“ปล่อยฉันไปเถอะนะ…เธอก็มีชีวิตเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
เสียงแหบแผ่วดังขึ้นจากใต้กองหญ้า ทั้งที่ตรงนั้นมีเพียงงูสีขาวตัวหนึ่งนอนขดอยู่ เลือดสีแดงไหลซึมออกจากลำตัวและเกล็ดหลายแผ่นถูกฉีกจนเห็นเนื้อด้านใน
หลินเยว่หยุดฝีเท้า นางกำลังรีบกลับหมู่บ้านก่อนฟ้ามืด และในตะกร้าบนหลังยังเหลือสมุนไพรเพียงน้อยนิดสำหรับแม่ที่กำลังป่วย หากมัวเสียเวลาช่วยสัตว์ประหลาดในป่า นางอาจไปไม่ทันประตูหมู่บ้านปิด
แต่งูตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาสีทองสั่นไหวอย่างคนที่กำลังหวาดกลัว
“เจ้าพูดได้จริง ๆ หรือ” หลินเยว่ก้มลงถาม
“ถ้าไม่ช่วย ข้าจะตายก่อนพระอาทิตย์ตก”
นางมองบาดแผลแล้วกัดริมฝีปาก งูขาวตัวนี้ถูกกับดักของนายพรานรัดลำตัวไว้ รอยเขี้ยวของโลหะฝังลึกจนแทบฉีกมันออกเป็นสองท่อน หลินเยว่รู้ดีว่าชาวบ้านมักเชื่อว่างูขาวเป็นลางร้าย ใครพบมันก็ต้องฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้เกิดภัย
แต่เสียงของมันไม่ได้ฟังเหมือนปีศาจเลย มันฟังเหมือนคนที่กำลังขอชีวิต
“ข้าช่วยเจ้าได้ แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายใคร”
งูขาวหลับตาลงอย่างอ่อนแรง “ข้าสัญญา”
หลินเยว่ใช้มีดเล็กตัดเชือกกับดักทีละเส้น โลหะคมบาดนิ้วจนเลือดไหล แต่ในที่สุดงูขาวก็หลุดออกมา มันพยายามเลื้อยหนี ทว่าลำตัวสั่นจนแทบขยับไม่ได้
นางจึงถอดผ้าพันคอของตนออก พันรอบบาดแผล แล้วอุ้มมันใส่ตะกร้าสมุนไพร แม้จะรู้ว่าหากใครเห็น นางคงถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงปีศาจไว้ในบ้าน
“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว อดทนหน่อย”
“หมู่บ้านของเจ้าอยู่ทางตะวันตกหรือ”
“ใช่ แต่เจ้าเข้าไปไม่ได้ คนที่นั่นกลัวงูขาว”
งูขาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเบา ๆ “แล้วเจ้ากลัวข้าหรือไม่”
หลินเยว่ก้มมองมัน “ตอนแรกกลัว แต่ตอนนี้ข้ากลัวว่าเจ้าจะตายมากกว่า”
คืนนั้น นางซ่อนงูขาวไว้ในโรงเก็บฟืนหลังบ้าน แบ่งยาสมุนไพรที่เตรียมไว้ให้แม่ครึ่งหนึ่งมารักษาบาดแผลของมัน แม่ของนางเห็นเข้าแต่ไม่ได้ห้าม เพียงถอนหายใจและถามว่า “ถ้าพรุ่งนี้แม่ไม่มีแรงเดิน เจ้าจะเอายาที่เหลือไปให้ใคร”
“แม่มีข้าอยู่ทั้งคน” หลินเยว่ตอบ แม้รู้ว่าตัวเองกำลังโกหก
ตั้งแต่บิดาหายตัวไปเมื่อสามปีก่อน นางต้องดูแลแม่เพียงลำพัง ชาวบ้านเคยบอกว่าบิดาของนางหนีไปเพราะเป็นหนี้ แต่หลินเยว่ไม่เคยเชื่อ เขาเป็นคนเคร่งครัดเรื่องคำสัญญา และก่อนออกจากบ้านในคืนที่หายตัวไป เขาได้วางจี้หยกสีดำไว้บนโต๊ะ พร้อมพูดเพียงว่า “ถ้าข้ายังไม่กลับ อย่าเข้าไปในป่าต้องห้าม ไม่ว่าจะได้ยินเสียงใครเรียกก็ตาม”
ตั้งแต่นั้นมา หลินเยว่ไม่เคยย่างกรายเข้าไปในป่าลึกอีกเลย จนกระทั่งวันนี้
รุ่งเช้า งูขาวเริ่มมีแรง มันกินสมุนไพรที่นางบดให้และนอนนิ่งอยู่ใต้แสงแดดอ่อน ๆ หลินเยว่คิดว่าหากมันฟื้นดีแล้วจะปล่อยกลับเข้าป่า ทว่ายังไม่ทันได้เตรียมตัว เสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นจากกลางหมู่บ้าน
ผู้คนวิ่งวุ่นไปตามถนน เด็ก ๆ ร้องไห้ ผู้ใหญ่ตะโกนให้ทุกคนขึ้นไปอยู่บนเนินสูง หลินเยว่อุ้มงูขาวกลับเข้าไปซ่อนในโรงฟืน แล้วรีบออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ลำธารที่หล่อเลี้ยงหมู่บ้านกลายเป็นสีดำ น้ำส่งกลิ่นเหม็นคล้ายเหล็กสนิม ปลาที่ชาวบ้านเลี้ยงลอยตายเต็มผิวน้ำ หลายคนที่ดื่มน้ำไปแล้วเริ่มปวดท้องและหมดสติ
“ต้องเป็นคำสาปของงูขาวแน่ ๆ!” ผู้ใหญ่บ้านเฉินตะโกน “เมื่อคืนมีคนเห็นมันอยู่แถวบ้านหลินเยว่!”
สายตาทุกคู่หันมาหานาง
หลินเยว่รู้สึกเย็นวาบ “ข้าไม่ได้ทำอะไรกับลำธาร”
“แต่เจ้าซ่อนมันไว้ในบ้าน” หญิงชราคนหนึ่งชี้หน้า “คนที่คบปีศาจย่อมต้องรับผิดชอบ!”
ผู้ใหญ่บ้านส่งคนไปค้นบ้านของนาง พวกเขาพบผ้าพันคอเปื้อนเลือดกับรอยเลื้อยบนพื้นโรงฟืน แต่ไม่พบงูขาว เพราะมันหนีออกไปทางช่องกำแพงก่อนคนเหล่านั้นจะมาถึง
แม่ของหลินเยว่ถูกลากออกจากบ้าน นางพยายามขวาง แต่ถูกผลักจนล้ม
“ถ้าไม่บอกว่างูอยู่ที่ไหน บ้านนี้จะถูกเผา” ผู้ใหญ่บ้านขู่
หลินเยว่กำมือแน่น นางเห็นชาวบ้านหลายคนป่วย เห็นเด็กชายตัวเล็กกอดแม่ที่หมดสติ และเห็นแววตาของผู้คนที่เต็มไปด้วยความกลัว นางรู้ว่าพวกเขาต้องการใครสักคนให้รับผิดแทนความจริงที่ยังไม่มีใครเข้าใจ
“ข้าไม่รู้ว่ามันไปไหน” นางพูด
“โกหก!”
ทันใดนั้น ลมแรงพัดผ่านกลางหมู่บ้าน ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับมืดลง เงาสีขาวขนาดใหญ่เลื้อยผ่านหลังคาบ้าน ก่อนจะหายไปทางภูเขา เสียงคำรามต่ำดังสะเทือนพื้นดินจนทุกคนหยุดนิ่ง
หลินเยว่จำเสียงนั้นได้ มันเป็นเสียงเดียวกับงูที่นางช่วยไว้ แต่คราวนี้เสียงนั้นไม่ได้ขอความช่วยเหลือ มันกำลังเตือนบางสิ่ง
“พวกเจ้าต้องออกจากที่นี่” เสียงดังขึ้นในใจของนาง “น้ำใต้ภูเขาถูกเปิดทางแล้ว ถ้ายังอยู่ถึงคืนนี้ ทั้งหมู่บ้านจะถูกกลืน”
“ใครเปิดทาง” หลินเยว่ถามในใจ
“คนที่อยากให้ทุกคนเชื่อว่าข้าคือผู้ร้าย”
นางมองไปทางภูเขา และสังเกตเห็นคราบสีดำติดอยู่บนรองเท้าของผู้ใหญ่บ้านเฉิน คราบเดียวกับที่ลอยอยู่ในลำธาร
คืนนั้น หลินเยว่แอบพาแม่ออกจากหมู่บ้าน แต่เมื่อเดินถึงสะพานไม้ นางได้ยินเสียงคนร้องจากบ้านหลังหนึ่ง เด็กหลายคนติดอยู่ด้านในเพราะผู้ใหญ่ถูกพิษจากน้ำจนหมดสติ
นางมีทางเลือกเพียงสองทาง หากพาแม่หนีต่อ ทั้งสองอาจรอด แต่เด็กเหล่านั้นจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากย้อนกลับไปช่วย ทุกคนอาจถูกผู้ใหญ่บ้านจับได้
แม่จับแขนนางไว้ “ไปเถอะลูก แม่ไม่อยากให้เจ้าตายเพราะคนอื่น”
หลินเยว่มองมือของแม่ แล้วนึกถึงงูขาวที่นางเคยบอกว่า ชีวิตทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน
“แม่รออยู่ตรงนี้ ข้าจะกลับมา”
นางวิ่งกลับไปในหมู่บ้าน เสียงไฟกำลังลุกไหม้จากบ้านที่ติดกับโรงเก็บฟืน ชายของผู้ใหญ่บ้านเป็นคนจุดไฟ เขาตะโกนว่าต้องเผาที่ซ่อนปีศาจเพื่อหยุดคำสาป
หลินเยว่ใช้ถังน้ำสาดไฟ แต่เปลวเพลิงกลับลุกแรงขึ้น กลิ่นน้ำมันสนกระจายไปทั่ว นางจึงคว้าผ้าชุบน้ำคลุมศีรษะแล้วพุ่งเข้าไปช่วยเด็กทีละคน เด็กหญิงคนสุดท้ายติดอยู่ใต้คานไม้ นางยกคานจนไหล่ถูกไฟลวก และในจังหวะที่กำลังหมดแรง เงาสีขาวก็พุ่งลงมาจากหลังคา
งูขาวตัวนั้นไม่ได้มีขนาดเท่าเดิมอีกแล้ว ลำตัวของมันยาวจนพันรอบบ้านได้สามรอบ เกล็ดสีขาวสะท้อนแสงไฟราวกับหิมะ มันใช้หางฟาดคานที่ทับเด็กจนแตกออก แล้วก้มศีรษะให้หลินเยว่ปีนขึ้นหลัง
นางพาเด็กออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวบ้าน ไม่มีใครกล้าขยับ เพราะงูยักษ์สามารถบดบ้านทั้งหลังให้แหลกได้ในพริบตา
“เจ้าคืองูตัวนั้นหรือ” หลินเยว่ถาม
“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะไม่ทำร้ายใคร”
“แต่ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องน้ำใต้ภูเขา”
งูขาวเงยหน้ามองยอดเขา “เพราะข้าเฝ้าดูแลลำธารนี้มานานกว่าที่พวกเจ้าจะจำชื่อของบรรพบุรุษได้”
ก่อนหลินเยว่จะถามต่อ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นจากทางเหนือของหมู่บ้าน พื้นดินสั่นอย่างรุนแรง กำแพงหินที่กั้นน้ำใต้ภูเขาถูกเจาะเป็นช่องใหญ่ น้ำสีดำทะลักออกมาไหลลงหุบเขา
ผู้ใหญ่บ้านเฉินหน้าซีด เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าช่องทางเก่าของเหมืองอยู่ตรงไหน และเป็นคนเดียวที่แอบขุดแร่ดำใต้ภูเขามาหลายเดือน แร่ชนิดนี้มีราคาแพง แต่เมื่อสัมผัสน้ำจะปล่อยพิษออกมา
เขาเคยคิดว่าหากทำเหมืองสำเร็จ เขาจะขายมันให้พ่อค้าเมืองหลวงและพาครอบครัวหนีไป แต่เขาไม่คิดว่าพิษจะไหลลงลำธารเร็วขนาดนี้ เขาจึงสร้างเรื่องงูขาวขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
หลินเยว่พบหลักฐานในห้องเก็บของของเขาในเวลาต่อมา เป็นถุงแร่สีดำ แผนที่อุโมงค์ และสมุดบัญชีที่มีรายชื่อคนรับซื้อ นางเก็บมันไว้ในเสื้อก่อนกลับไปตามหาแม่
แต่ผู้ใหญ่บ้านเห็นนางเสียก่อน เขาคว้ามีดพุ่งเข้ามา
“ส่งสมุดมา!”
หลินเยว่ถอยหลัง “ท่านเป็นคนทำให้น้ำเป็นพิษ”
“ถ้าข้าไม่ทำ หมู่บ้านนี้ก็ไม่มีวันมีเงิน ไม่มีใครคิดจะช่วยพวกเรา! เจ้าเองก็ไม่ต่างกัน ทุกคนยอมโกหกเมื่อชีวิตตัวเองตกอยู่ในอันตราย”
“ข้าโกหกเพื่อปกป้องชีวิต แต่ท่านทำลายชีวิตคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด”
ผู้ใหญ่บ้านยกมีดขึ้น ทว่าคราวนี้งูขาวไม่ได้เข้ามาขวาง มันเพียงเลื้อยไปยังต้นไม้เก่าใกล้บ่อน้ำ แล้วใช้ศีรษะกระแทกลำต้นสามครั้ง
เปลือกไม้แตกออก เผยให้เห็นช่องลับด้านใน ภายในมีห่อผ้าผืนหนึ่งซ่อนอยู่
หลินเยว่จำจี้หยกสีดำที่ผูกอยู่กับห่อผ้านั้นได้ทันที มันเป็นจี้ของบิดา
มือของนางสั่นขณะเปิดห่อ ข้างในมีมีดสั้น สนับมือหนัง และกระดาษหลายแผ่นที่เปียกชื้นจนขอบยุ่ย หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายลายมือของบิดา
“ถึงหลินเยว่ หากเจ้าพบจดหมายนี้ แสดงว่าข้ายังกลับไปไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านกำลังขุดเหมืองใต้ภูเขา ข้าพบว่าของเสียจากเหมืองจะทำลายลำธาร และงูขาวที่เฝ้าภูเขาไม่ใช่ปีศาจ มันเคยช่วยชาวบ้านจากน้ำป่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ข้าจะนำหลักฐานไปแจ้งเมืองหลวง หากข้าหายตัวไป อย่าเชื่อคำกล่าวหาที่พวกเขาพูดถึงข้า”
หลินเยว่แทบหายใจไม่ออก
บิดาไม่ได้หนีไป เขาถูกฆ่าหรือถูกขังเพราะพยายามปกป้องหมู่บ้าน และงูขาวคงซ่อนหลักฐานของเขาไว้รอวันที่คนในครอบครัวจะพบ
“เขาอยู่ที่ไหน” หลินเยว่ถามงูขาว
งูยักษ์หันไปทางป่าลึก “ข้าพาเขาไปยังถ้ำหลังจากเขาถูกทำร้าย แต่เขาไม่รอดถึงรุ่งเช้า เขาฝากให้ข้าดูแลหมู่บ้านแทนเขา”
น้ำตาของหลินเยว่ไหลลงบนจดหมาย “แล้วทำไมเจ้าไม่บอกข้าตั้งแต่แรก”
“เจ้าจะเชื่อสัตว์ที่คนทั้งหมู่บ้านเกลียดหรือ”
นางเงยหน้าขึ้น “วันนี้ข้าเชื่อแล้ว”
น้ำจากภูเขายังคงไหลลงมาเร็วขึ้น งูขาวเลื้อยขึ้นสู่สันเขาแล้วใช้ร่างกายขวางทางน้ำ แต่แรงของมันไม่อาจต้านกระแสพิษได้นาน หลินเยว่จึงนำหลักฐานไปให้ชายชราหลี่ ซึ่งเคยทำงานเป็นเสมียนในเมืองและอ่านแผนที่เหมืองได้
พวกเขาร่วมกันวางแผนเปิดทางน้ำไปยังหุบเขาร้าง โดยต้องเข้าไปปิดประตูหินที่ผู้ใหญ่บ้านเคยเปิดไว้ หากทำสำเร็จ น้ำเสียจะไม่ไหลเข้าหมู่บ้าน แต่คนที่เข้าไปปิดประตูต้องอยู่ในอุโมงค์ขณะที่น้ำทะลักผ่าน
“ข้าไปเอง” หลินเยว่พูด
ชายชราหลี่ส่ายหน้า “ข้างในอันตรายเกินไป”
“บิดาข้าเคยเข้าไปคนเดียว เขาไม่กลับออกมา ข้าจะไม่ปล่อยให้ความตายของเขาไม่มีความหมาย”
แม่ของหลินเยว่พยายามห้าม แต่สุดท้ายนางเพียงผูกผ้าพันคอผืนใหม่ให้นาง และยื่นมีดเล็กคืนมา
“กลับมาให้ได้”
“ข้าจะกลับมา”
ประโยคเดียวกับที่นางเคยพูดตอนทิ้งแม่ไว้บนสะพาน แต่คราวนี้หลินเยว่รู้ว่าคำสัญญาไม่ใช่สิ่งที่พูดแล้วจบ มันคือสิ่งที่ต้องยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อรักษาไว้
นาง ชายชราหลี่ และเด็กหนุ่มชื่ออันเหอเข้าไปในอุโมงค์พร้อมคบไฟ ผู้ใหญ่บ้านเฉินถูกชาวบ้านควบคุมตัวไว้ แต่เขายังพยายามหลบหนีและนำทางคนของตนเข้ามาขโมยหลักฐาน
ในความมืด เสียงน้ำคำรามดังขึ้นเรื่อย ๆ หลังผนังหิน หลินเยว่พบประตูเหล็กเก่าที่มีรอยสลักรูปงู เธอใช้จี้หยกของบิดาสอดเข้าไปในช่องเล็ก ๆ กลไกที่ติดมานานหลายปีก็ขยับ ประตูหินเปิดออก เผยให้เห็นทางน้ำสองสาย
สายหนึ่งไหลกลับไปยังหมู่บ้าน อีกสายมุ่งสู่หุบเขาร้าง แต่คันโยกที่ใช้เปลี่ยนทางน้ำถูกหินถล่มทับ
“ต้องมีคนเข้าไปดันจากด้านใน” อันเหอบอก
ก่อนหลินเยว่จะตัดสินใจ ผู้ใหญ่บ้านเฉินก็ปรากฏตัวพร้อมมีดในมือ เขาคว้าจี้หยกจากคอของนางและตะโกนว่า “ข้าจะไม่ยอมให้หลักฐานนี้ออกไปจากเหมือง!”
เขาผลักหลินเยว่จนล้ม แล้วใช้คบไฟเผาจดหมายของบิดา ชายชราหลี่พยายามแย่งกลับแต่ถูกแทงที่แขน อันเหอจึงกระโจนเข้าขวางและถูกผู้ใหญ่บ้านเตะจนกระเด็น
“พวกเจ้าไม่เข้าใจหรือ” เฉินตะโกน “ถ้าข้าล้ม ทุกคนก็ล้มไปด้วย หมู่บ้านนี้อยู่ได้เพราะเงินของข้า!”
“ไม่ใช่” หลินเยว่ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ “หมู่บ้านนี้อยู่ได้เพราะผู้คนช่วยกัน ไม่ใช่เพราะท่านเอาชีวิตพวกเขาไปแลก”
น้ำเริ่มซึมผ่านรอยแตกบนผนัง ชายผู้ใหญ่บ้านหันไปมองด้วยความกลัว แม้จะพยายามซ่อน แต่หลินเยว่เห็นชัดว่าเขาไม่ได้กล้าหาญเลย เขาเพียงใช้ความกลัวของคนอื่นปิดบังความขี้ขลาดของตนเอง
นางไม่สู้กับเขาตรง ๆ แต่ถอยไปยังคันโยก แล้วใช้มีดตัดเชือกที่ผูกกลไกไว้ เศษหินด้านบนร่วงลงมาอย่างแรง ผู้ใหญ่บ้านกระโดดหลบและปล่อยจี้หยกหลุดจากมือ
หลินเยว่คว้ามันได้ ก่อนจะมุดเข้าไปในช่องแคบข้างประตู น้ำเย็นจัดไหลเข้าถึงเอว นางใช้ไหล่ดันคันโยกที่ติดขัด ขณะเดียวกันเสียงของงูขาวก็ดังมาจากอีกฟากหนึ่งของผนัง
“หลินเยว่ ออกมาเดี๋ยวนี้!”
“ยังไม่ได้ น้ำยังไม่เปลี่ยนทาง!”
“หินกำลังจะพัง!”
นางออกแรงอีกครั้ง ความเจ็บแล่นจากหัวไหล่ไปถึงปลายนิ้ว คันโยกขยับเพียงเล็กน้อย น้ำสีดำทะลักเข้ามาถึงอกแล้ว
ภาพแม่ที่รออยู่บนสะพานผุดขึ้นในใจ ภาพเด็กที่นางช่วยออกจากบ้าน ภาพบิดาที่ฝากคำสัญญาไว้กับสัตว์ที่ไม่มีใครเชื่อถือ ทุกคนมองมาที่นาง แม้ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
หลินเยว่กัดฟันและดันสุดแรง
คันโยกส่งเสียงครืด ประตูหินหมุนตัว น้ำทั้งหมดเปลี่ยนทิศและพุ่งเข้าสู่หุบเขาร้าง แรงกระแทกทำให้นางถูกซัดไปชนผนัง ก่อนจะหมดสติไปในน้ำเย็นจัด
เมื่อลืมตาขึ้น นางอยู่บนหลังงูขาวที่เลื้อยฝ่าทางน้ำออกมา ชายชราหลี่กับอันเหอเกาะอยู่ด้านหลัง ส่วนผู้ใหญ่บ้านเฉินถูกชาวบ้านสองคนลากออกมาจากอุโมงค์ เขารอดชีวิต แต่ขาข้างหนึ่งได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ได้
สามวันต่อมา เจ้าหน้าที่จากเมืองเดินทางมาถึงพร้อมคำสั่งสอบสวน พวกเขาตรวจสอบเหมือง แผนที่ บัญชีซื้อขาย และจดหมายของบิดาหลินเยว่ หลักฐานมากพอที่จะยืนยันว่าเฉินลักลอบทำเหมืองและปกปิดอันตรายที่เกิดขึ้น
เขาถูกนำตัวไปดำเนินคดี ไม่ได้ถูกลงโทษเพียงเพราะทำให้น้ำเสีย แต่รวมถึงการทำร้ายผู้คน การเผาบ้าน และการปิดบังการหายตัวไปของบิดาหลินเยว่ หลายคนในหมู่บ้านรู้สึกผิดที่เคยกล่าวหาหลินเยว่ บางคนมาขอโทษถึงหน้าบ้าน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับการให้อภัยในทันที
หลินเยว่รับฟังคำขอโทษเหล่านั้นเงียบ ๆ นางไม่ได้บอกว่าทุกอย่างไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจหายไปเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ
น้ำในลำธารต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาใสสะอาด ชาวบ้านช่วยกันปิดเหมืองและสร้างบ่อเก็บน้ำใหม่ ส่วนเงินที่เหลือจากการขายแร่ถูกยึดไว้เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยและซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย
แม่ของหลินเยว่ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น ชายชราหลี่เข้ารับการรักษาแขนจนกลับมาใช้งานได้ แม้จะบ่นทุกครั้งที่หลินเยว่ปีนภูเขาโดยไม่บอกใคร แต่อันเหอกลับกลายเป็นคนช่วยนางดูแลเด็ก ๆ ที่ได้รับพิษ
สำหรับงูขาวนั้น มันไม่เคยเข้าไปในหมู่บ้านอีก ชาวบ้านตั้งแท่นหินเล็ก ๆ ไว้ตรงทางขึ้นเขาเพื่อระลึกถึงผู้พิทักษ์ที่พวกเขาเคยเรียกว่าปีศาจ ทว่าหลินเยว่มักขึ้นไปยังถ้ำบนภูเขาเพียงลำพัง
วันหนึ่ง นางนำชามยาสมุนไพรไปวางไว้หน้าถ้ำ งูขาวเลื้อยออกมาช้า ๆ บาดแผลของมันเกือบหายสนิทแล้ว แต่มีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านเกล็ดสีขาว
“เจ้าจะกลับเข้าป่าหรือยัง” หลินเยว่ถาม
“ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว”
“แล้วใครจะดูแลหมู่บ้าน”
“พวกเขารู้วิธีดูแลตัวเองแล้ว”
หลินเยว่ยิ้มบาง ๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ ที่นี่ไม่ใช่กรงของเจ้า”
งูขาวมองนางอยู่นาน ดวงตาสีทองอ่อนลงเหมือนวันแรกที่นางพบมันใต้กองหญ้า
“พ่อของเจ้าเคยพูดว่า คนที่ช่วยชีวิตผู้อื่นไม่ควรคาดหวังสิ่งตอบแทน”
หลินเยว่ชะงัก “เจ้าเคยได้ยินเขาพูดหรือ”
“เขาพูดในวันที่ข้าช่วยเขาจากหิมะถล่ม เขาเอาผ้าพันคอผืนเดียวกันนี้พันแผลให้ข้า”
หลินเยว่ก้มมองผ้าพันคอที่แม่เย็บให้ใหม่ แล้วเข้าใจในที่สุดว่าทำไมงูขาวจึงยอมให้เธอช่วย ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องรอคอยมนุษย์คนหนึ่งเป็นเวลาสามปี
มันไม่ได้เพียงรักษาสัญญากับบิดาของนาง มันกำลังตอบแทนความเมตตาที่เคยได้รับ
“ถ้าเจ้ากลับมาที่นี่อีก ข้าจะเตรียมอาหารไว้ให้”
“งูไม่กินอาหารของมนุษย์”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเตรียมที่อุ่น ๆ ไว้ให้”
งูขาวเลื้อยจากไปตามทางหิน เมื่อถึงชายป่า มันหันกลับมามองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนร่างยาวสีขาวจะหายเข้าไปท่ามกลางต้นไม้
หลายเดือนหลังจากนั้น ลำธารกลับมาใสจนเห็นก้อนกรวดก้นน้ำ เด็ก ๆ กลับมาวิ่งเล่นริมฝั่ง และไม่มีใครกล้าทิ้งขยะหรือขุดดินตามใจอีกต่อไป หลินเยว่เปิดร้านสมุนไพรเล็ก ๆ ใกล้สะพานไม้ ใช้เงินที่ได้รับคืนจากการสอบสวนซ่อมแซมบ้านและสร้างห้องรักษาคนป่วย
เหนือประตูร้าน นางแขวนจี้หยกสีดำของบิดาไว้ข้างผ้าพันคอผืนเก่า ทุกครั้งที่มีคนถามว่าเหตุใดจึงไม่กลัวงู นางจะตอบเพียงว่า
“ข้าเคยกลัวสิ่งที่คนอื่นบอกให้กลัว จนกระทั่งได้รู้ว่าบางครั้งผู้ที่ถูกเรียกว่าปีศาจ อาจเป็นคนเดียวที่คอยปกป้องเราอยู่เงียบ ๆ”
ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เสียงใบไม้บนภูเขาจะไหวทั้งที่ไม่มีลม และเงาสีขาวมักปรากฏอยู่ไกล ๆ ตรงแนวป่า หลินเยว่ไม่เคยวิ่งตามมัน นางเพียงวางชามน้ำไว้ข้างสะพาน แล้วกลับบ้านไปหาแม่
เพราะนางรู้ว่า ผู้พิทักษ์ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างกันตลอดเวลา แค่ยังรักษาคำสัญญาเดิมไว้ได้ ก็เพียงพอแล้ว