เจ้าบ่าวทิ้งเธอในวันแต่งงาน แต่เธอกลับแต่งงานกับชายเร่ร่อนที่ความจริงคือทายาทหมื่นล้าน

ในวันที่หลินหว่านชิงควรได้เป็นเจ้าสาวของเสิ่นหมิงเจ๋อ เธอกลับเห็นคู่หมั้นคุกเข่ามอบแหวนให้ผู้หญิงอีกคนอยู่หลังโรงแรม เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้เดินเข้าไปตบหน้าใคร เพียงยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพเอาไว้ แล้วกลับเข้าไปในงานพร้อมรอยยิ้มที่ไม่มีใครอ่านออก

ภาพในโทรศัพท์มีทั้งใบหน้าของเสิ่นหมิงเจ๋อ แหวนเพชรที่เขาเตรียมไว้ และเสียงของเขาที่พูดชัดเจนว่า “ผมจะยกเลิกการหมั้นกับหลินหว่านชิง วันนี้ผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคุณ”

หว่านชิงฟังประโยคนั้นซ้ำอยู่ในห้องน้ำจนจำทุกถ้อยคำได้ขึ้นใจ เธอเคยคิดว่าความอับอายที่สุดคือการถูกทิ้ง แต่เมื่อเดินกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง เธอจึงรู้ว่าความอับอายที่แท้จริงคือการต้องยืนต่อหน้าคนสองร้อยคน ทั้งที่ทุกคนรู้แล้วว่าเจ้าบ่าวไม่อยู่

บนเวที พ่อของเสิ่นหมิงเจ๋อกำลังแก้ตัวกับแขกเรื่องอาการป่วยกะทันหันของลูกชาย ส่วนแม่ของเธอเอาแต่บีบมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ หว่านชิงมองเก้าอี้ว่างข้างตัวเอง แล้วเดินไปหยิบช่อดอกไม้จากโต๊ะพิธี

“ในเมื่อเสิ่นหมิงเจ๋อไม่ต้องการแต่งงานกับฉันแล้ว” เธอพูดผ่านไมโครโฟน เสียงสั่นเพียงเล็กน้อย “ฉันก็จะแต่งงานเอง ใครก็ตามที่รับช่อดอกไม้นี้ได้ ฉันจะแต่งงานกับเขาวันนี้”

เสียงหัวเราะเบา ๆ กระจายไปทั่วห้อง บางคนคิดว่าเธอเสียสติ บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายคลิป ช่อดอกไม้ถูกโยนออกไปกลางอากาศ แล้วตกลงตรงหน้าชายคนหนึ่งที่ยืนหลบอยู่ข้างประตูบริการ

เขาสวมเสื้อยืดเก่าซีด กางเกงมีรอยขาด และรองเท้าคนละข้าง ใบหน้าหล่อเหลาอย่างผิดกับสภาพ เสื้อผ้าของเขาเปื้อนฝุ่น ผมยุ่ง และแววตาว่างเปล่าราวกับไม่เข้าใจว่าคนทั้งห้องกำลังมองอะไร

พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบเข้ามาจะลากเขาออกไป

“หยุดค่ะ” หว่านชิงยกมือห้าม “คุณรับช่อดอกไม้ได้แล้ว คุณยินดีแต่งงานกับฉันไหม”

ชายคนนั้นมองช่อดอกไม้ แล้วมองหน้าเธอ “แต่งงานกับคุณแล้วจะได้กินข้าวทุกวันไหม”

แขกหลายคนหัวเราะดังขึ้น

หว่านชิงกลืนน้ำลาย “ได้ กินทุกวัน”

“มีคุณอยู่ทุกวันด้วยหรือเปล่า”

“มี”

เขายิ้มเหมือนเด็กที่ได้รับคำตอบถูกใจ “ถ้าอย่างนั้นแต่งงานกันตอนนี้เลยได้ไหม”

หว่านชิงหันไปมองเก้าอี้ว่างของเสิ่นหมิงเจ๋อ ก่อนตอบอย่างชัดเจน “ได้ค่ะ”

เธอไม่รู้ว่าชายคนนี้ชื่ออะไร ไม่รู้ว่าเขามาจากไหน และไม่รู้ว่าความทรงจำของเขาหายไปเพราะอะไร แต่ในตอนนั้นเขาเป็นคนเดียวในห้องที่ไม่ได้มองเธอด้วยความสงสารหรือดูถูก เขามองเธอเหมือนเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยื่นมือให้เขา

พิธีแต่งงานจบลงท่ามกลางเสียงซุบซิบ หว่านชิงประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ตั้งแต่วินาทีนั้นเธอไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลเสิ่นอีกต่อไป และชายเร่ร่อนคนนี้คือสามีของเธอ

เมื่อทั้งคู่เดินออกจากโรงแรม เสิ่นหมิงเจ๋อก็เพิ่งกลับมา เขาเดินลงจากรถหรูพร้อมหญิงสาวคนนั้นและเห็นใบทะเบียนสมรสในมือหว่านชิง

“เธอบ้าไปแล้วหรือไง” เขาถาม “ถึงกับแต่งงานกับขอทาน”

หว่านชิงมองเขานิ่ง ๆ “อย่างน้อยเขาก็ไม่ขอผู้หญิงคนอื่นแต่งงานในวันที่ต้องแต่งงานกับฉัน”

เสิ่นหมิงเจ๋อหน้าเปลี่ยนสี แต่หญิงสาวข้างกายกลับหัวเราะเบา ๆ “คุณคิดว่าจะใช้คนแบบนี้ประชดฉันได้หรือคะ”

หว่านชิงไม่ตอบ เธอเปิดโทรศัพท์แล้วส่งภาพที่ถ่ายไว้ให้เสิ่นหมิงเจ๋อ

“ฉันไม่ได้ใช้เขาประชดใคร ฉันแค่เก็บหลักฐานไว้ว่าใครเป็นคนทำลายงานแต่งงานของเรา”

พูดจบ เธอจับมือชายแปลกหน้าเดินจากไป ทิ้งเสียงเรียกของเสิ่นหมิงเจ๋อไว้ข้างหลัง

ระหว่างทาง หว่านชิงจึงได้ถามชื่อเขา ชายคนนั้นแตะหน้าอกตัวเองช้า ๆ แล้วพูดว่า “อาเฉิน”

เขาจำได้เพียงชื่อนี้ นอกจากนั้นไม่รู้บ้าน ไม่รู้ครอบครัว ไม่รู้ว่าเหตุใดตัวเองถึงมาอยู่ข้างโรงแรม และไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่มีเสียงรถเบรก เขาจะยกมือขึ้นกุมขมับด้วยสีหน้าเจ็บปวด

หว่านชิงพาเขากลับบ้านของตระกูลหลิน บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตเท่าคฤหาสน์ของเสิ่น แต่เป็นบ้านที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เธอหลังเสียชีวิต เธออาศัยอยู่ที่นั่นเพียงคนเดียว และไม่เคยคิดว่าจะมีสามีเดินตามเข้าประตูในวันเดียวกับที่ถูกทิ้ง

“ที่นี่คือบ้านของคุณ” เธอบอก

อาเฉินมองไปรอบ ๆ “บ้านของผมเหรอ”

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

เขายิ้มกว้าง “ภรรยาของอาเฉินมีบ้านแล้ว”

หว่านชิงเกือบสำลักน้ำ เธอพยายามอธิบายว่าคำว่าสามีภรรยาหมายถึงคนสองคนที่ต้องดูแลกัน แต่เขากลับพยักหน้าทุกครั้ง แม้ไม่แน่ใจว่าเข้าใจจริงหรือไม่

คืนนั้นเธอให้เขานอนในห้องรับแขกและย้ำว่าอย่าเดินไปไหนเอง อาเฉินกลับนั่งรออยู่หน้าประตูห้องของเธอจนเกือบเช้า เพราะกลัวว่าภรรยาจะหายไปเหมือนทุกคนที่เคยทิ้งเขา

เมื่อหว่านชิงเปิดประตูเห็นเขานอนกอดเข่าอยู่บนพื้น ความโกรธที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว

“ทำไมไม่เข้าไปนอนบนเตียง”

“ผมกลัวตื่นมาแล้วไม่เจอคุณ”

เธอเงียบไปนาน ก่อนจะหยิบผ้าห่มมาคลุมให้เขา “ฉันไม่หายไปไหนหรอก”

อาเฉินจับชายเสื้อเธอไว้ “สัญญานะ”

“สัญญา”

เช้าวันต่อมา หว่านชิงพาเขาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ แม่บ้านที่ร้านมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วกระซิบถามเธอว่าแน่ใจหรือว่าจะซื้อให้ชายคนนี้ เธอไม่ได้ตอบ เพียงเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวให้เขา

เมื่ออาเฉินเปลี่ยนเสื้อออกมา ทุกคนในร้านต่างเงียบไป ใบหน้าของเขาคมชัด รูปร่างสูงสมส่วน และมีท่าทางสง่างามอย่างคนที่เคยสวมเสื้อผ้าราคาแพงมานานหลายปี หว่านชิงสังเกตว่าตอนเขาติดกระดุม เขาใช้มืออย่างแม่นยำเกินกว่าคนที่จำอะไรไม่ได้

“คุณเคยทำงานอะไร” เธอถาม

อาเฉินส่ายหน้า “จำไม่ได้”

“จำครอบครัวไม่ได้เลยเหรอ”

เขาขมวดคิ้วทันที ความปวดแล่นผ่านศีรษะจนต้องจับโต๊ะ หว่านชิงจึงไม่ถามต่อ

ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ในห้องทำงานของบริษัทกู้ อินเตอร์เนชันแนล เขาคือหลินเจิ้ง พี่ชายของหว่านชิง ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อได้ข่าวว่าน้องสาวถูกทิ้งในวันแต่งงาน เขาก็รีบมาหาเธอ

“ไม่ต้องห่วง พี่จะจัดการตระกูลเสิ่นให้เอง”

หว่านชิงส่ายหน้า “ไม่ต้อง พี่ช่วยดูบริษัทของเราก็พอ ฉันจะจัดการชีวิตตัวเอง”

หลินเจิ้งมองชายที่นั่งกินขนมอยู่มุมห้องด้วยความระแวง “เขาเป็นใคร”

“สามีของฉัน”

“หว่านชิง”

“ฉันตัดสินใจแล้ว”

พี่ชายถอนหายใจ แต่ไม่ได้ตำหนิเธอ เขาหันไปมองอาเฉินและพบว่าชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่า “กู้” สีหน้าของเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับไปว่างเปล่าเหมือนเดิม

ไม่นานหลังจากนั้น โทรศัพท์ของอาเฉินก็ดังขึ้น ชายปลายสายเรียกเขาว่า “คุณชาย” และบอกว่าคุณชายรองแห่งตระกูลกู้ถูกพ่อกักตัวไว้ อีกทั้งบริษัทยังตกอยู่ในวิกฤตเพราะโครงการมูลค่าสามพันล้านกำลังจะถูกยึด

อาเฉินตอบเพียงว่า “ผมแต่งงานแล้ว ตอนนี้อยู่บ้านภรรยา”

ปลายสายเงียบไปนานจนคิดว่าโทรศัพท์ขาดการเชื่อมต่อ

“คุณชาย คุณพูดว่าอะไรนะครับ”

“ช่วงนี้อย่ามายุ่งกับผม ผมมีธุระ”

“แต่คุณคือทายาทคนสำคัญของกู้กรุ๊ป ถ้าคุณไม่กลับไป—”

อาเฉินตัดสายทันที

หว่านชิงยืนอยู่หน้าประตูและได้ยินทุกคำ เธอไม่ได้ถามในทันที เพราะสังเกตเห็นว่ามือของเขาสั่น

“คุณรู้จักตระกูลกู้หรือ”

“ไม่รู้” เขาตอบ แต่สายตากลับหลบไปทางอื่น

วันนั้นหว่านชิงต้องกลับไปบริษัทเพื่อเซ็นเอกสารสำคัญ เธอพาอาเฉินไปด้วยและกำชับให้เขารอในห้องรับรอง ห้ามเดินไปไหนเอง เพราะบริษัทกำลังมีปัญหากับหัวหน้าแผนกสองคนที่แย่งอำนาจกันอยู่

อาเฉินพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แต่ในช่วงที่หว่านชิงกำลังประชุม เขากลับได้ยินเสียงคนทะเลาะกันหน้าห้องเอกสาร ชายคนหนึ่งกำลังบังคับพนักงานสาวให้เซ็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

“ถ้าไม่เซ็น เธอก็ไม่ต้องทำงานที่นี่อีก”

อาเฉินเดินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เขาดึงเอกสารจากมือชายคนนั้น กวาดสายตาเพียงไม่กี่บรรทัด แล้วชี้ไปที่ข้อกำหนดท้ายหน้า

“ค่าปรับนี้ขัดกับเงื่อนไขหลัก สัญญานี้ใช้ไม่ได้”

ทุกคนมองเขาอย่างประหลาดใจ

หัวหน้าแผนกหัวเราะ “คนเร่ร่อนอย่างนายอ่านสัญญาเป็นด้วยหรือ”

อาเฉินยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายเอกสารทุกหน้า “ถ้าคุณแน่ใจว่าสัญญาถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวให้คนอื่นเห็น”

เมื่อหว่านชิงมาถึง เธอพบว่าอาเฉินยืนขวางหน้าพนักงานสาวอยู่ ส่วนหัวหน้าแผนกกำลังหน้าซีดเพราะมีภาพเอกสารอยู่ในโทรศัพท์ของเขา

หว่านชิงตรวจสอบสัญญาแล้วพบว่าบริษัทกำลังถูกคนในแอบโอนงานไปให้คู่แข่ง เธอสั่งพักงานหัวหน้าแผนกและส่งเอกสารให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ

“คุณรู้ได้ยังไงว่าข้อไหนผิดปกติ” เธอถามอาเฉินระหว่างกลับบ้าน

เขาแตะขมับ “ผมไม่รู้ แค่เห็นแล้วก็รู้”

คืนนั้น หว่านชิงค้นข้อมูลเกี่ยวกับอาเฉินในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่พบคนหายที่ตรงกับรูปลักษณ์ของเขา เธอจึงนำภาพไปให้สถานีตำรวจใกล้บ้าน ทว่าเจ้าหน้าที่ก็ไม่พบรายงานแจ้งคนหายที่มีข้อมูลชัดเจน

สิ่งเดียวที่พวกเขาพบคือภาพจากกล้องวงจรปิดข้างโรงแรม ในคืนก่อนวันแต่งงาน อาเฉินถูกชายสองคนไล่ตาม เขาวิ่งหนีเข้าไปในตรอก ก่อนถูกตีที่ศีรษะและล้มลง หลังจากนั้นภาพถูกตัดไปเพราะกล้องเสีย

หว่านชิงเก็บสำเนาภาพไว้ เธอเริ่มสงสัยว่าอาเฉินไม่ได้เป็นขอทานที่บังเอิญมารับช่อดอกไม้ เขาอาจกำลังหนีใครบางคน และคนเหล่านั้นอาจกำลังตามหาเขาอยู่

ความสงสัยของเธอได้รับคำตอบในอีกสามวันต่อมา เมื่อรถสีดำคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบริษัท ชายสองคนเดินเข้ามาและถามหาอาเฉิน พวกเขาอ้างว่าเป็นญาติและต้องการพาเขากลับบ้าน

อาเฉินเห็นชายทั้งสองก็หน้าซีด เขาคว้ามือหว่านชิงไว้แน่น “อย่าให้พวกเขาพาผมไป”

หว่านชิงยืนขวางประตู “ขอหลักฐานยืนยันตัวตนก่อนค่ะ”

ชายคนนั้นแสดงบัตรปลอมที่พิมพ์อย่างหยาบ ๆ หว่านชิงสังเกตเห็นว่าชื่อในบัตรสะกดผิด และชายคนหนึ่งมีรอยสักรูปสามเหลี่ยมตรงข้อมือ ซึ่งตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด

เธอแอบส่งข้อความให้หลินเจิ้ง แล้วถ่วงเวลาโดยบอกว่าต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่นานคนทั้งสองก็รีบถอยออกไป แต่ก่อนขึ้นรถ หนึ่งในนั้นหันกลับมาขู่

“ถ้าไม่ส่งตัวเขาให้ตระกูลกู้ เรื่องนี้จะไม่จบแค่การตามหา”

คำว่า “ตระกูลกู้” ทำให้หว่านชิงรู้ว่าปลายสายคนนั้นไม่ได้โกหกทั้งหมด เพียงแต่คนที่มาตามหาอาเฉินไม่ใช่คนของครอบครัว หากเป็นคนที่ต้องการจับตัวเขา

หลินเจิ้งใช้เส้นสายตรวจสอบข่าวอย่างเงียบ ๆ แล้วพบว่า ชายที่หายตัวไปคือกู้เฉิน รองประธานกู้กรุ๊ป ผู้มีสิทธิ์รับช่วงต่อบริษัทมูลค่าหลายหมื่นล้าน เขาหายไปหลังจากตรวจพบความผิดปกติในโครงการก่อสร้างมูลค่าสามพันล้าน และถูกกล่าวหาว่าขโมยเอกสารบริษัท

หว่านชิงมองภาพในข่าวซึ่งเป็นภาพของกู้เฉินในชุดสูท เธอแทบไม่เชื่อสายตา ชายคนนั้นมีใบหน้าเดียวกับอาเฉิน เพียงแต่แววตาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อาเฉินนั่งอยู่ตรงข้าม เธอไม่รู้ว่าเขาได้ยินหรือไม่ แต่เขากำช้อนแน่นจนข้อนิ้วซีด

“คุณชื่อกู้เฉินใช่ไหม” หว่านชิงถามในที่สุด

เขาเงียบอยู่นาน ก่อนตอบ “ผมไม่รู้”

“ถ้าคุณไม่รู้ ฉันจะไม่บังคับให้คุณยอมรับ แต่มีคนกำลังตามล่าเรา เราต้องเตรียมตัว”

“คุณจะทิ้งผมไหม”

คำถามนั้นทำให้เธอเจ็บแปลบ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาพูดประโยคนี้ทุกครั้งที่กลัวว่าจะถูกทิ้ง แต่ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาไม่เหมือนเด็กที่อ้อนวอน มันเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคยถูกคนใกล้ตัวหักหลังจนไม่กล้าเชื่อใจใครอีก

“ฉันจะไม่ทิ้งคุณเพราะคุณจำอะไรไม่ได้” เธอตอบ “แต่ถ้าคุณมีเรื่องที่ควรบอกฉัน คุณต้องพูดความจริง”

อาเฉินพยักหน้า “ผมจะพยายาม”

ไม่นาน เสิ่นหมิงเจ๋อก็กลับมา เขานำดอกไม้และเครื่องประดับราคาแพงมาวางไว้หน้าบ้าน อ้างว่าต้องการขอโทษและขอให้หว่านชิงกลับไปเริ่มต้นใหม่

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่ความผิดพลาด” เขาพูด “ตระกูลของฉันเลือกเธอเพราะบริษัทหลินกำลังมีปัญหา แต่ถ้าเธอกลับมา เราจะยังแต่งงานกันได้”

หว่านชิงมองเขาผ่านรั้ว “คุณไม่ได้เสียใจที่ทำร้ายฉัน คุณแค่เสียใจที่เสียผลประโยชน์”

“เธอกำลังทำลายอนาคตตัวเองเพราะผู้ชายความจำเสื่อมคนหนึ่ง”

อาเฉินเดินออกมายืนข้างเธอ สีหน้าของเขาดูสงบกว่าทุกครั้ง “เธอเป็นภรรยาของผม”

เสิ่นหมิงเจ๋อหัวเราะ “แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร”

อาเฉินไม่ได้ตอบ แต่ความเงียบของเขากลับทำให้เสิ่นหมิงเจ๋อรู้สึกไม่สบายใจ ราวกับชายเร่ร่อนคนนี้ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เห็น

หลังจากเสิ่นหมิงเจ๋อกลับไป หว่านชิงจึงพบว่าเอกสารลับของบริษัทหลินถูกขโมยจากห้องทำงาน และไฟล์สำรองหลายรายการถูกลบ เธอเริ่มเข้าใจว่าเรื่องของอาเฉินกับการโจมตีบริษัทของเธออาจเชื่อมโยงกัน

คนที่ทำให้กู้เฉินหายตัวไปกำลังพยายามยึดอำนาจในกู้กรุ๊ป และคนกลุ่มเดียวกันอาจกำลังใช้ความวุ่นวายของงานแต่งงานเพื่อเล่นงานบริษัทหลิน เพราะบริษัทของเธอเป็นคู่สัญญารายสำคัญในโครงการสามพันล้าน

หว่านชิงกับหลินเจิ้งเริ่มตรวจสอบบัญชีและสัญญาทั้งหมด พวกเขาพบว่าบริษัทของเสิ่นหมิงเจ๋อได้รับเงินลับจากบริษัทรับเหมารายหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในโครงการของกู้กรุ๊ป

ยิ่งกว่านั้น วันที่เสิ่นหมิงเจ๋อยกเลิกงานแต่งงานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาต้องการทำลายชื่อเสียงของหว่านชิง ให้เธอเสียอำนาจในบริษัท และบังคับให้หลินกรุ๊ปขายหุ้นในราคาต่ำ ก่อนที่ข่าวเรื่องการทุจริตจะถูกเปิดเผย

แต่สิ่งที่เสิ่นหมิงเจ๋อไม่รู้คือ หว่านชิงถ่ายภาพและบันทึกเสียงทุกอย่างไว้ตั้งแต่ต้น

ในคืนหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังดูคลิปนั้นอีกครั้ง อาเฉินเดินเข้ามาเห็นภาพของเสิ่นหมิงเจ๋อ เขาชะงักทันทีเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายอีกคนในคลิป เสียงนั้นพูดว่า “หลังงานแต่งงาน ยึดหุ้นของหลินกรุ๊ปให้ได้ แล้วจัดการกู้เฉินก่อนที่เขาจะเปิดเอกสาร”

อาเฉินล้มลงกับพื้น เขากุมศีรษะและร้องด้วยความเจ็บปวด ภาพในความทรงจำกลับมาเป็นช่วง ๆ เขาเห็นห้องประชุม เห็นชายคนหนึ่งวางแฟ้มสีดำไว้บนโต๊ะ และเห็นตัวเองพูดว่า “ถ้าผมเกิดอะไรขึ้น ส่งเอกสารนี้ให้ตำรวจ”

หว่านชิงรีบพาเขาไปโรงพยาบาล แพทย์ตรวจพบว่าการบาดเจ็บที่ศีรษะทำให้เขาสูญเสียความทรงจำชั่วคราว แต่ไม่มีสัญญาณความเสียหายถาวร อย่างไรก็ตาม ความเครียดรุนแรงอาจทำให้อาการแย่ลง

เมื่ออาเฉินฟื้น เขาจำหว่านชิงได้เป็นคนแรก

“ผมกลัว” เขาพูด

“กลัวอะไร”

“กลัวว่าถ้าจำได้หมด คุณจะไม่ต้องการผมอีก”

หว่านชิงนั่งลงข้างเตียง “ฉันแต่งงานกับคนที่ยื่นมือให้ฉันในวันที่ทุกคนหัวเราะ ไม่ใช่กับชื่อเสียงหรือเงินของคุณ”

เขามองเธอด้วยน้ำตาคลอ “ถ้าผมเป็นกู้เฉินจริง ๆ ล่ะ”

“คุณก็ยังเป็นอาเฉินของฉัน”

คำตอบนั้นทำให้ความทรงจำที่เหลือค่อย ๆ กลับมา เขาจำได้ว่าตัวเองเป็นรองประธานกู้กรุ๊ป และกำลังตรวจสอบการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกู้เหวินเฉียง ลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นรองประธานอีกคน กู้เหวินเฉียงร่วมมือกับผู้รับเหมาและคนในบริษัทเพื่อยักยอกเงิน เมื่อกู้เฉินพบหลักฐาน เขาจึงถูกทำร้ายและถูกนำตัวไปทิ้งไว้ข้างโรงแรม

คนที่โทรหาเขาคือเลขาผู้ซื่อสัตย์ชื่อจ้าวเฟิง แต่ก่อนที่กู้เฉินจะหายตัวไป เขาได้สั่งให้จ้าวเฟิงตามหาเอกสารสีดำที่ซ่อนอยู่ในตู้เก็บไวน์ของโรงแรม

หว่านชิงกับกู้เฉินกลับไปยังโรงแรมพร้อมหลักฐานที่รวบรวมไว้ พวกเขาพบตู้เก็บไวน์หมายเลขสิบเจ็ด ซึ่งอยู่ในห้องที่กู้เฉินเคยใช้ประชุมลับ กล่องสีดำถูกซ่อนไว้หลังแผ่นไม้ และมีทั้งสำเนาสัญญา รายการโอนเงิน และไฟล์เสียงของกู้เหวินเฉียง

แต่ทันทีที่พวกเขานำกล่องออกมา ไฟในโรงแรมก็ดับลง ชายหลายคนบุกเข้ามา กู้เฉินผลักหว่านชิงหลบหลังเสาและพยายามพาเธอหนีไปทางบันไดบริการ

หนึ่งในคนร้ายตะโกนว่า “ส่งเอกสารมา แล้วภรรยาของแกจะปลอดภัย”

หว่านชิงกำโทรศัพท์แน่น เธอเปิดการบันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าห้อง และส่งตำแหน่งให้ตำรวจรวมถึงหลินเจิ้ง เธอไม่ได้รอให้กู้เฉินต่อสู้ตามลำพัง แต่ใช้สัญญาณเตือนไฟไหม้ทำให้ประตูทุกชั้นเปิดออก เสียงสัญญาณดังไปทั่วโรงแรม

คนร้ายแตกตื่น กู้เฉินฉวยจังหวะผลักชายที่ขวางทางจนล้ม แล้วพาหว่านชิงออกไปทางประตูฉุกเฉิน ก่อนตำรวจจะมาถึง

หลังจากนั้น หลักฐานถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ไฟล์เสียงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะตัดสินคดี แต่เมื่อรวมกับเส้นทางเงิน สัญญาปลอม ภาพจากกล้องวงจรปิด และคำให้การของพนักงานหลายคน เรื่องทั้งหมดก็ชัดเจนขึ้น

กู้เหวินเฉียงถูกพักอำนาจและถูกสอบสวน เสิ่นหมิงเจ๋อพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการทุจริต แต่ภาพและเสียงจากคืนงานแต่งงาน รวมถึงรายการเงินที่เข้าบัญชีบริษัทของเขา ทำให้เขาไม่อาจหลบหนีความรับผิดชอบได้

ตระกูลเสิ่นไม่ได้ล้มละลายในชั่วข้ามคืน แต่ชื่อเสียงเสียหายจนธนาคารระงับสินเชื่อ หุ้นบริษัทตก และงานแต่งงานที่เขาใช้ทำร้ายหว่านชิงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการเปิดโปงเขา เสิ่นหมิงเจ๋อถูกถอดออกจากตำแหน่งและต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

เขาเคยมาหาหว่านชิงอีกครั้งในวันที่ฝนตก ขอให้เธอช่วยถอนคำให้การบางส่วน

“ฉันช่วยได้แค่บอกความจริง” เธอตอบ “แต่ฉันจะไม่ช่วยปกป้องคนที่เลือกทำร้ายฉันเพราะคิดว่าฉันไม่มีทางสู้”

เสิ่นหมิงเจ๋อก้มหน้าเป็นครั้งแรก ไม่มีคำขอโทษใดลบภาพที่เขาคุกเข่าขอผู้หญิงคนอื่นแต่งงานในวันของเธอได้ และหว่านชิงก็ไม่จำเป็นต้องให้อภัยเพื่อพิสูจน์ว่าเธอเข้มแข็ง

หลังจากกู้เฉินกลับเข้ารับตำแหน่งในกู้กรุ๊ป เขาไม่ได้พาหว่านชิงย้ายไปอยู่คฤหาสน์ใหญ่ทันที ทั้งสองยังคงอยู่บ้านหลังเดิม เพราะที่นั่นเป็นสถานที่ที่เขาได้เรียนรู้ว่าคำว่าบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา หรือชื่อสกุลบนป้ายประตู

กู้เฉินเข้ารับการรักษาและฟื้นฟูความทรงจำอย่างต่อเนื่อง เขาจำเรื่องสำคัญได้เกือบทั้งหมด แต่บางช่วงยังขาดหายไป แพทย์บอกว่าความทรงจำอาจไม่กลับมาครบ และไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีอาการปวดศีรษะอีก

หว่านชิงไม่เคยเร่งเขา เธอพาเขาไปทำงานในวันที่เขาต้องการไป และปล่อยให้เขาพักในวันที่ร่างกายไม่ไหว ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้กลายเป็นความรักสมบูรณ์แบบเพียงเพราะผ่านเรื่องร้ายมาด้วยกัน พวกเขายังคงทะเลาะกันเรื่องงาน เรื่องการรักษา และเรื่องที่กู้เฉินชอบตัดสินใจเองโดยไม่บอกเธอ

แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา เขาจะกลับมานั่งลงข้างเธอ และพูดว่า “ครั้งนี้เราคุยกันก่อน”

สามเดือนหลังวันแต่งงานครั้งแรก กู้เฉินขอหว่านชิงแต่งงานอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีโรงแรมหรู ไม่มีแขกที่ถูกเชิญเพราะผลประโยชน์ และไม่มีช่อดอกไม้ราคาแพง เขาจัดพิธีเล็ก ๆ ในสวนหลังบ้าน โดยมีเพียงหลินเจิ้ง จ้าวเฟิง และคนสนิทไม่กี่คน

ก่อนพิธีเริ่ม กู้เฉินยื่นช่อดอกไม้ให้เธอ

“ครั้งนี้คุณไม่ต้องโยนให้ใครรับแล้ว” เขาพูด “ผมจะรับเอง”

หว่านชิงยิ้ม “ถ้าคุณเปลี่ยนใจล่ะ”

“ผมเคยเสียคุณไปครั้งหนึ่งเพราะความทรงจำหายไป แต่ต่อให้จำอะไรไม่ได้อีก ผมก็จะจำทางกลับบ้านให้ได้”

เธอไม่ได้ตอบด้วยคำสัญญายาว ๆ เพียงยื่นมือให้เขา และปล่อยให้เขาสวมแหวนลงบนนิ้ว

หลายเดือนต่อมา บ้านของพวกเขายังมีช่อดอกไม้แห้งวางอยู่ในแจกันใบเดิม เป็นช่อที่หว่านชิงโยนในวันถูกทิ้ง และกู้เฉินเก็บกลับมาจากพื้นก่อนพนักงานจะนำไปทิ้ง

เธอเคยคิดว่าดอกไม้ช่อนั้นเป็นหลักฐานของความพ่ายแพ้ แต่ภายหลังจึงเข้าใจว่า มันเป็นหลักฐานของวันที่เธอเลือกตัวเองเป็นครั้งแรก

ส่วนกู้เฉินไม่ใช่ขอทานอีกต่อไป เขากลับไปเป็นทายาทกู้กรุ๊ป เป็นผู้บริหารที่คนทั้งวงการธุรกิจเกรงใจ และเป็นสามีที่ยังคงถามเธอทุกเช้าว่า “วันนี้ภรรยาจะอยู่บ้านไหม”

หว่านชิงมักแกล้งทำเป็นรำคาญ แต่ทุกครั้งเธอจะตอบเหมือนเดิม

“อยู่สิ ฉันสัญญาแล้ว”

Leave a Comment