ในคืนแต่งงาน เขาทิ้งฉันไว้หน้าห้องหอเพื่อแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน แต่คนที่ปกป้องฉันกลับเตรียมบ้านทั้งหลังไว้รอถึงห้าปี

ในคืนที่กู้เฉิงชวนควรยืนสวมแหวนให้ฉัน เขากลับยืนอยู่หน้าห้องจัดเลี้ยง โอบเอวผู้หญิงอีกคนต่อหน้าญาติแขกนับร้อย ส่วนฉันถูกทิ้งไว้ข้างเวทีพร้อมคำอวยพรที่ไม่มีเจ้าบ่าว

“ขอให้คุณกับเฉิงชวนรักกันตลอดไปนะคะ” ผู้หญิงคนนั้นพูดกับฉันด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “ขอให้มีลูกเร็ว ๆ ด้วย”

เธอพูดราวกับฉันเป็นแขกคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้หญิงที่เฉิงชวนสัญญาว่าจะขอแต่งงานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และไม่ใช่คนที่กำลังจะเป็นภรรยาของเขาในคืนนี้

ฉันมองแหวนเพชรบนมือเธอ ก่อนจะมองแหวนของตัวเองที่ยังอยู่ในกล่องกำมะหยี่ เจ้าบ่าวของฉันไม่แม้แต่จะหันมาขอโทษ

“ถ่ายวิดีโอไว้ให้พวกเขาด้วยสิ” ฉันยื่นโทรศัพท์ให้พนักงานที่ยืนตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ “บันทึกให้ชัดนะว่าเจ้าบ่าวของฉันมีความสุขแค่ไหนในวันแต่งงานของเขา”

เสียงหัวเราะและเสียงซุบซิบค่อย ๆ ดับลง ฉันเปิดกล้อง เดินไปยืนตรงหน้าทั้งคู่ แล้วส่งโทรศัพท์ให้เฉิงชวน

“ยินดีด้วยนะ” ฉันพูด “ส่วนงานแต่งของฉัน เราค่อยจัดวันหลัง”

เขาเพิ่งยื่นมือมาคว้าข้อมือฉัน ฉันก็สะบัดออกแล้วเดินผ่านผู้คนไปโดยไม่ร้องไห้ จนกระทั่งประตูรถปิดลง เสียงโทรศัพท์ของเขาดังตามมาไม่หยุด ฉันจึงเห็นว่ามีสายเรียกเข้าจากคนที่ฉันไม่คิดว่าจะโทรหาในวันนี้

กู้เฉิงชวน—ชายที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่อายุสิบห้าปี

คืนนั้นฉันขับรถกลับบ้านคนเดียว แต่ยังไม่ทันถึงประตู เสียงรถอีกคันก็ดังขึ้นด้านหลัง หลินเซินจือก้าวลงจากรถ เขาไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้พูดปลอบใจแบบที่คนอื่นชอบพูด เพียงเดินเข้ามายืนบังสายตาของคนรับใช้ที่กำลังมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ถ้าไม่อยากกลับเข้าไป ก็ไม่ต้องกลับ” เขาพูด

“ฉันไม่มีที่ไป”

“มี”

เขาเปิดประตูรถให้ฉัน “ไปกับผม”

ฉันหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตายังติดอยู่ที่ขอบตา “คืนนี้คุณไม่ควรอยู่ช่วยจัดการงานแต่งของพี่ชายคุณหรือไง”

“งานแต่งของเขาจบแล้ว”

“แต่คุณเป็นน้องชายเขา”

“และคุณกำลังเป็นคนที่เขาทิ้งไว้กลางงาน” เซินจือมองฉันตรง ๆ “ผมเลือกข้างคุณไม่ได้หรือ”

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองขึ้นรถไปตั้งแต่เมื่อไร รู้เพียงว่าเมื่อรถเคลื่อนออกจากบ้านสกุลกู้ โทรศัพท์ของเฉิงชวนยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเซินจือเอื้อมมือมาปิดเสียงให้

“ไม่ต้องฟัง” เขาบอก “ทนอีกหน่อย ต่อไปจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก”

ประโยคนั้นทำให้ฉันนึกถึงคืนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นฉันอายุสิบห้าและเกลียดการพบคนแปลกหน้าจนแทบหายใจไม่ออก พ่อของเซินจือพาเขามาที่บ้านเป็นครั้งแรก เขายืนมองซ้ายมองขวาอยู่หน้าประตู ทำให้ฉันรีบหลบไปหลังม่าน

วันต่อมาเขากลับมาอีกครั้งพร้อมหน้ากากจิ้งจอกสีส้ม

“ถ้าผมใส่นี่ คุณจะกล้าออกมาหรือยัง” เขาถามผ่านหน้ากาก

ฉันค่อย ๆ โผล่หน้าออกจากหลังม่าน แล้วพยักหน้า

นับจากวันนั้น ทุกครั้งที่เขามาที่บ้าน เขาจะพกหน้ากากแบบใหม่มาด้วย บางวันเป็นแมว บางวันเป็นหมี บางวันเป็นสัตว์ประหลาดตาโต เขาไม่เคยบังคับให้ฉันพูด ไม่เคยถามว่าทำไมฉันถึงกลัวคน เพียงนั่งอยู่ห่าง ๆ จนฉันเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเอง

เฉิงชวนเป็นคนแนะนำให้ฉันรู้จักเขา แต่เซินจือเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าความเงียบของตัวเองไม่ใช่สิ่งน่าอับอาย

ฉันเคยคิดว่าความรู้สึกที่เซินจือมีให้ฉันเป็นเพียงความผูกพันระหว่างพี่น้อง จนกระทั่งเขากลับจากต่างประเทศหลังเรียนจบ และสายตาที่เขามองฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่ในเวลานั้น ฉันกำลังคบกับเฉิงชวน

เฉิงชวนเป็นคนอบอุ่น พูดเก่ง และรู้ว่าต้องทำอย่างไรให้ทุกคนรักเขา เขาเคยยืนรอฉันหน้าโรงเรียนในวันที่ฝนตก เคยช่วยพาฉันกลับบ้านตอนฉันเป็นลม และเคยบอกว่าจะไม่ทำให้ฉันต้องสงสัยในตัวเองซ้ำ ๆ

“ถ้าคุณเลือกผม ผมจะวางทางเลือกทั้งหมดไว้ตรงหน้าคุณ” เขาเคยพูด “คุณจะได้เห็นชัด ๆ ว่าผมเลือกคุณคนเดียว”

ฉันจึงเชื่อเขา แม้จะเห็นว่าเขาเริ่มสนิทกับซูหว่าน ผู้หญิงที่เคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา ฉันเชื่อคำอธิบายทุกครั้งว่าเธอเป็นเพียงน้องสาวที่เขาต้องดูแล เชื่อรอยยิ้ม เชื่อคำสัญญา และเชื่อแม้กระทั่งวันที่เขาขอให้เลื่อนงานแต่งออกไปสองครั้ง

จนวันนี้ ฉันถึงเข้าใจว่าเขาไม่ได้ขอเลื่อนงานแต่ง เขาเพียงรอให้ซูหว่านพร้อมแต่งงานกับเขา

บ้านที่เซินจือพาฉันไปอยู่ตั้งอยู่นอกเมือง เป็นบ้านหลังเล็กที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ ไม่มีคนรับใช้ ไม่มีแขก และไม่มีเสียงโทรศัพท์จากใครทั้งนั้น ประตูหน้าบ้านมีระบบรักษาความปลอดภัย แต่ไม่มีใครยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องนอน

“ที่นี่คืออะไร” ฉันถาม

“บ้านของคุณ”

“คุณสร้างไว้ตั้งแต่เมื่อไร”

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “ห้าปีแล้ว”

ฉันมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

เซินจือพาฉันเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่มีหน้าต่างกว้าง ห้องครัวที่มีตู้เก็บอาหารเป็นระเบียบ และทางเดินเล็ก ๆ ที่ไม่มีภาพของตระกูลกู้แม้แต่รูปเดียว

“ผมออกแบบทุกอย่างเอง” เขาพูด “คนทำความสะอาดจะมาสัปดาห์ละสองครั้ง และจะเข้ามาเฉพาะเวลาที่คุณอนุญาต ถ้าคุณไม่อยากพบใคร คุณไม่จำเป็นต้องพบ”

“คุณเตรียมสิ่งพวกนี้ไว้ทำไม”

“เพราะผมรู้ว่าสักวันคุณจะต้องการที่ที่หายใจได้”

ฉันก้มมองพื้น น้ำตาหยดลงบนรองเท้าแตะที่เขาเตรียมไว้พอดีขนาด

เซินจือพาฉันขึ้นชั้นบน แล้วหยุดหน้าประตูห้องหนึ่ง เขายื่นมือมาปิดตาฉันเหมือนที่เคยทำตอนเด็ก ๆ

“หลับตาก่อน”

“คุณจะทำอะไร”

“เปิดประตู”

เมื่อเขาบอกให้ลืมตา ฉันเห็นห้องนอนที่เต็มไปด้วยหนังสือ ผ้าม่านสีอ่อน และกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ในกล่องนั้นมีหน้ากากจิ้งจอกสีส้มเก่า ๆ ที่ฉันจำได้ทันที

“คุณยังเก็บมันไว้อีกเหรอ”

“คุณเป็นคนทำให้ผมรู้ว่าหน้ากากนี้ช่วยให้คุณกล้าเผชิญหน้ากับโลกได้”

ฉันแตะหูหน้ากากที่ซีดจาง “ฉันคิดว่าคุณลืมไปแล้ว”

“ผมไม่เคยลืมเรื่องของคุณ”

คำพูดนั้นอ่อนโยนเกินไปสำหรับหัวใจที่เพิ่งถูกเหยียบย่ำ ฉันจึงหันหนี

“เซินจือ ฉันไม่อยากเป็นภาระของคุณ”

“คุณไม่ใช่ภาระ”

“ฉันเพิ่งถูกผู้ชายที่กำลังจะแต่งงานด้วยทิ้งในงานของตัวเอง ฉันอาจมีปัญหามากกว่าที่คุณคิด”

“ผมรู้”

“คุณรู้อะไร”

เขาไม่ได้ตอบทันที เพียงหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลจากลิ้นชักออกมา แล้ววางไว้บนโต๊ะ

“ผมรู้ว่าเฉิงชวนไม่ได้เพิ่งนอกใจคุณวันนี้”

ฉันเปิดซอง เห็นสำเนารายการโอนเงินหลายใบ วันที่ในเอกสารย้อนกลับไปเกือบหนึ่งปี เงินจำนวนมากถูกโอนจากบริษัทของเฉิงชวนไปยังบัญชีของซูหว่าน บางรายการถูกบันทึกว่าเป็นค่ารักษาพยาบาล บางรายการเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการที่ไม่มีอยู่จริง

“คุณเอามาจากไหน”

“ฝ่ายบัญชีของบริษัทส่งมาให้ผมเมื่อสองเดือนก่อน”

“แล้วทำไมไม่บอกฉัน”

เซินจือยืนรับสายตาของฉันโดยไม่หลบ “เพราะตอนนั้นคุณยังเชื่อเขา ถ้าผมบอก คุณอาจคิดว่าผมกำลังทำลายความสัมพันธ์ของคุณ”

ฉันกำเอกสารแน่น “คุณมีสิทธิ์ให้ฉันรู้”

“ใช่ ผมผิดที่เงียบ” เขาพูดช้า ๆ “แต่ผมไม่อยากใช้ความเจ็บปวดของคุณเป็นโอกาสให้ตัวเอง”

คำตอบนั้นทำให้ฉันพูดไม่ออก

คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เสียงฝนกระทบหน้าต่างเบา ๆ แต่ทุกครั้งที่หลับตา ฉันยังเห็นเฉิงชวนยืนกอดซูหว่านอยู่กลางงาน ฉันคิดถึงคำสัญญาทั้งหมดที่เขาเคยพูด แล้วพบว่าคำสัญญาเหล่านั้นไม่เคยมีหลักฐานอะไรเลย นอกจากความเชื่อของฉัน

ตอนตีสอง ฉันได้ยินเสียงเคาะประตู

“ผมเอานมอุ่นมาให้” เซินจือยืนอยู่หน้าห้อง “ถ้าไม่อยากคุย ผมจะวางไว้ตรงนี้”

ฉันเปิดประตูให้เขา

“คุณไม่ต้องทำเหมือนผมเป็นคนป่วย”

“ผมไม่ได้คิดว่าคุณป่วย”

“แล้วทำไมต้องดูแลฉันขนาดนี้”

เขามองหน้าฉันอยู่นาน ก่อนตอบด้วยเสียงที่เบามาก “เพราะผมรักคุณ”

หัวใจฉันกระตุก แต่ความกลัวกลับดังยิ่งกว่า

“อย่าพูดตอนที่ฉันเพิ่งถูกทิ้ง”

“ผมไม่ได้พูดเพราะสงสาร”

“แต่ฉันยังไม่พร้อม”

“ผมรู้”

“และฉันอาจไม่มีวันรักคุณแบบที่คุณต้องการ”

เซินจือพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นผมก็จะอยู่ในแบบที่คุณอนุญาต”

หลังจากเขาออกไป ฉันนั่งอยู่ข้างประตูจนฟ้าสาง คำสารภาพของเขาไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นในทันที ตรงกันข้าม มันทำให้ฉันกลัวกว่าเดิม เพราะความรักของเฉิงชวนเคยเริ่มต้นด้วยคำสัญญาสวยงาม แต่จบลงด้วยการทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่า

เช้าวันต่อมา เฉิงชวนมาที่บ้านพร้อมแม่ของเขาและซูหว่าน พวกเขาไม่ได้นัดหมาย แต่กลับยืนอยู่หน้าประตูราวกับยังมีสิทธิ์สั่งการชีวิตฉัน

“เปิดประตู” แม่ของเฉิงชวนตะโกน “เธอทำให้ตระกูลเราอับอายพอแล้ว ยังคิดจะหนีไปอยู่กับผู้ชายคนอื่นอีกเหรอ”

เซินจือเดินลงไปก่อนฉัน เขายืนขวางประตูและไม่ยอมเปิดออก

“กลับไป” เขาพูด

“นี่เป็นเรื่องของพี่ชายแก”

“ไม่ใช่แล้ว ตั้งแต่เขาพาผู้หญิงคนอื่นไปยืนต่อหน้าเจ้าสาวในงานแต่ง”

เฉิงชวนก้าวออกมาจากรถ “เสิ่นจือ อย่ามายุ่งกับเรื่องของฉัน”

ฉันเดินลงบันไดตามมา เซินจือหันกลับมามองเหมือนจะให้ฉันตัดสินใจเองว่าจะเผชิญหน้าหรือไม่

ฉันจึงเปิดประตู

ซูหว่านมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “คุณคิดว่าซ่อนอยู่หลังเขาแล้วทุกอย่างจะจบหรือไง”

“ฉันไม่ได้ซ่อน”

“ถ้าไม่ซ่อน ก็ออกมาคุยกับเฉิงชวนสิ”

“เราคุยกันแล้ว ในงานแต่งของฉัน”

เฉิงชวนขยับเข้ามา “จืออี ผมอธิบายได้”

“ไม่ต้องเรียกชื่อฉันเหมือนทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

เขาชะงัก

“คุณเคยบอกว่าจะทำให้ฉันเห็นทางเลือกทั้งหมดอย่างชัดเจน” ฉันพูด “เมื่อคืนคุณทำให้ฉันเห็นแล้วว่าคุณเลือกใคร”

“ซูหว่านกำลังลำบาก”

“แล้วฉันไม่ลำบากหรือ”

“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”

“คุณหมายความแบบนั้นมานานแล้ว เฉิงชวน เพียงแต่ฉันเพิ่งยอมรับ”

แม่ของเขาตวาด “ผู้หญิงอย่างเธอไม่มีสิทธิ์พูดกับลูกชายฉันแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลเรา เธอจะมีวันนี้ได้อย่างไร”

ฉันเกือบตอบกลับ แต่เซินจือหยิบแฟ้มอีกเล่มขึ้นมาวางบนโต๊ะหน้าประตู

“ถ้าพูดถึงสิ่งที่ครอบครัวคุณให้เธอ ก็ควรพูดถึงเงินที่บริษัทของพี่โอนให้ซูหว่านด้วย”

สีหน้าของเฉิงชวนเปลี่ยนไปทันที

ซูหว่านคว้าแฟ้มไปเปิด แล้วมือของเธอก็สั่น “คุณเอาเอกสารพวกนี้มาจากไหน”

“คำถามนั้นควรถามพี่ชายผม”

เฉิงชวนรีบแย่งแฟ้ม แต่ฉันดึงมันกลับมา

“นี่คือเงินอะไร” ฉันถาม

เขาเงียบ

“ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินที่คุณเตรียมไว้สำหรับชีวิตใหม่ของพวกคุณ”

“ผมแค่ช่วยเธอ”

“ช่วยจนบริษัทของคุณขาดสภาพคล่อง และต้องเอาเงินกองทุนของโครงการไปปิดหนี้ส่วนตัว?”

แม่ของเขาหันไปมองลูกชาย “เฉิงชวน เรื่องนี้จริงหรือ”

เขาไม่ตอบ

ตอนนั้นเองฉันเข้าใจว่าการนอกใจไม่ใช่บาดแผลเดียวที่เขาทิ้งไว้ เขายังใช้เงินของบริษัท ใช้ชื่อของฉันเป็นหลักค้ำประกัน และยกเลิกสัญญาซื้อบ้านที่เราตกลงกันโดยไม่บอกฉัน เงินมัดจำทั้งหมดถูกโอนไปเป็นค่าใช้จ่ายของซูหว่าน

ฉันเคยคิดว่าตัวเองเสียเพียงเจ้าบ่าว แต่ความจริงฉันกำลังจะเสียทั้งเงินเก็บ บ้าน และชื่อเสียงจากหนี้ที่ไม่ได้ก่อ

“เอกสารที่คุณเซ็นอยู่ไหน” เซินจือถามเฉิงชวน

“ไม่ใช่เรื่องของนาย”

“ถ้าพี่ใช้อำนาจในบริษัทปลอมแปลงลายเซ็นของเธอ มันก็เป็นเรื่องของทุกคนในบริษัท”

เฉิงชวนจ้องเขาอย่างโกรธจัด “นายวางแผนเรื่องนี้มานานแค่ไหน”

“ตั้งแต่วันที่ฝ่ายบัญชีพบความผิดปกติ”

“นายรอให้ฉันล้ม”

“ผมรอให้พี่หยุดทำร้ายเธอ”

คำพูดนั้นทำให้ฉันหันไปมองเซินจือ เขาไม่ได้แตะต้องเฉิงชวน ไม่ได้ตะโกน เพียงยืนอยู่ข้างฉันในระยะที่ฉันถอยกลับได้เสมอ

ฉันตัดสินใจไปบริษัทกับเขาในวันนั้น

การตรวจสอบเอกสารใช้เวลาหลายสัปดาห์ บางคนในบริษัทเข้าข้างเฉิงชวน บางคนพยายามโยนความผิดให้ซูหว่าน แต่ฉันไม่ยอมให้เรื่องจบลงด้วยการทะเลาะระหว่างคู่รัก ฉันรวบรวมอีเมล รายการโอนเงิน สำเนาสัญญา และบันทึกการประชุมทั้งหมด ส่งให้ทนายและคณะกรรมการบริษัทตรวจสอบ

ที่สำคัญที่สุด ฉันพบว่าลายเซ็นของฉันในสัญญาค้ำประกันถูกสแกนจากเอกสารเก่าแล้วนำไปใช้ใหม่ ลายเซ็นดูเหมือนของฉัน แต่วันที่ในไฟล์ต้นฉบับไม่ตรงกับวันที่บนเอกสาร และพนักงานที่จัดทำสัญญายอมรับว่าได้รับคำสั่งจากเฉิงชวน

เฉิงชวนไม่ได้ถูกจับในทันที ไม่มีใครถูกลงโทษเพียงเพราะความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว แต่บริษัทตั้งคณะกรรมการสอบสวน เขาถูกพักจากตำแหน่ง และต้องรับผิดชอบต่อเงินที่นำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ส่วนงานแต่งถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

ข่าวลือแพร่ไปทั่วสังคมออนไลน์ คนจำนวนมากเรียกฉันว่าเจ้าสาวที่ถูกทิ้ง บางคนบอกว่าฉันเกาะผู้ชายอีกคนเพื่อแก้แค้น บางคนบอกว่าเซินจือแย่งภรรยาของพี่ชาย

ฉันเคยกลัวเสียงของคนอื่นจนไม่กล้าออกจากห้อง แต่ครั้งนี้ฉันเลือกโพสต์เอกสารเพียงบางส่วน พร้อมคำชี้แจงสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบทางกฎหมาย ฉันไม่เปิดเผยรายละเอียดชีวิตของซูหว่าน และไม่ใช้คำดูถูกใคร

หลังจากโพสต์นั้น ฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินไปนั่งใต้ต้นไม้หน้าบ้าน

เซินจือนั่งอยู่ห่างออกไป เขาไม่ได้ถามว่าฉันต้องการให้เขาจัดการความคิดเห็นเหล่านั้นหรือไม่

“คุณไม่ต้องคอยปกป้องฉันทุกเรื่องก็ได้” ฉันพูด

“ผมรู้”

“ถ้าฉันเดินออกไปเอง คุณจะยังอยู่ไหม”

“ถ้าคุณต้องการให้ผมอยู่”

ฉันมองเขา “แล้วถ้าฉันยังไม่รู้ว่าต้องการอะไรล่ะ”

“ผมก็จะรอโดยไม่บังคับให้คุณตอบ”

ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้เปลี่ยนเป็นความรักในวันเดียว ฉันยังสะดุ้งเมื่อมีคนยกเสียง ยังไม่กล้าไปสถานที่ที่มีคนมาก และยังฝันถึงคืนแต่งงานอยู่หลายครั้ง เซินจือไม่เคยใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเหตุผลให้ฉันรีบยอมรับเขา

เขาพาฉันไปพบจิตแพทย์เมื่อฉันยอมไปเอง ช่วยจัดตารางทำงานให้ฉันกลับมาดูแลบริษัทของครอบครัว และห้ามคนรับใช้เข้าบ้านโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เขาไม่เคยบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาทำเพื่อแลกกับความรัก

วันหนึ่ง ฉันถามเขาว่า “ถ้าฉันไม่รักคุณเลย คุณจะทำอย่างไร”

เขากำลังเปลี่ยนหลอดไฟในห้องนั่งเล่น จึงหยุดมือแล้วหันมาหา

“ผมก็ยังอยากให้คุณมีชีวิตที่ดี”

“คุณพูดเหมือนคนเสียสละเกินไป”

“ผมไม่ได้เสียสละ บ้านนี้เป็นของผม เงินก็เป็นของผม การดูแลคุณก็เป็นการตัดสินใจของผม คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่ผมเลือกทำ”

เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าความรักของเขาไม่ใช่กรงที่หุ้มด้วยคำหวาน มันมีประตู และเขาไม่เคยล็อกประตูนั้น

สามเดือนต่อมา การตรวจสอบของบริษัทเสร็จสิ้น เฉิงชวนยอมรับว่าเขาใช้เงินบริษัทให้ซูหว่านจริง แต่ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะทำร้ายฉัน เขาบอกว่าเขาตั้งใจจะคืนเงินหลังแต่งงาน และหวังว่าฉันจะยอมเซ็นเอกสารบางอย่างเมื่อเป็นภรรยาของเขา

คำพูดนั้นทำให้ฉันเข้าใจว่าเขาไม่ได้เสียใจที่ทำร้ายฉัน เขาเสียใจเพียงเพราะถูกจับได้ก่อนที่แผนจะสำเร็จ

เขาต้องคืนเงินส่วนที่ใช้ไป และถูกถอดจากตำแหน่งผู้บริหาร ส่วนคดีเรื่องลายเซ็นปลอมยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย ซูหว่านตัดสินใจแยกทางกับเขาหลังรู้ว่าเงินที่เขาให้เธอมาจากบริษัท ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว

ก่อนวันที่เฉิงชวนจะออกจากบริษัท เขาขอพบฉันเป็นครั้งสุดท้าย

เรานั่งตรงข้ามกันในร้านกาแฟเงียบ ๆ ที่ฉันเป็นคนเลือก เขาดูผอมลงและไม่มีรอยยิ้มแบบที่เคยใช้ทำให้คนอื่นสบายใจ

“คุณไม่กลับมาได้ไหม” เขาถาม

“ไม่ได้”

“เพราะเซินจือใช่ไหม”

“ไม่ใช่” ฉันวางแก้วลง “เพราะฉันไม่กลับไปหาคนที่ทำให้ฉันต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่า”

เขาก้มหน้า “ผมรักคุณ”

“คุณอาจรักฉันในแบบของคุณ แต่ความรักของคุณทำให้ฉันต้องสงสัยตัวเองทุกวัน นั่นไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการอีกแล้ว”

เฉิงชวนเงียบอยู่นาน ก่อนถามว่า “คุณเคยรักผมจริงไหม”

“เคย”

คำตอบนั้นทำให้เขาเงยหน้าขึ้น

“แต่การเคยรัก ไม่ได้แปลว่าฉันต้องให้อภัยทุกอย่าง หรือกลับไปเป็นคนเดิม”

ฉันลุกขึ้นก่อนเขา “ดูแลตัวเองนะ เฉิงชวน แต่ต่อจากนี้ อย่ามาดูแลฉันอีก”

เมื่อกลับถึงบ้าน เซินจือกำลังรดน้ำต้นไม้หน้าประตู เขาหันมาถามเพียงว่า “เรียบร้อยไหม”

“เรียบร้อยแล้ว”

“อยากเล่าไหม”

“วันนี้ไม่อยากเล่า”

“ได้”

เขาปิดก๊อกน้ำ แล้วเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่ถามซ้ำ ฉันยืนมองแผ่นหลังของเขา ก่อนเรียกชื่อ

“เซินจือ”

เขาหันกลับมา

“คืนนี้ช่วยอย่าปล่อยฉันได้ไหม”

เขาไม่ได้รีบเข้ามากอด เพียงเดินกลับมาหยุดตรงหน้า แล้วยื่นมือให้ฉันเลือกเอง

ฉันจับมือเขา

“แค่นี้พอ” ฉันพูด

“แค่นี้ก็พอ”

หนึ่งปีหลังคืนแต่งงานที่ล้มเหลว ฉันกลับไปทำงานเต็มเวลาและเริ่มออกไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง ฉันยังไม่ชอบงานเลี้ยงใหญ่ แต่สามารถเดินเข้าไปในห้องที่มีคนแปลกหน้าได้โดยไม่ต้องมีใครยืนบังอยู่ข้างหน้า

บ้านหลังนั้นกลายเป็นที่ทำงานเล็ก ๆ ของฉันด้วย ฉันเปิดห้องหนึ่งเป็นสตูดิโอให้คนที่ไม่สบายใจกับสำนักงานใหญ่เข้ามาทำงานได้อย่างเงียบสงบ เซินจือช่วยดูแลเรื่องระบบและไม่เคยติดป้ายชื่อของตัวเองไว้ที่หน้าประตู

วันครบรอบหนึ่งปี เขานำกล่องไม้ใบเดิมมาวางบนโต๊ะ

“คุณยังเก็บหน้ากากไว้อยู่หรือเปล่า” เขาถาม

ฉันเปิดกล่องแล้วหยิบหน้ากากจิ้งจอกขึ้นมา มันเก่าจนสีแทบหลุดหมดแล้ว

“เก็บสิ”

“ทำไม”

“เพราะมันทำให้ฉันจำได้ว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยกลัวโลกมากกว่านี้”

เซินจือยิ้ม “แล้วตอนนี้ล่ะ”

ฉันสวมหน้ากากให้เขาเหมือนวันที่เราเจอกันครั้งแรก จากนั้นจึงยกมือถอดมันออกช้า ๆ

“ตอนนี้ฉันไม่ต้องใช้มันแล้ว”

เขามองฉันเงียบ ๆ ก่อนถาม “คุณแน่ใจหรือยัง”

ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ถามเรื่องหน้ากาก

ฉันจึงพยักหน้า “ฉันไม่รู้ว่าความรักของเราจะสมบูรณ์แบบไหม แต่ฉันรู้ว่าฉันอยากลอง โดยไม่ต้องรีบ และโดยไม่ต้องเป็นหนี้ความเสียสละของคุณ”

“ผมรับได้”

“และถ้าวันหนึ่งฉันอยากอยู่คนเดียว คุณต้องไม่ตามฉันไป”

“ตกลง”

“ถ้าคุณโกรธ คุณต้องพูด ไม่ใช่เงียบจนฉันเดาเอง”

“ตกลง”

ฉันวางหน้ากากไว้บนโต๊ะ แล้วกุมมือเขาไว้

ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีคำอวยพรจากแขก ไม่มีแหวนราคาแพง และไม่มีสัญญาที่พูดต่อหน้าคนทั้งโลก มีเพียงบ้านเงียบ ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ฉันหายใจได้ กับผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมให้ฉันเลือกทุกก้าวด้วยตัวเอง

ครั้งแรกที่เซินจือสวมหน้ากากจิ้งจอก เขาช่วยให้ฉันกล้าเปิดประตูออกมาพบโลก

ครั้งสุดท้าย ฉันเป็นคนถอดหน้ากากให้เขา แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องมีใครยืนบังอยู่ข้างหน้าอีกต่อไป

Leave a Comment