“อย่าฆ่ามัน!” กุ้ยฟางตะโกนจนเสียงแหบ ขณะที่ชายขายเนื้อกำลังยกมีดขึ้นเหนือหัวงูขาวตัวใหญ่ที่ขดอยู่ในตะกร้า
ไม่มีใครในตลาดเข้าใจว่าหญิงม่ายที่มีเงินติดตัวเพียงสิบสองตำลึงจะยอมจ่ายเงินทั้งหมดเพื่อซื้องูที่กำลังท้องแก่ตัวหนึ่งไปทำไม ยิ่งเมื่อเจ้าของร้านบอกชัดเจนว่า ถ้าซื้อแล้วก็ต้องเอากลับไปเอง เขาจะไม่ช่วยแบก ไม่รับคืน และไม่รับผิดชอบหากมันกัดใคร
กุ้ยฟางกัดฟันนับเหรียญเงินลงบนโต๊ะทีละเหรียญ
“สิบสองตำลึงพอไหม”
ชายขายเนื้อหัวเราะอย่างดูถูก “พอสิ ถือว่าข้าทำบุญวันนี้ แต่เอามันไปให้พ้น อย่ามาขวางทางทำมาหากินของข้า”
งูขาวส่งเสียงฟ่อเบา ๆ ใต้ผ้ากระสอบ ดวงตาสีทองของมันไม่กะพริบเลยแม้แต่น้อย กุ้ยฟางมองเห็นเลือดซึมตรงเกล็ดบริเวณท้อง และเห็นรอยไหม้ดำยาวไปถึงหาง จึงยิ่งแน่ใจว่ามันไม่ได้ถูกจับมาเพื่อขายตามปกติ
มันกำลังจะตาย และในท้องของมันมีลูกอยู่หลายตัว
กุ้ยฟางยกตะกร้าขึ้นพาดหลัง แม้หนักจนเข่าทรุด แต่ก็ไม่ยอมให้ใครช่วย “ถอยไป ข้าซื้อมันแล้ว”
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ผู้คนหันมามองและหัวเราะ บางคนบอกว่านางเสียสติ บางคนบอกว่างูขาวเป็นลางร้าย ไม่มีหญิงปกติดีคนไหนเอาสัตว์อันตรายกลับไปเลี้ยงในบ้าน
กุ้ยฟางไม่ตอบ นางเดินต่อไปทั้งที่ไหล่ถูกเชือกบาดจนเลือดออก
บ้านของนางอยู่ท้ายหมู่บ้าน ใต้หลังคาฟางที่รั่วจนฝนตกลงมาได้ทั้งคืน สามีตายจากโรคระบาดเมื่อสองปีก่อน ทิ้งนางไว้กับลูกชายวัยหกขวบและหนี้สินก้อนหนึ่งที่ยังใช้ไม่หมด ทุกเช้านางต้องออกไปรับจ้างเก็บฟืน ทุกเย็นต้องหาของที่พอกินได้กลับมา บางวันมีเพียงข้าวต้มใส่เกลือ
ถึงอย่างนั้น นางก็ยังวางตะกร้างูไว้ใต้ชายคา แล้วต้มน้ำสะอาดล้างแผลให้มัน
งูขาวขดตัวแน่น ไม่ยอมขยับ แม้กุ้ยฟางจะยื่นเนื้อไก่ชิ้นเล็กให้ มันก็เพียงมองนางอย่างระแวดระวัง
“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่กินเจ้า” นางพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “ข้าซื้อเจ้ามาเพื่อไม่ให้คนอื่นกินต่างหาก”
ลูกชายของนางชื่ออันเหอแอบมองจากหลังประตู “แม่ มันจะกัดเราไหม”
“ถ้าเราไม่ทำร้ายมัน มันก็ไม่ทำร้ายเรา”
“แม่รู้ได้อย่างไร”
กุ้ยฟางไม่ได้ตอบ นางเพียงเอาผ้าชุบน้ำวางบนลำตัวของงู แล้วนั่งเฝ้าจนดึก
เมื่อสามีกำลังจะตาย เขาเคยพูดกับนางว่า คนที่หมดหนทางที่สุดไม่ควรซ้ำเติมคนอื่น เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันหนึ่งตนเองอาจต้องขอความเมตตาจากสิ่งที่เคยมองข้าม กุ้ยฟางจำประโยคนั้นได้เสมอ แม้คนพูดจะจากไปนานแล้ว
คืนนั้นฝนตกหนัก น้ำจากหลังคาหยดลงบนพื้นดินเป็นแอ่ง งูขาวเริ่มดิ้นอย่างรุนแรง กุ้ยฟางเห็นเลือดไหลออกจากท้องของมัน จึงรีบตะโกนเรียกหญิงชราข้างบ้านให้มาช่วย
“มันกำลังออกลูก!”
ทั้งคืนผ่านไปพร้อมเสียงฟ้าร้อง กุ้ยฟางใช้ผ้าสะอาดประคองงูไว้ ขณะที่มันออกแรงจนร่างสั่น ลูกงูตัวเล็กสีขาวนวลทยอยออกมาทีละตัว บางตัวนิ่งสนิท บางตัวขยับหางเบา ๆ
กุ้ยฟางช่วยเช็ดเมือกและวางลูกงูไว้ข้างแม่ของมัน นางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรนัก แต่ทำทุกอย่างด้วยมือที่สั่นเทาและหัวใจที่เป็นห่วง
เกือบรุ่งเช้า ลูกงูตัวสุดท้ายจึงออกมา งูขาวหมดแรงจนหลับตา กุ้ยฟางคิดว่ามันคงไม่รอดแล้ว นางจึงนำผ้าห่มเก่าผืนเดียวของลูกชายมาคลุมให้มัน แม้รู้ว่าตนเองกับอันเหอจะต้องหนาวในคืนนั้น
สามวันสามคืนต่อมา งูขาวยังไม่กินอะไร กุ้ยฟางจึงออกไปหาหนังหมูที่คนทิ้งไว้ นางนำมาวางตากบนชานหลังบ้าน หวังให้แห้งพอจะเอาไปต้มเป็นอาหารอ่อน ๆ
แต่เมื่อแดดกับลมผ่านไปสามวัน หนังหมูกลับกลายเป็นแผ่นใสเหนียวนุ่มคล้ายวุ้น นางลองตัดชิ้นหนึ่งชิมดู รสชาติไม่เลี่ยนอย่างที่คิด กลับเคี้ยวหนึบและมีกลิ่นหอมแปลก ๆ
กุ้ยฟางรีบไปตลาดเพื่อซื้อหนังหมูเพิ่ม ทว่ากลับพบชายขายเนื้อคนเดิมกำลังเตรียมงูขาวอีกตัวบนเขียง งูตัวนั้นมีท้องใหญ่และเกล็ดขาวสะอาดจนสะท้อนแสงแดด
มันคืองูขาวตัวเดียวกับที่นางเพิ่งช่วยไว้
“หยุดนะ!” กุ้ยฟางวิ่งเข้าไปขวาง “เจ้าไม่ได้ขายมันให้ข้าแล้วหรือ”
ชายขายเนื้อชักสีหน้า “ข้าขายงูที่อยู่ในตะกร้าให้เจ้า ไม่ได้ขายงูที่มันคลานกลับมาเองเมื่อคืน ใครจะไปรู้ว่ามันหนีออกจากบ้านเจ้าได้”
งูขาวขดตัวอยู่ตรงหน้าเขียงอย่างอ่อนแรง มันคงตามกุ้ยฟางมาถึงตลาด แต่ถูกคนจับได้เสียก่อน
ชายขายเนื้อยกมีดขึ้น “งูสด ๆ แบบนี้ เนื้อดี เลือดก็ขายได้ราคา”
กุ้ยฟางคว้าข้อมือเขาไว้ “วางมีดลง”
“ปล่อยมือข้า!”
“ข้าจะซื้ออีกครั้ง”
ชายคนนั้นมองเหรียญในมือของนางแล้วหัวเราะ “มีเงินแค่สิบสองตำลึงอีกหรือ”
“เอาไปทั้งหมด”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบตลาด ไม่มีใครเชื่อว่านางจะยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสัตว์ตัวเดียว แต่ชายขายเนื้อรับเงินอย่างรวดเร็ว เขาโยนงูขาวลงตะกร้าแล้วผลักให้นาง
“เอาไปให้หมด คราวนี้ถ้ามันหนีอีกก็อย่ากลับมาร้องไห้”
กุ้ยฟางกอดตะกร้าไว้แน่นและรีบกลับบ้าน นางไม่ทันสังเกตว่ามีชายคนหนึ่งยืนมองอยู่ใต้ต้นไทร ชายคนนั้นชื่อหลี่เอ้อร์จู๋ เป็นพ่อค้าสมุนไพรจากเมืองใหญ่ เขาเห็นงูขาวตั้งแต่ตอนที่นางจ่ายเงิน และได้ยินคนขายเนื้อพูดว่าดีงูของมันรักษาโรคได้หลายชนิด
หลี่เอ้อร์จู๋ไม่สนใจว่ากุ้ยฟางช่วยมันไว้ด้วยเหตุใด เขาสนใจเพียงเงิน
หลายวันต่อมา ข่าวงูขาวก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่บอกว่างูชนิดนี้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ บางคนบอกว่าเคยเห็นมันเลื้อยผ่านศาลเจ้าร้างบนเขา บางคนเตือนว่าอย่าเข้าใกล้ เพราะงูขาวอาจเป็นภูตที่จำแลงกายมา
กุ้ยฟางไม่เชื่อเรื่องเหล่านั้น นางเพียงรู้ว่าหลังจากงูขาวฟื้นตัว มันมักจะออกไปตอนกลางคืนและกลับมาก่อนฟ้าสาง ทุกครั้งที่กลับมา จะมีสมุนไพรแปลก ๆ ติดอยู่ตามเกล็ด หรือมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ทั่วตัว
ไม่นานหลังจากนั้น อันเหอที่ไอเรื้อรังก็ล้มป่วยหนัก หมอในหมู่บ้านบอกว่าเด็กมีไข้จากอากาศชื้น ให้กุ้ยฟางไปซื้อยาจากเมือง แต่ยานั้นแพงเกินกว่าที่นางจะซื้อได้
คืนนั้น งูขาวเลื้อยเข้ามาในห้อง นำรากไม้สีเขียวเข้มมาวางตรงหน้าอันเหอ กุ้ยฟางไม่รู้ว่ามันกินได้หรือไม่ แต่จำได้ว่าเคยเห็นหญิงชราใช้รากชนิดเดียวกันต้มแก้ไอ นางจึงนำไปต้มและป้อนลูกชายทีละน้อย
รุ่งเช้า ไข้ของอันเหอลดลง
กุ้ยฟางมองงูขาวด้วยความประหลาดใจ “เจ้าเป็นคนหามาให้หรือ”
งูขาวยกหัวขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีทองของมันสะท้อนแสงตะเกียง จากนั้นจึงเลื้อยเข้ามาแตะหน้าผากเด็กด้วยปลายจมูก
นับจากวันนั้น อันเหอก็เรียกมันว่าไป๋หลิน แปลว่าสายหมอกสีขาว
แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน หลี่เอ้อร์จู๋มาที่หมู่บ้านพร้อมชายฉกรรจ์สี่คน เขานำเงินก้อนใหญ่มาวางต่อหน้ากุ้ยฟาง
“ขายงูให้ข้า”
กุ้ยฟางไม่แม้แต่จะมองเงิน “ไม่ขาย”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันมีค่าแค่ไหน ดีงูของมันรักษาโรคได้ เลือดของมันขายในเมืองได้ราคาสูงกว่าสิบเท่า เจ้าจะได้บ้านใหม่ ได้ที่นา และใช้หนี้หมดในคราวเดียว”
“มันไม่ใช่ของที่จะเอาไปเชือด”
หลี่เอ้อร์จู๋ยิ้มเย็น “เจ้าซื้อมันมา ก็แปลว่ามันเป็นของเจ้า จะฆ่าหรือขายก็เป็นสิทธิ์ของเจ้า”
กุ้ยฟางก้าวไปยืนขวางหน้าบ้าน “ข้าเคยซื้อชีวิตมันจากเขียง ไม่ได้ซื้อสิทธิ์เอาชีวิตมัน”
คนในหมู่บ้านเริ่มมามุงดู หลี่เอ้อร์จู๋ไม่อยากมีเรื่องต่อหน้าคนมาก จึงเก็บเงินกลับไป แต่ก่อนจาก เขาหันมาพูดเบา ๆ
“วันหนึ่งเจ้าจะต้องมาขอให้ข้าซื้อของอะไรสักอย่าง และวันนั้นเจ้าจะไม่มีเงินแม้แต่เหรียญเดียว”
คำพูดของเขาเป็นจริงเร็วกว่าที่คิด
เดือนนั้นฝนหยุดตกติดต่อกันหลายสัปดาห์ บ่อน้ำในหมู่บ้านแห้งลง ทุ่งข้าวแตกระแหง ชาวบ้านเริ่มออกไปหาน้ำบนเขา แต่ทุกครั้งที่ไปถึงแหล่งน้ำ กลับพบว่ามีงูจำนวนมากขวางทางอยู่
บางคนกล่าวโทษไป๋หลิน บอกว่ามันเรียกพวกงูมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน กุ้ยฟางพยายามอธิบายว่า งูไม่เคยกัดใครและอาจกำลังเฝ้าบางสิ่งอยู่ แต่ไม่มีใครฟัง
วันหนึ่ง เด็กหญิงของหัวหน้าหมู่บ้านถูกงูกัดขณะไปตักน้ำ พิษไม่ได้รุนแรงถึงชีวิต แต่ทำให้ขาของเด็กบวมและมีไข้สูง หัวหน้าหมู่บ้านจึงประกาศให้จับงูขาวออกจากหมู่บ้าน
“ถ้าไม่ส่งมันมา ข้าจะรื้อบ้านเจ้า”
กุ้ยฟางกอดอันเหอไว้ “มันไม่ได้กัดเด็กของท่าน งูตัวนั้นเป็นงูดำจากป่า”
“แต่เป็นเพราะงูขาวของเจ้าเรียกพวกมันมา!”
กุ้ยฟางไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงหันไปมองไป๋หลิน งูขาวเลื้อยออกมาจากใต้ถุนบ้านและแผ่แม่เบี้ยขวางหน้านาง มันไม่ได้พุ่งใส่ใคร เพียงส่งเสียงขู่ต่ำ ๆ
ทันใดนั้น เสียงระฆังจากศาลเจ้าบนเขาดังขึ้นทั้งที่ไม่มีคนอยู่ที่นั่น ทุกคนหันไปมองยอดเขา แล้วเห็นงูสีขาวนับร้อยเลื้อยเป็นแถวลงมา มันไม่ได้เข้าหาหมู่บ้าน แต่เลี้ยวไปยังลำธารเก่าที่แห้งสนิท
ไป๋หลินตามพวกมันไป กุ้ยฟางกับชาวบ้านจึงเดินตามอย่างระมัดระวัง
เมื่อถึงลำธาร งูทั้งฝูงเริ่มขุดดินด้วยหัวและลำตัว ผ่านไปไม่นาน ดินชั้นบนก็พังลง เผยให้เห็นโพรงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำสีดำขุ่นและกลิ่นเหม็นฉุน
หลี่เอ้อร์จู๋ยืนอยู่ข้างโพรงนั้นพร้อมถังไม้หลายใบ เขากำลังเทผงสีแดงลงในน้ำ
กุ้ยฟางจำกลิ่นได้ทันที มันคือยาพิษชนิดเดียวกับที่ชายขายเนื้อเคยใช้ทำให้งูเชื่องก่อนจับไปขาย
ถ้าน้ำพิษไหลลงไปถึงบ่อน้ำของหมู่บ้าน ทุกคนจะป่วย
“หลี่เอ้อร์จู๋!” หัวหน้าหมู่บ้านตะโกน “เจ้าทำอะไร”
ชายคนนั้นชะงัก ก่อนจะหันมายิ้ม “ข้าแค่เตรียมสมุนไพร พวกท่านเข้าใจผิด”
กุ้ยฟางชี้ไปที่ถังไม้ “ถ้าเป็นสมุนไพร เหตุใดต้องเทลงแหล่งน้ำ”
เขาไม่ตอบ กลับหันไปสั่งลูกน้องให้จับกุ้ยฟาง แต่ก่อนที่พวกนั้นจะเข้าถึงตัว งูขาวทั้งฝูงก็เลื้อยเข้าล้อมพวกเขาไว้
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนถอยกรูด หลี่เอ้อร์จู๋หน้าซีด แต่ยังฝืนหัวเราะ
“ถ้าพวกท่านจับข้าไม่ได้ ก็ไม่มีหลักฐานว่าข้าทำอะไร”
กุ้ยฟางมองถังไม้ แล้วนึกถึงสิ่งที่ผิดปกติในช่วงหลายวันที่ผ่านมา งูจำนวนมากไม่ได้ลงมารบกวนหมู่บ้าน พวกมันกำลังปิดทางน้ำที่ปนเปื้อน ไม่ให้ไหลลงหุบเขา
นางรีบวิ่งกลับไปที่บ้าน หยิบถุงผ้าที่เก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ และนำกลับมาให้หัวหน้าหมู่บ้าน ข้างในมีเศษกระดาษที่หลี่เอ้อร์จู๋ทำตกไว้ในตลาดก่อนหน้านี้ อันเหอพบมันใต้ตะกร้างูและเก็บมาให้แม่ เพราะมีตราประทับของร้านขายยาในเมือง
บนกระดาษเป็นรายการสั่งซื้อดีงู เลือดงู และพิษงูจำนวนมาก พร้อมวันที่ส่งของ ซึ่งตรงกับวันที่หลี่เอ้อร์จู๋เริ่มเข้ามาวนเวียนในหมู่บ้าน
นอกจากนั้นยังมีชื่อชายขายเนื้อ และจำนวนเงินที่จ่ายเพื่อให้เขาจับงูขาวไปส่ง
หัวหน้าหมู่บ้านอ่านเอกสารแล้วเงียบไปนาน เขาเริ่มเข้าใจว่าการที่งูออกมาขวางทางน้ำไม่ใช่คำสาป แต่เป็นการเตือนภัย
หลี่เอ้อร์จู๋เห็นว่าความลับเปิดเผยจึงคว้าถังไม้ใบหนึ่งวิ่งหนี เขาไม่ทันระวังพื้นดินที่งูขุดไว้ จึงตกลงไปในโพรงน้ำเสีย ถังไม้แตกกระจาย น้ำพิษกระเซ็นใส่แขนของเขา
ลูกน้องของเขารีบช่วยขึ้นมา แต่ไม่มีใครกล้าแตะตัวเขาโดยตรง
ไม่นาน เจ้าหน้าที่จากเมืองก็มาถึง หลังหัวหน้าหมู่บ้านส่งคนไปแจ้งเรื่อง พวกเขาตรวจถังไม้ ตรวจเอกสาร และสอบถามคนขายเนื้อ แม้หลี่เอ้อร์จู๋จะอ้างว่าเอกสารเป็นของปลอม แต่พยานหลายคนยืนยันว่าเขาเคยจ่ายเงินเพื่อซื้องูจำนวนมากจากชาวบ้าน
การสอบสวนกินเวลาหลายวัน น้ำในหมู่บ้านต้องต้มก่อนใช้ และทุกคนต้องขุดทางระบายน้ำใหม่เพื่อแยกน้ำพิษออกจากลำธาร หลี่เอ้อร์จู๋ไม่ได้ถูกส่งเข้าคุกทันที เพราะต้องรักษาบาดแผลและมีเรื่องเอกสารซื้อขายเกี่ยวข้อง แต่ทรัพย์สินของเขาถูกยึดไว้ตรวจสอบ และร้านขายยาที่รับซื้อดีงูก็ถูกปิดชั่วคราว
ชาวบ้านที่เคยกล่าวโทษกุ้ยฟางทยอยมาขอโทษ บางคนเอาข้าวสารมาให้ บางคนเอาไม้ไผ่มาซ่อมหลังคา นางรับไว้เท่าที่จำเป็น แต่ไม่เคยพูดทวงบุญคุณใคร
หัวหน้าหมู่บ้านมาหานางในเย็นวันหนึ่ง “ข้าตัดสินเจ้าเร็วเกินไป”
“ท่านแค่กลัวว่าคนในหมู่บ้านจะเป็นอันตราย”
“แต่ข้าควรฟังเจ้าก่อน” เขามองไป๋หลินที่นอนขดอยู่ข้างกองฟืน “เจ้าจะให้มันอยู่ที่นี่ต่อหรือไม่”
กุ้ยฟางเงียบไป นางรู้ดีว่าป่าและหุบเขาเป็นบ้านของมัน ไม่ใช่บ้านหลังเล็กที่หลังคารั่วของนาง
คืนนั้น นางบอกอันเหอว่าไป๋หลินอาจต้องกลับขึ้นเขา
เด็กชายกอดคองูขาวด้วยสองแขน “มันจะกลับมาไหม”
“ถ้ามันอยากกลับมา”
“แล้วถ้ามันไม่กลับมา แม่จะคิดถึงมันไหม”
กุ้ยฟางลูบหัวลูกชาย “คิดถึงสิ แต่การรักใครสักตัวไม่ได้แปลว่าเราต้องขังเขาไว้ข้างกาย”
รุ่งเช้า ไป๋หลินเลื้อยออกจากบ้านเอง ลูกงูสีขาวทั้งหลายตามหลังมันเป็นแถวยาว งูฝูงใหญ่เคลื่อนขึ้นเขาอย่างเงียบงัน ก่อนหายเข้าไปในป่า
กุ้ยฟางยืนมองจนไม่เห็นแม้แต่ปลายหาง นางคิดว่าคงไม่ได้พบมันอีกแล้ว
สามเดือนต่อมา น้ำในหมู่บ้านกลับมาใสสะอาด ฝนตกลงบนทุ่งจนต้นข้าวเริ่มแตกใบ กุ้ยฟางเปิดแผงเล็ก ๆ ขายวุ้นหนังหมูที่นางค้นพบโดยบังเอิญในวันที่ไปช่วยงู นางไม่ได้ร่ำรวย แต่พอมีเงินส่งอันเหอเรียนหนังสือและซ่อมบ้านให้ไม่ต้องใช้ถังรองน้ำฝนอีก
วันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังตากหนังหมูบนชานบ้าน อันเหอร้องเรียกจากริมรั้ว
“แม่! มีของมาส่ง”
กุ้ยฟางเดินออกไปและพบกิ่งไม้แห้งกองหนึ่งวางอยู่หน้าประตู บนกิ่งไม้นั้นมีผลไม้ป่าและสมุนไพรห่อด้วยใบไม้หลายห่อ ไม่มีใครอยู่แถวนั้น แต่ตรงพื้นดินมีรอยเลื้อยขนาดใหญ่ทอดยาวขึ้นไปทางเขา
นางยิ้มโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่นั้นมา ทุกต้นฤดูฝนจะมีสมุนไพรวางอยู่หน้าบ้านเสมอ บางครั้งเป็นรากไม้แก้ไข้ บางครั้งเป็นผลไม้ที่หาได้ยาก และบางครั้งก็เป็นเกล็ดสีขาวชิ้นเล็ก ๆ ที่หลุดออกจากตัวงูตามธรรมชาติ กุ้ยฟางไม่เคยนำมันไปขาย นางเก็บไว้ในกล่องไม้ใบหนึ่ง พร้อมเหรียญสิบสองตำลึงที่เหลือจากการค้าขาย
ส่วนหลี่เอ้อร์จู๋ถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่หมู่บ้านและห้ามค้าสัตว์ป่าอีก เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในวันเดียว แต่ต้องขายร้านและที่ดินส่วนใหญ่เพื่อใช้หนี้ ชายขายเนื้อก็ถูกลงโทษเช่นกัน หลังจากนั้นตลาดทั้งเมืองจึงเริ่มตรวจสอบการซื้อขายสัตว์ป่าอย่างจริงจัง
หลายปีผ่านไป อันเหอเติบโตขึ้นและกลายเป็นหมอประจำหมู่บ้าน เขายังคงจำได้ว่าเคยมีงูขาวนำรากไม้มารักษาเขาในคืนที่ไข้สูง และยังจำคำพูดของแม่ได้แม่นยำ
“อย่าช่วยใครเพราะหวังให้เขาตอบแทน แต่ถ้าเขาตอบแทน ก็อย่าลืมว่าความเมตตาไม่ใช่หนี้สิน”
เมื่อกุ้ยฟางแก่ชราลง นางมักนั่งอยู่ใต้ชายคาที่ซ่อมใหม่ มองยอดเขาในยามเย็น วันหนึ่ง อันเหอเห็นงูสีขาวตัวใหญ่เลื้อยลงมาจากป่า มันหยุดอยู่ริมรั้วและยกหัวขึ้นมองหญิงชรา
กุ้ยฟางจำดวงตาสีทองคู่นั้นได้ แม้ไป๋หลินจะใหญ่ขึ้นมากจนลำตัวหนาเท่าปากชาม
นางไม่เรียกมันเข้าใกล้ เพียงวางชามน้ำสะอาดไว้ใต้ต้นไทร แล้วถอยกลับไปนั่งที่เดิม งูขาวดื่มน้ำช้า ๆ ก่อนเลื้อยจากไปตามทางเดิม
บนพื้นดินเหลือเกล็ดสีขาวหนึ่งชิ้นสะท้อนแสงสุดท้ายของวัน
กุ้ยฟางเก็บมันใส่กล่องไม้ข้างเหรียญสิบสองตำลึง แล้วปิดฝากล่องอย่างแผ่วเบา นางรู้แล้วว่าบางชีวิตไม่ได้เข้ามาเพื่ออยู่กับเราตลอดไป บางชีวิตเพียงผ่านเข้ามาในวันที่เรายังมีความเมตตาเหลืออยู่ และทิ้งร่องรอยไว้มากพอให้เราจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยช่วยกันให้รอดจากความตาย