“ช่วยพวกเขาด้วย! อย่าปล่อยให้พวกเขาตาย!”
เสียงตะโกนดังมาจากกลางไร่ในตอนที่กู้เฉินลืมตาขึ้น เขารู้สึกเหมือนมีไฟเผาอยู่ใต้ผิวหนัง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก และใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังโน้มลงมามองเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก
“คุณได้ยินฉันไหมคะ? อย่าเพิ่งขยับ ตัวคุณร้อนมาก”
เธอใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าผากให้เขา มือเล็กสั่นจนผ้าแทบหลุดจากนิ้ว รอบตัวมีคนงานยืนล้อมอยู่ใต้แสงแดดจัด รถตู้สีดำจอดอยู่ไม่ไกล และชายวัยกลางคนในชุดสูทกำลังพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
กู้เฉินพยายามนึกว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจำได้เพียงว่าก่อนหมดสติ เขาวิ่งกลับเข้าไปในโรงเรือนเพื่อช่วยคนงานสองคนที่ติดอยู่หลังคานเหล็ก จากนั้นก็ได้กลิ่นฉุนจากถังสารเคมีที่ล้มลงกับพื้น เขาอุ้มคนงานออกมาได้ แต่ตัวเองกลับสูดควันเข้าไปเต็มปอด
“คุณชื่ออะไร” หญิงสาวถาม
“กู้เฉิน…” เขาตอบเสียงแหบ
คนรอบข้างเงียบไปทันที ชายชุดสูทหันมามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“นี่คือกู้เฉินจริง ๆ หรือ”
หญิงสาวมองคนที่นอนอยู่บนพื้นอีกครั้ง แล้วจึงเข้าใจว่าเขาเป็นคนงานเกษตรธรรมดาที่ทุกคนเรียกกันว่าอาเฉิน เขาใส่เสื้อแขนยาวเก่า ๆ กางเกงเปื้อนดิน และรองเท้าผ้าใบที่พื้นรองเท้าเกือบหลุด แต่คนที่เพิ่งช่วยชีวิตคนอื่นโดยไม่ลังเลกลับมีสายตานิ่งสงบกว่าคนทั้งหมดที่ยืนอยู่รอบตัว
“อย่าพาเขาไปโรงพยาบาลของเมือง” ชายชุดสูทพูด “ประธานกู้ไม่ชอบให้เรื่องวันนี้เป็นข่าว”
หญิงสาวหันไปทันที “ถ้าอย่างนั้นก็พาเขาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนค่ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณจะรับผิดชอบไหวหรือ”
ชายคนนั้นหน้าเสีย เขาไม่คุ้นกับการถูกขัดคำสั่ง แต่ผู้หญิงตรงหน้าคือหลินซินอี เลขานุการส่วนตัวของกู้เหยียนโจว ประธานกลุ่มโจวกรุ๊ป และเป็นคนเดียวในทีมที่กล้าพูดกับเขาโดยไม่เกรงใจ
หลายชั่วโมงต่อมา กู้เฉินตื่นขึ้นในห้องพักส่วนตัวของบ้านหลังใหญ่ เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองถูกพามาที่ไหน จนเห็นชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีเข้มยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ชายคนนั้นดูอายุไม่ถึงสามสิบ ใบหน้าหล่อคมเย็นชา และมีรอยแผลเป็นจาง ๆ ใต้ข้อมือซ้าย
“คุณคือคนที่ช่วยผมไว้” เขาพูด
กู้เฉินก้มมองเสื้อผ้าของตัวเอง “ผมช่วยคนงาน ไม่ได้ช่วยคุณ”
“แต่ถ้าคุณไม่วิ่งกลับเข้าไป ผมคงต้องอธิบายกับครอบครัวของพวกเขาไปตลอดชีวิต”
ชายหนุ่มวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “ผมชื่อกู้เหยียนโจว เป็นประธานของโจวกรุ๊ป”
กู้เฉินมองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “แล้วคุณพาผมมาที่นี่ทำไม”
กู้เหยียนโจวไม่ได้ตอบทันที เขาเดินไปเปิดม่าน บ้านทั้งหลังตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นเมืองอยู่ไกล ๆ รถหรูหลายคันจอดเรียงอยู่ด้านล่าง แต่บรรยากาศกลับเงียบเหมือนสถานที่ที่ไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดัง
“ผมมีปัญหากับครอบครัว” เขาพูดในที่สุด “พ่อของผมต้องการให้ผมแต่งงานกับโจวหมิงเยว่ ลูกสาวของหุ้นส่วนเก่า ถ้าผมไม่แต่งงาน เขาจะยกตำแหน่งประธานให้ลูกพี่ลูกน้อง และใช้เรื่องนี้ถอนอำนาจจากผม”
“เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับผม”
“ผมต้องการให้คุณแต่งงานกับผม”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
กู้เฉินคิดว่าตัวเองยังมีไข้จนฟังผิด “คุณพูดว่าอะไรนะ”
“แต่งงานกับผมเป็นเวลาหกเดือน เราจะเซ็นสัญญากัน คุณจะได้รับเงินเดือนเดือนละแปดพันบาท พร้อมอาหาร ที่พัก และค่ารักษาที่เกิดจากอุบัติเหตุวันนี้”
กู้เฉินหัวเราะเบา ๆ “คุณคิดว่าผมเป็นผู้หญิงที่ยอมแต่งงานกับใครก็ได้เพราะเงินหรือ”
“ไม่” กู้เหยียนโจวมองเขาตรง ๆ “ผมคิดว่าคุณเป็นคนที่ไม่กลัวผม และนั่นเป็นสิ่งที่ครอบครัวผมหาไม่ได้”
กู้เฉินเพิ่งรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าพูดกับเขาในฐานะผู้ชายด้วยกัน ไม่ใช่เข้าใจผิดว่าเขาเป็นผู้หญิง แม้ใบหน้าของกู้เฉินจะเรียวและผิวขาวกว่าคนงานทั่วไป แต่ข้อเสนอนี้ก็ยังไร้สาระเกินกว่าจะรับฟัง
“ผมไม่สนใจเงินของคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะจ่ายสองเท่า”
“ไม่ใช่เรื่องเงิน”
“แล้วเป็นเรื่องอะไร”
กู้เฉินตอบโดยไม่หลบสายตา “ผมไม่แต่งงานกับคนที่ผมไม่รู้จัก”
กู้เหยียนโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “วันนี้คุณรู้จักผมแล้ว”
“เรารู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวัน”
“สำหรับผม นั่นมากกว่าที่เคยรู้จักใครหลายคนในครอบครัวเสียอีก”
ประโยคนั้นไม่ได้ทำให้กู้เฉินใจอ่อน แต่ทำให้เขาสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ใต้สีหน้าเย็นชา กู้เหยียนโจวไม่ได้กำลังเล่นสนุก เขาต้องการทางออกจริง ๆ และดูเหมือนทางออกทุกทางของเขาจะถูกคนอื่นปิดไว้หมดแล้ว
กู้เฉินลุกจากเตียง แม้ขาจะยังไม่มีแรง “ผมมีเงื่อนไข”
“พูดมา”
“ห้ามแตะต้องตัวผมโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามใช้ชื่อผมทำเรื่องผิดกฎหมาย และถ้าคุณโกหกผมเกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องแต่งงาน ผมจะฉีกสัญญาทันที”
กู้เหยียนโจวพยักหน้า “ตกลง”
“อีกข้อหนึ่ง” กู้เฉินเหลือบมองเสื้อผ้าของตัวเอง “ถ้าจะให้ผมกลับไปบ้านคุณในฐานะคู่สมรส ผมจะไม่กลับไปด้วยชุดคนงานแบบนี้”
เป็นครั้งแรกที่มุมปากของกู้เหยียนโจวขยับเล็กน้อย “พรุ่งนี้ไปซื้อเสื้อผ้า”
“วันนี้”
“คุณเพิ่งฟื้นจากพิษสารเคมี”
“ผมยังเดินได้”
“คุณเกือบล้มเมื่อกี้”
“แต่ผมยังเดินได้”
หลินซินอีที่ยืนอยู่นอกห้องได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เธอหันไปมองเจ้านายด้วยความกังวล กู้เหยียนโจวไม่เคยยอมให้ใครต่อรองกับเขา ไม่เคยพาใครที่เพิ่งรู้จักเข้าบ้าน และยิ่งไม่เคยยิ้มให้คนแปลกหน้า
แต่วันนั้นเขากลับสั่งให้เตรียมรถโดยไม่ถามอะไรอีก
การไปห้างสรรพสินค้ากลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่กู้เฉินคิด ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในร้านเสื้อผ้าราคาแพง พนักงานก็พากันมองเสื้อเชิ้ตเก่าของเขาอย่างเปิดเผย ชายคนหนึ่งที่มากับลูกสาวหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเขาเลือกเสื้อสูทราคาสูง
“เสื้อชุดนั้นแพงกว่ารายได้ทั้งปีของคนงานบางคนอีกนะ”
กู้เฉินได้ยิน แต่ไม่ได้หันไปมอง เขาหยิบเสื้อสีเทาเข้มขึ้นมาทาบตัวเองแล้วถามพนักงานว่า “มีไซซ์ที่พอดีกว่านี้ไหมครับ”
“มีค่ะ แต่ชุดนั้นไม่เหมาะกับคุณหรอก” พนักงานตอบโดยไม่ดูสีหน้าเขา “ถ้าคุณต้องการเสื้อผ้าราคาถูก ด้านหลังห้างมีร้านอีกโซนหนึ่ง”
กู้เหยียนโจววางบัตรธนาคารลงบนเคาน์เตอร์ “เอาทุกชุดที่เขาลอง รวมถึงชุดที่คุณบอกว่าไม่เหมาะกับเขาด้วย”
พนักงานหน้าซีด “ประธานกู้ ดิฉันไม่ทราบว่า…”
“คุณไม่จำเป็นต้องทราบว่าผมเป็นใคร” เขาพูดเรียบ ๆ “แต่คุณควรทำงานของตัวเองโดยไม่ดูถูกลูกค้า”
กู้เฉินหันไปมองเขา “ผมจ่ายเองได้”
“ผมเป็นคนขอให้คุณแต่งงานกับผม”
“สัญญายังไม่เริ่ม”
“ถ้าอย่างนั้นถือเป็นเงินยืม”
กู้เฉินรับบัตรคืนจากมือเขา “ผมจะคืนให้”
“ผมรู้”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ประชด กลับฟังเหมือนเขาเชื่อว่ากู้เฉินจะคืนเงินจริง ๆ
หลังจากซื้อเสื้อผ้าเสร็จ กู้เหยียนโจวพาเขาไปถ่ายรูปแต่งงานแบบเร่งด่วน เพราะครอบครัวโจวต้องการเอกสารยืนยันก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นในอีกสามวัน ช่างภาพบอกให้ทั้งสองยืนใกล้กันอีกนิด กู้เฉินขยับเข้าไปจนไหล่แตะกับกู้เหยียนโจวโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ช่วยยิ้มหน่อยครับ” ช่างภาพพูด
กู้เหยียนโจวทำตามทันที แต่รอยยิ้มของเขาดูแข็งจนเหมือนแค่ขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า
กู้เฉินหันไปกระซิบ “คุณยิ้มเหมือนกำลังขู่คนอื่น”
“ผมไม่ค่อยยิ้ม”
“เห็นแล้ว”
“คุณทำให้ดูหน่อย”
“ผมก็ไม่ค่อยยิ้มให้คนแปลกหน้า”
“แต่คุณกำลังจะแต่งงานกับผม”
“นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้า”
ช่างภาพกดชัตเตอร์ในจังหวะที่กู้เหยียนโจวหันไปมองเขา และกู้เฉินกำลังกลั้นหัวเราะ ภาพนั้นไม่ได้ดูเหมือนคู่แต่งงานที่รักกัน แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าทั้งสองกำลังเริ่มเชื่อใจกัน
คืนนั้นพวกเขาเซ็นสัญญากันที่โต๊ะอาหาร กู้เฉินอ่านทุกบรรทัดอย่างละเอียด เขาพบว่ากู้เหยียนโจวระบุไว้ชัดเจนว่าเขาจะมีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของตัวเอง มีห้องนอนแยกกัน และสามารถยุติสัญญาได้หากถูกทำร้ายหรือถูกบังคับ
แต่มีข้อหนึ่งที่ทำให้เขาหยุดอ่าน
“ถ้าผมเสียตำแหน่งประธานก่อนครบหกเดือน คุณจะไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือ”
“ทำไมต้องใส่ข้อนี้”
“เพราะครอบครัวผมอาจทำทุกอย่างเพื่อให้ผมแพ้”
“รวมถึงทำร้ายภรรยาปลอมของคุณด้วยหรือ”
กู้เหยียนโจวชะงักเล็กน้อย “นั่นเป็นเหตุผลที่คุณต้องอยู่ใกล้ผม”
กู้เฉินมองแผลเป็นใต้ข้อมือของเขา “รอยนั่นเกิดจากอะไร”
“อุบัติเหตุ”
“คุณโกหก”
กู้เหยียนโจวเงยหน้าขึ้น
“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนที่เกิดอุบัติเหตุไม่มองแผลของตัวเองเหมือนกำลังพยายามลืมมัน”
ความเงียบค้างอยู่ระหว่างทั้งสองนานกว่าปกติ ในที่สุดกู้เหยียนโจวก็เซ็นชื่อโดยไม่ตอบคำถาม
วันรุ่งขึ้น พวกเขาเดินทางไปบ้านตระกูลโจว บ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ มีสวนกว้างและคนรับใช้จำนวนมาก ทุกคนออกมาต้อนรับกู้เหยียนโจวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ทันทีที่เห็นกู้เฉิน เสียงกระซิบก็เริ่มดังขึ้น
“นี่หรือภรรยาของประธานกู้”
“ดูเหมือนคนงานมากกว่า”
“คงหาใครไม่ได้แล้วจริง ๆ”
โจวหมิงเยว่ยืนอยู่บนขั้นบันได เธอสวมชุดเดรสสีขาว ใบหน้างดงามและท่าทางสุขุม ทว่าทันทีที่เห็นทะเบียนสมรสในมือกู้เหยียนโจว ดวงตาของเธอก็แข็งขึ้น
“คุณแต่งงานแล้วจริง ๆ หรือ”
“ใช่”
“กับเขา?”
“กับกู้เฉิน”
โจวหมิงเยว่ก้าวลงมาทีละขั้น “คุณรู้ไหมว่าการตัดสินใจของคุณทำให้บริษัทเสียหายแค่ไหน พ่อของฉันจะถอนเงินลงทุนทั้งหมด และผู้ถือหุ้นจะไม่ยอมรับคนที่แต่งงานกับคนงานในไร่มาเป็นผู้นำ”
กู้เฉินกำลังจะตอบ แต่กู้เหยียนโจวจับข้อมือเขาไว้เบา ๆ เป็นสัญญาณให้เงียบ
“คุณไม่ได้โกรธเพราะบริษัทเสียหาย” เขาพูด “คุณโกรธเพราะคิดว่าตัวเองแพ้”
โจวหมิงเยว่ยิ้มเย็น “ฉันไม่เคยแพ้ให้ใคร”
“วันนี้คุณแพ้ให้คนที่คุณไม่เคยมอง”
นั่นเป็นครั้งแรกที่กู้เฉินเห็นความโกรธในดวงตาของโจวหมิงเยว่ และเขาเข้าใจทันทีว่าปัญหาของกู้เหยียนโจวไม่ได้จบแค่การแต่งงานกับใครคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้มีเหตุผลส่วนตัวมากกว่าการเป็นคู่หมั้นที่ถูกทิ้ง
ในงานเลี้ยงต้อนรับ คำดูถูกต่าง ๆ ถูกพูดออกมาโดยไม่ปิดบัง บางคนถามกู้เฉินว่าเคยเรียนหนังสือถึงระดับไหน บางคนถามว่าเขาเคยเข้าโรงแรมห้าดาวหรือไม่ กู้เฉินตอบทุกคำถามด้วยน้ำเสียงสุภาพจนคนถามเริ่มรู้สึกอึดอัดเอง
เมื่อมีชายหนุ่มคนหนึ่งตั้งใจทำไวน์หกใส่เสื้อเขา กู้เฉินกลับถอดเสื้อสูทออก วางลงบนแขน แล้วหยิบแก้วไวน์อีกใบเทลงบนเสื้อของชายคนนั้น
“ผมไม่ชอบใส่เสื้อเปื้อนคนเดียว” เขาพูด
ทั้งห้องเงียบกริบ
กู้เหยียนโจวหันหน้าหนีไปทางอื่น แต่ไหล่ของเขาสั่นเล็กน้อย กู้เฉินจึงรู้ว่าเขากำลังกลั้นหัวเราะ
หลังงานเลี้ยง กู้เฉินพบว่ากู้เหยียนโจวมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เขายืนอยู่ในห้องทำงาน มือกดขมับ และบนโต๊ะมีขวดยาสองขวดที่ฉลากถูกลอกออก
“คุณกินยาอะไร”
“ยาธรรมดา”
“ยาธรรมดาไม่ควรทำให้มือสั่น”
กู้เหยียนโจวรีบดึงมือกลับ “คุณเป็นคนงาน ไม่ใช่หมอ”
“ผมเคยทำงานในคลินิกสนามที่หมู่บ้าน ก่อนจะออกมาทำงานในไร่ ผมรู้ว่าคนที่มีอาการแบบคุณไม่ควรขับรถ”
กู้เหยียนโจวไม่ตอบ เขาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ กู้เฉินจึงโทรเรียกหมอประจำบ้านอย่างไม่สนใจคำคัดค้าน
ผลตรวจในวันต่อมาระบุว่ากู้เหยียนโจวถูกวางยากล่อมประสาทในปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องมาหลายเดือน ยาชนิดนี้ไม่ทำให้เสียชีวิตทันที แต่ทำให้ความจำช้าลง มือสั่น และมีอาการหมดสติได้หากใช้ร่วมกับยาที่เขากินอยู่
กู้เหยียนโจวมองขวดยาเงียบ ๆ “ผมไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร”
“ตอนนี้คุณบอกผมแล้ว”
“เพราะคุณจับได้”
“เพราะผมถาม”
เขายิ้มจาง ๆ แต่ครั้งนี้รอยยิ้มไม่ได้ฝืนเท่าเดิม
กู้เฉินเริ่มสังเกตว่าความผิดปกติหลายอย่างในบ้านเกี่ยวข้องกับโจวหมิงเยว่และลุงของกู้เหยียนโจว คนหนึ่งเปลี่ยนตารางยาของเขา อีกคนสั่งให้คนขับรถใช้เส้นทางอ้อมในวันที่มีประชุมสำคัญ และเอกสารบางฉบับในบริษัทมีวันที่ไม่ตรงกับใบรับสินค้า
เขาไม่ได้ตั้งใจสืบเรื่องครอบครัวของสามีปลอม แต่ความทรงจำจากการทำงานในไร่ทำให้เขาสังเกตสิ่งที่คนอื่นมองข้าม เขารู้ว่าโรงเรือนที่เกิดเหตุไม่ได้ระเบิดเพราะอากาศร้อน ถังสารเคมีถูกเปิดวาล์วทิ้งไว้ และระบบกล้องวงจรปิดถูกตัดก่อนเกิดเหตุเพียงสิบสามนาที
คนที่สั่งให้เขาไปทำงานวันนั้นต้องการให้กู้เหยียนโจวอยู่ที่ไร่ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ
แต่ทำไมถึงต้องให้เขาไปที่นั่น
คำตอบปรากฏในคืนหนึ่ง เมื่อกู้เฉินพบกล่องเอกสารเก่าในห้องเก็บของ ข้างในมีสำเนาใบโอนที่ดินและภาพถ่ายของโรงงานผลิตสารเคมีแห่งหนึ่ง โรงงานนั้นเป็นของโจวกรุ๊ปและตั้งอยู่บนที่ดินที่ชาวบ้านหลายครอบครัวเคยถูกบังคับให้ขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
กู้เฉินจำชื่อหมู่บ้านได้ เพราะที่นั่นคือบ้านเกิดของเขา
พ่อของกู้เฉินเคยเป็นหัวหน้าคนงานในโรงงาน และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อสิบสองปีก่อน แม่ของเขาบอกเสมอว่าเป็นเหตุแก๊สรั่ว แต่ไม่เคยได้รับเอกสารยืนยันหรือเงินชดเชยแม้แต่บาทเดียว หลังจากนั้นที่ดินของครอบครัวก็ถูกยึดเพราะหนี้ที่ไม่มีใครอธิบายได้
กู้เฉินพลิกภาพถ่ายใบหนึ่ง ภาพนั้นถ่ายในวันที่โรงงานเปิด มีชายวัยหนุ่มยืนอยู่ข้างประธานโจว คนหนึ่งคือกู้เจิ้งหมิง พ่อของกู้เหยียนโจว อีกคนคือโจวหยวน ลุงของเขา
ด้านหลังภาพมีลายมือเขียนว่า “หลักฐานถูกเก็บไว้ในห้องควบคุมเก่า อย่าไว้ใจคนในบ้าน”
ลายมือนั้นเป็นของพ่อกู้เฉิน
กู้เฉินนำภาพไปถามกู้เหยียนโจวในคืนนั้น ชายหนุ่มใช้เวลานานกว่าจะรับมันไป เขาจ้องลายมือบนภาพจนใบหน้าซีดลง
“ผมเคยเห็นลายมือนี้” เขาพูด “ในสมุดบันทึกของพ่อ แต่เขาบอกว่าพ่อคุณเป็นคนทำผิดและขโมยเงินบริษัทไป”
“คุณเชื่อเขาไหม”
“ตอนอายุสิบเจ็ด ผมไม่มีทางเลือกอื่น”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
กู้เหยียนโจววางภาพลง “ตอนนี้ผมไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้น”
เขาเล่าในที่สุดว่า รอยแผลที่ข้อมือไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เกิดจากคืนที่แม่ของเขาเสียชีวิต แม่รู้ว่ามีการปกปิดอุบัติเหตุในโรงงานและกำลังจะนำเอกสารไปแจ้งความ ก่อนจะถูกกล่าวหาว่าป่วยทางจิตและถูกพาตัวไปโรงพยาบาล เธอเสียชีวิตระหว่างทางด้วยอาการหัวใจล้มเหลว
กู้เหยียนโจวเคยพยายามเปิดโปงเรื่องนี้ แต่พ่อของเขาขู่ว่าจะทำให้เขาไม่มีเงินรักษาน้องสาวที่ป่วย เขาจึงยอมอยู่เงียบ ๆ และค่อย ๆ สร้างอำนาจในบริษัทด้วยตัวเอง
“ผมคิดว่าถ้าผมขึ้นเป็นประธาน ผมจะตรวจสอบทุกอย่างได้” เขาพูด “แต่พวกเขาไม่เคยปล่อยให้ผมมีอำนาจจริง”
กู้เฉินมองชายที่เคยดูเหมือนไม่มีอะไรทำร้ายได้ แล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์ตามสัญญาเริ่มมีบางอย่างเปลี่ยนไป
“คุณแต่งงานกับผมเพราะผมไม่กลัวคุณ”
“ใช่”
“แล้วตอนนี้คุณยังกลัวอยู่ไหม”
กู้เหยียนโจวเงยหน้าขึ้น “กลัวว่าคุณจะถูกลากเข้ามาในเรื่องนี้เพราะผม”
“ผมเข้ามาเพราะพ่อผมตายจากเรื่องเดียวกัน”
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรอีก แต่คืนนั้นกู้เหยียนโจวไม่ได้กลับไปนอนห้องของตัวเอง เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงของกู้เฉินจนฟ้าสาง โดยไม่แตะต้องเขาแม้แต่น้อย
สามวันต่อมา การประชุมผู้ถือหุ้นเริ่มขึ้น โจวหมิงเยว่นำหลักฐานว่ากู้เหยียนโจวมีอาการทางประสาทและไม่สามารถบริหารบริษัทได้ เธอยังกล่าวหาว่ากู้เฉินแต่งงานกับเขาเพื่อหวังเงิน และเป็นคนปลอมเอกสารทะเบียนสมรส
ผู้ถือหุ้นบางคนหัวเราะเมื่อกู้เฉินเดินเข้าห้องประชุมในชุดสูทสีเทา เขาไม่ได้ถือแฟ้มราคาแพง มีเพียงซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ
กู้เหยียนโจวถูกบังคับให้พักงานชั่วคราว ขณะที่โจวหยวนเตรียมขึ้นเป็นรักษาการประธาน เขายืนขึ้นกล่าวว่าเรื่องในไร่เป็นอุบัติเหตุ และพยายามเปลี่ยนประเด็นไปที่สถานะของกู้เฉิน
“บริษัทของเรากำลังถูกคนแปลกหน้าควบคุม” เขาพูด “คนที่ไม่มีแม้แต่ประวัติการทำงานชัดเจน กลับกลายเป็นคู่สมรสของประธานในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ใครจะเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีเบื้องหลัง”
กู้เฉินเปิดซองเอกสาร “ผมก็ไม่เชื่อเหมือนกันครับ”
เขาวางสำเนารายงานความปลอดภัยของโรงงานลงบนโต๊ะทีละแผ่น รายงานฉบับแรกระบุว่าถังสารเคมีมีความผิดปกติมานานหกเดือน แต่ฉบับที่ส่งให้หน่วยงานรัฐถูกแก้ไขวันที่และลบชื่อผู้รับผิดชอบออก
จากนั้นเขาวางบันทึกการซื้อยาและรายชื่อคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงห้องพักของกู้เหยียนโจว
คนสุดท้ายในรายชื่อคือโจวหมิงเยว่
เธอลุกขึ้นทันที “นี่เป็นการใส่ร้าย ฉันไม่เคยแตะต้องยาของเขา”
“คุณไม่จำเป็นต้องแตะยาเองครับ” กู้เฉินตอบ “แต่คุณเป็นคนสั่งให้แม่บ้านเปลี่ยนขวดยาในคืนวันที่สิบสอง และกล้องหน้าห้องเก็บยาแสดงให้เห็นว่าคุณเข้าไปที่นั่น”
โจวหมิงเยว่หันไปมองประตูอย่างรวดเร็ว กู้เฉินสังเกตเห็นท่าทางนั้นและรู้ว่าหลักฐานยังไม่พอ เธออาจถูกสั่งให้ทำ แต่คนที่อยู่เบื้องหลังยังไม่ปรากฏ
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของกู้เฉินดังขึ้น เป็นสายจากหลินซินอี น้ำเสียงของเธอสั่นจนแทบฟังไม่ชัด
“ประธานกู้ถูกพาตัวไปค่ะ รถออกจากประตูตะวันออกเมื่อสิบห้านาทีก่อน ป้ายทะเบียน 673”
ห้องประชุมวุ่นวายทันที
กู้เฉินมองโจวหมิงเยว่ เธอยังคงยืนอยู่กลางห้อง แต่ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งหายไปแล้ว
กู้เฉินคว้าโทรศัพท์ของกู้เหยียนโจวจากโต๊ะและโทรหาคนขับรถ “คุณอยู่ที่ไหน”
ปลายสายไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงเคาะโลหะดังเป็นจังหวะ
กู้เฉินนึกถึงแผนที่โรงงานเก่า ภายในเขตอุตสาหกรรมมีถนนสามสายที่มุ่งไปทางตะวันออก และมีเพียงถนนเดียวที่มีกล้องตรวจป้ายทะเบียนทำงานอยู่ เขาส่งตำแหน่งให้หลินซินอี แล้วหันไปหาผู้ถือหุ้น
“ถ้าพวกคุณยังคิดว่าผมแต่งงานเพื่อเงิน ก็ช่วยเก็บหลักฐานไว้ดูหลังจากสามีของผมถูกฆ่าก่อนแล้วกัน”
เขาวิ่งออกจากห้องประชุมโดยไม่รอใคร
รถของโจวกรุ๊ปพุ่งไปตามถนนตะวันออก กู้เฉินนั่งข้างคนขับ มือกำโทรศัพท์แน่น ขณะที่หลินซินอีสั่งให้ทีมรักษาความปลอดภัยปิดทางออกทั้งหมด
ไม่นานสัญญาณโทรศัพท์ของกู้เหยียนโจวก็กลับมา เสียงเขาเบามาก
“กู้เฉิน อย่าตามมา”
“คุณอยู่ที่ไหน”
“ห้องควบคุมโรงงานเก่า”
“พวกเขาทำอะไรคุณ”
“ผมไม่เป็นไร แต่อย่าเข้ามา คนที่อยู่เบื้องหลังคือ—”
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งครั้ง สายโทรศัพท์ตัดไป
กู้เฉินสั่งให้รถหยุดก่อนถึงโรงงาน เขาไม่พุ่งเข้าไปทันที เพราะรู้ว่าคนร้ายต้องการให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ เขาหยิบภาพถ่ายเก่าจากกระเป๋าและสังเกตว่าด้านหลังภาพมีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ตรงกับเครื่องหมายบนแผนผังโรงงาน
ห้องควบคุมไม่ได้อยู่ในอาคารหลัก แต่อยู่ใต้โกดังเก็บเมล็ดพืชเก่าด้านหลัง
เขาให้หลินซินอีโทรแจ้งตำรวจและส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดไปยังนักข่าวที่ไว้ใจได้ จากนั้นจึงพาคนรักษาความปลอดภัยสองคนเข้าไปทางประตูด้านข้าง
ในห้องใต้ดิน กู้เหยียนโจวนั่งถูกมัดกับเก้าอี้ มีเลือดไหลจากหน้าผาก แต่ยังมีสติ โจวหยวนยืนอยู่ด้านหลังพร้อมปืนในมือ ส่วนโจวหมิงเยว่ยืนห่างออกไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา
“ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้” เธอพูด
“แต่คุณเลือกให้เป็นแบบนี้” กู้เหยียนโจวตอบ
โจวหยวนหัวเราะ “หลานยังไม่เข้าใจอีกหรือ ทุกอย่างที่พ่อของแกสร้างมาจากการตัดสินใจที่โหดกว่านี้ทั้งนั้น พ่อแกปกป้องบริษัท ส่วนแม่แกทำให้ทุกอย่างพัง”
กู้เฉินก้าวออกจากเงามืด “แล้วพ่อของผมล่ะ เขาทำให้บริษัทพังด้วยหรือ”
โจวหยวนหันปืนมาทางเขา “ถ้าเขารู้จักเงียบ เขาคงยังมีชีวิตอยู่”
คำสารภาพนั้นถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์ของกู้เฉินที่เปิดเครื่องอัดเสียงตั้งแต่ก่อนเข้าห้อง หลินซินอีส่งสัญญาณให้ตำรวจจากอีกฝั่งของอาคาร แต่โจวหยวนยังไม่รู้
โจวหมิงเยว่เดินเข้ามาขวาง “ลุงคะ พอได้แล้ว”
“ถอยไป”
“หนูทำตามที่ลุงสั่งมาหลายปีแล้ว ล่อกู้เหยียนโจวไปที่ไร่ เปลี่ยนยา ส่งข้อมูลปลอมให้ผู้ถือหุ้น แต่ลุงบอกว่าทุกอย่างเป็นเพียงเพื่อช่วยบริษัท”
โจวหยวนตบหน้าเธออย่างแรง “ถ้าไม่มีฉัน เธอไม่มีวันได้แต่งงานกับเขา”
กู้เฉินมองเธออย่างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนร้ายทั้งหมด แต่เพราะเธอเลือกช่วยคนที่กำลังทำลายทุกคนเพื่อรักษาความฝันของตัวเอง
“คุณรักเขาจริงหรือ” เขาถาม
โจวหมิงเยว่หันไปมองกู้เหยียนโจว “ฉันรักเขามาตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่เคยมองฉันเลย”
กู้เหยียนโจวตอบเสียงแผ่ว “ผมเคยมองคุณ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือคนที่ยอมทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ผมอยู่ข้างคุณ”
เสียงไซเรนดังใกล้เข้ามา โจวหยวนตกใจและยกปืนขึ้น กู้เฉินคว้าถังดับเพลิงข้างประตูฟาดเข้าที่แขนของเขา ปืนกระเด็นไปอีกด้าน กู้เหยียนโจวใช้แรงทั้งหมดดึงเก้าอี้ล้มชนขาโจวหยวน ขณะที่คนรักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมตัวเขา
ไม่มีใครเสียชีวิต แต่กู้เหยียนโจวหมดสติจากอาการบาดเจ็บก่อนตำรวจจะเข้ามาถึง
การสอบสวนกินเวลาหลายเดือน เอกสารจากโรงงานเก่า ภาพถ่ายของพ่อกู้เฉิน บันทึกยา รายงานกล้องวงจรปิด และไฟล์เสียงจากห้องใต้ดินประกอบกันเป็นหลักฐานที่เพียงพอ โจวหยวนถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกเงิน ปลอมแปลงเอกสาร ข่มขู่พยาน และเกี่ยวข้องกับการปกปิดอุบัติเหตุในโรงงาน
โจวหมิงเยว่รับสารภาพบางส่วน เธอไม่ได้ถูกลงโทษเท่าโจวหยวน เพราะเป็นผู้ให้ข้อมูลและช่วยเปิดบัญชีลับของบริษัท แต่เธอต้องชดใช้ค่าเสียหายและถอนตัวจากการบริหารงานตลอดชีวิต
โจวกรุ๊ปไม่ล้มละลาย เพราะกู้เหยียนโจวขายทรัพย์สินบางส่วนและจัดตั้งกองทุนชดเชยให้ครอบครัวคนงานที่ได้รับผลกระทบ ที่ดินของครอบครัวกู้เฉินถูกคืนให้แม่ของเขา และโรงงานเก่าถูกปิดถาวร
สามเดือนหลังจากเหตุการณ์นั้น กู้เฉินนำเงินที่เขาได้รับจากสัญญาแต่งงานไปเปิดคลินิกเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เขายืนยันว่าจะคืนเงินค่าเสื้อผ้าทุกบาท แม้กู้เหยียนโจวจะบอกว่าไม่จำเป็น
“สัญญาของเราจบแล้ว” กู้เฉินพูดในวันที่นำเงินก้อนสุดท้ายไปวางบนโต๊ะทำงาน
กู้เหยียนโจวมองเอกสารการโอนเงินแล้วถาม “คุณจะย้ายออกคืนนี้หรือ”
“ผมไม่ได้บอกว่าจะย้ายออก”
“แต่คุณบอกว่าสัญญาจบ”
“สัญญาจบ ไม่ได้แปลว่าคนสองคนต้องหายไปจากชีวิตกัน”
กู้เหยียนโจวเงียบไป เขาล้วงบางอย่างออกจากลิ้นชัก เป็นรูปแต่งงานใบแรกของพวกเขา ภาพที่ถ่ายในวันที่รู้จักกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง
“ผมอยากขอทำสัญญาฉบับใหม่” เขาพูด
กู้เฉินรับรูปมาดู “เงื่อนไขอะไร”
“ไม่มีระยะเวลา ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องอยู่ด้วยกัน”
“แล้วชื่อสัญญาคืออะไร”
กู้เหยียนโจวมองเขาอย่างจริงจัง “ความสมัครใจ”
กู้เฉินพยายามกลั้นยิ้ม แต่ครั้งนี้เขาไม่จำเป็นต้องสอนกู้เหยียนโจวให้ยิ้มอีกแล้ว ชายคนนั้นยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ยังไม่กว้างนัก แต่มีความอบอุ่นที่ไม่เคยอยู่ในภาพถ่ายใบแรก
พวกเขาไม่ได้จัดงานแต่งงานใหม่ ไม่มีคำสาบานต่อหน้าคนจำนวนมาก กู้เฉินเพียงพากู้เหยียนโจวกลับไปที่ไร่ในวันที่โรงเรือนถูกสร้างขึ้นใหม่ คนงานที่เคยช่วยเขาในวันเกิดเหตุยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และแม่ของกู้เฉินนำภาพถ่ายของสามีออกมาวางบนโต๊ะไม้
กู้เหยียนโจวหยุดอยู่หน้าภาพนั้นนานมาก ก่อนจะก้มศีรษะให้ชายที่เขาไม่เคยมีโอกาสพบ
“ผมขอโทษที่ครอบครัวของผมทำให้คุณต้องจากไป” เขาพูด
แม่ของกู้เฉินไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงมองเขาแล้วพูดว่า “อย่าขอโทษแทนคนตาย จงใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีแทนก็พอ”
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ กู้เฉินเดินออกไปตรวจแปลงผัก กู้เหยียนโจวตามไปโดยพับแขนเสื้อขึ้น แม้เขาจะไม่เคยทำงานกลางดินและทำต้นกล้าหักไปสองต้นในเวลาไม่ถึงสิบนาที
“คุณทำงานแย่มาก” กู้เฉินบอก
“ผมเป็นประธานบริษัท ไม่ใช่เกษตรกร”
“ตอนนี้คุณเป็นสามีของเกษตรกร”
กู้เหยียนโจวหันมามองเขา “ถ้าอย่างนั้นช่วยสอนผมหน่อย”
กู้เฉินยื่นเมล็ดพันธุ์ให้เขา “จับเบา ๆ อย่าฝังลึกเกินไป สิ่งที่ถูกกดจนหายใจไม่ออกจะไม่มีวันเติบโต”
กู้เหยียนโจวมองเมล็ดพันธุ์ในมือ แล้วพยักหน้าอย่างตั้งใจ
ครั้งแรกที่พวกเขาถ่ายรูปแต่งงาน ทั้งคู่ยืนอยู่หน้ากล้องเพราะต้องการหลอกคนทั้งโลก แต่รูปถ่ายใบที่สองเกิดขึ้นในไร่เล็ก ๆ แห่งนั้น โดยไม่มีสัญญา ไม่มีผู้ถือหุ้น และไม่มีใครมาบังคับให้ยิ้ม
คราวนี้กู้เหยียนโจวยิ้มก่อนที่กู้เฉินจะทันเตือน และกู้เฉินก็ยืนอยู่ข้างเขาโดยไม่ต้องมีข้อตกลงใด ๆ คอยยึดเหนี่ยวอีกต่อไป