ภรรยาถูกสามีทรยศต่อหน้าคนทั้งบริษัท ก่อนทิ้งแหวนแต่งงานและหายไปจากชีวิตเขาโดยไม่ขอคำอธิบายอีก

เสียงจากลำโพงรถดังขึ้นในวินาทีที่ภาคินเปิดประตูลงไป ทำให้รินลดมือที่กำลังจะกดรับโทรศัพท์ของเขาลงช้า ๆ

“ที่รัก คิดถึงคุณจังเลย พรุ่งนี้เจอกันที่รีสอร์ตนะคะ ตอนที่คุณว่าง เราจะได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ สักที”

รินนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย เธอไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่เสียงนั้นดังชัดเพราะโทรศัพท์ของภาคินยังเชื่อมต่อกับระบบบลูทูธในรถ ชื่อของผู้โทรปรากฏบนหน้าจอว่า “เมษา เลขานุการ” และใต้ชื่อนั้นมีข้อความสั้น ๆ ว่า โทรล่าสุดเมื่อยี่สิบนาทีก่อน

ภาคินรีบเดินกลับมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“สายงานด่วน” เขาพูด พลางคว้าโทรศัพท์จากช่องวางของ “ลูกค้ารายใหญ่กำลังมีปัญหา”

รินมองเขา แต่ไม่ได้ถามว่าเหตุใดลูกค้ารายใหญ่จึงเรียกเขาว่า “ที่รัก” และเหตุใดจึงนัดพบกันที่รีสอร์ตในวันพรุ่งนี้

เธอเพียงสตาร์ตรถแล้วขับต่อไป โดยปล่อยให้คำพูดนั้นวิ่งวนอยู่ในหัวเหมือนเสียงแจ้งเตือนที่ปิดไม่ได้

ภาคินกับเธอแต่งงานกันมาเกือบหกปี เขาเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังขยายกิจการ ส่วนรินเป็นเจ้าของร้านเครื่องประดับเล็ก ๆ ซึ่งเริ่มต้นจากโต๊ะทำงานในห้องเช่าและเติบโตขึ้นด้วยมือของเธอเอง

ในช่วงปีแรกของการแต่งงาน ภาคินเคยบอกว่าเขาชอบแหวนที่รินออกแบบที่สุด เพราะมันไม่มีชิ้นไหนเหมือนกัน แม้จะทำจากวัสดุชุดเดียวกันก็ตาม รินจึงออกแบบแหวนแต่งงานให้พวกเขาด้วยตัวเอง เป็นวงเรียบสีทองขาว มีรอยบากเล็ก ๆ ด้านในสำหรับสอดสายริบบิ้นสีแดง เธอเคยเชื่อว่ารอยบากนั้นเหมือนคำสัญญาที่มีเพียงพวกเขาสองคนรู้

แต่หลังจากนั้นภาคินเริ่มกลับบ้านดึก เริ่มไม่สนใจร้านของเธอ และเริ่มพูดเรื่องมีลูกทุกครั้งที่รู้สึกว่ารินกำลังไม่พอใจ

คืนนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน เขายังทำตัวเป็นสามีที่แสนดีเหมือนเดิม เขาอุ่นน้ำมาให้เธอ วางถ้วยไว้ข้างเตียง แล้วนวดไหล่ให้เบา ๆ

“ช่วงนี้คุณดูเหนื่อยนะ” เขาพูด “ถ้าเรามีลูก บ้านคงมีชีวิตชีวามากขึ้น”

เมื่อก่อนรินคงดีใจจนร้องไห้ เพราะเธอเคยรอให้เขาพูดประโยคนี้มาหลายปี แต่คืนนี้มือของเธอกลับกำแน่นอยู่ใต้ผ้าห่ม

“คุณอยากมีลูกกับฉันจริง ๆ หรือ” เธอถาม

ภาคินชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน

“ถามอะไรแบบนั้น เราเป็นสามีภรรยากันนะ”

“นั่นไม่ใช่คำตอบ”

เขาไม่ตอบ เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าห้องน้ำ ทิ้งกลิ่นน้ำหอมแปลก ๆ ไว้บนเสื้อสูท กลิ่นนั้นหวานเกินกว่าที่ภาคินเคยใช้ และติดอยู่บนปกเสื้อด้านซ้ายอย่างชัดเจน

รินนั่งอยู่คนเดียวจนได้ยินเสียงน้ำจากห้องน้ำหยุดลง เธอถอดแหวนแต่งงานออก วางบนโต๊ะ แล้วมองรอยขีดเล็ก ๆ ด้านในวงแหวน รอยนั้นเคยเกิดขึ้นในวันที่ภาคินพาเธอไปเดินตลาดกลางคืนหลังแต่งงานใหม่ ๆ เขาพูดว่าแหวนมีตำหนิ แต่เธอบอกว่าไม่เป็นไร เพราะของที่ผ่านเวลามาด้วยกันย่อมมีร่องรอย

ตอนนี้เธอเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่มีร่องรอยอาจไม่ใช่ความรัก แต่อาจเป็นเพียงความเสียหายที่เธอพยายามเรียกว่าสวยงาม

เช้าวันต่อมา รินไม่ได้ไปที่รีสอร์ตตามที่เสียงผู้หญิงในรถนัดไว้ เธอขับรถไปที่ร้านเครื่องประดับของตัวเองแทน ตั้งใจจะเตรียมเอกสารสำหรับปิดร้านชั่วคราวและเดินทางไปอยู่ต่างประเทศกับเพื่อนสนิทสักระยะ

ระหว่างตรวจตู้เก็บของ เธอพบซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่หลังกล่องกำมะหยี่ ซองนั้นเป็นใบสั่งทำแหวนคู่หนึ่งที่เธอจำได้ทันที ลายวงแหวนเหมือนกับแหวนแต่งงานของเธอแทบทุกอย่าง ต่างกันเพียงด้านในสลักคำว่า “ภาคิน-เมษา”

วันที่สั่งทำคือสามเดือนก่อน

ผู้หญิงในร้านจำได้ว่าเมษาเคยมาที่นี่ เธอคิดว่าเลขานุการของสามีมาสั่งของขวัญให้เจ้านาย จึงไม่ได้ใส่ใจ แต่เมื่อมองลายเซ็นบนใบสั่งทำ รินก็เห็นลายมือของภาคินอยู่ด้านล่าง พร้อมข้อความว่า “รับของหลังจดทะเบียน”

เธอรู้สึกเหมือนอากาศในร้านหายไปหมด

เจ้าของร้านที่รับงานนี้เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของเธอรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นสีหน้ารินก็เข้าใจทันทีว่าเธออ่านเอกสารแล้ว

“ฉันขอโทษนะริน ฉันคิดว่าภาคินบอกเธอแล้ว”

“เขาบอกว่าอะไร”

เจ้าของร้านเงียบไป ก่อนเปิดลิ้นชักแล้วหยิบกล่องสีดำออกมา

“แหวนยังเปิดกล่องไม่ได้ ฉันเพิ่งได้รับเมื่อวาน ต้องรออีกหนึ่งสัปดาห์ให้ช่างมาปรับขนาด”

รินมองกล่องนั้นอย่างสงบผิดปกติ

“ไม่ต้องปรับแล้วค่ะ”

“ริน…”

“เก็บไว้ให้เขาเถอะ อีกหนึ่งสัปดาห์ฉันจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว”

เธอถอดแหวนแต่งงานวางลงบนเคาน์เตอร์ แล้วเซ็นเอกสารถอนตัวจากงานทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับภาคิน ร้านนี้เป็นกิจการของเธอ ไม่ใช่ของสามี แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอปล่อยให้เขาใช้ชื่อร้านไปสร้างภาพว่าเป็นสามีที่สนับสนุนภรรยา ทั้งที่แทบไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าเธอต้องทำงานหนักแค่ไหน

ก่อนออกจากร้าน โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้น

เป็นภาพถ่ายจากเมษา

ในภาพ เมษาสวมชุดคลุมสีขาวยืนอยู่หน้ากระจก เธอกำลังถือแหวนที่เหมือนของรินทุกอย่าง เพียงแต่บนนิ้วนั้นไม่มีรอยบากที่เกิดจากการใช้งาน และด้านหลังภาพมีข้อความว่า

“อีกไม่นานแหวนวงนี้จะมีเจ้าของที่ถูกต้องแล้วค่ะ”

รินจ้องหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดโทรออกหาทนายอร เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เธอไว้ใจเรื่องนี้

อรฟังเรื่องทั้งหมดโดยไม่ขัดจังหวะ เมื่อรินส่งภาพและเอกสารให้ดู ทนายสาวก็ไม่ได้พูดคำปลอบใจแบบง่าย ๆ เธอเพียงถามว่า

“คุณต้องการอะไร ริน ต้องการให้เขายอมรับ หรืออยากจบการแต่งงาน”

คำถามนั้นทำให้รินนิ่งไปนาน

ตลอดคืนที่ผ่านมา เธอคิดถึงคำพูดของภาคิน คิดถึงกลิ่นน้ำหอมบนเสื้อ คิดถึงเสียงผู้หญิงในรถ และคิดถึงแหวนวงใหม่ที่กำลังรอปรับขนาด เธอรู้ว่าต่อให้ภาคินคุกเข่าขอโทษ เธอก็คงไม่สามารถกลับไปเชื่อเขาได้อีก

“ฉันอยากจบค่ะ”

อรพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้นอย่าเพิ่งเผชิญหน้ากับเขา เก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด ทั้งภาพ ข้อความ ใบสั่งทำแหวน รายการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เขาใช้ร่วมกับผู้หญิงคนนั้น เราจะจัดการเรื่องทรัพย์สินและการแยกกันอยู่ให้ชัดเจน”

“ต้องใช้เวลานานไหม”

“การหย่าจะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่าเขายอมเซ็นหรือไม่ แต่ถ้าเขาไม่ยอม คุณก็ยังมีทางเลือกทางกฎหมาย อย่าให้เขาบังคับคุณกลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิม”

รินพยักหน้า เธอไม่ได้ต้องการแก้แค้น แต่เธอไม่ต้องการให้การถูกหลอกกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียก

วันนั้นเธอไม่ได้กลับบ้านทันที เธอตัดสินใจไปที่บริษัทของภาคิน เพราะต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อไม่มีเธออยู่ข้าง ๆ

บริษัทต้อนรับรินด้วยรอยยิ้ม ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นภรรยาของประธาน และหลายคนรีบเข้ามาพูดถึงภาคินด้วยความชื่นชม

“ท่านประธานจำได้แม่นมากเลยค่ะว่าคุณรินชอบชานมแบบไหน” พนักงานคนหนึ่งพูด

“เขายังสั่งขนมหวานไว้ให้ภรรยาทุกบ่ายด้วยนะคะ” อีกคนเสริม

“ผู้ชายแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ เลยค่ะ ทั้งเก่งทั้งรักครอบครัว”

รินยิ้มรับโดยไม่แก้ไขอะไร เธอเพิ่งเข้าใจว่าภาพสามีแสนดีที่ภาคินสร้างขึ้นไม่ได้มีแค่ที่บ้าน แต่เขาสร้างมันไว้ทั่วบริษัทจนทุกคนมีหน้าที่ช่วยปกป้อง

เมษาเดินเข้ามาพร้อมกาแฟสองแก้ว เธอแต่งตัวเรียบร้อยและทำสีหน้าตกใจเมื่อเห็นริน

“คุณริน มาที่นี่ทำไมคะ”

“เอากาแฟมาให้สามีฉันหรือ”

เมษายิ้มบาง ๆ

“ค่ะ ฉันไม่รู้ว่าคุณมา ไม่อย่างนั้นคงเตรียมให้คุณด้วย”

เธอเดินเข้าไปวางแก้วกาแฟตรงหน้า รินยังไม่ทันแตะต้อง เมษาก็จงใจสะดุดโต๊ะ กาแฟร้อนหกลงบนกระโปรงของริน

“ตายแล้ว ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ภาคินที่นั่งอยู่ด้านในลุกขึ้นทันที

“เมษา! คุณทำอะไรของคุณ!”

เสียงของเขาดังจนพนักงานหน้าห้องหันมามอง เมษารีบก้มหน้า น้ำตาคลอ ขณะที่ภาคินถอดเสื้อสูทคลุมให้รินด้วยท่าทางเป็นห่วง

“คุณเจ็บไหม ให้ผมพาไปเปลี่ยนเสื้อ”

รินมองมือของเขาที่กำลังจับข้อมือเธอ แล้วดึงออกช้า ๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ”

ภาคินหันไปตำหนิเมษาอีกครั้ง ราวกับเขากำลังปกป้องภรรยาต่อหน้าทุกคนอย่างที่สามีที่ดีควรทำ เมษารีบขอโทษ แล้วเดินออกไปด้วยสีหน้าสำนึกผิด

แต่ตอนที่รินเดินผ่านประตู เธอเห็นมุมปากของเมษายกขึ้นเพียงชั่วขณะ

มันไม่ใช่ความเสียใจ

มันคือความสะใจ

ภาคินขอให้รินรออยู่ในห้องทำงาน เพราะเขาต้องเข้าประชุม รินนั่งอยู่บนโซฟาและสังเกตโทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ หน้าจอมีข้อความแจ้งเตือนขึ้นหลายครั้ง แต่ภาคินกลับไม่หยิบไปด้วย

เธอไม่ได้ตั้งใจอ่านข้อความ ทว่าเมื่อมองผ่าน ๆ ก็เห็นประโยคหนึ่งชัดเจน

“คืนนี้เปลี่ยนร้านนะคะ ภรรยาประธานมาที่บริษัทแล้ว”

รินถ่ายภาพหน้าจอไว้ ก่อนวางโทรศัพท์กลับตำแหน่งเดิม

จากนั้นเธอเดินออกไปเพื่อเอาโทรศัพท์ของภาคินที่ลืมไว้ในรถมาให้เขา ระหว่างทาง เธอได้ยินเสียงพนักงานกลุ่มเดิมจากห้องพัก พวกเขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมอีกแล้ว

“เมษากับท่านประธานนัดกันที่ดาดฟ้าตลอด ถ้าคุณรินไม่มา พวกเราก็ยังต้องทำเหมือนไม่รู้เรื่อง”

“เธอรู้ไหมว่าท่านประธานสั่งให้ลบภาพจากกล้องวงจรปิดบางช่วงทุกวัน”

“เมื่อกี้ยังบอกให้เปลี่ยนร้านอาหารเลย กลัวภรรยามาเจอจริง ๆ”

รินยืนอยู่หลังผนัง ฟังทุกคำโดยไม่ขยับ เธอเพิ่งรู้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ไม่รู้ พวกเขาเพียงกลัวจะเสียงาน

เธอถือโทรศัพท์เดินขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้า เพราะรู้ว่าถ้าภาคินกำลังซ่อนอะไร เขาจะไม่ซ่อนอยู่ในห้องทำงานที่มีคนเข้าออกตลอดเวลา

ประตูดาดฟ้าเปิดออกพร้อมเสียงลมแรง ภาคินยืนอยู่ใกล้รั้วกับเมษา ทั้งสองกอดกันแน่น เมษาซบหน้าลงบนอกเขา และภาคินลูบผมเธออย่างอ่อนโยน

รินไม่ได้ตะโกน เธอเพียงไอเบา ๆ

ทั้งคู่สะดุ้ง ภาคินรีบดันเมษาไปหลบหลังห้องเก็บอุปกรณ์แล้วเดินเข้ามาหาเธอ

“คุณขึ้นมาทำอะไรที่นี่”

รินยื่นโทรศัพท์ให้เขา

“คุณลืมไว้ในรถ”

“ผมขึ้นมาสูดอากาศ”

“สูดอากาศพร้อมกอดเลขานุการด้วยหรือ”

ใบหน้าภาคินซีดลง แต่เขายังพยายามหัวเราะ

“คุณเห็นผิดแล้ว เมษาขึ้นมาคุยเรื่องงาน”

เมษาเดินออกจากมุมหลบอย่างช้า ๆ

“ใช่ค่ะ เรากำลังคุยเรื่องโครงการใหม่”

รินมองเธอ และได้กลิ่นน้ำหอมหวานแบบเดียวกับที่ติดอยู่บนเสื้อของภาคินเมื่อคืน

“โครงการใหม่ต้องจูบกันด้วยหรือคะ”

เมษาหน้าแดง ภาคินรีบขัด

“ริน พอได้แล้ว คุณกำลังเข้าใจผิด”

“ฉันยังไม่ได้กล่าวหาอะไรเลย”

เธอพูดด้วยเสียงเรียบจนภาคินยิ่งกระวนกระวาย

เขาเดินเข้ามาใกล้และพยายามกอดเธอ แต่รินได้กลิ่นน้ำหอมของเมษาจากเสื้อเขาอีกครั้ง กระเพาะของเธอบีบรัดอย่างรุนแรง เธอถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหมดสติลงตรงนั้น

ภาคินรีบพาเธอไปโรงพยาบาล แพทย์ตรวจแล้วไม่พบอาการร้ายแรง มีเพียงภาวะเครียดร่วมกับความดันตกจากการไม่ได้กินอาหารทั้งวัน รินฟื้นขึ้นมาไม่นานหลังจากนั้น

ภาคินนั่งอยู่ข้างเตียงในช่วงแรก แต่ทันทีที่โทรศัพท์ดัง เขาก็ลุกออกไป

“ผมต้องไปจัดการเรื่องงาน คุณพักก่อนนะ เดี๋ยวผมกลับมา”

รินไม่ได้ถามว่าเหตุใดเรื่องงานจึงสำคัญกว่าภรรยาที่เพิ่งหมดสติ เธอมองเขาเดินออกจากห้อง แล้วได้ยินเสียงประตูเปิดอีกครั้ง

เมษาเข้ามาพร้อมซองเอกสารในมือ

เธอปิดประตูเบา ๆ ก่อนนั่งลงตรงปลายเตียง

“ฉันคิดว่าคุณควรรู้ความจริงทั้งหมดค่ะ”

รินไม่ตอบ

เมษาวางเอกสารลงบนผ้าห่ม มีภาพถ่ายหลายใบ ทั้งภาพภาคินพาเธอไปเที่ยว ภาพจากรีสอร์ต และภาพที่ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันในห้องอาหารส่วนตัว

“เมื่อวานฉันกับประธานอยู่บนดาดฟ้านานมากค่ะ เราอยู่ด้วยกันทั้งบ่าย เขาบอกว่าเวลาอยู่กับคุณ บ้านเงียบและกดดันเกินไป”

รินมองภาพแล้วถาม

“แล้วเธออยากให้ฉันทำอะไร”

“ฉันไม่ได้อยากทำร้ายคุณ แต่เขาเลือกฉันแล้ว เขาบอกว่าอยู่กับฉันแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง”

เมษาหยิบภาพอีกใบขึ้นมา เป็นภาพภาคินวางมือบนท้องของเธอ

“เขาบอกว่าเรากำลังจะมีลูกค่ะ”

รินเงยหน้าขึ้น

“ภาคินรู้หรือยังว่าเธอตั้งครรภ์”

“เขารู้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว”

คำตอบนั้นทำให้เรื่องทั้งหมดชัดเจนขึ้น ภาคินไม่ได้เพิ่งตกหลุมรักเมษา เขาเตรียมทางออกไว้แล้ว เพียงรอให้รินเป็นคนถอยออกไป เพื่อให้เขายังคงเป็นสามีผู้แสนดีในสายตาของทุกคน

เมษายิ้มอย่างผู้ชนะ

“คุณชอบของที่คนอื่นเคยใช้แล้วไม่ใช่หรือคะ แต่อย่าห่วงเลย ฉันไม่สนใจของมือสอง ฉันต้องการให้เขาหย่ากับคุณก่อน”

รินมองเธออยู่นาน ก่อนหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน

“เธอคิดว่าการตั้งครรภ์ทำให้เธอมีสิทธิ์ดูถูกคนอื่นหรือ”

รอยยิ้มของเมษาหายไป

“ฉันไม่ได้ดูถูก ฉันแค่บอกความจริง”

“ความจริงคือเธอมีลูกกับผู้ชายที่ยังมีภรรยาอยู่ และเขาใช้เวลาสามเดือนหลอกทุกคนว่าฉันคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต”

เมษากำมือแน่น

“เขาจะหย่ากับคุณ”

“นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องเป็นคนพูดเอง”

รินไม่ยอมให้เมษาดึงเธอเข้าไปในสงครามของคนสองคนอีก เธอเก็บภาพทั้งหมดไว้ แล้วส่งสำเนาให้อรทันที

คืนนั้น เมื่อภาคินกลับมาถึงบ้าน เขายังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาซื้ออาหารที่รินชอบมาให้และบอกว่าโรงพยาบาลโทรตามเพราะผลตรวจยังไม่ครบ

“คุณดูผอมลงนะ” เขาพูด “เราน่าจะเริ่มคิดเรื่องมีลูกอย่างจริงจังได้แล้ว”

รินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“เมษาตั้งครรภ์กี่เดือนแล้ว”

ภาคินหยุดหายใจไปชั่วขณะ

“คุณไปได้ยินอะไรมา”

“ตอบฉัน”

“เธอไม่ได้ท้อง”

“งั้นภาพนี้คืออะไร”

รินวางภาพลงบนโต๊ะ ภาคินหยิบขึ้นมาดู แล้วใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแทนความอ่อนโยน

“เมษาเอาเรื่องนี้มาพูดกับคุณหรือ เธออยากทำลายครอบครัวของเรา”

“แล้วแหวนที่สั่งทำล่ะ”

รินวางใบสั่งทำแหวนตามลงไป

ภาคินเงียบ

“อธิบายสิ”

“มันเป็นแค่แหวนสำหรับโครงการการตลาด”

“ชื่อของคุณกับเมษาสลักอยู่ด้านในเพื่อการตลาดหรือ”

เขาไม่ตอบอีก

รินรู้ว่าเขายังไม่ยอมรับ ไม่ใช่เพราะไม่มีความผิด แต่เพราะเขายังคิดว่าคำโกหกที่ดีจะทำให้เธอสงสัยตัวเองได้

เธอจึงหยิบเอกสารจากกระเป๋าออกมา

“ฉันจะย้ายออกพรุ่งนี้”

ภาคินลุกขึ้นทันที

“คุณจะไปไหน”

“ไม่ใช่เรื่องของคุณแล้ว”

“ริน เราคุยกันได้ อย่าใช้อารมณ์เพราะเรื่องที่ยังไม่มีหลักฐาน”

“หลักฐานมากพอแล้วค่ะ เพียงแต่ฉันไม่เคยอยากมองมัน”

เขาคว้ามือเธอไว้

“คุณเป็นภรรยาผม คุณจะเดินออกไปตามใจไม่ได้”

รินมองมือของเขา แล้วพูดช้า ๆ

“การแต่งงานไม่ใช่กรง และฉันไม่ใช่ทรัพย์สินของคุณ”

วันรุ่งขึ้น รินกลับไปพบอร ทั้งคู่จัดการเรื่องบัญชี ทรัพย์สิน และร้านเครื่องประดับอย่างละเอียด บ้านที่ซื้อร่วมกันจะถูกประเมินราคาและแบ่งตามสัดส่วน เงินลงทุนของร้านแยกออกจากบัญชีบริษัทของภาคิน ส่วนของขวัญและทรัพย์สินส่วนตัวของเธอถูกบันทึกไว้ทั้งหมด

อรย้ำว่าอย่าเซ็นเอกสารใด ๆ ที่ภาคินส่งมาโดยไม่มีการตรวจสอบ

“เขาอาจพยายามทำให้คุณดูเหมือนเป็นฝ่ายทิ้งครอบครัว”

“ฉันไม่ได้กลัวคำพูดของเขาแล้ว”

“คุณอาจต้องใช้เวลาสองปี หากเขาไม่ยอมเซ็นหย่า”

รินนิ่งไป

“สองปีนานมาก”

“นาน แต่ไม่ใช่ตลอดชีวิต คุณไม่จำเป็นต้องรอเขาในระหว่างนั้น คุณแยกกันอยู่ได้ เริ่มชีวิตของตัวเองได้ และเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้”

รินเซ็นเอกสารแยกกันอยู่ในวันนั้น เธอไม่ได้โทรบอกภาคินทันที แต่กลับไปบ้านเพื่อเก็บของ

สิ่งแรกที่เธอหยิบคือกล่องไม้ใบเล็ก ภายในมีภาพถ่ายวันแต่งงานและใบเสร็จจากร้านแหวน เธอหยิบแหวนแต่งงานออกจากถ้วยใส่ของ แล้ววางไว้ข้างเอกสารหย่า

ภาคินกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น เห็นกระเป๋าของเธอวางอยู่หน้าประตู เขารีบเดินเข้ามา

“คุณจะไปจริง ๆ เหรอ”

“ใช่”

“คุณกำลังทำลายบ้านของเรา”

รินหันกลับไปมองเขา

“บ้านไม่ได้พังตอนที่ฉันเก็บกระเป๋า บ้านพังตอนที่คุณพาคนอื่นเข้ามาในความสัมพันธ์ของเรา แล้วให้ทุกคนช่วยกันหลอกฉัน”

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย”

“ฉันไม่ได้กำลังตัดสินคุณในศาล ภาคิน ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะยอมให้คุณอยู่ในชีวิตฉันต่อหรือไม่”

คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบไป

จากวันนั้น เมษายังคงส่งภาพมาให้รินเป็นระยะ ภาพห้องพักริมทะเล ภาพอาหารเช้า ภาพของภาคินกำลังเลือกเสื้อผ้าเด็ก และภาพที่ทั้งคู่ฉลองวันเกิดของเขาที่มัลดีฟส์

“เขามีความสุขมากค่ะ” เมษาเขียน

“เขาบอกว่าจะเป็นพ่อที่ดี และจะสร้างครอบครัวใหม่กับฉัน”

เมื่อก่อนรินคงร้องไห้กับทุกภาพ แต่ตอนนี้เธอเพียงส่งต่อให้ทนายเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วปิดการแจ้งเตือน

ภาคินยังโทรหาเธอทุกคืน บางครั้งพูดว่าคิดถึง บางครั้งกล่าวหาว่าเธอใจร้าย และบางครั้งขอให้เธอกลับบ้านเพื่อรักษาภาพลักษณ์บริษัท

“คนข้างนอกจะคิดอย่างไร ถ้ารู้ว่าเรากำลังแยกกันอยู่”

“นั่นคือสิ่งที่คุณกังวลหรือ”

“ผมมีพนักงาน มีหุ้นส่วน มีครอบครัว”

“แต่ไม่มีภรรยาอยู่ในนั้นแล้ว”

อรยื่นสำเนาข้อความและบันทึกค่าใช้จ่ายให้รินดูในเวลาต่อมา บัญชีบริษัทถูกใช้จ่ายค่าที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบิน และของขวัญราคาแพงให้เมษา หลายรายการถูกบันทึกเป็นค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า ทั้งที่ตรงกับวันที่ภาคินกับเมษาเดินทางไปพักผ่อน

นอกจากนี้ยังมีอีเมลจากผู้จัดการฝ่ายไอทีที่ขอให้ลบภาพจากกล้องวงจรปิดตามคำสั่งของภาคิน พนักงานคนหนึ่งยอมส่งคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องอีก

รินไม่ได้ใช้หลักฐานเหล่านี้เพื่อประจานเขา เธอให้ทนายส่งหนังสือขอแยกทรัพย์สินและเรียกค่าเสียหายตามสิทธิ์เท่านั้น

เมื่อภาคินได้รับหนังสือ เขาโทรมาเสียงสั่น

“คุณจะเอาเรื่องถึงขนาดนี้เลยเหรอ”

“ฉันกำลังปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง”

“คุณไม่เคยขาดอะไร ผมดูแลคุณมาตลอด”

รินมองร้านเครื่องประดับที่เธอกำลังทำบัญชีใหม่ เธอจำได้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคินไม่เคยจ่ายเงินเดือนให้เธอ เขาเพียงโอนเงินเข้าบัญชีร่วมแล้วพูดว่านั่นคือค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่รายได้จากร้านถูกเขานำไปใช้เป็นหลักฐานว่าเธอเป็นภรรยาที่ได้รับการเลี้ยงดู

“คุณไม่ได้ดูแลฉัน คุณทำให้ฉันต้องขอเงินจากคุณเพื่อใช้กับงานที่ฉันสร้างเอง”

ปลายสายเงียบไป

“ริน ผมยอมรับว่าผมผิด แต่เรายังแก้ไขได้”

“สิ่งที่คุณอยากแก้ไม่ใช่การแต่งงาน คุณอยากแก้ภาพของตัวเองต่างหาก”

สองเดือนหลังจากแยกกันอยู่ ภาคินพยายามจัดงานแถลงข่าวเล็ก ๆ ให้บริษัท โดยประกาศว่าเขากำลังปรับโครงสร้างชีวิตส่วนตัวเนื่องจากภรรยาต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เขาไม่พูดถึงเมษา และไม่พูดถึงการนอกใจ

แต่ก่อนที่ข่าวจะถูกเผยแพร่ อีเมลหลักฐานการใช้เงินบริษัทก็ถูกส่งไปยังคณะกรรมการตรวจสอบจากผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง การตรวจสอบภายในเริ่มขึ้น และผู้บริหารหลายคนที่เคยยืนข้างภาคินก็รีบถอยห่าง

พนักงานคนเดิมที่เคยพูดชมเขาในห้องพักบอกความจริงทั้งหมดต่อคณะกรรมการว่า ภาคินสั่งให้พวกเขาสร้างภาพสามีแสนดี บางครั้งถึงขั้นให้พนักงานโพสต์ภาพขนมและเครื่องดื่มที่เขาซื้อให้ริน ทั้งที่รินไม่เคยอยู่ในบริษัทในวันนั้น

เมษาเองก็เริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องการเบิกค่าใช้จ่าย เธอไม่ได้เป็นเพียงเลขานุการผู้ถูกล่อลวงอย่างที่ภาคินพยายามอ้าง แต่มีส่วนอนุมัติเอกสารหลายฉบับ และเป็นคนส่งข้อความสั่งให้ลบภาพกล้องวงจรปิด

เมื่อรู้ว่าภาคินอาจถูกพักงานและต้องคืนเงิน เธอก็เริ่มปฏิเสธเขา

“คุณบอกว่าจะจัดการทุกอย่างได้” เมษาตะโกนในห้องพัก “คุณบอกว่าภรรยาคุณไม่มีหลักฐานอะไร!”

“ลดเสียงหน่อย”

“แล้วแหวนแต่งงานล่ะ คุณบอกว่าจะหย่ากับเธอทันทีไม่ใช่หรือ”

“ผมกำลังจัดการอยู่”

“คุณจัดการอะไรไม่ได้เลย คุณแค่โกหกเก่งตอนที่ยังมีเงิน”

ภาคินกำหมัดแน่น แต่ไม่กล้าทำอะไร เพราะโทรศัพท์ของเมษากำลังบันทึกเสียงอยู่โดยที่เขาไม่รู้

หลังจากนั้นไม่นาน เมษาส่งไฟล์เสียงให้อร พร้อมข้อความว่าเธอต้องการถอนตัวจากข้อกล่าวหาบางส่วน เธอยอมรับว่าเป็นคนส่งภาพยั่วยุให้รินและจงใจทำกาแฟหกในบริษัท แต่ยืนยันว่าภาคินเป็นคนวางแผนปกปิดความสัมพันธ์และสั่งให้พนักงานช่วยกันโกหก

หลักฐานทั้งหมดทำให้การเจรจาเรื่องการหย่าชัดเจนขึ้น ภาคินไม่สามารถบังคับให้รินกลับไปอยู่บ้านได้อีก และไม่สามารถใช้ชื่อของเธอเพื่อสร้างภาพให้บริษัทต่อไป

หนึ่งปีผ่านไป รินย้ายไปอยู่ต่างประเทศตามแผนเดิม เธอไม่ได้หนีจากอดีต แต่ไปเปิดสตูดิโอออกแบบเครื่องประดับเล็ก ๆ กับเพื่อนที่ไว้ใจ ลูกค้ากลุ่มแรกเป็นคนที่เห็นผลงานของเธอจากอินเทอร์เน็ต และชื่นชอบวิธีที่เธอใช้วัสดุเก่ามาทำเป็นของชิ้นใหม่

เธอไม่เคยเล่าเรื่องภาคินให้ลูกค้าฟัง แต่เมื่อมีคนถามว่าทำไมแหวนบางวงจึงมีรอยขีดเล็ก ๆ ด้านใน เธอจะตอบว่า

“เพราะร่องรอยไม่ได้ทำให้ของชิ้นนั้นไร้ค่า แต่มันบอกเราว่าควรเก็บไว้หรือควรวางลง”

ในช่วงเวลานั้น การตรวจสอบบริษัทของภาคินเสร็จสิ้น เขาถูกปลดจากตำแหน่งและต้องคืนเงินส่วนหนึ่งให้บริษัท ส่วนการใช้เงินโดยมิชอบถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่ต้องขายทรัพย์สินหลายรายการเพื่อชดใช้หนี้และค่าเสียหาย

เมษายุติการทำงานกับบริษัท ก่อนย้ายไปอยู่กับครอบครัวของตัวเอง เธอคลอดบุตรในเวลาต่อมา ภาคินยอมรับเด็กเป็นบุตรและต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูตามกฎหมาย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเมษาไม่เหลือความหวานแบบในภาพถ่ายอีกแล้ว

พวกเขาเคยรักกันหรือไม่ รินไม่รู้ และไม่จำเป็นต้องรู้แล้ว

เมื่อครบกำหนดแยกกันอยู่สองปี ภาคินส่งเอกสารมาให้เธอเซ็นด้วยตัวเอง คราวนี้ไม่มีคำขอร้อง ไม่มีคำกล่าวโทษ มีเพียงชื่อของเขาและลายเซ็นที่สั่นเล็กน้อย

รินลงนามต่อหน้าอร แล้วส่งเอกสารกลับไป

ภาคินโทรมาในคืนเดียวกัน

“คุณไม่อยากพูดอะไรกับผมเลยหรือ”

รินมองแหวนแต่งงานที่วางอยู่ในกล่องไม้ เธอไม่เคยขายมัน และไม่เคยสวมอีก

“ฉันพูดทุกอย่างที่ต้องพูดไปแล้ว”

“ผมคิดว่าคุณจะรอให้ผมกลับไป”

“ฉันก็เคยคิดว่าคุณจะไม่ทำร้ายฉัน”

ปลายสายเงียบไปนาน

“ริน ผมขอโทษ”

“ฉันรับคำขอโทษไว้ แต่ฉันไม่รับคุณกลับมา”

เธอวางสายโดยไม่รู้สึกอยากร้องไห้

หลายเดือนต่อมา รินกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเพื่อเปิดนิทรรศการเครื่องประดับชุดใหม่ เธอตั้งชื่อคอลเลกชันว่า “รอยบาก” แต่ละชิ้นมีรอยเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ถูกขัดออก บางวงมีรอยขีด บางชิ้นมีเนื้อโลหะต่างสีฝังอยู่ภายใน ราวกับบันทึกของเวลาที่ผ่านพ้น

ในคืนเปิดงาน อรเดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้ใบเดิม

“ยังเก็บไว้อีกหรือ”

รินเปิดกล่อง หยิบแหวนแต่งงานขึ้นมาดู แล้วหัวเราะเบา ๆ

“ฉันเก็บไว้เพื่อเตือนตัวเองว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยรักใครมากจนลืมรักตัวเอง”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

รินมองไปรอบสตูดิโอ ผู้คนกำลังเลือกซื้อผลงานของเธอ ชื่อของเธอถูกพิมพ์อยู่บนการ์ดทุกใบ ไม่ใช่ในฐานะภรรยาของใคร แต่ในฐานะคนออกแบบที่สร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมาใหม่

“ตอนนี้ฉันไม่ลืมแล้ว”

เธอไม่ได้โยนแหวนลงทะเล ไม่ได้เผารูปแต่งงาน และไม่ได้ทำลายความทรงจำทั้งหมด เพราะอดีตไม่จำเป็นต้องถูกทำลายเพื่อให้คนคนหนึ่งเดินต่อไปได้

เช้าวันถัดมา รินนำแหวนวงนั้นใส่ลงในถาดหลอมโลหะ เธอไม่ได้หลอมเพื่อสร้างแหวนแต่งงานวงใหม่ แต่หลอมมันรวมกับเงินและทองจากชิ้นงานเก่า แล้วทำเป็นจี้เล็ก ๆ รูปประตูที่เปิดอยู่

ด้านหลังจี้มีรอยบากเส้นหนึ่งเหมือนเดิม

คราวนี้มันไม่ใช่สัญญาที่ผูกเธอไว้กับใคร แต่เป็นเครื่องหมายว่าเธอเคยผ่านประตูบานหนึ่งมาแล้ว และจะไม่มีวันย้อนกลับไปอยู่ในห้องเดิมอีก

Leave a Comment