“ถ้าคุณมีเงินเดือนแค่ห้าพัน ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ แล้วพ่อยังเดินไม่ได้ คุณมานัดดูตัวทำไมคะ”
เสี่ยวเหอถามเสียงดังจนคนทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวหันมามอง ชายชราบนรถเข็นข้างผมก้มหน้าลง ส่วนแม่ของผมกำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะราวกับกำลังกลั้นไม่ให้ตัวเองลุกขึ้นตบหน้าใคร
ผมมองธนบัตรสองใบที่เสี่ยวเหอวางไว้บนโต๊ะ แล้วตอบเรียบ ๆ ว่า “เพราะผมไม่ได้มาหาคนที่จะซื้อบ้านหรือรถของผม ผมมาหาคนที่จะใช้ชีวิตด้วยกัน”
แต่ในวันนั้น ไม่มีใครรู้ว่าชายที่สวมเสื้อช่างเปื้อนน้ำมันและนั่งรถกระบะเก่ามาถึงร้าน แท้จริงแล้วเป็นเจ้าของทรัพย์สินมูลค่าหลายร้อยล้าน และการนัดดูตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น มันเป็นการทดสอบว่าครอบครัวของผมยังเหลือใครที่มองเห็นคนมากกว่าเงินหรือไม่
ผมชื่อโจหมิง ก่อนหน้านั้นสามวัน แม่เรียกผมกลับบ้านด้วยสีหน้าจริงจัง พ่อถูกเข็นออกมาจากห้องนอน ทั้งที่ขาของเขาแข็งแรงดีและเดินได้โดยไม่ต้องมีใครพยุง เขามองผมอย่างอึดอัดขณะน้องสาวผมกำลังเอาผ้าห่มคลุมเข่าให้แน่นเกินความจำเป็น
“วันนี้ลูกต้องไปนัดดูตัว” แม่บอก
“อีกแล้วเหรอครับ”
“คนนี้เป็นคนสุดท้าย ถ้าลูกยังทำให้ผู้หญิงหนีเหมือนครั้งก่อน แม่จะไม่ช่วยดูให้แล้ว”
ผมเคยพบผู้หญิงมาแล้วหลายคน ทุกคนเริ่มต้นด้วยคำถามเรื่องงาน บ้าน รถ และเงินเก็บ บางคนถึงกับถามแม่ว่าผมมีหุ้นในบริษัทเท่าไร ก่อนจะถามว่าผมชอบกินอะไร แต่แม่ยังยืนยันว่าผมต้องแต่งงาน เพราะเธอเชื่อว่าผู้หญิงที่ดีจะช่วยดูแลบ้านและทำให้ชีวิตของผมสงบลง
พ่อถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา “ครั้งนี้ทำตามที่แม่บอกเถอะ”
ผมหันไปมองขาของพ่อ เขาเพิ่งหายจากอุบัติเหตุปลอม ๆ ที่ครอบครัวสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ พ่อไม่ได้พิการ แต่บริษัทของเรากำลังมีปัญหาใหญ่ หากข่าวเรื่องทรัพย์สินและอำนาจของตระกูลแพร่ออกไป คนที่เข้ามาหาผมอาจไม่ได้รักผมเลยก็ได้
“เราจะบอกว่าเป็นครอบครัวยากจน” แม่อธิบาย “ลูกทำงานซ่อมรถ เงินเดือนห้าพัน อยู่บ้านเก่าสี่สิบปี ไม่มีรถส่วนตัว พ่อขายของในตลาดและเดินไม่สะดวก อย่าหลุดปากเรื่องบริษัทเด็ดขาด”
“แล้วถ้าเธอผ่านการทดสอบล่ะครับ”
“ค่อยบอกความจริง”
ผมไม่ชอบแผนนี้ แต่ช่วงเวลานั้นผมกำลังรอการอนุมัติโครงการศูนย์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกในพื้นที่ทางเหนือ โครงการนี้ใช้เวลาครึ่งปีและเกี่ยวข้องกับชุมชนเล็ก ๆ หลายแห่ง หากผมถอนตัวเพราะเรื่องนัดดูตัว คู่แข่งจะเข้ามาแทนทันที แม่จึงใช้โครงการนั้นกดดันผม
“อดทนอีกครั้งเดียว” เธอบอก “แล้วลูกจะได้ทำสิ่งที่ต้องการ”
ผมจึงยอมสวมเสื้อช่างเก่า ขับรถบรรทุกขยะมือสอง และพาพ่อที่แกล้งทำเป็นคนป่วยไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ผู้หญิงสองคนแรกที่นัดไว้ไม่มา คนหนึ่งส่งข้อความบอกว่าร้านดูสกปรกเกินไป อีกคนเดินจากไปทันทีเมื่อเห็นรถเข็นของพ่อ เสี่ยวเหอเป็นคนที่สาม และเธอมาถึงช้ากว่าเวลานัดแปดนาที โดยถือกล่องข้าวไฟฟ้าที่สายไฟถูกกัดจนขาด
“ขอโทษค่ะ รถติดระหว่างทางกลับบ้านยาย” เธอบอกป้าของร้าน ก่อนจะวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะ “มันลัดวงจรนิดหน่อย ฉันเลยช่วยเปลี่ยนปลั๊กให้ยายก่อนมา”
เธอไม่ได้แต่งตัวหรู กระโปรงสีเข้มมีคราบฝุ่นตรงชายผ้า และปลายนิ้วมีรอยบาดเล็ก ๆ แต่เธอกลับไม่ได้สนใจสายตาของใคร เมื่อเห็นพัดลมข้างร้านสั่นผิดปกติ เธอก็ลุกไปจับน็อตให้แน่นโดยไม่ต้องมีใครขอ
“คุณคือโจหมิงใช่ไหมคะ” เธอถาม
“ครับ”
“ในรูปดูดีกว่านี้นิดหน่อยนะคะ”
ผมหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว “คุณมาดูตัวหรือมาตั้งใจทำลายบรรยากาศกันแน่”
“ยังตัดสินไม่ได้ค่ะ ต้องคุยก่อน”
เธอนั่งลงและเริ่มถามทันทีว่าผมทำงานอะไร ได้เงินเดือนเท่าไร มีหนี้ไหม เล่นการพนันหรือเปล่า ดื่มเหล้าหนักหรือไม่ และเคยทำร้ายผู้หญิงหรือเปล่า คำถามของเธอตรงจนแม่ผมที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ขยับตัวอย่างไม่สบายใจ
“ผมเป็นช่างซ่อมรถ ได้ประมาณห้าพันบาท ไม่มีหนี้ ไม่เล่นพนัน และดื่มเฉพาะเวลามีงานสังคม”
“บ้านล่ะคะ”
“บ้านเก่าอยู่กับครอบครัวครับ”
“รถไม่มี?”
“ไม่มีครับ”
เสี่ยวเหอพยักหน้า ไม่ได้แสดงสีหน้ารังเกียจอย่างที่ผมคาดไว้ เธอหันไปมองพ่อที่นั่งนิ่งอยู่ข้างผม
“คุณต้องดูแลพ่อไปตลอดหรือคะ”
“การฟื้นฟูยังต้องใช้เวลา แต่ครอบครัวจะดูแลกันครับ”
“ถ้าแต่งงาน คุณคงไม่มีเงินเหลือมากนัก”
“ผมรู้ครับ”
“ฉันก็หาเงินไม่แน่นอน เดือนที่ดีอาจได้สามหมื่น เดือนที่แย่อาจเหลือไม่ถึงหมื่น ฉันซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รับซื้อของเก่า แล้วก็ขายของที่ร้านซึ่งพ่อทิ้งไว้ให้ มีห้องเล็ก ๆ อยู่ชั้นบนสองห้อง”
ผมมองเธออย่างแปลกใจ เธอไม่ได้พยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น เธอบอกทั้งรายได้ที่ไม่แน่นอนและบ้านที่คับแคบอย่างตรงไปตรงมา
ตอนนั้นเอง เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามาขอให้เธอช่วยดูเครื่องซักผ้า เจ้าของร้านบอกว่ามอเตอร์เสีย ต้องเปลี่ยนใหม่หกร้อยบาท เสี่ยวเหอขอเปิดฝาครอบตรวจสอบ เธอพบว่าปัญหาเกิดจากตัวเก็บประจุที่บวม ไม่ใช่มอเตอร์
“ถ้าเปลี่ยนมอเตอร์ คุณจะเสียเงินโดยไม่จำเป็น” เธอบอกเจ้าของร้าน “เปลี่ยนตัวนี้ก็พอ ราคาไม่ถึงร้อย”
ช่างอีกคนหัวเราะเยาะ “ทำงานซ่อมมาแค่ไม่กี่ปี อย่าทำเป็นเก่งกว่าคนที่อยู่สายนี้สิบปีเลย”
เสี่ยวเหอไม่เถียง เธอเพียงถอดชิ้นส่วนออก แก้สายไฟ และเปิดเครื่องให้ดูต่อหน้า ทุกคนเงียบลงเมื่อเครื่องซักผ้ากลับมาหมุนได้อีกครั้ง
ผมถามเธอว่าทำไมถึงไม่ปล่อยให้เจ้าของซื้อของใหม่ เพราะจะได้เงินมากกว่า
“ของที่ยังซ่อมได้ไม่ควรถูกทิ้งค่ะ” เธอตอบ “คนหาเช้ากินค่ำไม่ได้มีเงินซื้อใหม่ทุกครั้ง ถ้าร้านเราหลอกเขาได้ครั้งหนึ่ง ต่อไปเขาก็จะไม่กล้ามาหาเราอีก”
คำตอบนั้นติดอยู่ในใจผมตลอดบ่าย
หลังจากนั้นเราถูกป้าของเธอพาไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละเก้าบาท ร้านเล็กจนโต๊ะวางชิดกันแทบไม่มีทางเดิน ชายชราคนหนึ่งไม่มีเงินพอจ่าย เถ้าแก่กำลังจะไล่เขา เสี่ยวเหอจึงยื่นเงินสองบาทที่มีอยู่ให้
“ฉันเลี้ยงเองค่ะ”
“คุณมีเงินอยู่แค่สองบาทไม่ใช่เหรอ” ผมถาม
“ก็เลยต้องใช้ให้คุ้มค่ะ”
ผมแอบจ่ายเงินให้เถ้าแก่เพิ่ม แล้วกำชับว่าอย่าบอกเธอว่าเป็นเงินของผม เมื่อเสี่ยวเหอยื่นสองบาทให้ เถ้าแก่จึงรับไว้ตามที่ผมขอ
“คราวหน้าถ้ามาอีก ให้เขาจ่ายสองบาทเหมือนเดิมนะ อย่าให้รู้ว่าฉันช่วย” ผมบอก
เสี่ยวเหอได้ยินพอดี เธอมองผมอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้เปิดโปง เพียงยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “วันนี้ฉันมองคุณผิดไปสองครั้งแล้ว”
ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี จนกระทั่งเธอเหลือบเห็นรถบรรทุกที่ผมขับมา
“รถของคุณมีคราบน้ำมันเต็มเลย”
“เพิ่งยกเครื่องปรับอากาศขึ้นมา”
ผมรีบใช้ผ้าเช็ดรอยน้ำมันที่กระโปรงเธอ เสี่ยวเหอมองมือผมที่เปื้อนดำแล้วพูดว่า “มือสกปรก แต่ใจสะอาดกว่าคนบางคนก็ยังดีค่ะ”
คืนนั้นแม่โทรมาถามผลการนัด ผมตอบว่าทุกอย่างเป็นไปได้ดี แต่ไม่ได้เล่าว่าเสี่ยวเหอซ่อมพัดลมให้คนแก่ฟรี หรือแบ่งเงินสองบาทสุดท้ายให้ชายแปลกหน้า แม่กลับกังวลเรื่องอื่นมากกว่า
“เธอถามเรื่องเงินเยอะไหม”
“ถามครับ แต่เธอก็พูดเรื่องงานของตัวเองเหมือนกัน”
“อย่าเพิ่งไว้ใจ ถ้าผู้หญิงรู้ว่าลูกเป็นใคร เธออาจเปลี่ยนท่าทีทันที”
ผมไม่ได้บอกแม่ว่าเสี่ยวเหอไม่เคยถามนามสกุลของผมด้วยซ้ำ
เราพบกันอีกหลายครั้ง ความสัมพันธ์เริ่มจากการดูตัวกลายเป็นการช่วยกันทำงาน เธอพาผมไปซ่อมตู้เย็นให้ร้านขายอาหาร ผมช่วยเธอขนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าขึ้นชั้นสอง บ้านของเธอคับแคบและเต็มไปด้วยอะไหล่ แต่ทุกชิ้นถูกแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ
เธอจดรายรับรายจ่ายลงในสมุดปกสีน้ำเงิน ทุกครั้งที่ลูกค้าจ่ายเกิน เธอจะคืนเงิน และทุกครั้งที่ของชิ้นหนึ่งยังซ่อมได้ เธอจะเขียนวันที่รับงานไว้เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องตามหา
วันหนึ่งผมเห็นสัญญาเช่าร้านของเธอวางอยู่บนโต๊ะ เจ้าของอาคารกำลังจะขึ้นค่าเช่าเกือบสองเท่า เพราะมีบริษัทใหญ่ต้องการซื้อพื้นที่ทั้งหมด เสี่ยวเหอพยายามทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่ผมเห็นมือเธอสั่นตอนคำนวณเงิน
“ถ้าฉันย้ายร้าน คงต้องเริ่มใหม่หมด” เธอบอก “แต่ถ้าไม่ย้าย ภายในสามเดือนคงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า”
ผมเสนอว่าจะช่วย แต่เธอปฏิเสธทันที
“เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน อย่าเอาเงินมาแก้ปัญหาของฉันค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ผมยิ่งอยากบอกความจริง แต่ทุกครั้งที่ผมกำลังจะพูด แม่ก็โทรมาเตือนว่าต้องรอให้การอนุมัติโครงการเสร็จเสียก่อน
ไม่นานนัก บริษัทของครอบครัวเกิดปัญหา โครงการศูนย์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าทางเหนือถูกคู่แข่งยื่นคัดค้าน พวกเขากล่าวหาว่าบริษัทของเราใช้โครงการเพื่อผูกขาดตลาดและจะทำให้ร้านซ่อมเล็ก ๆ ล่มสลาย บอร์ดบริหารบางคนต้องการยกเลิกโครงการ แล้วขายสิทธิ์ให้บริษัทต่างชาติ
ผมตรวจเอกสารหลายคืนจนพบความผิดปกติ วันที่ในรายงานต้นทุนไม่ตรงกับวันที่โอนเงิน และมีใบเสนอราคาจากบริษัทคู่แข่งที่ถูกยื่นเข้ามาก่อนประกาศเปิดประมูลถึงสองสัปดาห์
คนที่เซ็นอนุมัติเอกสารคืออาเฉิน น้องชายของพ่อ เขาเป็นผู้บริหารที่ทุกคนไว้ใจ และเป็นคนผลักดันให้ผมไปนัดดูตัวครั้งแล้วครั้งเล่า
“อย่าเอาเรื่องในบริษัทมาปนกับครอบครัว” อาเฉินเตือน “ถ้าโครงการล้ม นายจะเสียชื่อมากกว่าฉัน”
ผมไม่ตอบ แต่เก็บสำเนาเอกสารไว้ทั้งหมด
ในช่วงเดียวกัน เสี่ยวเหอถูกกล่าวหาว่าหลอกลูกค้า เธอซ่อมเครื่องปรับอากาศของหญิงชราคนหนึ่งโดยคิดเงินเพียงค่าอะไหล่ แต่สองวันต่อมา เครื่องกลับเสียอีก หญิงคนนั้นพาลูกชายมาด่าถึงหน้าร้าน และกล่าวหาว่าเสี่ยวเหอเปลี่ยนอะไหล่เก่าให้
เสี่ยวเหอไม่เถียง เธอเปิดกล้องวงจรปิดให้ดู ภาพแสดงให้เห็นว่าหญิงชราคนนั้นเคยนำปลั๊กพ่วงที่ไหม้แล้วมาต่อกับเครื่องหลังจากรับของกลับไป แต่เสี่ยวเหอยังเปลี่ยนสายไฟให้ใหม่โดยไม่คิดเงิน
“ทำไมคุณไม่เก็บเงินเพิ่ม” ผมถาม
“เพราะถ้าฉันเก็บทุกครั้งที่ลูกค้าทำพัง ฉันก็ไม่ต่างจากคนที่รอเอาเปรียบเขา”
วันนั้นผมตัดสินใจบอกความจริงกับเธอ แต่ก่อนจะพูด เสี่ยวเหอเห็นแม่ผมเดินออกจากรถหรูตรงหน้าร้าน เธอรู้ทันทีว่าครอบครัวของผมไม่ได้ยากจนอย่างที่เล่า
แม่พาผมกลับบ้านต่อหน้าเธอ และพ่อก็ลุกขึ้นเดินจากรถเข็นไปยังประตูด้วยขาของตัวเอง
เสี่ยวเหอยืนนิ่งอยู่หน้าร้าน ใบหน้าของเธอไม่ได้มีความโลภหรือความดีใจ มีเพียงความผิดหวัง
“คุณแกล้งทั้งหมดหรือคะ”
“ผมตั้งใจจะบอกคุณ”
“แต่คุณยังไม่บอก”
แม่เดินเข้ามาแทน “นี่เป็นการทดสอบ ลูกชายฉันต้องระวังผู้หญิงที่เข้าหาเพราะเงิน”
เสี่ยวเหอหัวเราะเบา ๆ “ถ้าคุณอยากทดสอบฉัน คุณก็ทำได้ค่ะ แต่คุณไม่ควรใช้พ่อของเขาเป็นเครื่องมือ และไม่ควรปล่อยให้ฉันเชื่อว่าชายคนหนึ่งไม่มีเงินจนฉันต้องคิดว่าการแต่งงานกับเขาจะทำให้ชีวิตลำบาก”
ผมก้มหน้า “ผมขอโทษ”
“คำขอโทษของคุณไม่ได้ทำให้เวลาที่ฉันเสียไปกลับมา” เธอตอบ “ฉันไม่สนว่าคุณมีเงินกี่ร้อยล้าน แต่ฉันสนว่าคุณยอมโกหกได้นานแค่ไหน”
เธอคืนเงินสองบาทที่ผมเคยให้เถ้าแก่ผ่านมือผม แล้วปิดประตูร้าน
เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่าการถูกปฏิเสธเพราะความจริงเจ็บกว่าการถูกดูถูกเพราะความจน
ผมย้ายออกจากบ้านและกลับไปทำงานที่อู่ซ่อมรถจริง ๆ ชั่วคราว ผมยกเครื่องยนต์ ล้างมือด้วยน้ำมันก๊าด และใช้เงินของตัวเองซื้ออะไหล่ให้ลูกค้าที่ไม่มีเงิน ผมทำเพราะอยากพิสูจน์กับเสี่ยวเหอ แต่ไม่นานก็รู้ว่าคนที่ผมต้องพิสูจน์ที่สุดคือตัวผมเอง
ในขณะที่ผมพยายามขอโอกาส เธอกลับถูกบริษัทที่ซื้ออาคารแจ้งให้ย้ายร้านภายในสามสิบวัน การย้ายครั้งนั้นทำให้สัญญากับลูกค้าเก่าขาด และเธออาจต้องทิ้งบ้านที่พ่อมอบให้
ผมไม่ใช้ชื่อบริษัทเข้าไปช่วยโดยตรง แต่บอกเธอว่ามีโครงการหนึ่งกำลังหาช่างท้องถิ่นไปดูแลศูนย์ซ่อมในหลายจังหวัด หากร้านของเธอผ่านการคัดเลือก เธอจะมีรายได้แน่นอนและไม่ต้องพึ่งค่าเช่าที่เดิม
เสี่ยวเหอรับเอกสารไปอ่าน แล้วคืนให้ผม
“ถ้าฉันผ่านเพราะคุณช่วย ฉันก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งพอหรือเปล่า”
“ถ้าอย่างนั้นสมัครด้วยชื่อของคุณเอง ผมจะไม่แตะเอกสาร”
เธอมองผมนานก่อนพยักหน้า
การคัดเลือกใช้เวลาหลายสัปดาห์ เสี่ยวเหอต้องแข่งขันกับร้านใหญ่ที่มีช่างหลายคน เธอเสนอระบบซ่อมราคาตามรายได้ของลูกค้า และจัดอบรมเด็กในชุมชนให้รู้จักตรวจปลั๊กไฟอย่างปลอดภัย คณะกรรมการหลายคนหัวเราะ เพราะคิดว่าธุรกิจเล็ก ๆ ไม่มีทางดูแลโครงการขนาดใหญ่ได้
แต่เมื่อพวกเขาเห็นสมุดบันทึกของเธอ ซึ่งเก็บรายละเอียดงานซ่อมของลูกค้านับพันรายอย่างเป็นระบบ พวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนความคิด
ในวันสุดท้าย อาเฉินพยายามทำให้ข้อเสนอของเธอถูกตัดออก เขากล่าวหาว่าเสี่ยวเหอได้รับข้อมูลลับจากผม และพยายามใช้เธอเป็นช่องทางควบคุมโครงการ
ผมจึงนำเอกสารที่เก็บไว้ไปมอบให้คณะกรรมการ พร้อมหลักฐานการโอนเงินและข้อความจากบริษัทคู่แข่ง ช่างบัญชีคนหนึ่งยืนยันว่าลายเซ็นในรายงานถูกแก้ไข และอาเฉินเป็นคนสั่งให้เลื่อนวันที่เอกสาร
อาเฉินไม่ยอมรับทันที เขาบอกว่าทำไปเพราะต้องการช่วยบริษัท
“ถ้าโครงการผ่านไปตามวิธีของนาย บริษัทจะเสียเงินจำนวนมาก” เขาพูด “ฉันแค่ทำให้มันอยู่ในมือคนที่บริหารเป็น”
“คุณไม่ได้ช่วยบริษัท” พ่อพูดขึ้นจากด้านหลัง แม้ครั้งนี้เขาจะเดินมาเองโดยไม่มีรถเข็น “คุณกำลังขายความไว้ใจของทุกคน”
การตรวจสอบใช้เวลาหลายเดือน อาเฉินถูกปลดจากตำแหน่งและต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายบางส่วน บริษัทไม่ได้ล่มสลาย แต่ต้องยกเลิกสัญญากับคู่แข่งและเปิดประมูลใหม่อย่างโปร่งใส โครงการทางเหนือช้ากว่ากำหนดเกือบหนึ่งปี ทว่าในที่สุดก็เดินหน้าต่อได้
เสี่ยวเหอได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแลเครือข่ายร้านซ่อมชุมชน ไม่ใช่เพราะผมเป็นเจ้าของบริษัท แต่เพราะข้อเสนอของเธอดีที่สุด เธอยังคงเก็บร้านเดิมไว้เป็นศูนย์ฝึกงาน และใช้ชั้นบนสองห้องเป็นที่พักให้ช่างฝึกหัดที่มาจากต่างจังหวัด
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอไม่ได้กลับมาในวันเดียว ผมไปช่วยงานเธอทุกสัปดาห์ แต่ไม่เคยแตะเงินในลิ้นชักโดยไม่ได้ขออนุญาต ผมบอกทุกเรื่องเกี่ยวกับบริษัท แม้บางเรื่องจะทำให้เธอไม่พอใจ และทุกครั้งที่เธอถามเรื่องใด ผมจะตอบโดยไม่ซ่อนนามสกุลหรือฐานะของตัวเองอีก
หลายเดือนต่อมา เสี่ยวเหอชวนผมไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเดิม ป้าของร้านจำเราได้และยิ้มกว้าง
“คราวนี้จะคิดเงินเท่าไรดีคะ” เธอถาม
เสี่ยวเหอหันมามองผม “ชามละเก้าบาทเหมือนเดิมค่ะ แต่เขาต้องจ่ายเอง”
ผมหยิบธนบัตรออกมาแล้วหยุด ก่อนวางเงินลงบนโต๊ะอย่างเปิดเผย
“ผมจ่ายให้ทุกคนได้ไหมครับ”
“ไม่ได้ค่ะ” เธอตอบ “ถ้าคุณอยากเลี้ยง ก็ต้องนั่งกินด้วยกัน ไม่ใช่แอบจ่ายแล้วทำเหมือนตัวเองไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง”
ผมนั่งลงข้างเธอ พ่อกับแม่อยู่โต๊ะถัดไป แม่ยังดูเกรงใจเสี่ยวเหอ ส่วนพ่อแอบยิ้มเมื่อเห็นผมหยิบตะเกียบให้เธอ
หลังมื้ออาหาร เสี่ยวเหอคืนธนบัตรสองบาทที่เธอเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกให้ผม มันยับและมีรอยพับหลายชั้น
“ฉันเก็บไว้เพื่อเตือนตัวเองว่า คุณเคยช่วยคนโดยไม่อยากให้ใครรู้” เธอบอก “แต่ก็เตือนด้วยว่า การซ่อนความจริงไม่ใช่ความเมตตาเสมอไป”
ผมรับเงินนั้นมาแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ช่องที่มองเห็นง่ายที่สุด
หนึ่งปีหลังจากการนัดดูตัวครั้งนั้น ผมกับเสี่ยวเหอไม่ได้จัดงานแต่งใหญ่โต เราเซ็นทะเบียนสมรสอย่างเรียบง่าย หลังจากเธอถามผมเป็นครั้งสุดท้ายว่า หากวันหนึ่งทรัพย์สินทั้งหมดหายไป ผมยังจะซ่อมรถและใช้ชีวิตกับเธอได้หรือไม่
ผมตอบว่า “ถ้าผมยังมีมือสองข้าง คุณก็ยังมีร้านที่ซ่อมของที่คนอื่นคิดว่าพังแล้ว เราคงไม่อดตายครับ”
เธอทำหน้าเหมือนไม่พอใจ แต่รอยยิ้มกลับปิดไม่มิด
หน้าร้านของเธอยังคงมีพัดลมเก่าตัวหนึ่งแขวนอยู่ ทุกครั้งที่มันสั่น ผมจะหยิบน็อตขึ้นมาขันให้แน่น เสี่ยวเหอมักบอกว่าผมทำเกินความจำเป็น แต่ก็ไม่เคยห้าม
และในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเรา ธนบัตรสองบาทยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่หลักฐานว่าผมเคยแกล้งเป็นคนจน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า คนสองคนจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อไม่มีใครต้องซ่อนมือที่เปื้อนน้ำมัน หรือหัวใจที่กลัวว่าจะไม่ถูกรักเพราะตัวตนจริงของตัวเอง