“ถ้าภรรยาของผมมีแผลแม้แต่เส้นเดียว พวกคุณทุกคนก็ไม่ต้องกลับมาหาผมอีก”
กู้เฉินพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่คนปลายสายรู้ดีว่านั่นน่ากลัวกว่าการตะโกนหลายเท่า เพราะชายที่เป็นประธานกู้ไม่เคยขู่ใครโดยไม่มีเหตุผล และไม่เคยปล่อยให้คนที่ทำร้ายคนของเขาหลุดมือไปง่าย ๆ
ปัญหาคือ ภรรยาของเขาถูกพาตัวไปทั้งที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ถึงหนึ่งวัน และคนที่อยู่เบาะหลังรถสีดำซึ่งกำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองนั้น ไม่ใช่ทายาทตระกูลใหญ่ ไม่ใช่คู่หมั้นของใคร หากเป็นหญิงสาวธรรมดาที่เขาเพิ่งพบกลางแดดร้อนจัดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
เธอชื่อหลินเยว่ และก่อนหน้านั้นเขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าเธอชอบกินอะไร
เช้าวันนั้นอากาศร้อนจนพื้นถนนหน้าโครงการก่อสร้างสั่นระยิบ คนงานหลายคนหยุดพักใต้หลังคาชั่วคราวตามคำสั่งของกู้เฉิน แต่หลินเยว่ยังอยู่กลางแปลงดิน เธอกำลังช่วยเด็กฝึกงานคนหนึ่งยกถุงปูนออกจากทางเดิน ทั้งที่หน้าซีดและเหงื่อไหลจนเสื้อเปียกแนบตัว
“พอแล้ว คุณหลิน กลับไปพักก่อน” หัวหน้าคนงานตะโกน
เธอหันมายิ้ม “อีกถุงเดียวค่ะ ถ้าทิ้งไว้ตรงนี้ รถพยาบาลเข้าไม่ได้”
เธอยังพูดไม่จบก็ทรุดลงกับพื้น
คนงานแตกตื่น กู้เฉินซึ่งกำลังตรวจแบบก่อสร้างอยู่ไม่ไกลรีบเดินเข้าไป เขาคุกเข่าลงแตะหน้าผากของเธอ ความร้อนจากร่างกายทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
“โทรเรียกรถพยาบาล ลดอุณหภูมิเธอก่อน”
แพทย์สนามตรวจชีพจรแล้วส่ายหน้า “เป็นลมแดดรุนแรง หัวใจเต้นเร็วมาก ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดอาจช็อกได้”
กู้เฉินยืนอยู่ข้างเตียงจนหลินเยว่ฟื้น เมื่อเธอลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือชายในเสื้อเชิ้ตสีเข้มซึ่งมองเธอเหมือนกำลังประเมินความเสียหายของโครงการ ไม่ใช่มองคนที่เพิ่งรอดชีวิต
“คุณชื่ออะไร” เขาถาม
“หลินเยว่ค่ะ”
“จำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“จำได้ว่าคุณทำหน้าเหมือนจะหักเงินเดือนฉัน”
กู้เฉินชะงัก ก่อนจะหันไปมองหมอ “เธอยังพูดเล่นได้ แสดงว่าไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม”
หลินเยว่ได้ยินเสียงคนงานกระซิบเรียกเขาว่า “ประธานกู้” จึงเพิ่งรู้ว่าชายที่เธอคิดว่าเป็นหัวหน้าโครงการธรรมดาคือเจ้าของบริษัทกู้กรุ๊ป บริษัทที่รับเหมางานใหญ่ที่สุดในเมือง
เธอรีบลุกขึ้น “ฉันจะคืนค่ารักษาให้ค่ะ”
“ไม่ต้อง”
“งั้นหักจากเงินเดือนก็ได้”
“คุณยังไม่มีเงินเดือนกับบริษัทผม”
“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องคืนค่ะ ฉันไม่ชอบติดหนี้ใคร”
กู้เฉินมองเธออยู่นาน เขาไม่รู้ว่าความดื้อของเธอเกิดจากศักดิ์ศรีหรือความจน แต่แววตาคู่นั้นไม่เหมือนคนที่รอให้ใครมาช่วย
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของเขาดังขึ้น เป็นสายจากเลขาของครอบครัว
“ประธานกู้ คุณท่านแจ้งว่าเย็นนี้คุณต้องกลับบ้าน คุณหนูโจวหมี่เดินทางมาถึงแล้ว ทุกคนกำลังเตรียมงานหมั้น”
กู้เฉินหลับตาอย่างอดทน เขาไม่ต้องการงานหมั้น ไม่ต้องการเจ้าสาวที่ครอบครัวเลือก และยิ่งไม่ต้องการโจวหมี่ที่ใช้ชื่อของตระกูลมาข่มขู่เขามาตั้งแต่เด็ก
ตระกูลโจวมีอำนาจมากพอจะกดดันคณะกรรมการบริษัท หากเขาปฏิเสธการหมั้นในวันนี้ พ่อของเขาจะบังคับให้เขาลาออกจากตำแหน่งและส่งเขาไปดูแลสาขาต่างจังหวัด ส่วนโจวหมี่ก็จะใช้เรื่องนี้ทำลายโครงการที่เขาทุ่มเทมาหลายปี
เขาหันไปมองหลินเยว่
ความคิดหนึ่งที่ไม่สมเหตุสมผลผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“คุณต้องการเงินเท่าไรต่อเดือน”
หลินเยว่ขมวดคิ้ว “ถามทำไมคะ”
“แปดพันหยวน รวมอาหารและที่พัก ทำสัญญาหกเดือน”
เธอเงียบไปพักหนึ่ง “ให้ฉันทำงานอะไร”
“เป็นภรรยาของผม”
หลินเยว่คิดว่าเขายังมีไข้มากกว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเสียอีก
กู้เฉินอธิบายอย่างตรงไปตรงมา เขาต้องการภรรยาตามกฎหมายเพื่อหยุดการหมั้นกับโจวหมี่ และต้องการคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับแวดวงธุรกิจพอจะเล่นละครต่อหน้าครอบครัวเขาได้โดยไม่ถูกสงสัย ส่วนเธอจะได้รับเงินก้อนหนึ่งหลังครบสัญญาและสามารถออกจากชีวิตเขาได้ทันที
“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน”
“คุณไม่รู้จักครอบครัวผม และคุณกล้าพูดกับผมเหมือนคนธรรมดา”
“นั่นไม่ใช่คุณสมบัติของภรรยาหรอกค่ะ”
“สำหรับผม มันสำคัญกว่าความสวยหรือชาติตระกูล”
หลินเยว่ควรปฏิเสธ เธอรู้ว่าข้อเสนอนี้อันตรายเกินไป แต่แม่ของเธอกำลังรอการผ่าตัดหัวใจ และหนี้ค่ารักษาที่สะสมอยู่ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ เจ้าของที่ดินยังขู่จะยึดบ้านหลังเก่าของครอบครัวหากเธอหาเงินก้อนแรกไม่ทันสิ้นเดือน
เธอจึงถามเพียงว่า “สัญญามีเงื่อนไขอะไรอีก”
กู้เฉินยื่นเอกสารให้ “ห้ามยุ่งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผม ห้ามเปิดเผยเรื่องสัญญา และต้องอยู่กับผมต่อหน้าครอบครัวจนกว่าจะครบหกเดือน”
“แล้วฉันต้องทำเหมือนเป็นภรรยาจริงแค่ไหน”
“มากพอให้คนอื่นเชื่อ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันมีข้อเรียกร้องค่ะ”
เขาเลิกคิ้ว
“ฉันไม่สวมชุดราคาถูกไปถ่ายรูปแต่งงานกับคุณ เราจะถ่ายรูปให้เหมือนงานแต่งจริง และคุณต้องไม่ดูถูกครอบครัวฉันต่อหน้าคนอื่น”
เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่กู้เฉินยิ้ม
“ตกลง”
ทั้งคู่ไปห้างด้วยรถของบริษัท คนขับแทบไม่กล้ามองกระจกหลัง เพราะไม่เคยเห็นประธานกู้พาผู้หญิงธรรมดาไปเลือกเสื้อผ้าด้วยตัวเอง หลินเยว่เลือกชุดสีขาวเรียบ ๆ ไม่เอาเครื่องประดับราคาแพง และปฏิเสธรองเท้าคู่หนึ่งเพราะบอกว่าเดินไม่สะดวก
“คุณเป็นเจ้าสาวที่ประหยัดเกินไป” กู้เฉินพูด
“ฉันไม่ได้ซื้อของด้วยเงินคุณทุกอย่างนี่คะ”
“หลังจากแต่งงาน คุณใช้เงินของผมได้”
“สัญญาระบุแค่ค่าอาหารกับที่พัก ไม่ได้ระบุว่าฉันจะใช้บัตรคุณ”
เขามองเธอแล้วตอบเบา ๆ “ถ้าคุณเป็นภรรยาของผม เงินของผมก็คือเงินของคุณ”
หลินเยว่หัวเราะ “พูดแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่า”
“ไม่เคยพูดกับใคร”
เขาพูดจริง แต่เธอไม่เชื่อ
ภาพถ่ายแต่งงานถูกถ่ายในบ่ายวันเดียวกัน ตอนแรกกู้เฉินยืนตัวแข็งราวกับถูกบังคับให้เซ็นสัญญาก่อสร้าง หลินเยว่จึงบอกช่างภาพให้สอนเขายิ้ม เมื่อเขาทำไม่เป็น เธอเอื้อมมือไปยกมุมปากเขาขึ้นเล็กน้อย
“มองกล้องค่ะ อย่าทำหน้าเหมือนกำลังไล่คนออกจากบริษัท”
“ผมไม่เคยไล่คนโดยไม่มีเหตุผล”
“แต่สีหน้าคุณเหมือนกำลังจะไล่ฉัน”
คราวนี้กู้เฉินยิ้มจริง ๆ
ช่างภาพกดชัตเตอร์ในจังหวะนั้นพอดี ภาพที่ได้ทำให้ทั้งคู่ดูเหมือนสามีภรรยาที่รู้จักกันมานาน ไม่ใช่คนสองคนที่เพิ่งลงนามในสัญญาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
คืนนั้นพวกเขาไปจดทะเบียนสมรส กู้เฉินยื่นใบรับรองให้หลินเยว่ เธอรับมาแล้วมองชื่อของตัวเองข้างชื่อเขาอย่างไม่คุ้นเคย
“คุณเสียใจไหม” เขาถาม
เธอเงยหน้า “แต่งงานกับผู้ชายที่รู้จักไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงน่ะเหรอคะ”
“ใช่”
“ยังไม่เสียใจค่ะ”
คำตอบนั้นติดอยู่ในความคิดของกู้เฉินตลอดคืน
วันรุ่งขึ้นเขาพาหลินเยว่กลับบ้านตระกูลกู้ การต้อนรับไม่ได้เป็นอย่างที่คนภายนอกเห็น แม่ของเขามองเธอตั้งแต่ศีรษะจดเท้า ส่วนโจวหมี่ถึงกับทำแก้วน้ำหลุดมือเมื่อเห็นทะเบียนสมรส
“คุณแต่งงานกับคนงานก่อสร้างคนหนึ่งเพราะต้องการหนีฉัน?” โจวหมี่ถาม
กู้เฉินจับมือหลินเยว่ต่อหน้าทุกคน “เธอคือภรรยาของผม กรุณาพูดกับเธอให้เกียรติ”
โจวหมี่หัวเราะเย็น “เธอรู้หรือยังว่าคุณแต่งงานกับเธอเพราะอะไร”
หลินเยว่กำลังจะตอบ แต่กู้เฉินพูดแทรก “เรื่องของผมกับภรรยา ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกอธิบาย”
คำนั้นทำให้โจวหมี่หน้าซีด เธอไม่เคยถูกกู้เฉินปกป้องต่อหน้าคนอื่นมาก่อน
หลังจากวันนั้น หลินเยว่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านของกู้เฉิน เธอพยายามทำตามสัญญาอย่างเคร่งครัด ไม่เข้าไปยุ่งกับเอกสารของเขา ไม่ถามเรื่องผู้หญิงในโทรศัพท์ และนอนคนละห้องโดยไม่เรียกร้องอะไร
แต่ความเรียบร้อยของเธอกลับทำให้กู้เฉินรู้สึกไม่สบายใจ
เธอตื่นเช้าไปทำงาน กลับบ้านมาดูแลแม่บ้านในครัว และมักเก็บอาหารส่วนหนึ่งไว้ให้คนขับรถกับคนงานที่ทำงานล่วงเวลา เมื่อรู้ว่าโรงงานของบริษัทจะหยุดพักช่วงบ่ายเพราะอากาศร้อน เธอเป็นคนเสนอให้ติดตั้งจุดน้ำดื่มเพิ่มและจัดเวลาพักโดยไม่หักค่าแรง
กู้เฉินเห็นด้วยทันที แม้เลขาจะบอกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
“เงินไม่กี่แสนแลกกับชีวิตคนงานไม่ได้หรือ” เขาถาม
หลินเยว่ไม่รู้ว่าคำพูดของเธอทำให้เขาเปลี่ยนคำสั่งบริษัท แต่คนในบริษัทเริ่มมองเธอแตกต่างไปจากเดิม จากหญิงสาวที่ถูกจ้างมาเล่นละคร เธอกลายเป็นคนที่จำชื่อคนงานได้มากกว่าผู้บริหารหลายคน
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อย ๆ เปลี่ยนโดยไม่มีใครตั้งใจ กู้เฉินเริ่มกลับบ้านตรงเวลา หลินเยว่เริ่มรู้ว่าเขาไม่กินผักชีและมักปวดหัวเวลานอนน้อย ส่วนเขารู้ว่าเธอเก็บเงินทุกหยวนไว้รักษาแม่ และไม่เคยซื้อของให้ตัวเองแม้แต่ชิ้นเดียว
คืนหนึ่ง หลินเยว่เห็นเขานั่งอยู่คนเดียวหน้าห้องทำงาน เธอวางชาร้อนลงข้างมือ
“คุณไม่ต้องทำเหมือนเราเป็นสามีภรรยาตลอดเวลาก็ได้ค่ะ”
“ผมไม่ได้แสดง”
เธอเงียบ
กู้เฉินมองออกไปนอกหน้าต่าง “แม่ผมเสียตอนผมอายุสิบหก พ่อแต่งงานใหม่เร็วมาก ภรรยาใหม่ของเขาพยายามควบคุมบริษัทผ่านลูกชายของเธอ ผมจึงไม่ไว้ใจคนที่เข้ามาใกล้เพราะผลประโยชน์”
“แล้วคุณไว้ใจฉันหรือยัง”
“กำลังพยายาม”
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ”
ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่คืนนั้นหลินเยว่ทิ้งไฟหน้าห้องทำงานไว้ให้เขา และกู้เฉินก็ไม่ปิดมันจนถึงเช้า
โจวหมี่ไม่ยอมถอย เธอเริ่มส่งข้อความข่มขู่หลินเยว่ บางข้อความบอกว่าแม่ของเธอจะไม่ได้รับการผ่าตัด บางข้อความส่งภาพบ้านเก่าที่มีคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู หลินเยว่ลบข้อความทั้งหมดโดยไม่บอกกู้เฉิน เพราะไม่อยากให้สัญญาหกเดือนกลายเป็นสงครามของคนร่ำรวย
แต่ในคืนหนึ่ง เธอได้รับเอกสารทวงหนี้ที่มีตราประทับของบริษัทกู้กรุ๊ปแนบมาด้วย ภายในระบุว่าครอบครัวของเธอผิดสัญญาเงินกู้และต้องจ่ายเงินจำนวนมากภายในสามวัน
หลินเยว่รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะครอบครัวเธอไม่เคยกู้เงินจากบริษัทกู้กรุ๊ป
เธอเริ่มค้นเอกสารเก่าในบ้านและพบสำเนาสัญญาที่พ่อของเธอเคยเซ็นเมื่อหลายปีก่อน ลายเซ็นในเอกสารคล้ายของพ่อ แต่วันที่ในสัญญาอยู่หลังวันที่พ่อเสียชีวิตไปแล้วถึงหกเดือน
ใครบางคนปลอมแปลงเอกสารเพื่อยึดที่ดินของเธอ
หลินเยว่เก็บสำเนาไว้ในกล่องเหล็กใบเล็กซึ่งแม่ใช้เก็บใบเสร็จค่ารักษา แล้วนำเรื่องไปถามทนายของกู้เฉินโดยไม่ให้เขารู้ เธอค้นพบว่าที่ดินผืนเล็กของครอบครัวตั้งอยู่ใกล้แนวโครงการใหม่ของบริษัท และมีคนพยายามรวบรวมที่ดินรอบข้างเพื่อขายต่อในราคาสูง
ชื่อของผู้ติดต่อในเอกสารคือโจวหมี่
ก่อนหลินเยว่จะตรวจสอบต่อ เธอก็ถูกคนของโจวหมี่ดักที่หน้าคลินิก แรกเริ่มพวกเขาอ้างว่าจะพาเธอไปคุยกัน แต่เมื่อเธอปฏิเสธ ชายสองคนก็ลากเธอขึ้นรถ
“คุณหนูโจวแค่อยากให้คุณกลับไปคุยที่บ้าน”
“ฉันไม่ไป”
หลินเยว่ดิ้นสุดแรง เธอคว้ากระเป๋าเอกสารไว้แน่น แต่โทรศัพท์ถูกแย่งไป ท่ามกลางความชุลมุน เธอสามารถซ่อนแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุหลักฐานไว้ในช่องเล็ก ๆ ใต้เบาะรถ
รถออกจากถนนข้างเมืองไปทางตะวันออก
ในเวลาเดียวกัน กู้เฉินกลับถึงบ้านแล้วไม่พบเธอ เขาโทรหาเธอหลายครั้งแต่ไม่มีคนรับ เมื่อกล้องวงจรปิดหน้าคลินิกแสดงภาพรถสีดำคันหนึ่ง เขาจึงโทรหาเสิ่นอวี่ เลขาคนสนิททันที
“ตามรถคันนั้น ทะเบียน 613 ไปทางตะวันออก”
“ประธานกู้ จะให้แจ้งตำรวจไหมครับ”
กู้เฉินกำมือแน่น “แจ้งทันที แต่ส่งคนไปก่อน อย่าให้พวกมันรู้ว่าภรรยาของผมถูกพาไปไหน”
รถของเขาพุ่งออกจากบ้านโดยไม่รอคนขับ
บนรถอีกคัน หลินเยว่พยายามถ่วงเวลา เธอแกล้งทำเป็นหมดสติ เมื่อชายที่นั่งข้าง ๆ ก้มลงตรวจ เธอใช้กิ๊บติดผมแทงมือเขาแล้วคว้าประตู แต่รถกำลังวิ่งเร็ว เธอจึงถูกกระชากกลับมาและศีรษะกระแทกกับกระจก
เธอได้ยินเสียงโจวหมี่จากโทรศัพท์ที่เปิดลำโพง
“เอาเธอไปไว้ที่โกดังเก่า ให้เซ็นยกที่ดินก่อน แล้วค่อยปล่อย”
หลินเยว่ฝืนลืมตา “คุณทำทั้งหมดนี้เพราะที่ดินของฉันหรือ”
“เธอคิดว่าตัวเองมีค่าเพราะกู้เฉินรักเธอจริงหรือไง” โจวหมี่หัวเราะ “เขาแค่ใช้เธอหนีฉัน และเธอก็ใช้เขาเพื่อเงินเหมือนกัน เราต่างก็รู้ว่าเรื่องนี้เป็นการแต่งงานปลอม ๆ”
คำพูดนั้นเจ็บกว่าบาดแผลที่ขมับ แต่หลินเยว่ไม่ยอมร้องไห้
“ถ้าคุณมั่นใจว่าเขาไม่ได้รักฉัน แล้วทำไมต้องกลัวเขาขนาดนี้”
ปลายสายเงียบไป
ช่วงเวลานั้นเอง หลินเยว่เห็นเครื่องติดตามขนาดเล็กที่ห้อยอยู่กับสร้อยข้อมือ เธอจำได้ว่ากู้เฉินเป็นคนมอบให้หลังจากที่เธอเกือบหลงทางในงานบริษัท เขาบอกเพียงว่าเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉิน แต่ไม่เคยอธิบายว่ามันส่งตำแหน่งได้
เธอจึงแกล้งขยับตัวให้สร้อยกระแทกกับขอบเบาะหลายครั้ง หวังให้สัญญาณยังทำงาน
กู้เฉินตามมาถึงถนนนอกเมือง เขาเห็นรถทะเบียน 613 เลี้ยวเข้าเขตโกดังร้างจึงเร่งเครื่องตาม แต่รถอีกคันตัดหน้าไว้ คนของเขาต้องหลบลงข้างทาง
“อย่าปะทะจนกว่าตำรวจจะถึง” เสิ่นอวี่ตะโกน
กู้เฉินไม่ตอบ เขาหยิบรูปถ่ายแต่งงานจากกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาดู ภาพนั้นเป็นภาพที่หลินเยว่ยกมุมปากเขาขึ้น เธอยิ้มโดยไม่รู้ว่าตั้งแต่วินาทีที่กดชัตเตอร์ เขาไม่เคยมองการแต่งงานครั้งนี้ว่าเป็นแค่สัญญาอีกต่อไป
เขาก้าวลงจากรถโดยไม่รอใคร
ในโกดัง โจวหมี่วางเอกสารยกที่ดินลงตรงหน้าหลินเยว่
“เซ็น แล้วแม่ของเธอจะได้รับเงินผ่าตัด”
หลินเยว่กวาดตามองเอกสาร เธอสังเกตเห็นตราประทับบริษัทกู้กรุ๊ปในเอกสารฉบับแรก และพบว่าหมายเลขเอกสารไม่ตรงกับระบบที่ทนายเคยแสดงให้ดู
“คุณปลอมเอกสารของบริษัทกู้กรุ๊ป”
โจวหมี่ตบหน้าเธอ “อย่าคิดว่ารู้มากแล้วจะรอด”
“คนของคุณบันทึกเสียงไว้หรือยัง” หลินเยว่ถามอย่างกะทันหัน
โจวหมี่ชะงัก
หลินเยว่ยิ้มทั้งที่มุมปากมีเลือด “คุณพูดเองว่าต้องให้ฉันเซ็นเพื่อยกที่ดิน ถ้าฉันเซ็นเพราะถูกข่มขู่ เอกสารก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี คุณควรจ้างคนที่รู้กฎหมายกว่านี้”
โจวหมี่รู้ตัวว่าถูกยั่ว แต่ความโกรธทำให้เธอเสียการควบคุม เธอหันไปสั่งลูกน้องให้บังคับมือหลินเยว่ลงบนเอกสาร
ทันใดนั้น เสียงประตูเหล็กก็เปิดออก
กู้เฉินยืนอยู่ตรงทางเข้า ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระจายกำลังอยู่ด้านหลัง
“ปล่อยเธอ”
ไม่มีใครขยับ
เขาพูดซ้ำช้า ๆ “ผมบอกให้ปล่อยภรรยาของผม”
โจวหมี่หัวเราะ “คุณจะทำอะไรได้ กู้เฉิน ถ้าฉันยอมรับว่าปลอมเอกสาร คุณก็เสียชื่อไปด้วย เพราะภรรยาของคุณเป็นคนงานที่ถูกจ้างมาแต่งงานกับคุณ ทุกคนจะรู้ว่าคุณหลอกคณะกรรมการ”
“ผมไม่เคยบอกคณะกรรมการว่าการแต่งงานนี้เกิดจากความรัก”
เขาหยิบเอกสารอีกชุดออกมา “แต่คุณปลอมลายเซ็นของผู้ถือหุ้น ใช้ชื่อบริษัทออกเอกสารทวงหนี้ และลักพาตัวภรรยาของผม เรื่องพวกนี้อธิบายยากกว่าการแต่งงานของผมมาก”
โจวหมี่หน้าซีด
เสิ่นอวี่เปิดเสียงบันทึกจากโทรศัพท์ของหลินเยว่ ทุกคำสั่งที่โจวหมี่พูดในรถและในโกดังถูกบันทึกไว้ นอกจากนี้ แฟลชไดรฟ์ที่หลินเยว่ซ่อนไว้ใต้เบาะรถยังมีหลักฐานการโอนเงินให้เจ้าหน้าที่บางคนในบริษัท และสำเนาสัญญาปลอมหลายฉบับ
กู้เฉินไม่ได้รู้เรื่องแฟลชไดรฟ์มาก่อน หลินเยว่เป็นคนเก็บหลักฐานด้วยตัวเองตั้งแต่วันที่เริ่มสงสัย
เขามองเธอทั้งโกรธทั้งโล่งใจ “คุณรู้ว่าอันตราย แต่ยังมาที่นี่คนเดียว?”
“ถ้าฉันบอกคุณ พวกเขาอาจทำร้ายแม่ฉันก่อน”
“คุณควรบอกผม”
“ฉันไม่อยากให้คุณช่วยเพราะคิดว่าฉันเป็นภรรยาตามสัญญา”
กู้เฉินเดินเข้าไปหาเธอ เขาปลดเสื้อคลุมคลุมไหล่ให้ แล้วตอบต่อหน้าทุกคน
“ถ้าคุณไม่ใช่ภรรยาของผม ผมก็จะช่วยคุณอยู่ดี”
โจวหมี่ถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน เธอไม่ได้เสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่ต้องเผชิญคดีปลอมแปลงเอกสาร ข่มขู่ และกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงการตรวจสอบธุรกรรมของบริษัทครอบครัวเธอ ผู้สมรู้ร่วมคิดบางคนยอมให้ข้อมูลเพื่อรักษาตัวเอง ทำให้เรื่องที่เธอพยายามปิดบังมานานค่อย ๆ ถูกเปิดเผย
พ่อของกู้เฉินลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัทชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงการสอบสวน ส่วนกู้เฉินส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการและตำรวจ แม้รู้ว่าการเปิดเผยเรื่องสัญญาแต่งงานอาจทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย
ข่าวลือแพร่ไปทั่วบริษัท หลายคนพูดว่าหลินเยว่แต่งงานกับเขาเพราะเงิน บางคนเรียกเธอว่าเจ้าสาวปลอม
หลินเยว่ไม่โต้เถียง เธอกลับไปอยู่บ้านเดิมเพื่อดูแลแม่ระหว่างการผ่าตัด และคืนบัตรห้องพักกับกุญแจบ้านให้กู้เฉิน
“สัญญาเหลืออีกสี่เดือน” เขาพูด
“แต่เรื่องที่คุณต้องการจบไปแล้ว คุณไม่ต้องใช้ฉันอีก”
“แล้วถ้าผมไม่อยากจบล่ะ”
หลินเยว่สบตาเขา “คุณอยากเก็บภรรยาตามสัญญา หรืออยากอยู่กับฉันจริง ๆ”
กู้เฉินตอบไม่ได้ในทันที เพราะเขาเพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาใช้คำว่าสัญญาเพื่อปกป้องตัวเองจากความจริง
หลินเยว่ไม่ได้ทวงคำตอบ เธอขอให้เขากลับไปก่อน
แม่ของเธอเข้ารับการผ่าตัดในสัปดาห์ต่อมา การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี แต่ต้องพักฟื้นอีกนาน หนี้สินบางส่วนได้รับการยกเลิกหลังการตรวจพบว่าเอกสารถูกปลอมแปลง ที่ดินของครอบครัวยังเป็นของพวกเธอ และกู้กรุ๊ปประกาศถอนโครงการส่วนที่กระทบชาวบ้านเพื่อให้มีการตรวจสอบใหม่อย่างโปร่งใส
กู้เฉินไม่ได้มาหาหลินเยว่ทุกวัน เขาเพียงส่งอาหาร ยา และเอกสารการรักษาโดยไม่ลงชื่อ แต่ทุกครั้งที่เธอถาม คนส่งของจะตอบว่า “มีคนฝากมา”
จนวันหนึ่งหลินเยว่เห็นเขานั่งอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย มือข้างหนึ่งถือรูปถ่ายแต่งงาน อีกข้างถือเอกสารฉบับใหม่
“นี่อะไรคะ”
“สัญญา”
เธอเปิดอ่านแล้วพบว่าทุกข้อในสัญญาเดิมถูกขีดฆ่า เหลือเพียงบรรทัดเดียว
“ฉันไม่รับงานเป็นภรรยาแล้วค่ะ”
“ผมรู้”
“งั้นคุณมาทำไม”
กู้เฉินวางเอกสารลงบนตักของเธอ “มาขอแต่งงานใหม่ โดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีวันหมดอายุ และไม่มีข้อกำหนดว่าคุณต้องรักผมตั้งแต่วันแรก”
หลินเยว่เงยหน้าขึ้น
เขาพูดต่อ “คุณปฏิเสธได้ ผมจะไม่บังคับ แต่ถ้าคุณถามว่าผมจะอยู่รอไหม คำตอบคือใช่”
เธอมองชายที่เคยดูเหมือนคนเย็นชาและเข้าถึงไม่ได้ ตอนนี้เขานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องผู้ป่วย เสื้อเชิ้ตยับและมีรอยคล้ำใต้ตาเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาหลายคืน
“คุณรู้ไหมว่าการแต่งงานกับฉันจะทำให้ถูกพูดถึงอีกนาน”
“ผมเคยถูกพูดถึงเรื่องแย่กว่านี้”
“ฉันไม่มีครอบครัวร่ำรวย ไม่มีบริษัท ไม่มีอะไรให้คุณ”
“คุณมีตัวเอง”
“ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยากอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของคุณล่ะ”
“เราจะอยู่บ้านที่คุณสบายใจ”
“ถ้าฉันยังไม่เชื่อใจคุณทั้งหมด”
“ผมจะใช้เวลาที่เหลือพิสูจน์”
หลินเยว่นิ่งไปนาน ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ประธานกู้คะ คุณพูดเก่งขึ้นมากนะ”
“ผมฝึกมาหลายวัน”
เธอไม่ได้เซ็นเอกสารทันที เธอบอกให้เขากลับไปคิดเรื่องชีวิตของตัวเองก่อน และกู้เฉินก็ทำตาม เขาไม่เร่ง ไม่ใช้เงิน ไม่ส่งใครมาตาม และไม่เคยเอาเรื่องที่เขาเคยช่วยครอบครัวเธอมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน
สามเดือนต่อมา หลินเยว่กลับไปทำงานที่โครงการก่อสร้าง เธอไม่ได้เป็นคนงานอีกแล้ว กู้เฉินเสนอให้เธอเข้าร่วมโครงการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิการคนงาน แต่ตำแหน่งนั้นต้องผ่านการอบรมและการสอบเหมือนทุกคน
เธอรับข้อเสนอด้วยเงื่อนไขว่าเขาห้ามปฏิบัติต่อเธอเป็นพิเศษ
“ถ้าฉันทำผิด คุณต้องเตือนฉันเหมือนเตือนคนอื่น”
“ถ้าคุณทำผิด ผมจะเตือนคุณก่อนคนอื่น”
“นั่นก็พิเศษอยู่ดี”
“ผมหมายถึงผมจะพูดกับคุณเบากว่า”
“ไม่ต้องค่ะ พูดตามจริง”
กู้เฉินยิ้ม “ตกลง”
ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้กลับไปเหมือนเดิม เพราะมันไม่เคยมีคำว่าเดิมตั้งแต่ต้น พวกเขาเริ่มต้นจากการต่อรอง อยู่ต่อด้วยความไว้ใจที่ค่อย ๆ เติบโต และก้าวไปข้างหน้าด้วยการเลือกกันใหม่ในทุกวัน
เมื่อครบหกเดือน หลินเยว่คืนใบรับรองการแต่งงานให้กู้เฉินพร้อมกับสัญญาฉบับเก่า
“คุณไม่ต้องคืนเอกสารนี้” เขาบอก
“ฉันรู้ค่ะ ฉันแค่อยากให้คุณเก็บมันไว้เป็นหลักฐานว่าเราเคยทำเรื่องบ้าบอแค่ไหน”
“ผมอยากเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าเป็นวันที่ผมได้พบคุณ”
เธอมองเขาแล้วหยิบรูปถ่ายแต่งงานออกจากซอง ภาพนั้นยังคงเป็นภาพเดียวกับวันแรก กู้เฉินยืนตัวแข็ง ส่วนหลินเยว่ยกมุมปากเขาขึ้นด้วยมือของตัวเอง
“ตอนนั้นคุณยังยิ้มไม่เป็นเลย”
“ตอนนี้เป็นแล้ว”
“พิสูจน์สิคะ”
เขายิ้มโดยไม่ต้องมีใครสอน
วันต่อมา คนงานในโครงการได้รับประกาศใหม่ว่าในช่วงอากาศร้อนทุกคนมีสิทธิ์หยุดพัก และไม่มีใครจะถูกหักค่าแรงเพราะรักษาสุขภาพ หลินเยว่ยืนตรวจจุดน้ำดื่มใต้ร่ม ขณะที่กู้เฉินเดินเข้ามาพร้อมกล่องอาหาร
“วันนี้พักเที่ยงแล้ว” เขาบอก
“ฉันยังตรวจไม่เสร็จ”
“อีกถุงเดียวใช่ไหม”
หลินเยว่หันไปมองเขา ก่อนจะหลุดหัวเราะ เพราะจำได้ว่านั่นคือคำพูดเดียวกับวันที่ทั้งคู่พบกัน
ครั้งนี้กู้เฉินไม่ปล่อยให้เธอล้มลงกลางแดด เขาถือร่มให้เธอเอง และเมื่อเธอหันมาบอกว่าไม่ต้องดูแลมากเกินไป เขาก็เพียงตอบว่า
“ผมไม่ได้ทำตามสัญญาแล้ว”
หลินเยว่รับกล่องอาหารจากมือเขา “ค่ะ ฉันก็เหมือนกัน”
บนโต๊ะในบ้านของพวกเขายังมีรูปถ่ายแต่งงานใบแรกวางอยู่ แม้สัญญาหกเดือนจะหมดอายุไปนานแล้ว แต่รอยยิ้มที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในวันนั้น กลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีใครจ้าง ไม่มีใครบังคับ และไม่มีวันต้องยกเลิก