ในวันที่เจ้าบ่าวให้ผู้หญิงอีกคนสวมชุดแต่งงานของฉัน ฉันจึงยกเลิกงานแต่งและเปิดความจริงเรื่องเงินสิบล้านต่อหน้าตระกูลกู้
ในวันที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง กู้หวยซวีปล่อยให้ฉันยืนรออยู่ริมทะเลในชุดเจ้าสาวนานกว่าสี่ชั่วโมง ก่อนจะเดินเข้ามาพร้อมผู้หญิงอีกคนและบอกช่างภาพว่าให้ถ่ายเธอก่อน
ฉันชื่อเจียงหว่าน และอีกสามวันฉันควรจะกลายเป็นภรรยาของกู้หวยซวี แต่ในตอนนั้นเอง ฉันกลับไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเจ้าสาวในภาพแต่งงานที่เขาอยากได้คือฉันหรือไม่
ลมทะเลพัดชายกระโปรงให้พันรอบข้อเท้า แสงเย็นใกล้หมดลงทุกที ช่างภาพชื่อหลินเฉิงมองนาฬิกาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างลำบากใจ ส่วนฉันทำได้เพียงกอดแขนตัวเองไว้แน่น แม้เครื่องสำอางจะถูกแต่งอย่างประณีต แต่ใบหน้าของฉันคงดูไม่ต่างจากคนที่ยืนรอความหวังซึ่งไม่มีวันมาถึง
“คุณเจียง ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ แสงจะไม่พอแล้วนะครับ” หลินเฉิงพูดเบา ๆ
ฉันหันไปมองทางถนนที่ทอดยาวไปยังรีสอร์ต “รออีกหน่อย เขาบอกว่ากำลังจะมาถึง”
ฉันพูดประโยคนี้ตั้งแต่เที่ยง จนกระทั่งนาฬิกาเดินมาถึงสี่โมงเย็น และทุกครั้งที่พูด ฉันก็เชื่อมันน้อยลงอีกนิด
เสียงรถหยุดดังขึ้นด้านหลัง กู้หวยซวีก้าวลงมาพร้อมกลิ่นน้ำหอมและสีหน้าเหนื่อยล้า เขาไม่ได้มองฉันเป็นคนแรก แต่หันไปเปิดประตูอีกฝั่งให้หญิงสาวคนหนึ่งลงจากรถ
“ขอโทษจริง ๆ หว่าน” เขาพูด “ฉันเพิ่งลงจากเครื่องบิน หยางเหยามีอาการเมารถ ฉันเลยแวะซื้อน้ำร้อนให้เธอ”
หยางเหยาสวมเสื้อสีครีมเรียบง่าย ทว่าทุกอย่างบนตัวเธอดูเข้ากับสถานที่นี้อย่างน่าประหลาด เธอเดินตรงไปยังกระดิ่งลมใต้ต้นไม้ โดยไม่ต้องถามว่ามันอยู่ที่ไหน
ฉันจ้องมองเธอหยิบกระดิ่งลมขึ้นมาอย่างคุ้นเคย
กระดิ่งนั้นเป็นของที่ฉันเลือกเอง เราตามหาสถานที่ติดตั้งมันอยู่นานเกือบครึ่งปี วันที่กู้หวยซวีขอฉันแต่งงาน เขาเคยสัญญาว่าทุกปีเราจะกลับมาที่นี่ด้วยกัน เขาบอกว่าเสียงกระดิ่งลมจะเตือนให้เราจำได้ว่าเริ่มต้นรักกันอย่างไร
แต่ตอนนี้ เขากลับยื่นมือไปจัดชายผ้าคลุมไหล่ให้หยางเหยา แล้วบอกช่างภาพว่า
“ให้เหยาลองยืนตรงนั้นก่อน เธอแต่งหน้ามาแล้ว แสงยังเหลืออยู่ ถ่ายสักสองสามรูปก็พอ”
หลินเฉิงชะงัก “แต่ชุดที่เตรียมไว้เป็นของคุณเจียงนะครับ”
“ไม่เป็นไร” กู้หวยซวีตอบ “ถ่ายแค่ลองแสง เดี๋ยวค่อยแก้หน้าให้เหมือนหว่านทีหลังก็ได้”
ฉันได้ยินทุกคำชัดเจน แม้เสียงลมจะดังจนกระดิ่งสั่นไม่หยุด
หยางเหยาหันมาหาฉัน “คุณเจียง อย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันแค่ช่วยลองแสงจริง ๆ ถ้าไม่สะดวก ฉันไปตอนนี้ก็ได้”
เธอพูดเหมือนกำลังถอย แต่กลับยังยืนอยู่ใต้กระดิ่งลมที่ฉันเลือก และไม่ได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปสิ” ฉันตอบ
กู้หวยซวีขมวดคิ้ว “หว่าน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ วันนี้ฉันก็เหนื่อยมามากพอแล้ว”
ฉันมองแก้วน้ำร้อนจากร้านสะดวกซื้อในมือหยางเหยา แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฉันรอมาทั้งวัน สิ่งที่เธอได้รับคือน้ำร้อน ส่วนสิ่งที่ฉันได้รับคือคำบอกว่าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”
สีหน้าของเขาแข็งขึ้น “เธอไม่สบายหรือไง ฉันรีบกลับมาเพื่อถ่ายรูปกับเธอ งานแต่งก็ยังจัดตามปกติ แค่นี้ต้องงอนด้วยเหรอ”
“วันที่ฉันรอคอยมากที่สุดในชีวิต ในสายตาคุณมีค่าแค่ ‘ถ่ายให้พอใช้ได้’ ใช่ไหม”
ความเงียบตกลงระหว่างเรา หลินเฉิงก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาใคร
กู้หวยซวีถอนหายใจ “ถ้าเธอไม่อยากถ่ายก็ไม่ต้องถ่าย อย่าทำลายบรรยากาศของทุกคน”
ฉันถอดรองเท้าส้นสูงออก แล้วเดินกลับไปยังห้องพักโดยไม่ตอบเขา
“เจียงหว่าน!” เขาคว้าข้อมือฉันไว้
ฉันหันกลับไป “ปล่อยมือ”
“เธอกำลังจะเป็นภรรยาของฉันแล้ว จะไม่มีความใจกว้างให้คนอื่นเลยหรือไง”
หยางเหยารีบพูดขึ้น “หวยซวี ปล่อยเธอเถอะค่ะ อย่าให้เพราะฉันแล้วพวกคุณทะเลาะกัน”
เขาปล่อยมือฉันในที่สุด แต่ยังมองตามด้วยสีหน้าเหมือนฉันเป็นคนผิดที่ไม่ยอมทำเป็นมองไม่เห็น
คืนนั้น ฉันได้รับโทรศัพท์จากพนักงานสถานที่จัดงานแต่งงาน หญิงสาวปลายสายถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า จะยกเลิกการติดตั้งกระดิ่งลมและเปลี่ยนเป็นเปียโนหรือไม่
“ยกเลิก?” ฉันทวนคำ
“ค่ะ คุณกู้กำชับหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่าให้เก็บกระดิ่งลมไว้ แต่วันนี้เขาโทรมาเพิ่มรายการ บอกว่าจะให้หยางเหยาเล่นเปียโนในงาน เพื่อสร้างบรรยากาศให้คนที่เขาชอบ”
ฉันกำโทรศัพท์แน่น
“เพลงอะไรคะ”
“เพลงชื่อ ‘วันที่ยังไม่กำหนด’ ค่ะ คุณกู้บอกว่าคุณหยางเหยาชอบเพลงนี้มากที่สุด”
เพลงนั้นเป็นเพลงที่ฉันกับกู้หวยซวีฟังในคืนแรกที่พบกัน ฉันเป็นคนส่งให้เขา เขาเคยบอกว่าเสียงเปียโนในเพลงเหมือนคนสองคนที่กำลังรอวันที่จะได้อยู่ด้วยกัน แต่ตอนนี้เขากลับมอบเพลงนั้นให้ผู้หญิงอีกคนโดยไม่แม้แต่จะบอกฉัน
ฉันวางสาย แล้วนั่งอยู่ในห้องมืดจนถึงเช้า
สองปีก่อน กู้หวยซวีเคยประสบปัญหาทางการเงินจากบริษัทของครอบครัว ตอนนั้นเขายังไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเงิน และไม่มีใครในบ้านยอมรับฉัน เพราะคิดว่าฉันเป็นเพียงพนักงานธรรมดาที่ไม่คู่ควรกับทายาทตระกูลกู้
ฉันทำงานสองแห่งเพื่อช่วยเขาชำระหนี้ กลางคืนฉันนั่งแก้เอกสารให้บริษัทจนถึงเช้า เมื่อเขาปวดท้อง ฉันขับรถไปซื้อยาให้ตอนตีสอง แม้ระยะทางไกลเกือบสามสิบกิโลเมตร และเมื่อแม่ของเขาเข้าโรงพยาบาล ฉันเฝ้าอยู่ข้างเตียงเกือบครึ่งเดือน ใช้เงินเก็บของตัวเองจ่ายค่ารักษาไปไม่น้อย
กู้หวยซวีเคยจับมือฉันที่หน้าห้องฉุกเฉินแล้วพูดว่า “ถ้าวันหนึ่งฉันลืมว่าใครอยู่ข้างฉัน เธอช่วยเตือนฉันด้วยนะ”
ฉันไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งคนที่ต้องเตือนเขาจะกลายเป็นฉันเอง
สามวันก่อนงานแต่ง แม่ของกู้หวยซวีโทรเรียกฉันไปลองชุด ฉันคิดว่าอย่างน้อยผู้ใหญ่คงยังเห็นความสำคัญของพิธีนี้ แต่เมื่อไปถึงร้านชุดแต่งงาน ฉันกลับเห็นหยางเหยายืนอยู่ในชุดที่ฉันจองไว้
ชุดนั้นเป็นชุดสีงาช้างปักดอกไม้เล็ก ๆ ตรงเอว ฉันเลือกมันตั้งแต่หกเดือนก่อน และจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว ช่างตัดเย็บปรับขนาดให้เข้ากับตัวฉันโดยเฉพาะ
หยางเหยาหมุนตัวหน้ากระจกด้วยรอยยิ้ม
“สวยจริง ๆ เลยค่ะ รูปร่างของคุณหยางดีมาก ใส่อะไรก็สวย” แม่ของกู้พูดอย่างอารมณ์ดี
ฉันยืนอยู่ตรงประตู “ชุดนั้นเป็นของฉัน”
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ
หยางเหยาจับชายกระโปรง “ฉันไม่รู้จริง ๆ ค่ะ คุณป้าบอกว่ายังไม่มีใครใส่ ฉันเลยลองดู”
แม่ของกู้หันมาทางฉัน “หว่าน อย่าเข้าใจผิด ชุดมีตั้งหลายชุด ให้เหยาลองสักตัวจะเป็นอะไรไป เธอช่วยงานแต่งมามากมาย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ควรใจกว้างหน่อย”
กู้หวยซวีเดินเข้ามาพอดี เขามองฉันแล้วขมวดคิ้ว
“หว่าน อย่าเริ่มอีกนะ”
ฉันชี้ไปที่ชุด “ชุดนี้สำหรับงานเลี้ยงของฉัน ฉันเลือกเอง จ่ายเงินเอง และสั่งตัดตามตัวเอง ทำไมตอนนี้ถึงอยู่บนตัวเธอ”
หยางเหยาก้มหน้า “ถ้าคุณไม่พอใจ ฉันถอดออกก็ได้ค่ะ”
แม่ของกู้รีบจับแขนเธอ “จะถอดตรงนี้ได้อย่างไร”
ฉันมองภาพนั้นแล้วเข้าใจทันทีว่า ใครกันแน่ที่ทุกคนอยากปกป้อง
“ไม่ต้องถอดหรอก” ฉันพูด “ถือว่าให้เธอไป”
กู้หวยซวีถอนหายใจ “เห็นไหม เธอก็ยังทำให้เรื่องง่ายเป็นเรื่องยากอยู่ดี”
“ฉันเหมือนชุดตัวนี้ใช่ไหม” ฉันถาม “ของที่คุณหยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้ แล้วก็ส่งให้คนอื่นลองใส่เมื่อไรก็ได้”
เขาเงียบไป แต่ไม่ได้ปฏิเสธทันที
นั่นเจ็บกว่าคำตอบเสียอีก
คืนนั้น ฉันกลับไปเปิดกล่องเอกสารเก่าที่เก็บไว้ใต้เตียง ในนั้นมีใบเสร็จค่ารักษาของแม่กู้ สัญญาเงินกู้ของบริษัท และหลักฐานการโอนเงินหลายรายการ ฉันเคยเก็บไว้เพราะตอนนั้นกู้หวยซวีบอกว่าจะคืนทุกบาทหลังบริษัทฟื้นตัว
ยอดรวมทั้งสิ้นสิบล้านบาท
เงินก้อนนั้นมาจากบ้านของฉัน พ่อที่เสียไปแล้วทิ้งร้านวัสดุก่อสร้างไว้ให้ฉันกับแม่ ฉันขายหุ้นส่วนของตัวเองเพื่อช่วยกู้หวยซวี โดยเขาสัญญาว่าจะลงชื่อรับรองในเอกสารภายในหนึ่งสัปดาห์
แต่ลายเซ็นในสัญญากลับเป็นของเขาเพียงคนเดียวในฐานะผู้รับเงิน และมีข้อความเขียนกำกับไว้ว่า “เงินสนับสนุนจากครอบครัวฝ่ายหญิง”
ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเขาบอกว่าเอกสารเป็นเพียงแบบฟอร์มชั่วคราว เมื่อบริษัทมีกำไร เขาจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
ฉันไม่เคยถามซ้ำ เพราะเชื่อว่าเราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันไปพบเสี่ยวอวี้ เพื่อนที่ทำบัญชีให้บริษัทกู้ เธอเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องการเงินภายในทั้งหมด
“ฉันอยากดูบัญชีของบริษัทช่วงหกเดือนที่ผ่านมา” ฉันบอก
เสี่ยวอวี้ลังเล “เกิดอะไรขึ้นกับคุณกู้หรือ”
“ฉันกำลังจะยกเลิกงานแต่ง แต่ก่อนหน้านั้นฉันต้องรู้ว่าฉันกำลังเสียอะไรไปบ้าง”
เธอเปิดไฟล์ให้ฉันดู รายการจ่ายเงินจำนวนมากถูกโอนไปยังบริษัทจัดงานของหยางเหยา ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าเช่าเปียโน และค่าชุดสำหรับงานแต่งงาน
ฉันเลื่อนหน้าจอช้า ๆ จนเห็นรายการหนึ่งที่ทำให้มือเย็นเฉียบ
เงินสามล้านบาทถูกโอนจากบัญชีบริษัทไปยังบัญชีส่วนตัวของกู้หวยซวี โดยมีหมายเหตุว่า “คืนเงินกู้ให้ครอบครัวเจียง” แต่เงินจำนวนนั้นไม่เคยเข้าบัญชีฉัน
“เขาเอาเงินไปไหน” ฉันถาม
เสี่ยวอวี้กัดริมฝีปาก “ฉันเคยถามแล้ว เขาบอกว่าจะใช้จัดการเรื่องส่วนตัว คุณเจียง ฉันไม่อยากยุ่งกับครอบครัวคุณ แต่รายการนี้ถูกบันทึกเป็นเงินคืนให้คุณจริง ๆ”
ฉันขอสำเนาเอกสารทั้งหมด รวมถึงรายงานประชุมของบริษัทและใบอนุมัติการโอนเงิน เสี่ยวอวี้ส่งให้ฉันอย่างเงียบ ๆ
ก่อนออกจากร้าน เธอพูดว่า “คุณกู้กำลังจะโอนหุ้นบางส่วนให้หยางเหยา หลังงานแต่งค่ะ ฉันเห็นร่างสัญญาในระบบ”
ฉันหันกลับ “หุ้นอะไร”
“หุ้นที่ใช้เงินของคุณเจียงค้ำประกันไว้ตอนบริษัทเกือบล้มละลาย”
ความจริงค่อย ๆ ต่อกันเป็นภาพเดียว
กู้หวยซวีไม่ได้เพียงลืมสัญญา ไม่ได้เพียงชอบผู้หญิงคนอื่น หรือทำให้ฉันเสียใจเพราะไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อย เขากำลังใช้เงินของฉันกอบกู้บริษัท แล้วเตรียมมอบผลประโยชน์ให้ผู้หญิงอีกคนในชื่อของอนาคตที่ฉันเป็นคนสร้าง
คืนนั้น ฉันเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แต่ยังไม่ออกจากบ้านทันที บนโต๊ะมีแบบร่างบัตรเชิญงานแต่งหลายสิบใบ ใบหนึ่งเป็นภาพที่กู้หวยซวีเลือกเอง เขายืนอยู่ข้างฉัน แต่ดวงตากลับมองออกไปนอกเฟรม
ฉันโทรหาเขา
“พรุ่งนี้ฉันจะไปที่บริษัท ขอเอกสารเงินกู้ทั้งหมดคืน”
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง “เธอกำลังพูดอะไร”
“และฉันจะยกเลิกงานแต่ง”
เขาหัวเราะสั้น ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ “เพราะเรื่องชุดกับรูปถ่ายเนี่ยนะ”
“ไม่ใช่เพราะชุดหรือรูปถ่าย แต่เพราะสิ่งที่พวกมันทำให้ฉันเห็น”
น้ำเสียงของเขาเย็นลง “เธอคิดว่าถ้าไม่มีฉัน เธอจะเป็นอะไรได้ บริษัทของฉันมีชื่อเสียง มีบ้าน มีอนาคต ฉันกำลังจัดงานแต่งให้เธอ ให้คนทั้งเมืองรู้ว่าเธอแต่งเข้าตระกูลกู้ เธอยังต้องการอะไรอีก”
“ฉันต้องการเป็นภรรยา ไม่ใช่หลักฐานว่าบริษัทของคุณยังมีเงินหมุน”
“เธอต้องการสถานะใช่ไหม ฉันให้สถานะเธอแล้ว!”
“ฉันต้องการความเคารพ”
เขาตัดสายทันที
วันต่อมา ฉันไปบริษัทกู้พร้อมทนายที่แม่แนะนำ ทนายตรวจเอกสารแล้วบอกว่า สัญญาเงินกู้ยังมีผล แม้จะไม่มีการลงชื่อรับรองจากกู้หวยซวีในฐานะบุคคล เพราะมีหลักฐานการโอนเงิน การประชุมบริษัท และเอกสารที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เพียงแต่การเรียกร้องเงินคืนอาจใช้เวลา และต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
ฉันไม่ได้หวังจะทำลายบริษัท ฉันเพียงไม่ยอมให้เงินของครอบครัวหายไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ถูกทิ้ง
เมื่อไปถึงห้องประชุม กู้หวยซวีนั่งอยู่กับแม่และหยางเหยา เขาเตรียมเอกสารยกเลิกงานแต่งไว้แล้ว ราวกับเชื่อว่าฉันจะเป็นฝ่ายกลับไปขอโทษ
“ในเมื่อเธออยากยกเลิก ก็เซ็นตรงนี้” แม่ของกู้เลื่อนเอกสารมาให้ “ค่าใช้จ่ายงานแต่งทั้งหมด ลูกชายฉันจะรับผิดชอบเอง ส่วนเงินที่เธอเคยช่วยบริษัท ถือว่าเป็นของขวัญก่อนแต่งงาน”
ทนายของฉันเปิดแฟ้ม “เอกสารฉบับนี้ระบุว่าเป็นเงินกู้ ไม่ใช่ของขวัญ และมีการนำทรัพย์สินของบริษัทค้ำประกันไว้”
แม่ของกู้หน้าถอดสี “คุณจะฟ้องครอบครัวเราเพราะเรื่องแค่นี้หรือ”
“ฉันไม่ได้ฟ้องเพราะเลิกกับลูกชายคุณ ฉันกำลังขอคืนเงินที่บริษัทใช้ไป”
กู้หวยซวีลุกขึ้น “หว่าน เธอจะทำให้ทุกคนเสียหน้าไปถึงไหน”
ฉันเปิดภาพรายการโอนเงินบนจอ ห้องประชุมเงียบลงเมื่อยอดสามล้านบาทปรากฏขึ้น
“นี่คือเงินที่บริษัทบันทึกว่าเคยคืนให้ฉัน แต่ฉันไม่เคยได้รับ”
เขาหน้าตึง “ฉันกำลังจะคืน”
“ด้วยเงินที่โอนไปให้หยางเหยาและจัดงานแต่งของเธอหรือ”
หยางเหยาหันไปมองเขาอย่างตกใจ “หวยซวี คุณบอกว่าเงินพวกนั้นเป็นโบนัสจากบริษัทไม่ใช่เงินของคุณเจียง”
เขาหันกลับไปทันที “เหยา เธอไม่ต้องเข้ามายุ่ง”
ประโยคนั้นทำให้เธอหน้าซีด เธอเพิ่งรู้ในวันนั้นเองว่าของขวัญ บ้านเช่า และค่าเดินทางที่เขาเคยมอบให้ ล้วนมาจากเงินของฉัน
ฉันไม่ได้รู้สึกสะใจ แค่เหนื่อยจนไม่อยากเห็นใครถูกหลอกต่อไป
เสี่ยวอวี้ถูกเรียกเข้ามาให้ข้อมูล เธอนำสำเนารายงานประชุมที่ระบุว่าหุ้นส่วนหนึ่งจะถูกโอนให้หยางเหยาหลังงานแต่งมาเปิดเผย พร้อมไฟล์เสียงจากการประชุมคณะกรรมการ ซึ่งกู้หวยซวีเป็นคนพูดเองว่า “เมื่อแต่งงานแล้ว เงินของเจียงหว่านก็จะนับเป็นทรัพย์สินของครอบครัวกู้ การคืนเงินไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”
ฉันหลับตาลงครู่หนึ่ง
ฉันเคยคิดว่าคำว่า “ครอบครัว” หมายถึงการแบ่งปัน แต่สำหรับเขา มันหมายถึงการที่สิ่งของของฉันกลายเป็นของเขา โดยไม่ต้องขออนุญาต
กู้หวยซวีพยายามอธิบายว่าเขาพูดเพราะเครียด บริษัทกำลังมีปัญหา และหยางเหยาช่วยเขาหาลูกค้ารายใหญ่จนธุรกิจกลับมาฟื้นตัว แต่เอกสารหลายฉบับแสดงให้เห็นว่าเขาใช้เงินบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว และพยายามปกปิดการโอนหุ้น
แม่ของเขายังคงปกป้องลูกชาย แต่เมื่อทนายแจ้งว่าการโอนทรัพย์สินหลังได้รับหนังสือทวงถามอาจถูกตรวจสอบ เธอก็เงียบลง
หยางเหยาถอดแหวนที่กู้หวยซวีซื้อให้วางบนโต๊ะ
“ฉันไม่รู้เรื่องเงินค่ะ” เธอพูด “แต่ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้รักคุณเจียงมานานแล้ว ถ้าคุณอยากแต่งงานกับฉันก็ควรพูดตรง ๆ ไม่ใช่ใช้เงินของเธอสร้างภาพให้ตัวเองดูดี”
กู้หวยซวีมองเธอเหมือนถูกทรยศ แต่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความซื่อสัตย์จากใครอีกแล้ว
หลังจากนั้น การยกเลิกงานแต่งถูกประกาศอย่างเรียบง่าย ฉันไม่จัดงานแถลงข่าว ไม่โพสต์เรื่องราวลงอินเทอร์เน็ต และไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องรับรู้ ทนายส่งหนังสือทวงถามบริษัทอย่างเป็นทางการ ส่วนเอกสารการโอนหุ้นถูกระงับไว้จนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ
กระบวนการใช้เวลาหลายเดือน บริษัทกู้ยังดำเนินต่อได้ แต่ต้องขายรถและทรัพย์สินบางส่วนเพื่อคืนเงินก้อนแรก กู้หวยซวีถูกปลดจากตำแหน่งผู้บริหารชั่วคราว และต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในเรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
เขามาหาฉันหลายครั้ง ทั้งที่หน้าบ้าน ที่ร้านกาแฟ และที่สำนักงานทนาย แต่ฉันไม่เปิดประตูให้
ครั้งหนึ่งเขาส่งข้อความมาว่า “ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด เธอให้โอกาสฉันอีกครั้งได้ไหม”
ฉันอ่านอยู่นานก่อนตอบกลับว่า “ฉันให้โอกาสคุณมาสองปีแล้ว แต่คุณใช้มันเพื่อทำให้ฉันเชื่อว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร”
หลังจากนั้น ฉันบล็อกหมายเลขของเขา
หยางเหยาติดต่อฉันในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เธอนัดพบที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้ทะเล และนำกล่องเอกสารมาคืน
“นี่เป็นสำเนาเอกสารที่เขาเคยให้ฉันเก็บไว้ค่ะ” เธอพูด “ฉันคิดว่ามันอาจช่วยคุณได้”
ในกล่องมีใบเสร็จค่าตกแต่งเวที สัญญาว่าจ้างนักเปียโน และแผ่นเสียงเพลง ‘วันที่ยังไม่กำหนด’ ซึ่งกู้หวยซวีสั่งให้เปิดในงานแต่ง
ฉันมองแผ่นเสียงอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณยังโกรธฉันไหมคะ” หยางเหยาถาม
“เคยโกรธ” ฉันตอบตามจริง “แต่สิ่งที่ฉันโกรธที่สุดคือคนที่รู้ว่าฉันเจ็บ แล้วยังบอกว่าฉันคิดมาก”
เธอพยักหน้า “ฉันขอโทษที่ยืนอยู่ใต้กระดิ่งลมวันนั้น”
“คุณไม่ต้องขอโทษแทนเขา”
“แต่ฉันควรถามให้มากกว่านี้ ตั้งแต่เห็นชุด เห็นสถานที่ และเห็นว่าเขาพูดถึงคุณเหมือนเป็นคนในอดีต ฉันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ฉันเลือกจะไม่ถาม”
ฉันไม่ได้ให้อภัยเธอทันที แต่ก็ไม่ได้เกลียดเธออีกต่อไป บางครั้งคนสองคนอาจถูกคนเดียวกันทำให้บาดเจ็บ แม้จะยืนอยู่คนละฝั่งของเรื่องราว
เก้าเดือนต่อมา บริษัทคืนเงินให้ฉันครบทั้งสิบล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยตามข้อตกลง การชำระเงินทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ แต่ยังไม่ถึงขั้นล้มละลาย แม่ของกู้ย้ายไปอยู่กับญาติ ส่วนกู้หวยซวีลาออกจากบริษัทและเริ่มทำงานใหม่ในต่างจังหวัด
ฉันได้ยินจากเสี่ยวอวี้ว่าเขาขายบ้านหลังเดิมแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขากับหยางเหยายังติดต่อกันหรือไม่ แต่ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน
ฉันไม่เคยตามหาคำตอบนั้น
หลังจัดการเรื่องเงินเสร็จ ฉันใช้ส่วนหนึ่งของเงินเปิดสตูดิโอออกแบบขนาดเล็กกับเพื่อน ฉันเริ่มรับงานตกแต่งร้านอาหารและรีสอร์ตริมทะเล สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ฉันรู้สึกถูกทิ้ง กลับกลายเป็นสถานที่ที่ฉันใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่
ในวันเปิดสตูดิโอ ฉันแขวนกระดิ่งลมอันเดิมไว้หน้าประตู เสียงของมันยังใสเหมือนวันแรก แม้ลมจะพัดแรงกว่าที่ชายหาดมาก
หลินเฉิงเป็นลูกค้าคนแรก เขานำภาพถ่ายจากวันนั้นมาให้ฉันหนึ่งชุด ภาพของฉันในชุดเจ้าสาวยืนอยู่ริมทะเลคนเดียว แสงสุดท้ายตกลงบนไหล่ที่เปลือยเปล่า และกระโปรงสีขาวปลิวไปตามลม
“ตอนนั้นผมคิดว่าภาพนี้เสียแล้ว” เขาบอก “แต่พอกลับมาดู มันเป็นภาพที่จริงที่สุดในวันนั้น”
ฉันมองภาพอยู่นาน ก่อนเลือกเก็บไว้หนึ่งใบ ไม่ใช่เพื่อจดจำกู้หวยซวี แต่เพื่อจดจำตัวเองในวันที่ยังยืนรอ ทั้งที่หัวใจรู้อยู่แล้วว่าควรเดินจากมา
ปีถัดมา ฉันกลับไปยังชายหาดเพียงลำพัง ไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว และไม่ได้รอใคร ฉันนำกระดิ่งลมอีกอันไปแขวนไว้ใต้ต้นไม้ต้นเดิม มันเป็นกระดิ่งธรรมดาที่ซื้อจากร้านเล็ก ๆ ระหว่างทาง ไม่มีคำสัญญา ไม่มีชื่อของใคร และไม่มีวันที่ต้องรอให้มาถึง
เมื่อสายลมพัดผ่าน เสียงกระดิ่งดังขึ้นเบา ๆ
ครั้งนี้ ฉันไม่ได้ฟังเพื่อรอว่าใครจะกลับมา แต่ฟังเพื่อเตือนตัวเองว่า ชีวิตของฉันไม่ใช่ของที่ใครจะหยิบไปมอบให้คนอื่นได้อีกแล้ว