เจียงห้าววางเงินยี่สิบสองพันบาทลงบนโต๊ะหน้าห้องผ่าตัด ขณะที่พ่อของเขานอนอยู่ข้างใน และคนทั้งครอบครัวมองเงินก้อนนั้นราวกับเป็นหลักฐานของความผิดอีกครั้ง
“แกไปเอาเงินมาจากไหน” พ่อถามเสียงแข็ง “อย่าบอกนะว่าไปยืมเจ้าหนี้หรือกลับไปเล่นพนันอีก”
เจียงห้าวไม่ได้ตอบทันที เขามองมือของตัวเองที่ยังมีรอยบาดจากเปลือกหอย แล้วนึกถึงกระแสน้ำใต้หน้าผา นึกถึงความมืดที่เกือบดูดเขาลงไป และนึกถึงชายแปลกหน้าที่จ่ายเงินสดให้ไข่มุกธรรมชาติของเขาโดยไม่รู้เลยว่าเงินก้อนนั้นกำลังช่วยชีวิตคนในครอบครัว
“ผมหามาเอง” เขาพูดในที่สุด “ผมลงทะเลไปเก็บไข่มุก”
เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ดังขึ้นจากพี่สะใภ้ที่ยืนอยู่ข้างประตู
“คนอย่างแกน่ะหรือจะหาเงินจากการทำงานสุจริต”
ไม่มีใครเชื่อเขา เพราะก่อนหน้านี้เจียงห้าวเคยทำให้ทุกคนผิดหวังจนไม่เหลือความไว้ใจแม้แต่น้อย เขาเคยขายทรัพย์สินของครอบครัว เล่นพนันจนเงินเก็บของพ่อแม่หมด และยืมเงินคนทั้งหมู่บ้านโดยไม่เคยคืน สุดท้ายพ่อเป็นคนไล่เขาออกจากบ้าน พร้อมประกาศว่าจะไม่ถือว่าเขาเป็นลูกอีกต่อไป
แต่วันนี้เขากลับมายืนอยู่หน้าห้องผ่าตัดพร้อมเงินค่ารักษาครบจำนวน และยังมีเงินอีกส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ
“พ่อจะเชื่อหรือไม่ก็ได้” เจียงห้าวพูด “แต่เงินค่าผ่าตัดไม่ใช่เงินพนัน และผมจะไม่เอาคืนแม้แต่บาทเดียว”
พ่อของเขานิ่งไป ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวสั่นเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็เบือนหน้าหนี
“ถ้าแกคิดจะทำดีเพราะกลัวถูกด่า ก็ไม่ต้องทำ”
“ผมไม่ได้ทำเพื่อให้พ่อชม” เจียงห้าวตอบ “ผมทำเพราะพ่อเป็นพ่อของผม”
เขาหันหลังเดินออกจากโรงพยาบาล ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นหน้าพ่อหลังการผ่าตัดด้วยซ้ำ ด้านนอก แม่และพี่ชายของเขายืนอยู่ใต้ชายคา แม่พยายามเรียกชื่อเขา แต่เจียงห้าวเพียงยกมือขึ้นห้าม
“แม่อยู่ดูแลพ่อเถอะครับ ผมยังมีเรื่องต้องทำ”
“ลูกจะไปไหนอีก”
“ไปหาเงิน”
แม่มองเขาด้วยความกลัว “อย่ากลับไปทำเรื่องเดิมอีกนะ”
เจียงห้าวยิ้มบาง ๆ แม้ในอกจะปวดเหมือนถูกบีบ “คราวนี้ผมจะไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจอีก”
สามวันก่อนหน้านั้น เขายังไม่มีเงินสักบาทและไม่มีใครยอมให้ยืมแม้แต่คนเดียว พ่อของเขาล้มป่วยกะทันหันจนต้องผ่าตัด พี่ชายกับพี่สะใภ้รวบรวมเงินที่มีได้เพียงเล็กน้อย แม่ก็ยอมเปิดกล่องเก็บเงินเก่าที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ยามแก่ แต่ทั้งหมดรวมกันยังไม่พอ
ในตอนนั้นเอง เจียงห้าวจำได้ว่าตัวเองมีความสามารถประหลาดซึ่งไม่เคยมีมาก่อน หลังจากเกิดอุบัติเหตุทางเรือ เขาสามารถมองเห็นในความมืดใต้น้ำได้นานกว่าคนทั่วไป และที่สำคัญ เขากลั้นหายใจได้นานราวกับมีอากาศอยู่ในอกไม่รู้จบ
เขาไม่รู้ว่าความสามารถนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่มีเวลาสงสัย เขาจึงเช่าเรือเล็กของลุงซุน แล้วออกทะเลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
“ตรงนั้นมีน้ำวน” ลุงซุนตะโกนเตือนเมื่อเห็นเขาดำน้ำลงไปโดยไม่สวมอุปกรณ์ช่วยหายใจ “ถ้าโดนดูดเข้าไป แกอาจไม่มีโอกาสกลับขึ้นมา!”
เจียงห้าวโผล่ขึ้นมาเพียงครู่เดียว “ผมรู้ครับ”
“รู้แล้วจะลงไปทำไม”
“เพราะคนที่ผมรักกำลังรอเงินอยู่”
เขาดำน้ำลงไปอีกครั้ง แสงแดดค่อย ๆ จางหายเมื่อร่างของเขาจมลึกลงใต้ผิวน้ำ กระแสน้ำเชี่ยวพุ่งผ่านหน้าผาใต้น้ำอย่างรุนแรง หากเป็นคนทั่วไปคงถูกพัดกระแทกหินจนหมดสติ แต่เจียงห้าวกลับมองเห็นรอยแตกเล็ก ๆ บนพื้นหินและใช้มันเป็นที่ยึดตัว
ในซอกหินมีหอยหลายสิบตัว บางตัวมีไข่มุกเม็ดเล็ก บางตัวมีเม็ดใหญ่เท่าปลายนิ้ว เขาเก็บเท่าที่จำเป็น ไม่ทำลายเปลือกหอยเกินไป และนำทุกอย่างกลับขึ้นเรือ
เมื่อลุงซุนเห็นของที่อยู่ในถุง ตาแทบถลนออกมา
“นี่มันไข่มุกธรรมชาติทั้งหมดเลยหรือ”
“ผมไม่แน่ใจครับ”
“ถ้าเป็นของจริง แกขายได้หลายหมื่น”
เจียงห้าวนึกถึงค่าผ่าตัดแล้วกำมือแน่น “ช่วยพาผมไปท่าเรือทีครับ”
ที่ท่าเรือ เขาพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังตามหาชาวประมงเพื่อซื้อไข่มุกไปทำเครื่องประดับ เธอชื่อหลี่เมิ่ง แต่งตัวเรียบง่ายและพูดจาตรงไปตรงมา เมื่อเห็นไข่มุกในมือของเขา เธอตรวจทีละเม็ดด้วยแว่นขยายเล็ก ๆ
“เม็ดใหญ่พวกนี้ขายได้ราคาดีมาก” เธอบอก “แต่ฉันมีเงินสดไม่พอ ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ได้ไหม พรุ่งนี้ฉันจะโอนส่วนที่เหลือให้”
เจียงห้าวหลุบตา “ผมไม่มีโทรศัพท์”
หลี่เมิ่งชะงัก “ถ้าอย่างนั้นขอที่อยู่ก็ได้”
เขาเงียบไปอีกครั้ง เขาไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีที่อยู่ถาวร และไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะบอกว่าเคยถูกครอบครัวตัดขาด
“รอผมที่ธนาคารได้ไหมครับ” เขาพูด “ผมจะถอนเงินกับคุณให้เรียบร้อย”
หลี่เมิ่งมองเขาอย่างสงสัย แต่ก็พยักหน้า
ไม่นานนัก เธอกลับมาพร้อมเงินสดยี่สิบสองพันบาท นับครบทุกใบต่อหน้าเขา เจียงห้าวรับเงินแล้วก้มศีรษะขอบคุณ ก่อนรีบกลับโรงพยาบาลโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าของตัวเองยังเปียกน้ำทะเล
ระหว่างทาง ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะเขา
“ดูสิ คนติดพนันกลับมานั่งขอพรทะเล”
“คงหาเจ้าหนี้คนใหม่ได้แล้วล่ะ”
เจียงห้าวได้ยินทุกคำ แต่ไม่หยุดอธิบาย เขารู้ว่าความผิดที่เคยทำไว้ใหญ่เกินกว่าจะลบด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค
หลังพ่อผ่าตัดสำเร็จ เขาคิดว่าตัวเองควรพักได้แล้ว แต่ขณะกำลังจะกลับ แม่กลับถูกหามเข้าห้องตรวจ เธอหน้าซีดและมองไม่ชัดมาหลายเดือนแล้ว เพียงแต่ปิดบังทุกคนเพราะไม่อยากเพิ่มภาระให้ลูก
หมอประจำหมู่บ้านตรวจอาการแล้วบอกว่า โรคเลือดของแม่สะสมมานาน ยาสมุนไพรทั่วไปช่วยได้เพียงชั่วคราว หากปล่อยไว้ การมองเห็นจะเลวลงและร่างกายจะอ่อนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ
“มีวิธีรักษาไหมครับ” เจียงห้าวถาม
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “มีตำรายาเก่าอยู่เล่มหนึ่ง เขียนว่าต้องใช้ปะการังแดงใต้ทะเลลึกบดเป็นผงผสมยา แต่ปะการังชนิดนั้นหาได้ยากมาก และบริเวณที่มีมันมีกระแสน้ำแรง คนในหมู่บ้านไม่กล้าลงไป”
“ถ้าผมหาได้ แม่จะดีขึ้นไหมครับ”
“ไม่มีใครรับประกัน แต่หมอเชื่อว่ามันอาจช่วยหยุดอาการได้”
แม่ที่นอนอยู่บนเตียงส่ายหน้า “ไม่ต้องรักษาแล้ว แม่แก่แล้ว อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเพราะแม่”
เจียงห้าวนั่งลงข้างเตียง จับมือที่ผอมบางของเธอไว้
“แม่เคยเก็บเงินให้ผมตอนผมยังเด็ก เคยยืนรอผมหน้าท่าเรือทุกคืน แม้ตอนนั้นผมจะกลับบ้านพร้อมหนี้พนัน แม่ก็ยังเปิดประตูให้ผม วันนี้ขอให้ผมทำอะไรเพื่อแม่บ้าง”
แม่ร้องไห้เงียบ ๆ แต่ยังคงส่ายหน้า
คืนนั้น เจียงห้าวกลับไปที่เรือของลุงซุน เขานำเชือก มีดเล็ก ถุงตาข่าย และตะเกียงกันน้ำใส่ลงไป แม้ผู้ใหญ่บ้านจะพยายามห้าม แต่เขายืนยันว่าจะไม่ดำน้ำโดยประมาท
หลี่เมิ่งมาถึงท่าเรือในตอนเช้า เธอถือกล่องไม้ใบหนึ่งมาด้วย
“ฉันตามหาคุณตั้งแต่เมื่อวาน”
“มีเรื่องอะไรครับ”
“ไข่มุกที่คุณขายให้ฉันมีคุณภาพสูงกว่าที่คิด ฉันอยากซื้อเพิ่ม แต่คนในหมู่บ้านบอกว่าคุณจะลงทะเลอีก”
“ผมต้องหาปะการังแดง”
หลี่เมิ่งนิ่งไป “คุณรู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน”
“รู้ครับ”
“ถ้ารู้แล้วทำไมยังไป”
“เพราะแม่ผมกำลังจะตาบอด”
เธอเปิดกล่องไม้ ข้างในมีหน้ากากดำน้ำเก่าและเครื่องวัดความลึก
“ของพ่อฉัน เขาเคยเป็นนักประดาน้ำ เมื่อหลายปีก่อนเขาหายไปแถวหน้าผาด้านตะวันออก ฉันไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เครื่องมือนี้ยังใช้ได้ คุณเอาไป”
เจียงห้าวมองเธอ “คุณไม่จำเป็นต้องช่วยผม”
“ฉันรู้ แต่คุณกำลังจะไปตาย ถ้ามีอุปกรณ์เพิ่ม โอกาสรอดก็ยังมากขึ้น”
ก่อนออกเรือ หลี่เมิ่งถามว่า “คุณเคยติดหนี้ฉันไหม”
เจียงห้าวหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกในหลายวัน “ไม่เคยครับ”
“งั้นก็อย่าตายก่อนคืนเงินค่ากล่องนี้”
เรือแล่นไปทางตะวันออกตามคำบอกของชาวประมงเก่า คลื่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มจนมองไม่เห็นแนวชายฝั่ง เจียงห้าวผูกเชือกไว้กับเอวแล้วหย่อนตัวลงน้ำ
คราวนี้เขาไม่รีบร้อน เขาค่อย ๆ สำรวจหน้าผาใต้น้ำตามรอยแยกที่ปรากฏบนเครื่องวัดความลึก จนพบโพรงหนึ่งซึ่งมีเศษปะการังสีแดงติดอยู่บนหิน
เขารู้ทันทีว่านั่นคือสิ่งที่ตามหา
แต่ปะการังทั้งต้นอยู่ลึกเข้าไปในโพรง และกระแสน้ำกำลังเริ่มเปลี่ยนทิศ พลังมหาศาลดึงร่างเขาไปทางร่องลึกเบื้องล่าง หากหลุดจากเชือกเพียงครั้งเดียว เขาจะถูกพัดออกสู่ทะเลเปิด
เจียงห้าวใช้มีดตัดเฉพาะส่วนที่จำเป็น เขาไม่ต้องการทำลายปะการังทั้งต้น ขณะที่กำลังดึงกิ่งสีแดงออกจากหิน เสียงโลหะกระทบกันดังมาจากด้านข้าง
ในโพรงนั้นมีถังเหล็กเก่าใบหนึ่งติดอยู่กับซากเรือ เมื่อเขาเปิดฝา ก็พบถุงผ้าใส่เอกสารและสร้อยคอประดับไข่มุกหลายเส้น
เขาไม่รู้ว่าเจ้าของสิ่งเหล่านั้นเป็นใคร แต่เห็นสัญลักษณ์ของบริษัทประมงรายใหญ่ที่ครองท่าเรืออยู่ในถุงผ้า นั่นคือบริษัทของเฉินกั๋ว เจ้าของเรือที่ชาวบ้านเคารพและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
เจียงห้าวเก็บเอกสารไว้ในถุงกันน้ำ แล้วรีบกลับขึ้นเรือก่อนที่กระแสน้ำจะรุนแรงกว่านี้
เมื่อกลับถึงฝั่ง เขามอบปะการังให้หมอโดยไม่พูดถึงสิ่งที่พบ ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนตรวจเอกสารในถุง และสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เอกสารเหล่านั้นเป็นบัญชีการซื้อขายไข่มุกผิดกฎหมายและรายชื่อชาวบ้านที่ถูกบังคับให้ขายของในราคาต่ำ บริษัทของเฉินกั๋วอ้างว่าไข่มุกทั้งหมดมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยง แต่ตัวเลขในบัญชีพิสูจน์ว่ามีการลักลอบเก็บไข่มุกธรรมชาติจากเขตอนุรักษ์ และยังมีชื่อพ่อของเจียงห้าวอยู่ในรายการด้วย
“พ่อผมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือครับ”
ผู้ใหญ่บ้านไม่ตอบทันที “พ่อของแกเคยทำงานให้บริษัทนี้ ตอนนั้นเขาพยายามเปิดโปงการทำลายแหล่งประมง แต่ถูกกล่าวหาว่าขโมยเงินบริษัท เขาจึงลาออกและไม่เคยพูดเรื่องนี้อีก”
เจียงห้าวนึกถึงวันที่พ่อไล่เขาออกจากบ้าน พ่อไม่ได้พูดเพียงว่าเขาเป็นลูกที่ล้มเหลว แต่ยังพูดว่าไม่มีวันให้อภัยคนที่ทำลายครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาเคยคิดว่าคำพูดนั้นหมายถึงการพนันของเขาเท่านั้น ทว่าในสมุดบัญชีมีวันที่ตรงกับวันที่พ่อถูกกล่าวหาอย่างน่าประหลาด
พ่ออาจไม่ได้เป็นคนขโมยเงิน แต่เป็นคนที่ยอมรับความผิดเพื่อปกป้องใครบางคน
คืนนั้น เจียงห้าวกลับไปโรงพยาบาล พ่อฟื้นแล้ว แต่ยังอ่อนแรง เขาวางเอกสารลงบนเตียงโดยไม่ถามตรง ๆ
พ่อเห็นเพียงตราประทับบนกระดาษก็รู้ทันทีว่าเขาเอามาจากไหน
“แกลงไปที่ซากเรือใช่ไหม”
“ครับ”
“แล้วใครให้แกยุ่งกับเรื่องนี้”
“ไม่มีใคร ผมอยากรู้เองว่าทำไมพ่อถึงเกลียดผมขนาดนั้น”
พ่อหลับตาอยู่นาน ก่อนพูดเสียงแผ่ว “เพราะพ่อกลัวว่าแกจะกลายเป็นเหมือนพ่อ”
เขาเล่าว่าเมื่อหลายปีก่อน บริษัทของเฉินกั๋วใช้เรือของชาวบ้านเก็บไข่มุกจากเขตอนุรักษ์ พ่อของเจียงห้าวเป็นคนคุมเรือและรู้ว่าการกระทำนั้นอาจทำให้แนวปะการังตาย แต่เขามีหนี้ค่ารักษาของภรรยา จึงยอมทำงานต่อ
วันหนึ่งมีนักประดาน้ำคนหนึ่งเสียชีวิตในกระแสน้ำ และบริษัทพยายามปกปิดเรื่องทั้งหมด พ่อของหลี่เมิ่งคือชายคนนั้น
พ่อของเจียงห้าวเป็นคนเก็บหลักฐานไว้ แต่เฉินกั๋วข่มขู่ว่าจะทำร้ายครอบครัว เขาจึงยอมให้ตัวเองถูกตราหน้าว่าขโมยเงินและหายออกจากงาน ความจริงบางส่วนถูกฝังอยู่ในซากเรือ จนเจียงห้าวเป็นคนพบมันโดยบังเอิญ
“แล้วทำไมพ่อไม่บอกผม” เจียงห้าวถาม
“ตอนนั้นแกยังเด็ก พ่อไม่อยากให้แกรู้เรื่องอันตราย แต่พอแกโตขึ้น แกกลับใช้ชีวิตเหมือนคนไม่กลัวอะไร เล่นพนัน เอาของในบ้านไปขาย พ่อเลยคิดว่าแกไม่มีวันเข้าใจว่าการตัดสินใจผิดครั้งเดียวทำลายคนทั้งครอบครัวได้อย่างไร”
เจียงห้าวก้มหน้าลง “พ่อทำร้ายผมด้วยคำพูด แต่ผมก็ทำร้ายทุกคนด้วยการกระทำ”
“พ่อไม่ควรไล่แกออก”
“ผมก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่ต้องใช้หนี้แทนผม”
ไม่มีคำขอโทษใดลบอดีตได้ทันที แต่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่พูดความจริงโดยไม่พยายามเอาชนะกัน
ในอีกห้องหนึ่ง แม่ได้รับยาที่บดจากปะการังแดง อาการของเธอยังไม่หายทันที ทว่าหลังผ่านไปหลายสัปดาห์ การมองเห็นเริ่มดีขึ้น เธอสามารถมองเห็นใบหน้าคนในระยะใกล้ และไม่ต้องให้ใครจูงเดินตลอดเวลา
ส่วนเอกสารจากซากเรือถูกส่งให้เจ้าหน้าที่พร้อมคำให้การของผู้ใหญ่บ้าน หลี่เมิ่ง และพ่อของเจียงห้าว การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน เฉินกั๋วพยายามปฏิเสธและกล่าวหาว่าเจียงห้าวขโมยเอกสาร แต่บัญชีหลายเล่มตรงกับข้อมูลของเรือและธนาคาร จึงไม่อาจปิดเรื่องได้ง่าย ๆ
บริษัทถูกสั่งระงับการทำประมงในเขตอนุรักษ์ ต้องจ่ายค่าปรับและชดเชยให้ครอบครัวของนักประดาน้ำที่เสียชีวิต หลี่เมิ่งได้รับเอกสารยืนยันความจริงเกี่ยวกับพ่อของเธอ แม้ความจริงนั้นจะไม่อาจพาเขากลับมา แต่ก็ทำให้ชื่อของเขาไม่ถูกลืมในฐานะคนที่หายไปอย่างไร้คำอธิบาย
เจียงห้าวไม่รับเงินรางวัลทั้งหมดจากการพบหลักฐาน เขาขอเพียงส่วนที่พอใช้หนี้เก่าและซ่อมบ้านของพ่อแม่ ที่เหลือมอบให้กองทุนช่วยเหลือครอบครัวชาวประมงและดูแลแนวปะการัง
ไม่มีใครในหมู่บ้านเรียกเขาว่าเซียนทะเลหรือวีรบุรุษ ทุกคนยังจำได้ว่าเขาเคยสร้างปัญหาอะไรไว้บ้าง แต่เมื่อเขาเริ่มทำงานเป็นนักดำน้ำสำรวจอย่างถูกกฎหมายและสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักทะเล ผู้คนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสายตา
พ่อใช้เวลานานกว่าจะยอมให้เขากลับมากินข้าวที่บ้าน วันแรกที่เจียงห้าวนั่งลงพร้อมหน้า ทุกคนพูดกันน้อยมาก แม่ตักปลาใส่ชามให้เขา ส่วนพ่อวางกุญแจเรือลงบนโต๊ะ
“พรุ่งนี้ช่วยพาพ่อไปดูแนวปะการังหน่อย”
เจียงห้าวเงยหน้า “พ่อจะไปทำไมครับ”
“ไปดูว่าแกทำงานจริงหรือยัง”
เขารู้ว่ามันไม่ใช่คำชม แต่ก็ยิ้มออกมา
หลายเดือนต่อมา หลี่เมิ่งนำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งมาวางให้เขา
“คราวนี้ถ้ามีไข่มุกดี ๆ อย่าหายตัวไปโดยไม่ทิ้งเบอร์อีก”
เจียงห้าวรับโทรศัพท์มาอย่างเก้อเขิน “ผมจะคืนเงินให้”
“รู้แล้ว ฉันไม่ได้ให้ฟรี”
“แล้วต้องคืนเท่าไรครับ”
หลี่เมิ่งชี้ไปที่ทะเล “ช่วยดูแลแหล่งปะการังให้ฉันก็พอ”
เจียงห้าวมองผิวน้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์ ใต้ความสวยงามนั้นยังมีร่องน้ำอันตราย ซากเรือ และความลับอีกมากมาย แต่เขาไม่กลัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาไม่ได้ลงทะเลเพื่อหนีเจ้าหนี้หรือพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็น
เขาลงไปเพื่อรักษาสิ่งที่ยังมีชีวิต และเพื่อกลับขึ้นมาหาคนที่รอเขาอยู่บนฝั่ง
วันหนึ่ง แม่เดินมาถึงท่าเรือด้วยตัวเอง แม้ยังต้องถือไม้เท้า เธอหยิบไข่มุกเม็ดเล็กที่เจียงห้าวมอบให้ขึ้นมาส่องกับแสง
“สวยไหมครับ” เขาถาม
แม่ยิ้ม “สวย แต่ลูกชายแม่สวยกว่า”
“แม่พูดแบบนี้ตั้งแต่ผมเด็กแล้ว”
“ตอนนั้นแม่พูดเพราะอยากปลอบใจ วันนี้แม่พูดเพราะมองเห็นจริง ๆ”
เจียงห้าวก้มหน้าซ่อนน้ำตา แล้วช่วยแม่เก็บไข่มุกกลับลงกล่อง
เขาไม่เคยลืมความมืดใต้ทะเล ไม่เคยลืมเสียงกระแสน้ำที่พยายามดึงเขาออกไป และไม่เคยลืมว่าเงินก้อนแรกที่หาได้มาจากไข่มุกเพียงไม่กี่เม็ด แต่สิ่งที่เขาได้กลับคืนมาไม่ใช่แค่เงิน
มันคือชื่อของพ่อที่ได้รับการคืนความจริง ครอบครัวที่เริ่มเปิดประตูให้เขาอีกครั้ง และชีวิตของตัวเองที่ไม่ต้องจมอยู่กับอดีตอีกต่อไป
ทุกครั้งที่เขาดำน้ำลงไป เขาจะผูกเชือกเส้นเดิมไว้กับเรือ แล้วมองขึ้นไปยังแสงบนผิวน้ำ หากวันใดกระแสน้ำแรงเกินไป เขาจะกลับขึ้นมาโดยไม่ฝืน เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าความกล้าไม่ใช่การยอมตายเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ความกล้าคือการรู้ว่ามีคนรออยู่ และเลือกกลับไปหาเขา