หลินปั้นเซียนยังไม่ทันได้เปิดประตูห้อง ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนลั่นจากลานบ้านว่า “หวังเต๋อฟูตกบ่อ! ต้องเป็นนังตัวดีอย่างเธอแน่ ๆ ที่ทำร้ายเขา!”
มือของเธอค้างอยู่บนกลอนประตู ใต้เล็บยังมีรอยเลือดของชายอีกคนติดอยู่ และเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่เธอสวมอยู่ก็ไม่ใช่ของเธอ แต่เป็นเสื้อเครื่องแบบของชายผู้กำลังยืนอยู่หลังฉากกั้นในห้องนอน
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เธอกับเขายังพยายามซ่อนความจริงว่าทั้งสองคนอยู่ด้วยกันตลอดคืน หากชาวบ้านรู้ว่าเธอ หลานสะใภ้ของตระกูลหวัง นอนอยู่ในห้องของเฉินเทียจวิน ชายที่ทุกคนเรียกว่า “อาเล็ก” และเป็นนายทหารที่เพิ่งกลับมาประจำบ้านเกิด ชีวิตของพวกเขาคงพังพินาศก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
แต่ตอนนี้หัวหน้าครอบครัวตกบ่อ และทุกสายตากำลังมุ่งมายังเธอ
“ปั้นเซียน! ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงของหวังซิ่วหลาน แม่สามีของเธอแหลมจนกระจกหน้าต่างสั่น “แกทำอะไรกับสามีฉัน!”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปมองชายที่ยืนอยู่ในเงามืด เฉินเทียจวินกำหมัดแน่น ใบหน้าของเขายังมีรอยช้ำจากการต่อสู้เมื่อคืน แต่แววตากลับนิ่งกว่าที่เธอคาดไว้
“เธอออกไปก่อน” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันจะจัดการเอง”
“ถ้าคุณออกไป คนทั้งหมู่บ้านจะรู้ว่าเมื่อคืนคุณอยู่ที่นี่”
“แล้วจะให้ฉันปล่อยเธอออกไปเผชิญคนเดียวหรือไง”
ปั้นเซียนมองไปยังประตู หวังเต๋อฟูคือสามีตามทะเบียนของเธอ แม้ทั้งสองจะยังไม่ได้เข้าหอกันจริง ๆ เขาเมาหนักในคืนแต่งงาน จึงถูกพี่ชายหามกลับบ้าน ส่วนเธอถูกแม่สามีขังไว้ในห้องเก็บของตั้งแต่หัวค่ำ เพราะไม่พอใจที่ครอบครัวของเธอให้สินสอดน้อยกว่าที่เรียกร้อง
เธอหนีออกมาได้ในตอนที่ฝนฟ้าคะนอง และพบเฉินเทียจวินอยู่ข้างโรงนา เขาเพิ่งกลับจากกองทัพเพื่อจัดการเรื่องศพของบิดา ทั้งสองเคยรู้จักกันตั้งแต่เด็ก แต่จากกันไปหลายปีจนแทบจำกันไม่ได้
ในคืนนั้นเขาเห็นเธอล้มลงเพราะถูกวางยาในเหล้า เธอจำได้เพียงว่ามีคนลากเธอไปที่ห้องของเขา และชายแปลกหน้าพยายามจะปิดปากเธอด้วยผ้าชุบยา เฉินเทียจวินเข้ามาช่วยทันเวลา การต่อสู้ทำให้โคมไฟแตก และตั้งแต่นั้นความทรงจำของเธอก็ขาดหายเป็นช่วง ๆ
สิ่งที่ทั้งคู่รู้แน่คือ เธอตื่นขึ้นบนเตียงของเขาในตอนเช้ามืด ส่วนเขานอนอยู่ข้างประตู ราวกับเฝ้าระวังไม่ให้ใครเข้ามา ทั้งสองไม่ได้ทำสิ่งที่คนอื่นกำลังจะกล่าวหา แต่ในหมู่บ้านที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์อธิบายตัวเอง ข่าวลือไม่จำเป็นต้องมีความจริงก็ทำลายชีวิตคนได้
ปั้นเซียนเปิดประตูออกไปก่อนที่เฉินเทียจวินจะห้ามอีกครั้ง
ลมฝนพัดเข้าหน้า เธอเห็นคนในบ้านหวังยืนล้อมบ่อส้วมเก่า หวังเต๋อฟูนอนคว่ำอยู่ริมขอบบ่อ เสื้อผ้าเปียกโคลนและแทบไม่ขยับ เด็กชายวัยสิบขวบคนหนึ่งร้องไห้บอกว่าได้ยินเสียงผู้หญิงตะโกนในลานบ้านตอนฟ้าผ่า แต่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์จริง
ซิ่วหลานพุ่งเข้ามากระชากแขนเธอ
“แกฆ่าสามีฉันใช่ไหม!”
ปั้นเซียนสะบัดมือออก “เขายังไม่ตาย อย่าเพิ่งพูดเหมือนฉันเป็นฆาตกร”
“ถ้าไม่ใช่แก แล้วจะเป็นใคร? ประตูห้องแกเปิดค้างทั้งคืน ทุกคนเห็นแกทะเลาะกับเขาตอนหัวค่ำ!”
“ฉันทะเลาะกับเขาเพราะเขาเอาเงินสินสอดของครอบครัวฉันไปพนัน ไม่ใช่เพราะอยากฆ่าเขา”
คำตอบนั้นทำให้ผู้คนเงียบไปชั่วครู่ หวังเต๋อฟูเป็นคนติดการพนัน ทุกคนในหมู่บ้านรู้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นคนจัดสรรที่ดินริมแม่น้ำให้ชาวบ้าน
ชายสองคนช่วยกันดึงเขาขึ้นจากบ่อ เฉินเทียจวินก้าวออกมาจากบ้านในจังหวะนั้นพอดี ชาวบ้านหลายคนจำเขาได้และรีบหลบทางให้โดยอัตโนมัติ
“อย่าเคลื่อนย้ายเขามากเกินไป” เขาสั่ง “อาจมีอาการบาดเจ็บที่คอ”
ซิ่วหลานหันขวับไปมองเขา “คุณมาจากไหน?”
“บ้านพ่อผมอยู่ท้ายหมู่บ้าน”
“แล้วทำไมถึงออกมาจากห้องของปั้นเซียน?”
คำถามนั้นทำให้ทั้งลานเงียบสนิท ปั้นเซียนรู้สึกเลือดเย็นวาบ เธอกำชายเสื้อคลุมแน่น และในเวลาเดียวกันเฉินเทียจวินก็ถอดเสื้อเครื่องแบบออกจากไหล่ ก่อนโยนมันลงบนบ่าของเธออย่างเปิดเผย
“เพราะเมื่อคืนมีคนพยายามทำร้ายเธอ” เขาตอบ “ผมได้ยินเสียง จึงเข้าไปช่วย”
“กลางดึกในห้องนอนของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเนี่ยนะ?”
“ถ้าคุณอยากถามเรื่องนั้น ไว้รอให้หวังเต๋อฟูพ้นขีดอันตรายก่อน” เขาพูดอย่างเย็นชา “ตอนนี้คนเจ็บต้องไปโรงพยาบาล”
ไม่มีใครกล้าโต้เถียงกับชายในเครื่องแบบ แม้เฉินเทียจวินจะยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทางและน้ำเสียงของเขาทำให้ทุกคนรู้ว่าไม่ควรหาเรื่อง
รถลากพาหวังเต๋อฟูไปคลินิกอำเภอ ปั้นเซียนถูกสั่งให้ตามไปด้วยเพราะเป็นภรรยา ส่วนเฉินเทียจวินขี่จักรยานตามหลัง เขาไม่ได้พูดกับเธอสักคำตลอดทาง แต่เมื่อถึงคลินิก เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอ
บนผ้าสีขาวมีคราบเลือดสีคล้ำ
“เลือดของใคร?” เธอถาม
“ไม่ใช่ของหวังเต๋อฟู”
ปั้นเซียนเงยหน้าขึ้น “คุณรู้ได้ยังไง?”
“เลือดที่ติดอยู่ใต้เล็บเธอเป็นของคนที่เธอข่วนเมื่อคืน ส่วนเลือดของหวังเต๋อฟูมาจากแผลที่หน้าผาก สีไม่เหมือนกัน”
เธอชะงัก “ฉันข่วนใคร?”
เฉินเทียจวินมองเธอนาน ก่อนตอบว่า “คนที่พยายามฆ่าเธอ”
แพทย์ตรวจพบว่าหวังเต๋อฟูมีซี่โครงร้าวและได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ แต่ยังไม่ถึงชีวิต เขายังไม่ฟื้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่าตกบ่ออย่างไร ตำรวจท้องถิ่นรับเรื่องไว้เพียงคร่าว ๆ เพราะซิ่วหลานยืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุจากการเมาสุรา ขณะเดียวกันเธอก็แอบบอกชาวบ้านว่าแท้จริงปั้นเซียนเป็นคนผลัก
ปั้นเซียนนั่งอยู่หน้าห้องตรวจจนฟ้าสาง เธอไม่ร้องไห้ แม้จะรู้ว่าชีวิตแต่งงานของเธอกำลังถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปกป้องความลับของคนอื่น
เฉินเทียจวินยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกล
“คุณควรกลับไป” เธอบอก “ถ้าคุณอยู่ที่นี่ต่อ ทุกคนจะยิ่งสงสัย”
“ฉันไม่กลัวข่าวลือ”
“แต่ฉันกลัว”
เขาหันมามอง
ปั้นเซียนก้มมองมือของตัวเอง “ฉันเพิ่งเสียแม่ไปเมื่อสามวันก่อน พ่อก็ไม่อยู่แล้ว ถ้าตระกูลหวังไล่ฉันออก ฉันจะไม่มีแม้แต่บ้านให้กลับไป ฉันไม่อาจให้เรื่องเมื่อคืนกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั้งหมู่บ้านตราหน้าฉัน”
เฉินเทียจวินเงียบไปครู่หนึ่ง “เธอคิดว่าเมื่อวานเป็นครั้งแรกที่ตระกูลหวังทำร้ายเธอหรือ?”
เธอไม่ตอบ
หลังแต่งงานได้เพียงห้าวัน ปั้นเซียนก็พบว่าเงินสินสอดที่แม่เก็บไว้ให้เธอถูกหวังเต๋อฟูนำไปใช้หนี้ เขายังบังคับให้เธอลงชื่อในเอกสารโอนที่นาแปลงสุดท้ายของครอบครัวไปเป็นชื่อเขา เมื่อเธอปฏิเสธ ซิ่วหลานก็ขังเธอไว้ในห้องเก็บฟืนและบอกว่าผู้หญิงที่เข้าบ้านคนอื่นไม่มีสิทธิ์เลือก
ปั้นเซียนเคยคิดจะหนี แต่แม่ของเธอกำลังป่วยหนัก เธอจึงยอมแต่งงานเพราะหวังว่าจะได้เงินมารักษาแม่ ทว่าแม่กลับเสียชีวิตก่อนพิธีแต่งงานไม่กี่วัน และเงินทั้งหมดก็หายไปพร้อมกับเอกสารที่ดิน
“ผมเห็นเอกสารฉบับนั้น” เฉินเทียจวินพูด
เธอเงยหน้า “คุณเห็นที่ไหน?”
“ในห้องของหวังเต๋อฟู เมื่อคืน ก่อนที่เขาจะตกบ่อ”
“คุณเข้าไปในห้องเขา?”
“ผมตามคนที่พยายามทำร้ายเธอไปถึงที่นั่น แต่เขาหนีออกทางหน้าต่าง”
เฉินเทียจวินล้วงกระดาษพับครึ่งออกจากกระเป๋า มันเป็นสำเนาสัญญาโอนที่ดิน มีชื่อของปั้นเซียนอยู่ด้านล่าง แต่ลายเซ็นกลับไม่ใช่ลายมือของเธอ
หญิงสาวจำได้ทันทีว่าคืนก่อนแต่งงาน ซิ่วหลานบังคับให้เธอประทับนิ้วลงบนกระดาษหลายแผ่น โดยบอกว่าเป็นทะเบียนครอบครัวและเอกสารเกี่ยวกับค่ารักษาของแม่
“ฉันไม่เคยเซ็นโอนที่นา”
“ผมรู้”
“แล้วทำไมคุณไม่เอาไปให้ตำรวจ?”
“เพราะสำเนานี้ถูกซ่อนอยู่ในหีบของพ่อผม ไม่ใช่บ้านตระกูลหวัง”
เธอขมวดคิ้ว
เฉินเทียจวินเล่าว่า ก่อนเสียชีวิต บิดาของเขาเคยเป็นเสมียนที่ดินประจำอำเภอ และไม่ยอมรับรองเอกสารโอนที่นาของปั้นเซียน เพราะพบว่าหมายเลขทะเบียนที่ดินถูกแก้ไข หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและถูกปลดออกจากงาน แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน เขาก็ตรอมใจจนเสียชีวิต
“พ่อเคยบอกผมว่า คนที่ขโมยที่ดินไม่ได้กลัวการถูกจับเท่ากับกลัวเอกสารตัวจริง” เขากล่าว “ผมกลับมาที่หมู่บ้านเพื่อตามหามัน”
ปั้นเซียนมองกระดาษในมือเขา แล้วนึกถึงรอยหมึกสีแดงบนปลายนิ้วของหวังเต๋อฟูในคืนแต่งงาน เขาบอกเธอว่าหากไม่ประทับนิ้ว เขาจะไม่ส่งยาให้แม่
“หวังเต๋อฟูไม่ได้ตกบ่อเพราะเมา” เธอพูดช้า ๆ “เขารู้ว่าฉันจำเรื่องเอกสารได้ เขาจึงจะบังคับให้ฉันลงชื่อใหม่”
“หรือมีคนพยายามฆ่าเขาเพื่อปิดปากเขา”
“คุณหมายถึงใคร?”
เฉินเทียจวินไม่ตอบในทันที เขาหยิบของอีกชิ้นออกมา เป็นกระดุมโลหะสีดำที่มีรอยขีดสามเส้น
“ผมพบมันใกล้ขอบบ่อ”
ปั้นเซียนจำได้ว่าเสื้อคลุมของหวังซิ่วหลานเมื่อคืนมีกระดุมขาดไปหนึ่งเม็ด แต่เธอไม่อยากเชื่อว่าแม่สามีจะทำร้ายสามีตัวเอง
หวังซิ่วหลานอาจโหดร้ายกับเธอ แต่เธอเคยคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าหวังเต๋อฟูในวันที่เขาทุบโต๊ะไล่ลูกชายคนโตออกจากบ้าน เธอดูเหมือนคนที่หวาดกลัวสามี ไม่ใช่คนที่จะกล้าผลักเขาลงบ่อ
ไม่นานหลังจากนั้น หวังเต๋อฟูก็ฟื้น เขาพูดไม่ได้เต็มที่เพราะเจ็บหน้าอก แต่ทันทีที่เห็นปั้นเซียน เขากลับชี้นิ้วใส่เธอและตะโกนว่า “เธอ!”
ซิ่วหลานรีบเข้ามาขวาง “เขาบอกว่าแกเป็นคนผลักเขา!”
ปั้นเซียนมองใบหน้าของสามี เธอสังเกตเห็นรอยช้ำรูปวงรีที่ข้อมือเขา ไม่ใช่รอยจากการตกบ่อ แต่เหมือนถูกเชือกรัดก่อนหน้านั้น
“ถ้าฉันผลักคุณ ทำไมข้อมือคุณถึงมีรอยเชือก?”
หวังเต๋อฟูหน้าซีด เขาพยายามยกตัว แต่ความเจ็บทำให้ล้มลงบนหมอน
เฉินเทียจวินเข้ามายืนข้างเธอ “ทุกคนออกไปก่อน แพทย์ต้องตรวจเขา”
ซิ่วหลานตวาด “คุณไม่มีสิทธิ์สอดมือเข้ามาในครอบครัวเรา!”
“แต่ถ้าคุณยังขัดขวางการตรวจ ผมจะเรียกเจ้าหน้าที่อำเภอมา”
ถ้อยคำนั้นทำให้ซิ่วหลานจำต้องถอยออกไป
คืนนั้นปั้นเซียนไม่กลับบ้านหวัง เธอไปพักที่บ้านหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนของแม่ แม้บ้านหลังนั้นเล็กและหลังคารั่ว แต่ไม่มีใครล็อกประตูจากด้านนอกเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เธอนอนไม่หลับ จนได้ยินเสียงเคาะหน้าต่างตอนใกล้เที่ยงคืน
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ในความมืด เขาเป็นหวังเจี้ยน ลูกชายคนโตของบ้านหวัง ซึ่งถูกส่งไปทำงานต่างเมืองและกลับมาในคืนเกิดเหตุ
“ผมไม่ได้ผลักพ่อ” เขารีบพูด “แต่ผมรู้ว่าใครทำ”
ปั้นเซียนไม่เปิดประตู “แล้วทำไมฉันต้องเชื่อคุณ?”
“เพราะคนคนนั้นกำลังจะฆ่าผมเหมือนกัน”
เจี้ยนบอกว่าเขากลับถึงบ้านตอนฝนตกหนัก และเห็นแม่ยืนอยู่ริมบ่อ มือข้างหนึ่งถือเชือก ส่วนหวังเต๋อฟูนอนอยู่บนพื้น เขายังไม่ตกลงไปในบ่อ แต่กำลังต่อสู้กับใครบางคนในเสื้อคลุมสีดำ
เจี้ยนไม่เห็นใบหน้า แต่ได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่า “ถ้าแกไม่บอกว่าซ่อนสมุดบัญชีไว้ที่ไหน ทุกคนในบ้านจะได้ตายตามแก”
จากนั้นมีเสียงกระแทก และหวังเต๋อฟูก็ถูกผลักตกลงไป
“แล้วแม่คุณล่ะ?” ปั้นเซียนถาม
“แม่พยายามช่วยพ่อ แต่คนคนนั้นตีแม่จนล้ม หลังจากนั้นเธอก็ให้ผมหนีไป เพราะถ้าผมอยู่ เธอบอกว่าพวกมันจะฆ่าผมด้วย”
เจี้ยนยื่นสมุดเล่มเล็กให้เธอ มันมีบัญชีเงินกู้ เงินสินบน และชื่อเจ้าหน้าที่หลายคน รวมถึงชื่อของหวังเต๋อฟูและนายหน้าที่ดิน
“ผมเอามาจากใต้พื้นห้องพ่อ” เขาบอก “พ่อไม่ได้เป็นแค่คนเล่นพนัน เขาใช้ชาวบ้านเป็นหนี้ แล้วบังคับให้พวกเขาโอนที่ดินริมแม่น้ำให้บริษัทเหมืองหิน เจ้าของบริษัทคือพี่ชายของเขาเอง”
ปั้นเซียนพลิกหน้าสมุด จนพบรายการเงินก้อนหนึ่งที่จ่ายก่อนแม่ของเธอเสียชีวิตสามวัน
ผู้รับเงินคือชายชื่อหลัวกั๋ว ซึ่งเป็นหมอประจำหมู่บ้าน
เธอรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป
แม่ของเธอไม่ได้เสียชีวิตจากโรคหัวใจตามที่ทุกคนบอกหรือ?
เช้าวันรุ่งขึ้น ปั้นเซียนกับเฉินเทียจวินนำสมุดบัญชีไปหาแพทย์อำเภอ และขอให้ตรวจทานใบมรณบัตรของแม่ เฉินเทียจวินไม่ได้สัญญาว่าจะช่วยเธอให้ได้ทุกอย่าง เขาเพียงพูดว่า “ถ้าเราจะกล่าวหาใคร เราต้องมีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้”
พวกเขาตามหาพยาบาลที่เคยช่วยดูแลแม่ พยาบาลคนนั้นยอมรับว่า ในคืนสุดท้าย แม่ของปั้นเซียนมีอาการผิดปกติหลังดื่มยาสมุนไพรที่หวังซิ่วหลานนำมาให้ แต่เธอถูกหมอหลัวสั่งให้เขียนว่าเป็นอาการหัวใจล้มเหลว
“ทำไมคุณไม่พูดตั้งแต่แรก?” ปั้นเซียนถาม
พยาบาลก้มหน้าร้องไห้ “ลูกชายฉันทำงานอยู่กับบริษัทเหมือง ถ้าฉันเปิดปาก เขาจะถูกไล่ออก และครอบครัวฉันจะไม่มีเงินใช้”
ความจริงไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของปั้นเซียนลดลง แม่ของเธอจากไปแล้ว และคำพูดที่เธออยากถามก็ไม่มีวันได้รับคำตอบ แต่การรู้ว่าแม่ถูกฆ่าเพราะที่ดิน ทำให้ความเสียใจค่อย ๆ กลายเป็นความกล้า
เมื่อหวังเต๋อฟูพ้นขีดอันตราย เจ้าหน้าที่อำเภอเข้ามาสอบสวน ปั้นเซียนยื่นเอกสารโอนที่ดิน สมุดบัญชี กระดุมเสื้อ และคำให้การของพยาบาล เจ้าหน้าที่ไม่อาจจับใครทันที เพราะหลักฐานบางส่วนต้องตรวจสอบ แต่ไม่สามารถปิดเรื่องเหมือนครั้งก่อนได้อีก
หวังซิ่วหลานถูกเรียกไปสอบ เธอปฏิเสธทุกอย่าง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ถามถึงกระดุมเสื้อ
หญิงชรามองกระดุมในถุงหลักฐาน และมือของเธอก็เริ่มสั่น
“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย” เธอพูดในที่สุด “ฉันแค่ต้องการหยุดเขา”
ความจริงคือซิ่วหลานเป็นคนมัดหวังเต๋อฟูไว้ริมบ่อ เธอรู้ว่าสามีตั้งใจจะฆ่าหวังเจี้ยนเพื่อปิดปากเรื่องสมุดบัญชี และรู้ว่าเขาวางแผนจะโยนความผิดทั้งหมดให้ปั้นเซียน เธอจึงไปขโมยเอกสาร แต่ถูกเขาจับได้และเกิดการต่อสู้
ก่อนที่ซิ่วหลานจะช่วยเขาขึ้นมา ชายของบริษัทเหมืองก็มาถึงเพื่อเอาสมุดบัญชี พวกเขาตีหวังเต๋อฟูและผลักเขาลงบ่อ ส่วนซิ่วหลานถูกข่มขู่ว่าถ้าเปิดปาก ลูกชายของเธอจะไม่รอด
เธอไม่ได้เป็นคนดี แต่ก็ไม่ใช่คนร้ายเพียงคนเดียว
คำให้การของซิ่วหลานนำไปสู่การจับกุมชายสองคนของบริษัทเหมือง และทำให้พบเอกสารตัวจริงในห้องลับใต้บ้านหวัง ลายเซ็นของปั้นเซียนถูกปลอมขึ้นจริง ที่ดินของชาวบ้านหลายสิบครอบครัวถูกโอนไปโดยผิดกฎหมาย
หวังเต๋อฟูพยายามปฏิเสธทุกอย่าง แต่สมุดบัญชีและคำให้การของเจี้ยนทำให้เขาไม่สามารถโยนความผิดให้ภรรยาได้อีก เขาถูกดำเนินคดีทั้งเรื่องฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสาร และเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของแม่ปั้นเซียน ส่วนหวังซิ่วหลานยอมรับโทษในส่วนที่ตนทำ และต้องชดใช้ค่าเสียหาย แม้เจ้าหน้าที่จะพิจารณาความร่วมมือของเธอในการเปิดเผยเครือข่ายทุจริตก็ตาม
การหย่าร้างของปั้นเซียนใช้เวลาหลายเดือน เพราะต้องรอให้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินชัดเจน เธอไม่กลับไปอยู่บ้านหวังอีก และปฏิเสธเงินชดเชยก้อนแรกที่หวังเต๋อฟูส่งมา โดยบอกผ่านทนายว่า เงินที่ได้มาจากการขายชีวิตของชาวบ้านไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ
ในช่วงนั้น เฉินเทียจวินยังคงอยู่ในหมู่บ้าน เขาถูกเรียกกลับไปสอบสวนเรื่องที่เข้าไปในบ้านหวังโดยไม่ได้รับอนุญาต และถูกตำหนิว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต เขายอมรับโดยไม่แก้ตัว เพราะรู้ว่าการช่วยใครสักคนไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้
เมื่อคดีเริ่มคลี่คลาย เขาตัดสินใจกลับเข้ารับราชการที่หน่วยเดิม แม้จะต้องจากหมู่บ้านอีกครั้ง
คืนก่อนเดินทาง ปั้นเซียนนำเสื้อเครื่องแบบของเขามาคืน เสื้อถูกซักจนสะอาดแล้ว แต่ยังมีรอยเย็บเล็ก ๆ ตรงแขนเสื้อ เธอเย็บมันด้วยตัวเองหลังจากพบว่ากระดุมหลุดในคืนเกิดเหตุ
“คุณไม่จำเป็นต้องคืนวันนี้ก็ได้” เฉินเทียจวินพูด
“ถ้าฉันไม่คืน คุณก็จะไม่มีเสื้อใส่ตอนกลับไปทำงาน”
“ผมมีอีกตัว”
“งั้นก็ถือว่าฉันไม่อยากติดหนี้คุณ”
เขารับเสื้อไป แต่ไม่ยอมปล่อยมือทันที
“ปั้นเซียน”
เธอเงยหน้า
“เรื่องคืนนั้น เธอไม่จำเป็นต้องคิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง”
หญิงสาวรู้ว่าเขาหมายถึงทั้งเรื่องที่เธอถูกวางยา เรื่องข่าวลือ และการที่เขาเข้าไปนอนเฝ้าเธอในห้องเดียวกัน
“ฉันรู้” เธอตอบ “แต่ฉันก็ไม่อยากให้คุณต้องรับผิดชอบชีวิตฉันเพียงเพราะคุณช่วยฉันไว้”
“ผมไม่ได้คิดแบบนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามองฉันเหมือนคนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือตลอดเวลา”
เฉินเทียจวินยิ้มบาง ๆ เป็นครั้งแรก “ตกลง”
ปั้นเซียนเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเปิดร้านเย็บผ้าเล็ก ๆ ใกล้ตลาด เธอใช้เงินที่ได้คืนจากคดีซื้อจักรเย็บผ้ามือสอง และรับงานจากครอบครัวที่เคยถูกตระกูลหวังเอาเปรียบ เธอไม่ร่ำรวย แต่ทุกคืนเธอสามารถล็อกประตูจากด้านในและนอนหลับได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเข้ามา
ที่ดินของเธอถูกคืนตามกฎหมายหลังการตรวจสอบเอกสาร เธอแบ่งบางส่วนให้กลุ่มชาวบ้านทำเป็นแปลงปลูกผักร่วมกัน เพราะแม่เคยพูดเสมอว่า ที่ดินที่ดีไม่ควรทำให้คนคนเดียวอิ่ม แต่ควรช่วยให้ทั้งบ้านอยู่รอด
หลายเดือนต่อมา เฉินเทียจวินกลับมาเยี่ยมหมู่บ้าน เขาไม่ได้มาพร้อมดอกไม้หรือคำสัญญาใหญ่โต เพียงถือกระดุมโลหะเม็ดหนึ่งมาให้เธอ มันเป็นกระดุมจากเสื้อเครื่องแบบตัวเก่าของเขา มีรอยขีดสามเส้นเหมือนเม็ดที่พบข้างบ่อ
“ผมเก็บไว้เป็นหลักฐานจนคดีจบ” เขาบอก “ตอนนี้มันไม่มีประโยชน์แล้ว”
ปั้นเซียนรับกระดุมมา “คุณจะให้ฉันทำอะไรกับมัน?”
“ไม่รู้สิ อาจเอาไปติดเสื้อแทนเม็ดที่หาย”
เธอหัวเราะเบา ๆ “เสื้อของคุณมีปัญหาก็ซ่อมเองไม่ได้หรือไง?”
“ซ่อมได้ แต่ฝีมือเธอดีกว่า”
เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบเข็มกับด้ายขึ้นมาเย็บกระดุมให้ แม้กระดุมจะไม่เข้ากับสีเสื้อเลย แต่เฉินเทียจวินก็ไม่ได้ขอให้เปลี่ยน
ระหว่างนั้นเขาถามว่า “เธอไม่คิดจะออกไปจากหมู่บ้านหรือ?”
“เคยคิด”
“แล้วทำไมไม่ไป?”
ปั้นเซียนมองผ่านหน้าต่างไปยังทุ่งนาที่แม่เคยยืนมองในฤดูเก็บเกี่ยว “เพราะฉันไม่ได้หนีออกมาเพื่อทิ้งทุกอย่างไว้ให้คนที่ทำร้ายฉัน ฉันอยากอยู่จนได้เห็นว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์พรากบ้านของใครไปอีก”
เฉินเทียจวินพยักหน้า เขาไม่ได้ถามว่าเธอจะรอเขาหรือไม่ และเธอก็ไม่ได้ถามว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร
สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเริ่มต้นจากคืนที่เต็มไปด้วยความกลัว ข่าวลือ และความเข้าใจผิด แต่หลังจากนั้นทั้งคู่ค่อย ๆ เรียนรู้ว่าความไว้ใจไม่ใช่การสัญญาว่าจะปกป้องกันไปตลอดชีวิต หากเป็นการยอมให้อีกฝ่ายยืนด้วยขาของตัวเอง
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์นั้น บ่อเก่าของบ้านหวังถูกถมและปิดทางเข้า ผู้คนในหมู่บ้านสร้างรั้วเล็ก ๆ รอบพื้นที่ และไม่มีใครพูดถึงมันด้วยเสียงหัวเราะอีก
ปั้นเซียนยังเก็บเสื้อเครื่องแบบตัวเก่าของเฉินเทียจวินไว้ในกล่องไม้ ไม่ใช่เพราะมันเป็นหลักฐานของคืนอื้อฉาว แต่เพราะตรงแขนเสื้อมีรอยเย็บที่เตือนเธอว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าชีวิตของตัวเองถูกคนอื่นกำหนดจนไม่มีทางเลือก
ตอนนี้ทุกครั้งที่ด้ายขาด เธอจะหยิบเข็มขึ้นมาเย็บเอง
และเมื่อประตูบ้านปิดลงในยามค่ำคืน คนที่ถือกุญแจอยู่ด้านในก็คือเธอเอง