เจ้าสาวที่ถูกขายด้วยเงินห้าตำลึงช่วยสามีจากคำสาปกินเมีย ก่อนพบว่าคนที่ทำลายอนาคตเขาคือผู้คุมสอบที่ทุกคนเคารพ

สามีของเจียวเจียวกลับมาถึงหน้าหมู่บ้านก่อนกำหนดสองวัน ในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนโคลน แขนข้างหนึ่งห้อยแนบลำตัว และมีเลือดซึมออกจากขมับจนหยดลงบนพื้นหิมะ นั่นไม่ใช่คนที่เดินทางกลับมาพร้อมข่าวดีจากการสอบอย่างที่ทุกคนเฝ้ารอ แล้วเหตุใดเขาจึงรีบกลับมาก่อนเวลา และใครกันที่ทำให้ชายผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนกินภรรยาต้องบาดเจ็บถึงเพียงนี้

เจียวเจียววิ่งฝ่าลมหนาวไปถึงประตูหมู่บ้าน นางเห็นจ้าวชิงยืนพิงรถเข็นไม้เก่า ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากแห้งแตก แต่เมื่อเห็นนาง เขากลับพยายามยืดตัวขึ้นราวกับไม่อยากให้นางรู้ว่าตนเจ็บหนัก

“ชิงเอ๋อร์!” เจียวเจียวคว้าแขนเขาไว้ “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้ากลับมาเร็วขนาดนี้”

จ้าวชิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มฝืนๆ

“ข้าสอบเสร็จแล้ว”

“แล้วแขนของเจ้าล่ะ”

“ระหว่างทางมีคนทะเลาะกัน ข้าเข้าไปห้าม เลยถูกชนล้ม”

คำตอบนั้นเรียบง่ายเกินไปจนเจียวเจียวไม่เชื่อ นางมองไปยังชายชราที่ขับรถมาส่ง สามีของนางไม่ได้ล้มเพราะถูกชนธรรมดา บนข้อมือมีรอยเชือกแดงชัดเจน และตรงชายเสื้อมีคราบหมึกดำที่ไม่ควรติดอยู่บนเสื้อของผู้เดินทางกลางหิมะ

ก่อนที่นางจะถามต่อ แม่สามีซึ่งรออยู่หน้าบ้านก็รีบวิ่งเข้ามา นางโอบลูกชายไว้แน่น แต่ไม่แตะต้องแขนที่บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย ราวกับรู้ดีว่าควรระวังตรงไหน

“กลับมาก็ดีแล้ว อย่าเพิ่งพูดอะไร” แม่สามีหันไปสั่งเจียวเจียว “พาสามีเข้าไปในบ้าน อุ่นน้ำให้เขา แต่ห้ามใช้น้ำเย็นเด็ดขาด”

คำสั่งนั้นฟังดูเหมือนทุกครั้ง ทว่าคราวนี้ในน้ำเสียงกลับมีความกลัวซ่อนอยู่

เจียวเจียวกับแม่สามีช่วยกันพาจ้าวชิงเข้าเรือน หลังจากถอดเสื้อออก นางจึงเห็นรอยฟกช้ำตั้งแต่ไหล่จนถึงเอว ตรงหลังมีรอยรองเท้าหลายรอย และข้อมือทั้งสองข้างมีรอยถลอกเหมือนถูกมัดไว้เป็นเวลานาน

“เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น” เจียวเจียวถามเสียงเบา

จ้าวชิงหลบตา “ไม่มีอะไรจริงๆ ข้าแค่…”

“ถ้าไม่มีอะไร แล้วเหตุใดกระดาษคำตอบของเจ้าจึงหายไป”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที

เจียวเจียวหยิบเศษกระดาษเปื้อนหมึกออกมาจากถุงผ้าของเขา บนกระดาษยังมีตัวอักษรที่เขาเขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบ แต่ตรงมุมมีรอยประทับสีแดงถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง

จ้าวชิงนิ่งเงียบ แม่สามีที่กำลังต้มยาก็หยุดมือ

ความเงียบนั้นทำให้เจียวเจียวแน่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไม่ใช่อุบัติเหตุ

สามวันก่อน จ้าวชิงเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อเข้าสอบคัดเลือกขุนนาง นี่เป็นครั้งที่สี่ที่เขาเข้าสอบ และเป็นครั้งที่สี่ที่ทุกคนเชื่อว่าเขาจะต้องผ่าน เพราะตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนเขียนหนังสือได้ดีที่สุดในหมู่บ้าน อ่านตำราเพียงครั้งเดียวก็จำได้ และมักช่วยชาวบ้านร่างคำร้องหรือจดหมายโดยไม่คิดเงิน

แต่ไม่ว่าเขาจะทำข้อสอบได้ดีเพียงใด ชื่อของเขาก็ไม่เคยปรากฏบนประกาศผลเลยแม้แต่ครั้งเดียว

คนในหมู่บ้านจึงเริ่มพูดกันว่าเขามีดวงกินภรรยา ภรรยาสองคนก่อนหน้านี้เสียชีวิตติดต่อกันไม่นานหลังแต่งงาน คนหนึ่งล้มป่วยด้วยไข้เรื้อรัง อีกคนประสบอุบัติเหตุระหว่างกลับบ้าน บางคนถึงกับบอกว่าจ้าวชิงเป็นชายอัปมงคล ใครอยู่ใกล้ก็ไม่มีวันได้ดี

เมื่อภรรยาคนที่สามเสียชีวิต ชื่อเสียงของเขาก็กลายเป็นคำสาปเต็มตัว ไม่มีบ้านใดยอมยกลูกสาวให้ กระทั่งครอบครัวของเจียวเจียวขายนางให้เขาด้วยเงินห้าตำลึง

ห้าตำลึงนั้นช่วยให้พี่ชายคนโตของนางแต่งงานได้ ส่วนเจียวเจียวถูกส่งออกจากบ้านพร้อมเสื้อกันหนาวเก่าๆ เพียงหนึ่งตัว นางนั่งอยู่บนเกวียนตลอดทางโดยไม่ร้องไห้ เพราะรู้ว่าต่อให้กลับไป พ่อกับแม่ก็ไม่มีวันเปิดประตูรับนางอีก

นางเคยอธิษฐานให้เกวียนตกหน้าผา จะได้จบชีวิตที่ไม่มีใครต้องการ

แต่เมื่อไปถึงบ้านของจ้าวชิง แม่สามีกลับตักน่องไก่ชิ้นใหญ่ใส่ชามให้นาง แถมยังตำหนิเมื่อนางรีบคีบกลับไปให้สามี

“บ้านนี้ไม่ได้ซื้อเจ้ามาเป็นคนรับใช้” แม่สามีพูดในวันนั้น “ถ้าอยากกินก็กิน ไม่ต้องรอให้ผู้ชายอิ่มก่อน”

เจียวเจียวไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากคนในครอบครัวเดิมเลย แม้แต่ก้นไก่ก็ยังถูกเก็บไว้ให้น้องชาย นางจึงร้องไห้ทันทีที่กัดเนื้อไก่คำแรก

คืนนั้นจ้าวชิงแอบยัดเงินสองเหวินใส่มือนาง

“เก็บไว้ อย่าให้แม่รู้” เขากระซิบ “วันหน้าเจ้าจะได้ซื้อขนมกินเอง”

เจียวเจียวมองเงินก้อนเล็กในมือ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายที่ใครๆ เรียกว่าคนกินเมียจึงดูระมัดระวังต่อความรู้สึกของนางถึงเพียงนี้

ต่อมาไม่นาน นางก็เห็นความจริงชัดขึ้น

จ้าวชิงเป็นคนไม่ถนัดงานหนัก แต่เขาไม่ได้เกียจคร้าน เขาใช้เวลาทั้งวันอ่านตำรา เขียนบทความ และคัดลอกหนังสือเพื่อหาเงินเล็กๆ น้อยๆ แม่สามีจึงไม่เคยบังคับให้นางทำงานแทนเขา หากนางตื่นสาย ก็ปล่อยให้นอนต่อ หากเห็นมือของนางแดงเพราะซักผ้า ก็จะรีบเอางานไปทำเอง

“ตอนอยู่บ้านเดิม เจ้าคงเหนื่อยมามากแล้ว” แม่สามีเคยบอก “มาอยู่บ้านเรา ก็พักให้เต็มที่ก่อน”

สำหรับเจียวเจียว บ้านหลังนี้อบอุ่นจนเหมือนความฝัน

แต่คืนหนึ่ง นางกลับฝันเห็นชายแปลกหน้าสวมชุดขุนนางยืนอยู่หน้าโต๊ะสอบ ชายคนนั้นถือกระดาษคำตอบของจ้าวชิงขึ้นมาอ่านเพียงครู่เดียว ก่อนโยนลงกองกระดาษของผู้สอบตก

“ไม่ต้องตรวจ” เขาพูด “ชื่อของคนผู้นี้ถูกตัดออกแล้ว”

ในฝัน จ้าวชิงพยายามเข้าไปแย่งกระดาษคืน แต่ถูกคนสามคนจับแขนไว้ จากนั้นมีเสียงหัวเราะดังขึ้น และชายผู้คุมสอบก็พูดว่า

“ต่อให้เขาเขียนได้ดีแค่ไหน ชีวิตนี้ก็ไม่มีวันมีชื่อบนกระดาน”

เจียวเจียวสะดุ้งตื่นทั้งน้ำตา นางไม่กล้าบอกใครในทันที เพราะความฝันดูเหลวไหลเกินไป แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่จ้าวชิงเตรียมตัวสอบ นางจะเห็นรายละเอียดบางอย่างในฝันซ้ำๆ ทั้งตราประทับสีแดง กล่องไม้ดำที่วางอยู่ใต้โต๊ะ และชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งสวมแหวนหยกวงเดียวกัน

เมื่อจ้าวชิงกลับมาบาดเจ็บ นางจึงรู้ว่าความฝันนั้นอาจไม่ใช่เพียงความฝัน

“บอกข้ามาเถอะ” นางจับมือเขา “คนพวกนั้นทำอะไรเจ้า”

จ้าวชิงถอนหายใจยาว เขามองแม่ของตน ก่อนจะพูดช้าๆ

“หลังสอบเสร็จ ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ข้าทำข้อสอบครบทุกข้อและตรวจทานแล้ว แต่เมื่อออกจากห้องสอบ กลับเห็นคนของสำนักศึกษาสองคนถือกระดาษของข้าไปทางห้องเก็บเอกสาร ข้าตามไปถาม พวกเขาบอกว่าเป็นคำสั่งของอาจารย์หลัว ผู้คุมการสอบครั้งนี้”

“อาจารย์หลัว?” เจียวเจียวทวนชื่อ

“เขาเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมือง บิดาของเขาเคยเป็นขุนนาง ส่วนลูกศิษย์ของเขาหลายคนสอบผ่านเป็นขุนนางแล้ว ข้าเคยส่งบทความไปให้เขาตรวจเมื่อสามปีก่อน เขาบอกว่าข้าไม่มีความสามารถและไม่ควรเสียเวลาเข้าสอบอีก”

แม่สามีวางถ้วยยาลงแรงๆ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าชายผู้นั้นไม่ชอบเจ้า”

จ้าวชิงหันไปมองมารดา “ท่านรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไร”

แม่สามีไม่ตอบในทันที นางเดินไปเปิดหีบไม้เก่าที่อยู่มุมห้อง หยิบถุงผ้าสีเทาออกมา และเทกระดาษหลายแผ่นลงบนโต๊ะ

ทุกแผ่นเป็นสำเนาผลสอบของจ้าวชิงตลอดสามครั้งที่ผ่านมา บางแผ่นมีรอยแก้ไข บางแผ่นมีลายมือผู้ตรวจขีดชมว่าเขียนดีเยี่ยม แต่ชื่อของผู้เข้าสอบกลับถูกลบออกด้วยหมึกดำ

“ข้าเก็บไว้ตั้งแต่ครั้งแรก” แม่สามีพูด “ตอนนั้นข้าคิดว่าพวกเขาคงอ่านผิด แต่ครั้งที่สองและครั้งที่สามก็เหมือนเดิม ข้าจึงเริ่มรู้ว่ามีคนจงใจขวางทางลูก”

เจียวเจียวก้มดูเอกสาร แผ่นหนึ่งมีตราประทับสีแดงเหมือนในความฝันทุกประการ

“แล้วเหตุใดท่านไม่บอกเขา”

“เพราะถ้าบอก เขาจะต้องไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้น และอาจไม่มีโอกาสกลับบ้านอีก” แม่สามีตอบ “ข้าเสียสามีไปเพราะความอยุติธรรมมาแล้ว ข้าไม่อยากเสียลูกชายไปด้วย”

จ้าวชิงกำหมัดแน่น เขาเคยคิดว่าตนไร้ความสามารถ เคยเชื่อคำคนที่บอกว่าเขาเป็นคนอัปมงคล และเคยคิดว่าการสอบไม่ผ่านเป็นผลจากชะตากรรมของตนเอง ไม่เคยคิดเลยว่าทุกครั้งที่เขาพ่ายแพ้ อาจมีมือของใครบางคนผลักเขาลงจากทางตั้งแต่ต้น

เจียวเจียวเล่าความฝันของนางทั้งหมด ทั้งชายสวมแหวนหยก กล่องไม้ดำ และคำพูดเรื่องชื่อที่ถูกตัดออก จ้าวชิงฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แม้จะยังไม่เชื่อเรื่องความฝันทั้งหมด แต่เมื่อได้เห็นตราประทับในเอกสาร เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก

“ข้าจะกลับไปเมือง” เขาพูด

แม่สามีรีบคว้าแขนเขา “เจ้าบาดเจ็บอยู่ จะกลับไปทำอะไร”

“ไปเอาคำตอบของข้าคืนมา”

“ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ล่ะ”

จ้าวชิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วมองเจียวเจียว “ถ้าครั้งนี้ข้ายังหนี ข้าจะต้องหนีไปตลอดชีวิต”

เจียวเจียวไม่ได้ห้ามเขา นางเพียงหยิบกระดาษเปื้อนหมึกจากโต๊ะแล้วพับเก็บอย่างระมัดระวัง

“ถ้าเช่นนั้น เราจะไม่กลับไปมือเปล่า”

วันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนเริ่มเตรียมหลักฐาน แม่สามีค้นหากล่องเอกสารเก่าของสามีผู้ล่วงลับ จ้าวชิงตรวจเทียบลายมือและตราประทับ ส่วนเจียวเจียวไปหาหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเคยขายกระดาษให้สำนักศึกษา

หญิงชราจำจ้าวชิงได้ นางเล่าว่าในคืนหลังการสอบครั้งก่อน มีคนจากสำนักศึกษามาซื้อกระดาษจำนวนมาก แล้วสั่งไม่ให้พูดกับใคร นางไม่รู้ว่ากระดาษเหล่านั้นใช้ทำอะไร แต่จำได้ว่าชายผู้มาซื้อสวมแหวนหยกสีเขียวเข้ม

“เหมือนวงนี้หรือไม่” เจียวเจียวถาม พร้อมวาดรูปจากสิ่งที่เห็นในฝัน

หญิงชราตกใจ “ใช่ เป็นวงเดียวกัน”

นางยังจำได้อีกว่า ชายผู้นั้นเดินทางมากับรถม้าของบ้านหลัว และมีตรารูปนกกระเรียนติดอยู่ข้างรถ

หลักฐานชิ้นเล็กๆ เริ่มต่อเข้าด้วยกัน อาจยังไม่พอเอาผิดใคร แต่พอจะทำให้คำกล่าวหาของจ้าวชิงไม่กลายเป็นเพียงคำบ่นของผู้สอบตก

ทว่าในคืนก่อนออกเดินทาง มีคนแอบเข้ามาในบ้าน

เจียวเจียวตื่นเพราะได้ยินเสียงฝาหีบถูกเปิด นางไม่ส่งเสียง แต่คว้ามีดทำครัวที่ซ่อนไว้ใต้หมอนแล้วเดินไปตามเสียง เมื่อเปิดประตูห้องเก็บของ นางเห็นเงาคนกำลังหยิบเอกสารจากกล่อง

ชายผู้นั้นหันมาฟาดไม้ใส่นาง เจียวเจียวหลบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนตะโกนเรียกแม่สามีและจ้าวชิง คนร้ายกระโดดออกทางหน้าต่างหนีไป ทิ้งเศษผ้าสีดำไว้บนตะปู

ตรงชายผ้ามีตรานกกระเรียนปักอยู่

คราวนี้จ้าวชิงไม่อาจบอกได้อีกว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิด

“พวกเขารู้แล้วว่าเรามีหลักฐาน” เขาพูด

แม่สามีเงียบไปนาน ก่อนจะเปิดเผยความลับที่เก็บไว้อีกเรื่องหนึ่ง สามีของนางเคยเป็นเสมียนในที่ว่าการเมือง และเคยพบว่ามีการแก้ไขผลสอบให้บุตรหลานของผู้มีอำนาจ เขาพยายามยื่นคำร้อง แต่กลับถูกกล่าวหาว่าขโมยเอกสาร จนต้องออกจากงานและเสียชีวิตด้วยความตรอมใจ

“ข้าไม่อยากให้ลูกต้องเดินตามรอยพ่อ” นางกล่าว “แต่ความเงียบของข้าก็ทำให้คนพวกนั้นทำร้ายคนอื่นต่อไป”

สามคนจึงตัดสินใจเดินทางไปเมืองด้วยกัน

พวกเขาไม่ได้ไปหาอาจารย์หลัวโดยตรง แต่ไปพบผู้ตรวจการศึกษาประจำมณฑล ซึ่งเดินทางมาตรวจงานในเมืองพอดี เจียวเจียวใช้เงินสองเหวินที่จ้าวชิงเคยยัดให้นางครั้งแรกเป็นค่าอาหารระหว่างทาง และเก็บเหรียญนั้นไว้ในถุงผ้าเหมือนเครื่องราง

เมื่อไปถึงที่พักของผู้ตรวจการ พวกเขากลับถูกคนเฝ้าประตูขวางไว้ อ้างว่าผู้ตรวจการไม่รับคำร้องจากชาวบ้าน แต่เจียวเจียวสังเกตเห็นรถม้าของบ้านหลัวจอดอยู่ด้านหลังอาคาร

“ถ้าไม่ให้เราเข้าไป เราจะไปพูดหน้าที่ว่าการว่าผู้ตรวจการรับของจากผู้คุมสอบก่อนตรวจข้อร้องเรียน” นางพูดเสียงดัง

คนเฝ้าประตูหน้าเปลี่ยนสี รีบเข้ามาปิดปากนาง แต่เสียงของเจียวเจียวดังพอให้คนรอบข้างหันมามอง ในที่สุดพวกเขาจึงได้เข้าพบผู้ตรวจการ

ชายวัยกลางคนผู้นั้นฟังเรื่องราวอย่างระมัดระวัง เขาไม่รีบเชื่อ แต่ก็ไม่หัวเราะเยาะ เจียวเจียวส่งเอกสารทั้งหมดให้เขา รวมถึงเศษผ้าตรานกกระเรียนและรายชื่อหญิงชราผู้ขายกระดาษ

ผู้ตรวจการตรวจตราประทับบนเอกสารอยู่นาน ก่อนถามจ้าวชิงว่า “เจ้ามีหลักฐานว่ากระดาษคำตอบถูกโยนทิ้งจริงหรือไม่”

จ้าวชิงส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ”

“ถ้าไม่มี ย่อมเป็นเพียงคำกล่าวหา”

เจียวเจียวจึงหยิบเศษกระดาษเปื้อนหมึกออกมา “แต่มีผู้พบกระดาษกองนั้นในห้องเก็บของ และลายมือของสามีข้าอยู่บนกระดาษ หากผู้คุมสอบอ้างว่าคำตอบหายไปเพราะอุบัติเหตุ เขาควรอธิบายได้ว่าเหตุใดกระดาษจึงมีตราประทับของผู้สอบตกก่อนประกาศผล”

ผู้ตรวจการเงยหน้าขึ้น

นางพูดต่อ “อีกทั้งมีเอกสารสามชุดจากการสอบสามปีที่ลายมือผู้ตรวจเขียนว่าบทความดีเยี่ยม แต่ชื่อของผู้เข้าสอบถูกลบออก หากท่านไม่เชื่อเรา ขอให้ตรวจห้องเก็บเอกสารด้วยตนเอง”

ผู้ตรวจการไม่ได้ตอบทันที แต่สั่งให้คนของเขาไปตรวจสอบสำนักศึกษาอย่างลับๆ

คืนนั้น เจียวเจียวกับครอบครัวพักอยู่ในโรงเตี๊ยมเล็กๆ นอกเมือง นางคิดว่าทุกอย่างคงเริ่มคลี่คลาย ทว่าก่อนฟ้าสาง ทหารสองคนกลับมาพร้อมคำสั่งให้จับจ้าวชิงในข้อหาขโมยกระดาษคำตอบจากสำนักศึกษา

“นี่เป็นคำสั่งของผู้คุมสอบ” ทหารกล่าว “ถ้าไม่ยอมไป ก็จะถือว่าขัดขวางการทำงานของทางการ”

จ้าวชิงก้าวออกไป แต่เจียวเจียวดึงแขนเขาไว้

“คำสั่งนี้ออกเมื่อไร”

“เมื่อคืน”

“ผู้ตรวจการมาถึงเมืองเมื่อวาน แล้วเหตุใดคำสั่งจับจึงออกก่อนที่เขาจะสอบสวน”

ทหารทั้งสองเงียบ

เจียวเจียวก้าวไปข้างหน้า “ขอให้พวกท่านอ่านวันเดือนปีบนเอกสารให้ทุกคนฟัง หากเป็นคำสั่งจริง ย่อมไม่มีเหตุผลต้องกลัว”

หนึ่งในทหารก้มมองกระดาษ แล้วพบว่าตราประทับยังเปียกหมึก เขาเริ่มลังเล จ้าวชิงจึงฉวยจังหวะผลักโต๊ะขวางประตู แม่สามีตะโกนเรียกคนในโรงเตี๊ยม ขณะที่เจียวเจียววิ่งไปทางประตูหลังพร้อมเอกสารทั้งหมด

พวกเขาหนีออกจากโรงเตี๊ยมได้ แต่จ้าวชิงถูกฟันที่ไหล่อีกครั้ง คราวนี้แผลลึกจนเลือดไหลไม่หยุด

ผู้ตรวจการเดินทางมาพบพวกเขาในช่วงสาย เขาไม่ได้พาทหารมาจับ แต่พาคนตรวจเอกสารมาด้วย

“ข้าตรวจสำนักศึกษาแล้ว” เขาบอก “ในห้องเก็บของมีข้อสอบของผู้เข้าสอบหลายสิบคนถูกกองรวมกับกระดาษเสีย ชื่อของพวกเขาถูกขีดทิ้งก่อนการตรวจจริง ข้าพบกล่องไม้ดำที่พวกเจ้าพูดถึงด้วย”

จ้าวชิงหน้าซีด “กล่องนั้นอยู่ที่ใด”

“ถูกเผาไปครึ่งหนึ่งเมื่อคืน แต่ยังเหลือเศษเอกสารบางส่วน”

การตรวจสอบดำเนินต่อไปหลายวัน ผู้ตรวจการเรียกผู้คุมสอบ เจ้าหน้าที่ และคนส่งกระดาษมาสอบปากคำทีละคน ในตอนแรกทุกคนปฏิเสธ แต่เมื่อหญิงชราผู้ขายกระดาษยืนยันเรื่องแหวนหยก และทหารสองคนยอมรับว่าคำสั่งจับถูกจัดทำขึ้นอย่างเร่งรีบ ความจริงก็เริ่มปิดไม่มิด

ผู้คุมสอบคนหนึ่งยอมสารภาพว่า อาจารย์หลัวรับเงินจากครอบครัวผู้มีอำนาจเพื่อทำให้บุตรหลานของพวกเขาได้คะแนนสูงขึ้น เขาไม่ได้แก้คำตอบทั้งหมด แต่จะคัดกระดาษของผู้มีความสามารถที่ไม่มีผู้หนุนหลังออกก่อน เพื่อไม่ให้คะแนนของคนเหล่านั้นสูงกว่าผู้ที่จ่ายเงิน

จ้าวชิงไม่ใช่คนเดียวที่ถูกทำเช่นนั้น มีผู้เข้าสอบอีกหลายคนถูกตัดชื่อออกจากผลสอบตลอดหลายปี และบางคนเลิกเรียนไปเพราะเชื่อว่าตนไม่มีความสามารถ

เมื่ออาจารย์หลัวถูกเรียกสอบ เขายังไม่ยอมรับผิด เขากล่าวว่าจ้าวชิงเป็นเพียงชายที่ล้มเหลวหลายครั้งและพยายามหาเหตุผลแก้ตัว

“ถ้าเขาเก่งจริง เหตุใดจึงไม่ผ่านตั้งแต่ครั้งแรก” อาจารย์หลัวถาม

จ้าวชิงมองชายตรงหน้าอย่างสงบ “ถ้าท่านเก่งจริง เหตุใดจึงต้องกลัวกระดาษของข้า”

คำถามสั้นๆ ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบ

ผู้ตรวจการเปิดเอกสารที่ค้นพบจากกล่องไม้ดำ บนแผ่นหนึ่งมีลายมือของอาจารย์หลัวเขียนกำกับไว้ว่า ‘ตัดชื่อ’ ข้างชื่อจ้าวชิง และใต้ชื่อนั้นมีรายชื่อคนอื่นอีกสิบสามคน

ที่สำคัญ ลายมือดังกล่าวตรงกับลายมือในจดหมายที่อาจารย์หลัวเคยส่งไปปฏิเสธบทความของจ้าวชิง

ความผิดของเขาไม่อาจปฏิเสธได้อีก

อาจารย์หลัวถูกปลดออกจากหน้าที่และถูกสอบสวนเรื่องการรับสินบน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ร่วมมือถูกลงโทษตามส่วนของตน การประกาศผลสอบครั้งนั้นถูกยกเลิกและตรวจใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ทุกคนที่ถูกตัดชื่อจะได้ตำแหน่ง เพราะบางคนคะแนนไม่ถึงจริง แต่กระดาษของจ้าวชิงถูกตรวจโดยคณะกรรมการชุดใหม่

บทความของเขาได้คะแนนสูงที่สุดในหมวดเดียวกัน

เมื่อประกาศผลใหม่ ชื่อของจ้าวชิงอยู่ลำดับต้นๆ ของกระดาน

แต่ชัยชนะนั้นไม่ได้ทำให้เขาดีใจในทันที เขายืนมองชื่อตนเองอยู่นาน ราวกับไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่จริง ก่อนจะหันไปหาเจียวเจียว

“ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงคิดว่าตัวเองไร้ค่าไปตลอดชีวิต”

เจียวเจียวส่ายหน้า “ข้าเพียงทำให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่เจ้าเขียนไว้แล้ว”

จ้าวชิงได้รับตำแหน่งเสมียนฝึกหัดในเมือง แต่เขาไม่ยอมย้ายไปอยู่คนเดียว เขาขอให้มารดาและเจียวเจียวเดินทางไปด้วยกัน แม่สามีไม่อยากให้ลูกสะใภ้ต้องใช้ชีวิตลำบากในเมือง จึงปฏิเสธอยู่หลายวัน แต่เมื่อเจียวเจียวบอกว่านางต้องการเรียนหนังสือ จ้าวชิงก็สนับสนุนทันที

“ข้าเขียนหนังสือได้เพราะมีคนคอยสอน” เขาพูด “ถ้าเจ้าต้องการเรียน ข้าจะสอนเจ้าเอง”

เจียวเจียวเริ่มหัดอ่านอย่างจริงจัง นางอ่านช้าและเขียนตัวอักษรไม่สวยนัก แต่จำได้ดีอย่างน่าประหลาด เพราะตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา นางเคยต้องจดจำรายการงานทุกอย่างในบ้านเดิม ทั้งจำนวนข้าว จำนวนผ้า และสิ่งที่น้องชายต้องการในแต่ละวัน ความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้หายไป เพียงแต่ไม่มีใครเคยให้โอกาสนางใช้มัน

หลายเดือนต่อมา ครอบครัวของเจียวเจียวจากบ้านเดิมเดินทางมาหานาง พวกเขาได้ยินว่าจ้าวชิงสอบผ่านและมีงานในเมือง จึงหวังจะขอเงินช่วยเหลือ บิดาของนางยืนถือของฝากราคาถูกอยู่หน้าประตู ขณะที่มารดาเอาแต่พูดว่าการขายนางในวันนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยครอบครัว

เจียวเจียวฟังจนจบโดยไม่โต้เถียง

“ข้ารู้ว่าพวกท่านลำบาก” นางกล่าว “แต่ความลำบากของพวกท่านไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าต้องถูกทอดทิ้ง”

มารดาของนางหน้าเสีย “เจียวเจียว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

“ตอนข้าอยู่บ้านนั้น ข้าเป็นแรงงานของครอบครัว พอแต่งออกมาแล้วจึงกลายเป็นคนแปลกหน้า วันนี้เมื่อข้ามีชีวิตดีขึ้น พวกท่านถึงจำได้ว่าข้าเป็นลูก”

นางคืนเงินห้าตำลึงให้บิดา เป็นเงินที่เก็บคืนมาจากค่าจ้างและเงินออมของตนเอง

“นี่คือราคาที่พวกท่านเคยขายข้า ข้าคืนให้แล้ว ต่อจากนี้เราไม่ติดค้างกันอีก”

บิดาของนางรับเงินไปด้วยมือสั่น แต่ไม่กล้ามองหน้า เจียวเจียวไม่ได้เกลียดเขาเท่าเดิมแล้ว เพียงแต่ไม่ยอมให้ความสงสารพานางกลับไปอยู่ในที่ที่เคยทำร้ายอีก

ส่วนข่าวเรื่องคนกินภรรยาค่อยๆ เงียบลง เมื่อความจริงปรากฏว่าภรรยาสองคนก่อนหน้าของจ้าวชิงไม่ได้ตายเพราะเขา คนแรกเสียชีวิตจากโรคที่ไม่ได้รับการรักษา เพราะครอบครัวเดิมของนางไม่มีเงิน ส่วนคนที่สองถูกเกวียนของพ่อค้าชนระหว่างเดินทางกลับบ้าน คำกล่าวหาทั้งหมดเกิดจากผู้คนที่ชอบโยนความผิดให้คนที่ไม่มีอำนาจปกป้องตนเอง

จ้าวชิงยังคงไม่ชอบงานหนัก เขายังใช้เวลาส่วนใหญ่กับตำราและเอกสาร แต่ทุกเย็นเขาจะช่วยเจียวเจียวล้างผัก ต้มน้ำ และตากผ้า ไม่ปล่อยให้นางทำทุกอย่างคนเดียว

ครั้งหนึ่งเจียวเจียวเผลอเอื้อมมือไปจับถังน้ำเย็นในยามเช้า แม่สามีเห็นเข้าก็รีบร้องห้ามตามเคย

“อย่าแตะน้ำเย็น เดี๋ยวมือนางแตกอีก”

เจียวเจียวหัวเราะ “ท่านแม่ ข้าไม่ได้ป่วยแล้ว”

“ถึงไม่ป่วยก็ห้ามแตะ” แม่สามีตอบ “มือของเจ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อรับใช้ใครทั้งวัน”

คำพูดนั้นทำให้เจียวเจียวก้มมองมือตนเอง มันยังมีรอยแผลเป็นและผิวหยาบจากงานในวัยเด็ก แต่ตอนนี้มันกำลังถือพู่กันเล่มใหม่ที่จ้าวชิงซื้อให้นาง

หนึ่งปีหลังจากนั้น เจียวเจียวเปิดร้านเล็กๆ รับเขียนจดหมายและคำร้องให้ชาวบ้าน นางยังอ่านหนังสือไม่คล่องเท่าจ้าวชิง แต่เข้าใจความเดือดร้อนของคนยากจนดี เพราะเคยเป็นหนึ่งในพวกเขา นางช่วยหญิงหลายคนเขียนคำร้องเรื่องเงินสินสอด หนี้สิน และการถูกบังคับแต่งงาน จนผู้คนในละแวกนั้นเริ่มเรียกนางว่า ‘ภรรยาของเสมียนจ้าว’ ไม่ใช่ในฐานะคนที่ต้องพึ่งสามี แต่ในฐานะคนที่กล้าพูดแทนผู้ไม่มีเสียง

จ้าวชิงได้รับโอกาสสอบอีกครั้งและได้ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เขาไม่ลืมว่าความสำเร็จของตนเคยถูกขโมยไปถึงสามครั้ง จึงร่วมมือกับผู้ตรวจการจัดทำทะเบียนข้อสอบและกฎให้ผู้เข้าสอบตรวจสอบกระดาษของตนได้ก่อนส่ง ทุกครั้งที่มีคนบอกว่าวิธีนี้ยุ่งยาก เขาจะตอบเพียงว่า

“ความยุ่งยากไม่กี่ขั้นตอน ยังน้อยกว่าความสิ้นหวังของคนที่ถูกตัดอนาคตโดยไม่มีใครฟัง”

ในคืนหนึ่ง เจียวเจียวฝันเห็นห้องสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีชายสวมแหวนหยก ไม่มีเสียงหัวเราะ และไม่มีกองกระดาษถูกโยนทิ้ง มีเพียงโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยข้อสอบ และแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาจนมองเห็นฝุ่นเล็กๆ ลอยอยู่ในอากาศ

เมื่อนางตื่นขึ้น จ้าวชิงยังหลับอยู่ข้างๆ เขาวางมือทับชายแขนเสื้อของนางไว้เหมือนกลัวว่านางจะหายไป

เจียวเจียวลุกไปต้มน้ำ แม่สามีร้องเตือนจากห้องข้างๆ ว่าอย่าใช้น้ำเย็น นางจึงยิ้มแล้วตักน้ำอุ่นใส่กะละมัง ก่อนกลับมานั่งเขียนจดหมายฉบับแรกของวัน

บนโต๊ะยังมีเหรียญสองเหวินที่จ้าวชิงเคยแอบยัดใส่มือนางในคืนแต่งงาน วางอยู่ข้างพู่กันเล่มใหม่ เหรียญนั้นซื้ออะไรไม่ได้มากแล้ว แต่สำหรับเจียวเจียว มันยังเป็นหลักฐานชิ้นแรกว่าครั้งหนึ่งมีคนมองเห็นคุณค่าของนาง ก่อนที่นางจะมองเห็นคุณค่าของตัวเอง

นางเขียนต่อไปโดยไม่รีบร้อน และเมื่อแดดเช้าส่องถึงปลายกระดาษ ชื่อของนางก็ปรากฏอยู่ตรงมุมอย่างชัดเจน ไม่มีใครลบมันออกได้อีก

Leave a Comment