้เธอช่วยไปถอนเงินที่ธนาคารให้ฉันหน่อย”
“ได้ค่ะ” แม่ของจ้าวเหวินตอบทันที
“แล้วเอาเอกสารบ้านมาให้ฉันเซ็นด้วย”
หญิงวัยกลางคนชะงัก ก่อนพยักหน้า
หลินเยว่หันไปมองจ้าวเหวิน เขากำลังแกะกระดูกหมูให้เธอโดยไม่พูดอะไร รอยฟกช้ำสีม่วงใต้แขนเสื้อของเขาปรากฏชัดตอนที่ยกแขนขึ้น
เธอรอจนออกจากบ้านแล้วจึงถาม
“แขนคุณไปโดนอะไรมา”
“ประตูหนีบ”
“ประตูบ้านคุณมีนิสัยชอบหนีบคนหรือคะ”
จ้าวเหวินหยุดเดิน
แสงไฟจากหน้าบ้านทอดเงาของเขายาวลงบนพื้น เขาหันกลับมาเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เพียงถอนหายใจ
“อย่าถามเรื่องนี้ต่อหน้าเขา”
“ฉันถามคุณอยู่”
“พ่อเป็นแบบนี้มานานแล้ว เขาอายุมากและมีปัญหาทางจิตใจนิดหน่อย ถ้าเราขัดเขา เขาจะอารมณ์รุนแรง”
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์รุนแรง ทุกคนต้องอดข้าวเพื่อรอเขา ทุกคนต้องพูดกับเขาเหมือนกำลังขออนุญาตหายใจ”
“หลินเยว่ พอเถอะ”
“แล้วรอยช้ำล่ะ”
เขาเงียบ
ความเงียบของจ้าวเหวินทำให้เธอรู้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ประตู
หลังจากคืนนั้น หลินเยว่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติหลายอย่าง จ้าวเหวินไม่เคยรับโทรศัพท์จากแม่ต่อหน้าพ่อของเขา ไม่เคยพูดถึงลุงใหญ่ และไม่เคยขึ้นไปชั้นสองหลังสองทุ่ม แม้จะต้องเอายาไปให้พ่อก็ตาม
เมื่อเธอถามถึงลุงใหญ่ เขาบอกเพียงว่าไม่ได้กลับมากินข้าวที่บ้านนานแล้ว เพราะมีเรื่องทะเลาะกับพ่อในวันตรุษจีนเมื่อหลายปีก่อน
“ทะเลาะเรื่องอะไร”
“เรื่องเรียกพ่อกินข้าว”
คำตอบนั้นฟังดูไร้สาระจนเกือบเป็นเรื่องตลก หากหลินเยว่ไม่เห็นสีหน้าของเขาเสียก่อน
หลายวันต่อมา จ้าวเหวินพาเธอกลับบ้านอีกครั้ง คราวนี้เขาบอกว่าพ่อเป็นคนขอให้มา เพราะต้องการคุยเรื่องการแต่งงาน
บ้านทั้งหลังดูเงียบกว่าครั้งแรก ป้าหลี่ไม่อยู่ แม่ของจ้าวเหวินกำลังจัดจานอาหารด้วยสีหน้ากังวล ส่วนชายชรานั่งอยู่ปลายโต๊ะและมองหลินเยว่ตั้งแต่เธอเดินเข้าประตู
“เธอทำงานอะไร” เขาถาม
“ทำบัญชีอยู่บริษัทเล็ก ๆ ค่ะ”
“ครอบครัวมีหนี้ไหม”
“ไม่มีค่ะ”
“แม่ป่วยหรือเปล่า”
หลินเยว่รู้สึกเหมือนกำลังถูกสัมภาษณ์เพื่อขอสินเชื่อ ไม่ใช่ถูกถามเพื่อเป็นคนในครอบครัว แต่เธอยังพยายามตอบอย่างสุภาพ
ชายชราพยักหน้า แล้วหันไปพูดกับลูกชาย
“ถ้าแต่งเข้าบ้านนี้ ต้องลาออกจากงาน”
จ้าวเหวินวางแก้วน้ำลง
“เธอทำงานของเธอต่อได้”
“ฉันไม่ได้ถามแก”
“แต่เธอเป็นคนที่ต้องใช้ชีวิต ไม่ใช่พ่อ”
บรรยากาศบนโต๊ะเย็นลงทันที
ชายชรากระแทกไม้เท้ากับพื้น “นี่แกกำลังเถียงฉันต่อหน้าผู้หญิงคนนี้หรือ”
จ้าวเหวินไม่ตอบ แต่แม่ของเขารีบพูดแทรก
“กินข้าวก่อนเถอะค่ะ อาหารจะเย็นหมดแล้ว”
“ยังไม่ถึงเวลา” ชายชราพูด “ยังไม่มีใครเรียกฉันครบเจ็ดครั้ง”
หลินเยว่หันไปมองนาฬิกา อาหารบนโต๊ะพร้อมมานานแล้ว แต่ชายชรากลับจงใจนั่งรอให้ทุกคนเริ่มเรียกเขา
ครั้งแรก จ้าวเหวินเรียก
ครั้งที่สอง แม่ของเขาเรียก
ครั้งที่สาม เขาถูกสั่งให้เรียกด้วยเสียงดังขึ้น
ครั้งที่สี่ ชายชราสั่งให้เขาขึ้นไปตามถึงห้อง
หลินเยว่เห็นจ้าวเหวินกำหมัดแน่น เธอจึงลุกขึ้น
“ถ้าคุณหิวก็กินก่อนได้นะคะ” เธอพูดกับชายชรา “อาหารไม่ควรต้องรอพิธีอะไรขนาดนี้”
ทั้งห้องเงียบกริบ
จ้าวเหวินหน้าซีด “หลินเยว่ นั่งลง”
ชายชรามองเธออยู่นาน ก่อนยิ้มบาง ๆ
“เธอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์พูดในบ้านนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตั้งแต่คุณบอกว่าจะให้ฉันแต่งงานกับลูกชายของคุณค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไป
ครั้งที่ห้าและครั้งที่หกผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชายชราจงใจเดินไปล้างมือ เดินเข้าห้องน้ำ และกลับออกมาโดยไม่เคยมองอาหาร เขาทำเหมือนทุกคนเป็นคนรับใช้ที่มีหน้าที่รอเขาเท่านั้น
เมื่อถึงครั้งที่เจ็ด หลินเยว่ไม่ยอมเรียก
“จ้าวเหวิน เรียกสิ” พ่อของเขาสั่ง
“ผมเรียกไปแล้ว”
“เธอยังไม่ได้เรียก”
“ผมไม่จำเป็นต้องเรียกอีก”
ชายชราหยิบชามซุปขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างใช้ไม้เท้าค้ำพื้น เขาเดินเข้าหาจ้าวเหวินอย่างช้า ๆ
“แกจะทำให้ฉันขายหน้าต่อหน้าผู้หญิงคนนี้หรือ”
“พ่อกำลังทำให้ทุกคนอดข้าว”
“บ้านนี้เป็นของฉัน”
“บ้านนี้เป็นของแม่ด้วย”
คำพูดนั้นเหมือนเปิดแผลเก่าที่ทุกคนพยายามปิดไว้ ชายชราก้าวเข้ามาใกล้จนปลายรองเท้าของเขาเหยียบลงบนเท้าจ้าวเหวิน ทำให้ลูกชายขยับไม่ได้
หลินเยว่เห็นจ้าวเหวินกัดฟัน ความเจ็บบนใบหน้าเขาไม่ได้มาจากความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการถูกบังคับให้กลับไปเป็นเด็กที่ไม่มีสิทธิ์ตอบโต้พ่อ
ชายชราถือชามซุปค้างอยู่ตรงหน้าเขา
“ขอโทษฉัน”
จ้าวเหวินไม่พูด
“เรียกฉันว่าพ่อ แล้วขอโทษ”
เท้าของชายชรากดแรงขึ้น
หลินเยว่คว้าชามซุปจากมือเขาแล้วสาดใส่ใบหน้าอย่างรวดเร็ว น้ำซุปร้อนกระเด็นเปื้อนเสื้อและแก้มของชายชรา เขาร้องลั่นและถอยหลังไปชนโต๊ะ
“เธอกล้าทำร้ายฉันหรือ”
“ฉันแค่ทำให้คุณหยุดใช้เท้ากดคนอื่น”
เธอวางชามลงแล้วจับมือจ้าวเหวิน
ชายชราเดินตามมาถึงประตู เขาตะโกนด่าทอเสียงดัง แต่หลินเยว่ไม่หันกลับไปมอง เธอรู้ว่าหากอยู่ต่ออีกนาทีเดียว เธออาจระเบิดร้องไห้ออกมา
คืนนั้น จ้าวเหวินนั่งอยู่ในรถนานกว่าจะสตาร์ตเครื่อง
“คุณโกรธฉันไหม” หลินเยว่ถาม
“ผมควรขอบคุณคุณ”
“แต่คุณไม่เคยบอกฉันว่าเขาทำร้ายคุณ”
“เพราะผมละอาย”
เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น
“คนอื่นคิดว่าผมเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ มีงานดี มีบ้าน มีครอบครัว แต่ทุกครั้งที่กลับไปบ้านนั้น ผมยังต้องยืนอยู่หน้าห้องพ่อและเรียกเขาเจ็ดครั้งเหมือนเด็กที่รอให้ผู้ใหญ่ยอมรับว่ามีตัวตน”
เขาเล่าให้เธอฟังว่า กฎเจ็ดครั้งเริ่มขึ้นหลังจากแม่ของเขาเสียชีวิต ปกติพ่อเป็นเพียงชายเจ้าระเบียบ แต่หลังประสบอุบัติเหตุและสูญเสียการเคลื่อนไหวบางส่วน เขากลายเป็นคนควบคุมทุกอย่าง เขาไม่ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ จึงสร้างกฎเล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้ทุกคนต้องพึ่งพาและเชื่อฟังเขา
ตอนแรกเป็นเพียงการเรียกสามครั้ง ต่อมาเพิ่มเป็นห้าครั้ง และหลังทะเลาะกับลุงใหญ่ก็กลายเป็นเจ็ดครั้ง
“ลุงใหญ่ไม่ใช่คนแรกที่ทนไม่ไหว” จ้าวเหวินพูด “ภรรยาของเขาเคยพาลูกย้ายออกไป เพราะพ่อทำลายเอกสารสำคัญของเธอ ตอนนั้นทุกคนบอกว่าเธอเห็นแก่ตัว แต่ไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น”
“แล้วแม่ของคุณล่ะ”
เขาเงียบไปนาน
“แม่ยังอยู่ แต่เหมือนไม่ได้อยู่”
วันต่อมา หลินเยว่กลับไปบ้านตระกูลเฉินคนเดียว เธอไม่ได้ไปขอโทษ แต่ไปหาแม่ของจ้าวเหวิน
หญิงคนนั้นตกใจที่เห็นเธอ แต่กลับไม่ถามเรื่องซุป เพียงพาเธอไปนั่งในครัวและยื่นชาร้อนให้
“หนูไม่ควรกลับมาที่นี่” หลินเยว่พูด
“แต่หนูก็กลับมา”
“หนูอยากรู้ว่าคุณต้องการให้ช่วยอะไร”
มือของหญิงวัยกลางคนสั่นจนชาหกบนโต๊ะ เธอเช็ดมันด้วยผ้าผืนเดิมซ้ำไปซ้ำมา ก่อนพูดเสียงเบา
“ฉันอยากให้เหวินออกไปจากบ้าน แต่เขาไม่ยอมทิ้งพ่อ”
“ทำไมไม่ออกไปพร้อมกันคะ”
หญิงคนนั้นมองไปทางประตูครัว
“บ้านหลังนี้เป็นของครอบครัวฉัน พ่อของเหวินเอาเงินของฉันไปลงทุนแล้วทำสัญญาให้เป็นชื่อเขา เขาบอกว่าถ้าฉันพาเหวินออกไป เขาจะขายบ้านและปล่อยให้ทุกคนไม่มีที่อยู่”
หลินเยว่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเชื่อมต่อกัน พ่อของจ้าวเหวินไม่ได้เพียงควบคุมเวลาอาหาร เขายังควบคุมทรัพย์สินและความกลัวของทุกคน
“มีเอกสารไหมคะ”
หญิงคนนั้นส่ายหน้า
“เขาเก็บไว้ในห้องทำงาน ไม่เคยให้ฉันเข้าไป”
หลินเยว่ทำงานบัญชี เธอรู้ว่าความทรงจำกับคำบอกเล่าอาจไม่เพียงพอ แต่ตัวเลขและเอกสารมักทิ้งร่องรอยของมันไว้เสมอ เธอจึงขอให้แม่ของจ้าวเหวินรวบรวมใบเสร็จ สมุดบัญชี และรายการโอนเงินที่ยังหาได้
ในช่วงสัปดาห์ต่อมา เธอกับจ้าวเหวินเริ่มตรวจเอกสารเงียบ ๆ ที่ห้องเช่าของหลินเยว่ เงินที่แม่ของเขาเคยเก็บจากการขายร้านอาหารถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทของพ่อหลายครั้ง โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้านและค่ารักษาพยาบาล
แต่ตัวเลขไม่ตรงกัน
มีเงินก้อนหนึ่งถูกถอนในวันที่ลุงใหญ่ทะเลาะกับชายชรา และมีการชำระหนี้ให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนธุรกิจอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเอกสารประกันชีวิตของแม่จ้าวเหวินที่ถูกเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ก่อนเธอเสียชีวิตเพียงสามเดือน
จ้าวเหวินมองกระดาษในมือด้วยใบหน้าซีดขาว
“แม่บอกว่าไม่เคยเซ็นเอกสารพวกนี้”
“ลายเซ็นอาจถูกปลอม หรือเธออาจเซ็นโดยไม่รู้ว่าเป็นเอกสารอะไร เราต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ”
“ถ้าเรื่องนี้จริง พ่ออาจเอาเงินแม่ไปหมด”
“ไม่ใช่อาจ” หลินเยว่ชี้ไปที่รายการโอน “เงินก้อนนี้ถูกส่งไปยังบัญชีของเขาในวันที่แม่คุณเข้าโรงพยาบาล”
จ้าวเหวินลุกขึ้นทันที เขาคว้ากุญแจรถ แต่หลินเยว่จับแขนเขาไว้
“จะไปถามเขาตอนนี้ไม่ได้”
“ผมต้องการคำตอบ”
“ถ้าคุณไปด้วยความโกรธ เอกสารที่เหลืออาจหายหมด”
เขามองเธอด้วยความเจ็บปวด
“ผมรอมาเกือบยี่สิบปีแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น อย่าทำให้การรอของคุณสูญเปล่า”
พวกเขาขอคำปรึกษาจากทนายคนหนึ่งที่ลุงใหญ่แนะนำ ทนายตรวจเอกสารเบื้องต้นแล้วบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในครอบครัว หากพบหลักฐานว่ามีการปลอมลายเซ็นหรือยักย้ายทรัพย์สิน ก็อาจดำเนินคดีได้ แต่ต้องรวบรวมหลักฐานให้รอบคอบ และต้องเตรียมใจว่าความสัมพันธ์ในบ้านอาจไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม
จ้าวเหวินตอบว่า “มันไม่เคยเหมือนเดิมอยู่แล้ว”
ความหวังแรกของพวกเขาคือหาสมุดบัญชีเก่าในห้องทำงานของชายชรา แม่ของจ้าวเหวินยังมีลูกกุญแจสำรองอยู่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าห้องนั้นติดกล้องวงจรปิดหรือไม่
คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมอาหาร ชายชราก็เรียกจ้าวเหวินเข้าไปพบ เขาสั่งให้ลูกชายยกเลิกการแต่งงานกับหลินเยว่ และเซ็นเอกสารมอบอำนาจจัดการเงินทั้งหมด
“ผู้หญิงคนนั้นกำลังยุให้แกต่อต้านพ่อ”
“เธอไม่ได้ยุ”
“ถ้าแกไม่เซ็น ฉันจะขายบ้าน”
“บ้านเป็นของแม่”
ชายชราหัวเราะ “แม่แกตายไปแล้ว คนตายไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น”
จ้าวเหวินกำหมัดแน่น แต่คราวนี้เขาไม่ได้ถอย
“พ่อรู้ไหมว่าผมจำทุกอย่างได้”
ชายชราหยุดยิ้ม
“จำได้ว่าพ่อบังคับให้แม่เรียกพ่อเจ็ดครั้ง แม้วันที่เธอเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล จำได้ว่าลุงใหญ่พยายามหยุดพ่อแล้วถูกไล่ออกจากบ้าน จำได้ว่าพ่อเอาเงินของแม่ไป และบอกทุกคนว่าแม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย”
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไป
“แกกำลังกล่าวหาพ่อหรือ”
“ผมกำลังถามว่าเงินอยู่ที่ไหน”
ชายชราลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาปัดแฟ้มบนโต๊ะตกพื้นและคว้าไม้เท้าฟาดไปที่ไหล่ลูกชาย จ้าวเหวินยกแขนขึ้นรับจนเกิดเสียงกระแทก
หลินเยว่ซึ่งรออยู่นอกห้องรีบเปิดประตูเข้ามา เธอไม่ได้เข้าไปแย่งไม้เท้า แต่กดปุ่มบันทึกเสียงในโทรศัพท์ไว้แล้ว
“หยุดค่ะ” เธอพูด
ชายชราหันมามอง “ออกไปจากบ้านฉัน”
“ได้ค่ะ แต่ก่อนออก เราจะเอาเอกสารของแม่จ้าวเหวินไปตรวจสอบ”
“ไม่มีเอกสารอะไรทั้งนั้น”
คำตอบนั้นเร็วเกินไป
หลินเยว่กับจ้าวเหวินมองหน้ากัน
หากไม่มีเอกสาร เขาไม่จำเป็นต้องรีบปฏิเสธ
คืนนั้น ระหว่างที่ชายชราอาบน้ำ แม่ของจ้าวเหวินใช้กุญแจสำรองเปิดห้องทำงาน เธอเดินเข้าไปด้วยขาที่สั่นเทาและยืนอยู่หน้าตู้เหล็กนานหลายวินาที ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับชีวิตที่ผ่านมา
จ้าวเหวินพบสมุดบัญชีในช่องลับหลังชั้นหนังสือ ส่วนหลินเยว่พบซองเอกสารเก่าในลิ้นชักโต๊ะ ภายในมีสำเนาสัญญาโอนบ้าน ใบประกันชีวิต และจดหมายของแม่ที่เขียนถึงลุงใหญ่
จดหมายนั้นเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน
แม่ของจ้าวเหวินสารภาพว่า เธอเคยพยายามขอหย่า แต่ชายชราขู่ว่าจะทำร้ายตัวเองและกล่าวหาว่าเธอทอดทิ้งครอบครัว เขายังบังคับให้เธอเซ็นเอกสารกู้เงิน โดยบอกว่าจะนำไปเปิดร้านใหม่ให้ลูกชาย
ท้ายจดหมายมีประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบ
“ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยู่แล้ว อย่าเชื่อว่าเป็นเพราะฉันยอมแพ้ ฉันพยายามทิ้งทางออกไว้ แต่เขาเอาทุกอย่างไปซ่อน”
จ้าวเหวินอ่านซ้ำหลายรอบ ก่อนนั่งลงกับพื้น
เขาเคยคิดว่าแม่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจและความเครียด แต่ตอนนี้เขาเริ่มนึกถึงคืนสุดท้าย เธอเคยบอกเขาว่าอย่าให้พ่อเรียกเธออีกแล้ว เธอเหนื่อยเหลือเกิน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเยว่พาเอกสารไปให้ทนาย พร้อมกับไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ ทนายบอกว่าต้องตรวจสอบลายเซ็นและเส้นทางการเงินเพิ่มเติม แต่หลักฐานมีน้ำหนักพอที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองทรัพย์สินของแม่จ้าวเหวิน และแจ้งความเรื่องการทำร้ายร่างกายได้
จ้าวเหวินลังเลเมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย
“ถ้าผมแจ้งความ เขาจะถูกพาตัวไปสอบสวน”
“ใช่”
“เขาเป็นพ่อผม”
“และเขาทำร้ายคุณ”
“ผมไม่อยากให้แม่ต้องเห็นลูกชายเอาพ่อเข้าคุก”
หลินเยว่มองเขาอย่างอ่อนโยน
“แม่คุณอาจไม่ได้อยากเห็นใครเข้าคุก แต่เธอคงไม่อยากเห็นคุณยืนถูกกดเท้าอีกแล้ว”
จ้าวเหวินหลับตาอยู่นาน ก่อนเซ็นชื่อในเอกสาร
หลังจากนั้น เหตุการณ์ไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว ตำรวจรับเรื่องและเรียกทุกคนไปให้ปากคำ ทนายยื่นคำร้องเพื่อระงับการโอนบ้าน การตรวจลายเซ็นต้องใช้เวลา และญาติบางคนกล่าวหาว่าจ้าวเหวินอกตัญญู
ชายชรายังคงปฏิเสธทุกอย่าง เขาบอกว่าเงินทั้งหมดเป็นของเขา เพราะเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว และการกดเท้าหรือใช้ไม้เท้าตีเป็นเพียงการลงโทษลูกชาย ไม่ใช่การทำร้าย
แต่คำปฏิเสธไม่อาจลบเอกสาร รายการโอนเงิน จดหมายของแม่ และคำให้การของลุงใหญ่ที่ยอมกลับมาพูดความจริงหลังจากเงียบไปหลายปี
ลุงใหญ่ยอมรับว่า ในวันตรุษจีนที่เขาออกจากบ้าน เขาไม่ได้โกรธเพราะถูกเรียกให้กินข้าวเพียงห้าครั้ง เขาออกไปเพราะเห็นพี่สาวถูกชายชราตบหลังจากเธอพูดว่าอาหารเย็นแล้ว และเขาไม่ยอมให้ใครช่วย
“ผมกลัวว่าถ้าพูดความจริง ทุกคนจะไม่มีที่อยู่” เขาบอก “แต่การเงียบของผมทำให้เขาทำต่อไปได้อีกหลายปี”
คำให้การนั้นทำให้แม่ของจ้าวเหวินร้องไห้เป็นครั้งแรกต่อหน้าคนอื่น เธอไม่ได้ร้องเพราะชายชราถูกกล่าวหา แต่เพราะในที่สุดมีคนพูดชื่อความเจ็บปวดที่เธอซ่อนเอาไว้
การสอบสวนทำให้ชายชราต้องย้ายไปอยู่สถานดูแลผู้สูงอายุชั่วคราว เนื่องจากแพทย์เห็นว่าเขาต้องได้รับการดูแลและประเมินสภาพจิตใจ เขาไม่ได้ถูกส่งเข้าคุกทันที แต่ถูกห้ามติดต่อหรือเข้าใกล้ภรรยาและลูกโดยไม่มีผู้ดูแล
บ้านถูกตรวจสอบและพบว่าการโอนทรัพย์สินบางส่วนเป็นโมฆะ เงินจำนวนหนึ่งถูกติดตามคืน ส่วนเงินที่หายไปไม่สามารถเรียกกลับมาได้ทั้งหมด แม่ของจ้าวเหวินจึงตัดสินใจขายบ้านหลังนั้นและแบ่งเงินตามสิทธิ์ของสมาชิกครอบครัว
เธอไม่ยอมเก็บโต๊ะอาหารตัวเดิมไว้
“ฉันไม่อยากให้บ้านใหม่มีหัวโต๊ะแบบนั้น” เธอบอก
ป้าหลี่กลับมาช่วยเธอทำอาหารในร้านเล็ก ๆ ที่เปิดด้วยเงินส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินที่ได้คืน ร้านไม่ได้ใหญ่ แต่ทุกคนสามารถนั่งกินได้ทันทีที่อาหารเสร็จ ไม่มีใครต้องรอเสียงเรียกเจ็ดครั้ง และไม่มีใครถูกบังคับให้กินอาหารเย็นชืดเพื่อพิสูจน์ความเคารพ
จ้าวเหวินยังไปพบพ่อเป็นครั้งคราวตามคำแนะนำของแพทย์ เขาไม่ได้ไปขอพร ไม่ได้ไปกราบ และไม่เคยปล่อยให้ชายชราจับแขนเขาอีก
การพบกันครั้งแรกหลังเรื่องทั้งหมดถูกเปิดเผย ชายชรานั่งมองเขาอยู่นานก่อนถามว่า
“แกยังเรียกฉันว่าพ่ออยู่ไหม”
จ้าวเหวินตอบว่า “คุณเป็นพ่อของผม แต่คุณไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผมเพราะคำนั้น”
ชายชราเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง เขาไม่ขอโทษ และจ้าวเหวินก็ไม่ได้รอคำขอโทษอีกแล้ว
หลินเยว่ยังคงอยู่ข้างเขา แต่ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานในทันที พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนสร้างชีวิตที่ไม่ต้องมีใครขออนุญาตก่อนกินข้าว ก่อนพูด หรือก่อนเลือกอนาคตของตัวเอง
วันหนึ่ง จ้าวเหวินพาเธอไปที่ร้านของแม่ บนโต๊ะมีซี่โครงหมูตุ๋นและเป็ดพะโล้วางอยู่ ทุกคนเริ่มกินโดยไม่มองนาฬิกา
เสี่ยวอวี่ตักซุปให้หลินเยว่แล้วถามว่า “พี่สะใภ้ครับ วันนี้ต้องเรียกใครกี่ครั้งถึงจะกินได้”
หลินเยว่ยิ้ม
“ไม่ต้องเรียกใครเลยจ้ะ ถ้าหิวก็กินได้”
เด็กชายพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วคีบเป็ดชิ้นใหญ่ใส่จานตัวเอง
จ้าวเหวินหัวเราะเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องระวังว่าเสียงของตัวเองจะทำให้ใครโกรธ แม่ของเขานั่งลงข้างโต๊ะและตักอาหารให้ทุกคนด้วยมือที่ยังมีรอยสั่นเล็กน้อย แต่ไม่มีความกลัวอยู่ในแววตาอีกแล้ว
ส่วนหลินเยว่เก็บชามซุปใบเก่าที่แตกตรงขอบไว้ในกล่อง เธอไม่ได้เก็บมันเพื่อระลึกถึงวันที่ทำร้ายใคร แต่เพื่อจำให้ได้ว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยเห็นคนคนหนึ่งถูกบังคับให้เรียกพ่อเจ็ดครั้ง และเลือกจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมก้มหน้ารอ
หลังจากนั้น ไม่มีใครในครอบครัวเฉินต้องนับถึงเจ็ดก่อนยกตะเกียบอีกเลย อาหารอาจยังเย็นบ้างในบางวัน แต่โต๊ะอาหารไม่เคยเงียบเพราะความกลัวอีกต่อไป