เธอรับเงินแปดพันล้านเพื่อจากตระกูลฮั่ว แต่ห้าปีต่อมากลับพาลูกฝาแฝดหัวใจพิการมาทวงความจริง

“แปดพันล้านยังไม่พอสำหรับคุณอีกหรือ?”

เสียงของฮั่วเยี่ยนสือดังขึ้นกลางห้องรับแขก ขณะที่ปากกาสีดำในมือของเขาค้างอยู่เหนือสัญญาหย่า ไม่มีใครในตระกูลฮั่วกล้าหายใจแรง แม้แต่หญิงชราผู้เป็นประมุขของบ้านก็ยังมองเอกสารตรงหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา ราวกับกำลังรอดูว่าผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่านอกใจจะกล้าขออะไรอีก

เซิ่งชื่อยืนตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้าซีดจากอาการแพ้ท้อง แต่แววตาของเธอไม่สั่นไหวเลยสักนิด เธอวางมือบนท้องที่ยังไม่ใหญ่พอจะมองเห็นชัด แล้วเลื่อนกระดาษอีกแผ่นไปตรงหน้าเขา

“ฉันมีเงื่อนไขสามข้อ” เธอพูด “ถ้าขาดแม้แต่ข้อเดียว ฉันจะไม่เซ็น”

เยี่ยนสือหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ “คุณกำลังจะออกจากบ้านฮั่วพร้อมเงินแปดพันล้าน แล้วยังคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ต่อรองอีกหรือ”

“ฉันไม่ได้ต่อรองเพื่อให้ตัวเองร่ำรวย” เซิ่งชื่อก้มมองลายเซ็นปลอมบนรายงานฉบับหนึ่ง “ฉันกำลังซื้อความปลอดภัยให้ตัวเองกับลูก”

ห้าวันก่อน เธอยังเป็นภรรยาของฮั่วเยี่ยนสือ เป็นผู้หญิงที่ทุกคนในบ้านเรียกว่า “คุณนายฮั่ว” แม้ไม่มีใครพูดด้วยความรักเลยก็ตาม เช้าวันนั้น ภาพถ่ายของเธอกับชายแปลกหน้าถูกเผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต พร้อมข้อความว่าเธอแอบคบชู้ระหว่างแต่งงานและกำลังตั้งครรภ์กับคนอื่น

ไม่มีใครถามเธอสักคำ

เยี่ยนสือเพียงโยนรายงานการตรวจสุขภาพลงบนโต๊ะ รายงานระบุว่าเขาไม่สามารถมีบุตรได้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ดังนั้นเด็กในท้องของเธอจะเป็นลูกของเขาได้อย่างไร

เซิ่งชื่อจำได้แม่นยำถึงวินาทีที่เธอถามเขาในห้องนอนว่า “คุณเชื่อฉันไหม”

เขาไม่ตอบ เขาเพียงมองเธอเหมือนมองคนที่ทำให้ตระกูลต้องอับอาย

คืนนั้นเธอจึงเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้าน แต่แม่สามีเรียกเธอกลับมาและยื่นข้อเสนอให้หย่าด้วยเงินแปดพันล้าน แลกกับการเซ็นเอกสารยืนยันว่าเธอเป็นฝ่ายนอกใจ เซิ่งชื่อปฏิเสธทันที เธอไม่ได้ต้องการเงินของคนที่ไม่เคยเชื่อเธอ แต่เมื่อพี่ชายของเยี่ยนสือพูดว่าจะฟ้องเธอเรื่องทำลายชื่อเสียงตระกูล เธอก็รู้ว่าการเดินออกไปมือเปล่าอาจทำให้ลูกไม่มีแม้แต่โอกาสได้เกิด

“ข้อแรก” เธอพูด “เงินแปดพันล้านต้องโอนเข้าบัญชีคืนนี้เต็มจำนวน ไม่มีการแบ่งจ่าย ไม่มีหนี้ค้าง”

หญิงชราขมวดคิ้ว “โลภมากจริง ๆ”

“ข้อสอง ตระกูลฮั่วต้องประกาศว่าเราหย่ากันด้วยเหตุผลส่วนตัว ห้ามพูดว่าฉันนอกใจ หากใครกล่าวหาฉันโดยไม่มีหลักฐาน คนคนนั้นต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย”

“คุณกลัวคนอื่นรู้หรือว่าลูกเป็นของใคร” เยี่ยนสือถามเสียงเย็น

เซิ่งชื่อมองเขา “ฉันกลัวลูกต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำโกหกของคนที่ควรปกป้องพวกเขามากที่สุด”

ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ

“ข้อสาม” เธอพูดต่อ “คุณต้องไปส่งฉันที่สนามบินด้วยตัวเอง”

เยี่ยนสือกำปากกาแน่น “จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรือ”

“คุณเป็นคนบอกว่าฉันทำให้ตระกูลฮั่วอับอาย คุณเป็นคนตัดสินว่าฉันไม่คู่ควรกับนามสกุลนี้ เพราะฉะนั้นฉันอยากให้คุณมองด้วยตาตัวเองว่าผู้หญิงที่คุณขับไล่ไปนั้นเดินออกจากชีวิตคุณอย่างไร”

แม่สามีลุกขึ้นทันที “เด็กในท้องก็ต้องอยู่กับตระกูลฮั่ว สิทธิ์ในการเลี้ยงดูและสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องการรักษาต้องเขียนไว้ในสัญญา!”

“ไม่รวมอยู่ในข้อตกลง” เซิ่งชื่อตอบ “คุณยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยซ้ำว่าเด็กเป็นหลานของคุณ”

“คุณยังกล้าพูดอีกหรือ!”

“วันนี้พวกคุณไม่ยอมรับพวกเขา ต่อไปก็อย่ามาแย่ง”

เยี่ยนสือมองผู้หญิงตรงหน้า เขาเคยรู้จักเซิ่งชื่อในฐานะภรรยาที่อ่อนโยน เธอเคยรอเขากลับบ้านจนดึก เคยจำได้ว่าเขาไม่กินผักชี และเคยเก็บตั๋วหนังใบแรกที่พวกเขาดูด้วยกันไว้ในลิ้นชัก แต่ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นไม่มีความหวังเหลืออยู่เลย

“เซ็นเถอะ” พี่ชายของเขาพูด “เธออยากไปก็ให้เธอไป”

เยี่ยนสือจรดปากกาลงบนเอกสาร

เซิ่งชื่อมองลายเซ็นของเขาอย่างเงียบ ๆ เมื่อเงินถูกโอนเข้าบัญชี ทนายของเธอจึงยื่นบัตรธนาคารใบหนึ่งมาให้

“คุณเก็บไว้เถอะ” เยี่ยนสือพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “วงเงินไม่จำกัด หากอยู่ต่างประเทศแล้วเกิดปัญหา อย่างน้อยก็ยังมีเงินใช้”

เซิ่งชื่อมองบัตรใบนั้น ก่อนผลักกลับไปหาเขา “ฉันไม่ต้องการ”

“แปดพันล้านยังไม่พอ แล้วจะปฏิเสธบัตรใบนี้ทำไม”

“เพราะฉันไม่ได้ขายการแต่งงานสามปีของเราให้คุณ” เธอตอบ “เงินแปดพันล้านเป็นค่าชดเชยที่ตระกูลฮั่วทำลายชื่อเสียงฉัน ไม่ใช่ราคาที่ฉันขายความรักให้คุณ”

เยี่ยนสือชะงัก

เซิ่งชื่อหันไปหาทนาย “โอนเงินทั้งหมดเข้าไปในกองทรัสต์สำหรับเด็ก ผู้รับผลประโยชน์คือฉันกับลูกทั้งสองคนในท้อง ฉันไม่เก็บไว้แม้แต่บาทเดียว”

“ลูกสองคน?” เยี่ยนสือถาม

เธอไม่ได้ตอบ เพียงเดินออกจากคฤหาสน์พร้อมกระเป๋าใบเดียว ในคืนนั้นเอง เงินแปดพันล้านถูกโอนเข้ากองทรัสต์ตามคำสั่งของเธอ เงินทุกบาทถูกกำหนดไว้สำหรับค่าผ่าตัด การรักษา และการศึกษาในอนาคตของเด็ก ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเห็นแก่เงิน

เช้าวันรุ่งขึ้น เยี่ยนสือไปส่งเธอที่สนามบินตามสัญญา เขาเดินข้างเธอผ่านอาคารผู้โดยสารโดยไม่มีใครพูดอะไร เมื่อถึงจุดตรวจคนเข้าเมือง เซิ่งชื่อหยุดและยื่นบัตรธนาคารคืนให้เขา

“เก็บไว้ให้คนที่คุณเชื่อใจจริง ๆ” เธอบอก

“คุณจะไปที่ไหน”

“ไม่จำเป็นต้องรู้”

“อย่างน้อยส่งที่อยู่ให้ฉัน”

เซิ่งชื่อยิ้มบาง ๆ “ในสัญญาเขียนแค่ว่าคุณต้องส่งฉันถึงสนามบิน ไม่ได้เขียนว่าต้องส่งขึ้นเครื่องด้วย”

เธอหันหลังให้เขา แต่ก่อนจะเดินจากไป เยี่ยนสือพูดขึ้นว่า “ถ้าคุณจากไปครั้งนี้ เราจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้จริง ๆ”

เซิ่งชื่อหยุดเพียงชั่วครู่

“ตั้งแต่วินาทีที่คุณไม่ยอมตรวจสอบความจริง เราก็กลับไปไม่ได้แล้ว” เธอพูดโดยไม่หันกลับมา “นับจากวันนี้ เราไม่ติดค้างกันอีก”

ห้าปีต่อมา ชื่อของเซิ่งชื่อกลับปรากฏในข่าวอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะภรรยานอกใจของฮั่วเยี่ยนสือ แต่เป็นผู้ก่อตั้งโครงการแพทย์หัวใจเด็กที่ได้รับการคัดเลือกจากโรงพยาบาลชั้นนำเจ็ดแห่ง

เธอกลับมาพร้อมเด็กฝาแฝดสองคน เด็กชายชื่อซิ่งหลินและเด็กหญิงชื่อเสี่ยวม่าน ทั้งคู่มีดวงตาคล้ายเยี่ยนสืออย่างน่าตกใจ

โครงการนำร่องครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเด็กของตระกูลฮั่วด้วย เซิ่งชื่อรู้เรื่องนี้ก่อนเดินทางกลับ แต่เธอไม่ได้ขอให้เปลี่ยนสถานที่ เธอตั้งใจให้ตระกูลฮั่วได้เห็นว่า ผู้หญิงที่พวกเขาเคยขับไล่ออกไปไม่ได้ล้มเหลวอย่างที่คิด

ในงานแถลงข่าว นักข่าวจำนวนมากพยายามถามเรื่องเก่า

“คุณเซิ่งชื่อ เมื่อห้าปีก่อนคุณรับเงินจากตระกูลฮั่วแปดพันล้าน แล้ววันนี้กลับพาเด็กมารับโครงการของตระกูลฮั่ว นี่เป็นการกลับมาเพื่อเรียกร้องสิทธิ์หรือไม่”

“คุณยังยืนยันหรือไม่ว่าไม่ได้คบชู้ระหว่างแต่งงาน”

“พ่อของเด็กทั้งสองเป็นใคร”

เซิ่งชื่อส่งไมโครโฟนคืนให้พิธีกร “วันนี้ฉันมาในฐานะตัวแทนโครงการแพทย์ ไม่ได้มาให้สัมภาษณ์เรื่องชีวิตส่วนตัว”

เยี่ยนสือยืนอยู่ไม่ไกล เขาเป็นตัวแทนมูลนิธิและไม่เคยละสายตาจากเด็กทั้งสองเลย เสี่ยวม่านรู้สึกได้จึงจับมือแม่แน่น

“แม่ ผู้ชายคนนั้นมองพวกเราอีกแล้ว”

“อย่าไปสนใจ” เซิ่งชื่อกระซิบ “ดูดอกไม้ตรงนั้นสิ”

เยี่ยนสือได้ยิน เขาก้มมองเด็กหญิงที่มีรอยยิ้มเหมือนเขาในรูปถ่ายวัยเด็ก หัวใจของเขาบีบรัดโดยไม่มีเหตุผล เขาเคยคิดว่าความคล้ายเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อนักข่าวถามว่าเด็กอายุเท่าไรและเซิ่งชื่อตอบว่า “ห้าขวบ” ความทรงจำที่เขาพยายามฝังไว้ก็ผุดขึ้นมา

ห้าปีก่อน เซิ่งชื่อเคยยื่นผลตรวจครรภ์ให้เขา เธอยิ้มทั้งน้ำตาและบอกว่าพวกเขากำลังจะมีลูก เขาไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เพราะในวันเดียวกันนั้นเอง ผลตรวจภาวะมีบุตรยากฉบับหนึ่งถูกส่งมาถึงมือเขา

เขาเชื่อกระดาษใบนั้นมากกว่าเชื่อภรรยา

ระหว่างที่นักข่าวยังคงถามคำถาม เสี่ยวม่านก็จับหน้าอกตัวเองและเริ่มหายใจแรง ใบหน้าของเด็กซีดลงอย่างรวดเร็ว

“แม่ เจ็บ…”

เซิ่งชื่อกอดลูกไว้ “เสี่ยวม่าน มองแม่ หายใจช้า ๆ”

แฟลชจากกล้องสาดเข้ามาไม่หยุด เจ้าหน้าที่รีบกันผู้สื่อข่าวออก แต่เด็กหญิงเริ่มตัวอ่อนลง เยี่ยนสือเป็นคนแรกที่ตะโกนเรียกรถพยาบาล

“เด็กมีโรคหัวใจแต่กำเนิด เคลียร์พื้นที่เดี๋ยวนี้ อย่าให้คนมารุม!”

เขาวิ่งเข้าไปช่วยอุ้มเสี่ยวม่าน ขณะที่เซิ่งชื่อวิ่งตามด้วยใบหน้าซีดเผือด

“อย่าแตะตัวลูกฉัน!” เธอตะโกน

“ถ้าคุณอยากให้เธอรอด ก็ให้ผมช่วย”

คำพูดนั้นทำให้เธอชะงักเพียงเสี้ยววินาที เยี่ยนสืออุ้มเด็กขึ้นและวิ่งไปยังห้องฉุกเฉิน เขาได้ยินเสียงเซิ่งชื่อพูดกับลูกตลอดทาง

“แม่อยู่นี่ ไม่ต้องกลัว แม่ไม่ทิ้งหนู”

ผลตรวจพบว่าเสี่ยวม่านมีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจและจำเป็นต้องผ่าตัดภายในสองสัปดาห์ ส่วนซิ่งหลินมีอาการปกติ แต่ต้องเฝ้าระวังระยะยาว แพทย์อธิบายความเสี่ยงอย่างละเอียด ตั้งแต่ภาวะขาดออกซิเจน ไปจนถึงภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

เซิ่งชื่อถามทุกเรื่อง เธอจดค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการรักษา และความเสี่ยงลงในสมุดจนเต็มหลายหน้า

“คุณแน่ใจหรือว่าจะรักษาทั้งสองคนต่อไป” แพทย์ถาม “เส้นทางนี้ยากมาก และการผ่าตัดอาจไม่ได้ผลอย่างที่หวัง”

เซิ่งชื่อมองผ่านกระจกไปยังเตียงของลูก “เด็กสองคนนี้เคยถูกทอดทิ้งมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาเป็นครั้งที่สอง”

เยี่ยนสือยืนอยู่นอกห้อง เขาได้ยินทุกคำ แต่ไม่กล้าเดินเข้าไป

ในวันเดียวกัน ข่าวลือเรื่องเซิ่งชื่อกลับมาแพร่กระจายอีกครั้ง บริษัทประชาสัมพันธ์ที่ทำงานกับตระกูลฮั่วมานานปล่อยบทความว่าเธอใช้ลูกเป็นเครื่องมือเพื่อกลับมาเรียกร้องเงิน และเด็กทั้งสองอาจเป็นผลจากความสัมพันธ์กับชายอื่น

ที่ปรึกษาของเซิ่งชื่อนำหลักฐานมาให้ดู ทั้งบันทึกการซื้อโฆษณา การติดต่อระหว่างบริษัทประชาสัมพันธ์กับเจียงหว่านหนิง ผู้หญิงที่เคยเป็นคู่หมั้นทางธุรกิจของเยี่ยนสือ รวมถึงข้อความที่ระบุว่า “ต้องทำให้เซิ่งชื่อไม่มีวันกลับเข้าสู่ตระกูลฮั่วได้”

“เราควรโต้กลับทันทีไหม” ทนายถาม

เซิ่งชื่อส่ายหน้า “ส่งจดหมายให้ลบเนื้อหาที่เป็นเท็จและเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้ก่อน ยังไม่ต้องแถลงต่อสาธารณะ”

“ตอนนี้กระแสสังคมโจมตีคุณอยู่ฝ่ายเดียว”

“ถ้าฉันโต้กลับด้วยเรื่องลูก ข่าวจะลากพวกเขาเข้ามาในความขัดแย้ง ฉันไม่ยอมให้ลูกกลายเป็นเครื่องมือของใครอีก”

คำตอบของเธอทำให้เยี่ยนสือซึ่งยืนอยู่หน้าประตูได้ยินทุกอย่าง เขาเพิ่งรู้ว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา เซิ่งชื่อไม่เคยใช้เงินแปดพันล้านเพื่อสร้างชีวิตหรูหรา เธอใช้มันสร้างกองทุนรักษาเด็ก และใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์ธรรมดากับลูกสองคน

ในคืนนั้น เขาไปพบแพทย์ประจำตระกูลและขอรายงานสุขภาพเมื่อห้าปีก่อนทั้งหมด ผลตรวจที่เขาเคยเชื่อว่าเป็นของเขาถูกจัดทำโดยคลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง ชื่อของแพทย์ในเอกสารไม่ตรงกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล และหมายเลขตัวอย่างก็ไม่ตรงกับหมายเลขที่ห้องแล็บเก็บไว้

เยี่ยนสือถามผู้ช่วย “ใครเป็นคนส่งรายงานฉบับนี้ให้ผม”

“ผู้ช่วยของคุณเจียงหว่านหนิงครับ”

ความจริงไม่ได้กระแทกเขาในครั้งเดียว มันค่อย ๆ บีบคอเขาด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เขาเคยมองข้าม ทั้งวันที่ในเอกสาร รูปแบบลายเซ็น และข้อความที่เขาได้รับในคืนที่เซิ่งชื่อบอกว่าตั้งครรภ์

เขาเคยสงสัยว่าทำไมเธอถึงร้องไห้มากขนาดนั้น

ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเธอร้องไห้เพราะเขาเลือกเชื่อคนอื่นก่อนเลือกเชื่อเธอ

เยี่ยนสือขอพบเซิ่งชื่อ แต่เธอไม่อนุญาตให้เขาเข้าไปในห้องพักของเสี่ยวม่าน

“ผมต้องการตรวจ DNA” เขาพูดผ่านประตู “ผมจะทำทุกอย่างตามขั้นตอนที่คุณกำหนด มีพยาน มีการบันทึกวิดีโอ และตัวอย่างจะถูกส่งไปยังสถาบันอิสระ”

เซิ่งชื่อนิ่งอยู่นาน ก่อนเปิดประตูออกมา “คุณอยากรู้เพราะต้องการช่วยลูก หรือเพราะไม่อยากยอมรับว่าคุณเคยทำผิด”

“ผมไม่รู้” เยี่ยนสือตอบตามตรง “แต่ผมอยากรู้ความจริง”

“ห้าปีก่อนคุณก็มีโอกาสรู้ความจริง ฉันขอให้คุณพาฉันไปตรวจซ้ำ คุณปฏิเสธ”

“ผมรู้แล้วว่ารายงานนั้นถูกปลอมแปลง”

“ฉันยังไม่ถามว่าคุณรู้ได้อย่างไร ฉันถามว่าครั้งนี้คุณจะเชื่อหลักฐาน หรือจะเชื่อสิ่งที่ทำให้ตัวเองสบายใจอีก”

เยี่ยนสือก้มหน้า “ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อคำพูดของผม เอกสารทุกอย่างต้องเขียนให้ชัดเจน ถ้าคนในตระกูลฮั่วใช้เด็กเป็นเครื่องมือ คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธการพบปะทั้งหมด และผมจะเป็นคนจัดการเอง”

เซิ่งชื่อมองเขาอยู่นาน “คำสัญญาลอย ๆ ไม่มีประโยชน์”

“ผมรู้”

“เขียนลงในหนังสือมอบอำนาจ ให้ทนายทั้งสองฝ่ายตรวจสอบ และให้คุณเซ็นต่อหน้าพยาน”

“ได้”

การเก็บตัวอย่างทำขึ้นในวันรุ่งขึ้น มีหมายเลขกำกับแยกกัน กล้องบันทึกทุกขั้นตอน และเจ้าหน้าที่จากสถาบันพันธุศาสตร์เป็นผู้ควบคุมการขนส่ง ตัวอย่างถูกบรรจุในกล่องควบคุมอุณหภูมิ โดยไม่มีฝ่ายใดได้สัมผัสกล่องหลังปิดผนึก

แต่ก่อนที่ผลจะออก เจียงหว่านหนิงก็เข้ามาที่โรงพยาบาลพร้อมทนาย

“คุณควรหยุดสร้างเรื่องได้แล้ว” เธอพูดกับเซิ่งชื่อ “เยี่ยนสือกำลังจะมีชีวิตใหม่ อย่าพยายามใช้เด็กผูกเขาไว้”

เซิ่งชื่อมองเธอ “คุณเป็นคนส่งข่าวลือทั้งหมดใช่ไหม”

เจียงหว่านหนิงยิ้ม “คุณมีหลักฐานหรือ”

“ยังไม่มีพอจะทำให้คุณรับผิดทางกฎหมาย” เซิ่งชื่อตอบ “แต่ฉันกำลังรวบรวมอยู่”

เจียงหว่านหนิงเดินเข้าใกล้ “ถ้าผล DNA ไม่ตรง คุณจะไม่มีอะไรเหลือเลย เงินแปดพันล้านก็อยู่ในกองทรัสต์ เด็กก็จะไม่มีพ่อ ส่วนคุณจะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่หลอกทั้งตระกูล”

เซิ่งชื่อไม่ตอบ เธอเพียงมองรองเท้าของอีกฝ่าย รองเท้าคู่นั้นมีคราบสีฟ้าเล็ก ๆ ตรงพื้น เหมือนคราบจากหมึกประทับตรา

เธอจำได้ว่าบนกล่องตัวอย่างก่อนนำออกจากห้องมีตราประทับสีฟ้าแบบเดียวกัน แต่กล่องของเธอถูกเก็บไว้ในห้องควบคุมตลอดเวลา เจียงหว่านหนิงไม่มีทางแตะต้องมันได้ เว้นแต่จะมีคนในโรงพยาบาลช่วยเหลือ

เซิ่งชื่อไม่กล่าวหาในทันที เธอส่งภาพรองเท้าให้ทนายและขอให้โรงพยาบาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลังทั้งหมด

คืนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ขนส่งคนหนึ่งพยายามเปลี่ยนเส้นทางรถโดยอ้างว่าระบบทำความเย็นขัดข้อง แต่กล้องอีกตัวบันทึกภาพชายคนหนึ่งกำลังโทรศัพท์กับผู้ช่วยของเจียงหว่านหนิง ทนายของเซิ่งชื่อจึงยื่นคำร้องให้หยุดการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงตัวอย่าง และขอให้ผลตรวจออกภายใต้การดูแลของคณะกรรมการอิสระ

เยี่ยนสือเป็นคนเซ็นเอกสารสนับสนุนคำร้องด้วยตัวเอง

“ถ้าคุณยังเป็นประธานตระกูลฮั่ว” เซิ่งชื่อถาม “คุณกำลังเลือกข้างหรือเปล่า”

“ผมเลือกไม่ให้ใครทำกับคุณเหมือนที่ผมเคยทำ”

คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เธอให้อภัย แต่ทำให้เธอเงียบไป

ผลตรวจออกก่อนวันที่เสี่ยวม่านต้องผ่าตัดหนึ่งวัน ผล DNA ยืนยันว่าเยี่ยนสือเป็นบิดาของเด็กทั้งสองด้วยความน่าจะเป็นสูงมาก เอกสารอีกชุดยืนยันว่ารายงานภาวะมีบุตรยากเมื่อห้าปีก่อนถูกปลอมแปลง และมีการใช้หมายเลขตัวอย่างของผู้ป่วยคนอื่น

เยี่ยนสืออ่านข้อความทั้งหมดโดยไม่พูดอะไร ในทางกฎหมาย เขาอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้ถูกหลอก แต่ไม่มีใครหลอกเขาให้ดูถูกภรรยา ไม่มีใครบังคับให้เขาหันหลังให้เด็กในท้อง ไม่มีใครบังคับให้เขาปล่อยให้เซิ่งชื่อเดินออกจากบ้านเพียงลำพัง

ความผิดทางกฎหมายมีหลักฐาน ส่วนความผิดในใจของเขาไม่มีวันลบได้ด้วยกระดาษ

เมื่อเจียงหว่านหนิงรู้ผลตรวจ เธอรีบออกจากโรงพยาบาล แต่ถูกทนายเรียกไว้ คดีหมิ่นประมาทและการทำลายชื่อเสียงยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน บริษัทประชาสัมพันธ์ยอมส่งมอบบันทึกการติดต่อเพื่อแลกกับการลดความรับผิดชอบ และในบันทึกนั้นมีคำสั่งจากเจียงหว่านหนิงชัดเจนว่าให้เผยแพร่เรื่องเซิ่งชื่อนอกใจต่อไป แม้ไม่มีหลักฐาน

เจียงหว่านหนิงไม่ได้ถูกจับในทันที เธอต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและชดใช้ค่าเสียหายตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ แต่ชื่อเสียงทางธุรกิจของเธอพังลงก่อนคำตัดสินจะออกเสียอีก ที่สำคัญ เยี่ยนสือยกเลิกสัญญาทั้งหมดกับบริษัทของเธอ และประกาศต่อคณะกรรมการว่าตระกูลฮั่วจะไม่ปกป้องผู้ใดที่ใช้เด็กหรือข่าวลือเพื่อทำร้ายคนอื่น

วันผ่าตัดของเสี่ยวม่านมาถึงอย่างรวดเร็ว

เซิ่งชื่อนั่งอยู่หน้าห้องผ่าตัด มือหนึ่งจับมือซิ่งหลิน อีกมือกำสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่เธอสวมมาตลอดห้าปี สร้อยเส้นนั้นทำจากโลหะธรรมดา ด้านในมีตัวเลขวันเดือนปีที่เด็กทั้งสองเกิด เธอเคยซื้อจากร้านเล็ก ๆ หลังคลอดลูกเพียงไม่กี่วัน เพราะตอนนั้นเธอไม่มีเวลาซื้อของแพงกว่านี้

เยี่ยนสือนั่งอยู่ห่างออกไป เขาไม่กล้าเข้าใกล้จนกว่าเธอจะเป็นฝ่ายอนุญาต

“พ่อจะเข้าไปไหม” ซิ่งหลินถามเขาตรง ๆ

เยี่ยนสือมองเด็กชาย “ถ้าแม่ของหนูอนุญาต”

ซิ่งหลินหันไปหาแม่ “แม่ครับ เขารออยู่”

เซิ่งชื่อหลับตาลงครู่หนึ่ง เธอไม่ได้พร้อมให้เขากลับมาเป็นสามี และไม่ได้ลืมความเจ็บปวดเพียงเพราะผล DNA ยืนยันความจริง แต่เธอก็รู้ว่าลูกไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่างพ่อกับแม่

“นั่งตรงนั้น” เธอบอกเขา “อย่าเข้าใกล้กว่านี้”

เยี่ยนสือพยักหน้า

การผ่าตัดใช้เวลานานกว่าที่แพทย์คาดไว้ หลายชั่วโมงผ่านไปโดยไม่มีข่าว เซิ่งชื่อเดินไปมาหน้าห้องจนรองเท้าเสียดสีกับพื้นเป็นรอยแดง เธอไม่ร้องไห้ต่อหน้าซิ่งหลิน แต่เมื่อเด็กชายหลับบนเก้าอี้ เธอจึงก้มหน้าและกอดเขาไว้แน่น

เยี่ยนสือเห็นเธอพยายามเข้มแข็งมาตลอดห้าปี เขาเห็นว่าผู้หญิงที่เขาเคยเรียกว่าเห็นแก่เงินนั้นไม่เคยใช้เงินของตระกูลฮั่วกับตัวเองเลย เสื้อคลุมที่เธอสวมยังเป็นแบบเดิมกับในภาพถ่ายวันหย่า เพียงแต่แขนเสื้อสั้นลงเพราะถูกซักจนเก่า

เมื่อแพทย์ออกมา เสี่ยวม่านปลอดภัย แต่ยังต้องอยู่ในห้องดูแลพิเศษและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

เซิ่งชื่อยกมือไหว้แพทย์ทั้งน้ำตา “ขอบคุณค่ะ”

เยี่ยนสือไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงหันไปทำเรื่องชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและลงนามในเอกสารที่จำเป็น โดยไม่แตะต้องเงินในกองทรัสต์ของเด็กแม้แต่บาทเดียว

หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ เสี่ยวม่านเริ่มเดินได้ช้า ๆ ในห้องพักฟื้น ซิ่งหลินมักลากเก้าอี้ไปนั่งข้างเตียงและอ่านนิทานให้เธอฟัง เยี่ยนสือมาเยี่ยมตามเวลาที่เซิ่งชื่อกำหนด เขาไม่ซื้อของเล่นราคาแพง ไม่พยายามใช้เงินชดเชยความผิด และไม่เรียกตัวเองว่าเป็นพ่อจนกว่าเด็กจะเป็นฝ่ายเรียก

ครั้งหนึ่ง เสี่ยวม่านถามเขาว่า “พ่อเคยเจอแม่มาก่อนที่หนูเกิดไหม”

เยี่ยนสือมองเซิ่งชื่อซึ่งกำลังจัดยาอยู่ริมหน้าต่าง “เคย”

“แล้วทำไมพ่อถึงปล่อยให้แม่ไป”

คำถามง่าย ๆ ทำให้มือของเขาสั่น

“เพราะพ่อเชื่อสิ่งที่ผิด และไม่กล้าถามแม่ให้มากพอ”

เสี่ยวม่านครุ่นคิด “ถ้าคราวหน้าพ่อสงสัย พ่อต้องถามนะ”

“พ่อสัญญา”

เซิ่งชื่อไม่ได้หันกลับมา แต่เธอได้ยินทุกคำ

หลายเดือนต่อมา คดีของเจียงหว่านหนิงเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เธอต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เซิ่งชื่อและบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ส่วนรายงานปลอมถูกส่งต่อให้หน่วยงานวิชาชีพตรวจสอบ แพทย์ที่เกี่ยวข้องถูกพักใบอนุญาตระหว่างสอบสวน

ตระกูลฮั่วออกประกาศแก้ไขข้อมูลอย่างเป็นทางการ ยอมรับว่าเซิ่งชื่อไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีชู้ และเงินแปดพันล้านเป็นค่าชดเชยตามข้อตกลงการหย่า ไม่ใช่สินบนเพื่อปกปิดความผิดของเธอ

เซิ่งชื่อยังคงใช้ชื่อเดิม ไม่กลับไปใช้คำนำหน้าว่าคุณนายฮั่ว และไม่ย้ายกลับเข้าคฤหาสน์ เธอเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาครอบครัวเด็กโรคหัวใจ โดยใช้เงินจากกองทรัสต์อย่างโปร่งใส และให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระตรวจสอบทุกปี

เยี่ยนสือยังคงทำงานในมูลนิธิ แต่เขาเปลี่ยนนโยบายทั้งหมด การให้ทุนจะไม่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับตระกูลใด และไม่มีเด็กคนใดต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัวเพื่อแลกกับสิทธิ์การรักษา

ความสัมพันธ์ของเขากับเซิ่งชื่อไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม พวกเขาไม่ได้รีบแต่งงานใหม่ ไม่ได้ลืมคืนที่เจ็บปวด และไม่มีคำขอโทษใดลบห้าปีที่เธอต้องเลี้ยงลูกตามลำพังได้

แต่ทุกครั้งที่เสี่ยวม่านมีนัดตรวจ เยี่ยนสือจะมาถึงก่อนเวลา เขานั่งรออยู่นอกห้องตามระยะที่เซิ่งชื่อกำหนด และไม่เคยถามว่าเธอจะกลับไปเป็นภรรยาของเขาเมื่อไร

วันหนึ่ง หลังการตรวจติดตามผล เสี่ยวม่านยื่นสร้อยข้อมือเส้นเก่าให้แม่ดู “แม่คะ ตัวเลขด้านในจางหมดแล้ว”

เซิ่งชื่อมองโลหะธรรมดาในมือ ก่อนส่งให้เยี่ยนสือดู เขาใช้นิ้วลูบรอยสลักที่เกือบมองไม่เห็น

“ซ่อมใหม่ได้ไหม” เขาถาม

“ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม” เซิ่งชื่อตอบ

เยี่ยนสือพยักหน้า “งั้นทำอันใหม่ให้เด็กทั้งสองคน ส่วนอันนี้เก็บไว้เถอะ”

“เก็บไว้ทำไม”

“เพื่อไม่ลืมว่าเราเคยทำอะไรพลาด”

เซิ่งชื่อมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับสร้อยกลับมา เธอยังไม่ให้อภัยทั้งหมด แต่เป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่เธอไม่รู้สึกว่าต้องเดินหนีทันที

ด้านนอกหน้าต่าง เสี่ยวม่านกำลังหัวเราะขณะซิ่งหลินพยายามสอนเธอเดินให้เร็วขึ้น เยี่ยนสือยืนอยู่ข้างประตูโดยไม่ก้าวล้ำเข้าไป ส่วนเซิ่งชื่อเก็บสร้อยเส้นเก่าลงในกล่องเล็ก ๆ แล้วปิดฝาอย่างเบามือ

เธอไม่ได้เก็บมันไว้เพื่อรอวันที่เขากลับมาเป็นสามี

เธอเก็บไว้เพื่อเตือนตัวเองว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยถูกทิ้งเพราะความจริงของเธอไม่มีใครยอมตรวจสอบ และเธอก็ยังพาลูกทั้งสองคนเดินผ่านวันนั้นมาได้ด้วยตัวเอง

Leave a Comment