สามีแอบติดแอปดักฟัง ก่อนถูกจับได้ว่าเป็นคนฆ่าพ่อและยึดบริษัทด้วยเงินสิบสองล้าน

“คุณเทียดจู้ อย่าเพิ่งเปิดประตูห้องหนังสือ!”

เสียงของหลี่เล่อดังมาจากปลายสาย ในจังหวะเดียวกับที่ผมเห็นรอยงัดบนลูกบิดประตูบ้านตัวเอง ผมยืนนิ่งอยู่หน้าห้องนั้น มือยังถือกระเป๋าเดินทางที่เพิ่งลากเข้ามาจากสนามบิน และหัวใจเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงภรรยาที่กำลังถามว่าผมกลับถึงบ้านแล้วหรือยัง

ผมไม่ได้ตอบเธอทันที เพราะบนพื้นห้องหนังสือมีเศษไม้กระจายอยู่เต็มไปหมด หนังสือบางเล่มถูกดึงออกจากชั้น เอกสารก่อสร้างห้าปีที่ผมเก็บรักษาไว้ในตู้เหล็กถูกเปิดค้นจนยุ่งเหยิง แต่ของมีค่าอย่างนาฬิกา เงินสด และคอมพิวเตอร์กลับยังอยู่ครบ

คนที่บุกเข้ามาไม่ได้ต้องการทรัพย์สิน พวกมันกำลังตามหาอะไรบางอย่าง

“คุณเทียดจู้ คุณยังอยู่ไหมครับ?” หลี่เล่อถามซ้ำ

“อยู่ ฉันยังอยู่” ผมตอบเบา ๆ “ตำรวจว่าอย่างไรบ้าง”

“พวกเขาคิดว่าเป็นโจรมืออาชีพที่เข้ามาค้นบ้าน แต่ไม่มีอะไรหายไป จึงยังสรุปไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

ผมหันไปมองประตูห้องหนังสืออีกครั้ง ก่อนจะปิดมันลงช้า ๆ “อย่าเพิ่งบอกใครเรื่องเอกสารของพ่อ”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเข้าใจทันทีว่าผมหมายถึงอะไร

ห้าปีก่อน พ่อของผมเสียชีวิตในไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง หลังจากเปิดโปงว่าบริษัทของเสวี่ยจิ้งหวนแอบเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างที่ได้มาตรฐานเป็นของราคาถูก พ่อบอกว่าคานเหล็กบางส่วนมีรอยตัดและรอยเชื่อมใหม่ แต่ก่อนที่เขาจะนำหลักฐานไปแจ้งหน่วยงานตรวจสอบ เขาก็ถูกพบว่าเสียชีวิตอยู่ใต้โครงนั่งร้านที่พังลงมา

ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุจากความประมาทของคนงาน

แต่ผมไม่เคยเชื่อเช่นนั้น

ในคืนก่อนเกิดเหตุ พ่อโทรหาผมและพูดเพียงประโยคเดียวว่า “ถ้าพรุ่งนี้พ่อไม่กลับบ้าน จงจำไว้ว่าความจริงอยู่ในแบบก่อสร้างฉบับแรก” หลังจากนั้นสายก็ถูกตัด และผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงพ่ออีกเลย

ตั้งแต่นั้น ผมใช้เวลาห้าปีรวบรวมหลักฐาน ทำงานในวงการก่อสร้างอย่างอดทน และรอวันที่จะลากเสวี่ยจิ้งหวนมารับผิดให้ได้ แต่คนอย่างเขาระวังตัวเกินไป เขามีทั้งเงิน อำนาจ และคนในบริษัทคอยปิดปากทุกคนที่ขวางทาง

สิ่งเดียวที่ผมยังขาดคือพยานที่เห็นเหตุการณ์ในคืนนั้น

“คุณกลับมาแล้วหรือคะ?” เสียงภรรยาผมดังขึ้นจากหน้าบ้าน

ผมเก็บสีหน้าตกใจอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินออกจากห้องหนังสือ “ใช่ เพิ่งถึงเมื่อคืน แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ตำรวจตรวจบ้านแล้ว ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ”

เธอเดินเข้ามากอดผม รอยยิ้มอ่อนโยนยังเหมือนเดิม แต่ผมสังเกตเห็นว่าเธอมองไปทางห้องหนังสือเพียงแวบเดียวแล้วรีบหลบตา

“คุณกลับไปทำงานอีกแล้วหรือคะ? เพิ่งกลับถึงบ้านแท้ ๆ”

“ช่วงนี้บริษัทมีปัญหา ฉันอาจต้องนอนที่สำนักงาน”

“อย่างน้อยพักสักคืนไม่ได้หรือคะ?”

ผมลูบศีรษะเธอเบา ๆ “ดูแลตัวเองด้วยนะ มีอะไรโทรหาฉันได้ตลอด”

เธอยิ้ม แต่ก่อนที่ผมจะออกจากบ้าน ผมเห็นเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกดส่งข้อความอย่างรวดเร็ว

ผมไม่ได้ถามอะไร เพียงเดินออกไปพร้อมความรู้สึกเย็นวาบในอก

ที่สำนักงาน หลี่เล่อรอผมอยู่กับช่างเทคนิคคนหนึ่ง เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่ผมไว้ใจได้ เมื่อผมยื่นโทรศัพท์ให้ตรวจ เขาใช้เวลาไม่นานก็พบแอปพลิเคชันแปลก ๆ ซ่อนอยู่ในเครื่อง

“คุณเคยติดตั้งแอปนี้หรือเปล่าครับ?”

ผมส่ายหน้า

“มันเป็นแอปติดตามตำแหน่ง และเปิดไมโครโฟนจากระยะไกลได้ คนติดตั้งสามารถรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน และแอบฟังบทสนทนาได้ตลอดเวลา”

ผมมองหน้าหลี่เล่อ เขาไม่ต้องพูดชื่อคนที่เราสงสัย เพราะมีเพียงคนเดียวที่เคยถือโทรศัพท์ของผมนานพอจะติดตั้งแอปนี้ได้

ภรรยาของผม

ความจริงนั้นเจ็บกว่ารอยงัดบ้านเสียอีก

หลี่เล่อกำหมัดแน่น “เราควรลบมันออกทันทีไหมครับ?”

“ไม่” ผมตอบหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง “ปล่อยไว้ แล้วทำให้คนที่กำลังฟังเชื่อในสิ่งที่เราอยากให้เชื่อ”

เราจึงเริ่มป้อนข้อมูลปลอม ผมพูดต่อหน้าโทรศัพท์ว่าผมจะเดินทางไปตรวจโกดังเพียงลำพัง จะนำเอกสารต้นฉบับติดตัวไป และไม่มีใครรู้ว่าในวันรุ่งขึ้นผมจะไปที่ไหน

จากนั้นผมติดต่อหลี่เล่ออีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อวางแผน แต่เพื่อขอให้เขานัดพบชายคนหนึ่งชื่อหลี่เจียง

หลี่เจียงเคยเป็นหัวหน้าคนงานในโครงการที่พ่อผมเสียชีวิต เขาหายตัวไปหลังเหตุการณ์นั้น และไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ใด ผมใช้เวลาหลายปีตามหา จนในที่สุดก็พบว่าเขาอาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้

เมื่อเราเจอกัน เขาไม่กล้าสบตาผม

“ผมไม่อยากยุ่งกับเรื่องนั้นอีก” เขาพูด “เสวี่ยจิ้งหวนทำให้ผมตกงาน และเคยส่งคนไปข่มขู่ภรรยากับลูกผม ผมพูดความจริงไปเพียงไม่กี่คำ ก็เกือบสูญเสียทุกอย่าง”

“แล้วพ่อของผมล่ะครับ? เขาสูญเสียชีวิตเพราะพูดความจริง”

หลี่เจียงก้มหน้า มือสั่นอยู่บนโต๊ะไม้ “ผมรู้ครับ คุณหล่งเมืองเป็นคนดี เขาเคยช่วยผมตอนภรรยาต้องผ่าตัด ผมติดหนี้บุญคุณเขา แต่ความกลัวทำให้ผมเงียบมาตลอดห้าปี”

ผมไม่เร่งเขา เพียงวางเอกสารคุ้มครองพยานและสัญญาว่าจะช่วยย้ายครอบครัวของเขาไปอยู่ในที่ปลอดภัย รวมทั้งหางานใหม่ให้เมื่อคดีจบ

หลี่เจียงมองเอกสารอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้า

“คืนก่อนเกิดเหตุ ผมเห็นลูกน้องของเสวี่ยจิ้งหวนสองคนออกจากโกดัง พวกมันถือประแจและเดินไปทางนั่งร้านที่พ่อคุณทำงานอยู่ ผมจำหน้าได้ คนหนึ่งชื่อตาลิว อีกคนชื่อเฮ่าจือ”

คำให้การของเขาเป็นชิ้นส่วนที่เราตามหามานาน แต่ยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าเสวี่ยจิ้งหวนเป็นผู้สั่งการฆาตกรรม เราต้องมีหลักฐานเรื่องวัสดุก่อสร้าง และต้องทำให้คนที่อยู่ใกล้เสวี่ยจิ้งหวนที่สุดเปิดปาก

คนนั้นคือจางซิ่วหลาน

เธอเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัท และเป็นภรรยาของผม

ผมเคยคิดว่าการแต่งงานของเราเกิดจากความรัก เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี เธอรู้ว่าผมตื่นเวลาใด รู้ว่าผมเก็บเอกสารไว้ที่ไหน และรู้ว่าผมยังฝันร้ายถึงคืนที่พ่อเสียชีวิต แต่ช่วงหนึ่งที่ผ่านมา เธอเริ่มกลับบ้านดึก ซื้อของราคาแพงโดยไม่อธิบาย และพูดถึงเสวี่ยจิ้งหวนบ่อยขึ้นอย่างผิดปกติ

ตอนแรกผมคิดว่าเธอเพียงต้องประสานงานกับบริษัทคู่ค้า

จนกระทั่งคืนหนึ่ง ผมกลับบ้านเร็วกว่าปกติและได้ยินเสียงเธอคุยโทรศัพท์ในห้องนอน

“ถ้าคุณยึดบริษัทเขาได้ ฉันก็จะได้หุ้นตามที่สัญญาไว้ใช่ไหม?”

เมื่อผมเปิดประตู เธอรีบวางสายและอ้างว่าคุยเรื่องงาน ผมไม่ได้ถามต่อ แต่ตั้งแต่นั้น ความทรงจำเล็ก ๆ หลายอย่างก็เริ่มมีความหมายใหม่

โทรศัพท์ที่หายไปชั่วครู่ในวันที่ผมไปพบหลี่เจียง
เอกสารบางฉบับที่ถูกย้ายจากลิ้นชัก
คำถามที่เธอถามทุกครั้งว่าผมจะไปไหนและกลับเมื่อไร

ทุกอย่างไม่ใช่ความห่วงใย แต่เป็นการเฝ้าติดตาม

เราให้ช่างเก็บสำเนาข้อมูลจากโทรศัพท์โดยไม่ลบแอป แล้ววางแผนขั้นต่อไป ผมจะทำเป็นว่าบริษัทกำลังล้มละลายและพร้อมขายกิจการในราคาถูก จากนั้นให้จางซิ่วหลานเป็นคนส่งข่าวไปถึงเสวี่ยจิ้งหวน

ไม่นานนัก เธอก็ทำตามที่เราคาด

คืนนั้นเธอกลับบ้านพร้อมสีหน้ากังวล บอกว่ามีปัญหาใหญ่ที่บริษัท วัสดุก่อสร้างในโครงการทางตะวันตกของเมืองอาจไม่ได้มาตรฐาน และผมอาจถูกดำเนินคดีจนต้องติดคุก

“เราต้องขายบริษัทแล้วหนีไปต่างประเทศ” เธอพูด “ฉันรู้จักคนที่อาจซื้อกิจการต่อได้”

ผมแสร้งทำเป็นตกใจ “ใคร?”

“เสวี่ยจิ้งหวน”

เธอหลบตาเมื่อพูดชื่อนั้น

ผมถอนหายใจและทำเหมือนหมดหนทาง “ถ้าเขายอมจ่ายเงินสักก้อน เราก็อาจเริ่มต้นใหม่ได้”

เธอรีบโทรหาเขาในคืนนั้นเอง

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เสวี่ยจิ้งหวนตอบตกลงนัดพบ เขาเลือกโกดังหมายเลขสามซึ่งอยู่นอกเมือง เป็นสถานที่เปลี่ยวและไม่มีคนผ่านไปมา เขายังย้ำว่าผมต้องมาคนเดียว

ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

แต่ผมรู้ดีว่าคนอย่างเสวี่ยจิ้งหวนไม่ยอมเสี่ยงง่าย ๆ เขาอาจส่งคนมาทำร้ายผมแทน หรือเตรียมอุบัติเหตุอีกครั้งเหมือนเมื่อห้าปีก่อน เราจึงแจ้งตำรวจล่วงหน้า ติดเครื่องบันทึกเสียงและกล้องขนาดเล็กไว้กับเสื้อ และวางกำลังคนไว้รอบโกดัง

วันนัด ผมเดินเข้าไปในโกดังพร้อมแฟ้มเอกสารเปล่า เสวี่ยจิ้งหวนมาถึงก่อน เขาพาลูกน้องมาสองคน และยังคงมีรอยยิ้มแบบคนที่คิดว่าตนเองควบคุมทุกอย่างได้

“ได้ยินว่าคุณอยากขายบริษัทให้ผม” เขาพูด

“ใช่”

“บริษัทของคุณตอนนี้มีแต่ปัญหา โครงการถูกตรวจสอบ หุ้นตก สินทรัพย์อาจถูกยึด คุณควรขอบคุณผมที่ยังยอมจ่ายสองล้าน”

“สองล้าน?” ผมแสร้งหัวเราะ “บริษัทของผมมีมูลค่ามากกว่านั้นหลายเท่า”

“อีกไม่นานคุณอาจไม่มีบริษัทเหลือด้วยซ้ำ ถ้าคดีโครงการทางตะวันตกเปิดขึ้นมา คุณจะไม่ได้แม้แต่เงินชดเชย”

ผมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “คุณมั่นใจเหลือเกินว่าผมจะมีคดี”

รอยยิ้มของเขาหายไปเล็กน้อย

“วัสดุก่อสร้างในโครงการนั้นถูกสลับเปลี่ยนใช่ไหม?” ผมถาม “คุณเป็นคนสั่งหรือเปล่า?”

เสวี่ยจิ้งหวนเอนตัวพิงเก้าอี้ “คำกล่าวหาต้องมีหลักฐาน”

ผมเปิดเครื่องบันทึกเสียงให้เขาได้ยินเสียงของหลี่เจียงที่บอกว่าเห็นลูกน้องสองคนออกจากไซต์ในคืนเกิดเหตุ จากนั้นเปิดรายงานตรวจสอบเหล็กเส้นและคอนกรีตที่ระบุว่ามีการใช้วัสดุราคาถูกผิดจากแบบก่อสร้างฉบับแรก

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป

“คุณเตรียมเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว?”

“ห้าปี”

เขาหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงนั้นไม่มีความมั่นใจเหลืออยู่ “คุณคิดว่าคำให้การของคนงานคนเดียวกับรายงานวัสดุจะทำอะไรผมได้?”

“ผมไม่ได้มีแค่นั้น”

ผมกดปุ่มอีกครั้ง เสียงของจางซิ่วหลานดังออกมาจากเครื่อง เธอกำลังคุยกับเสวี่ยจิ้งหวนเรื่องหุ้นและการยึดบริษัท รวมถึงประโยคที่เขาพูดว่า หลังจากเซ็นสัญญาซื้อกิจการแล้ว ผมจะเกิดอุบัติเหตุและไม่มีใครรู้เห็น

เสวี่ยจิ้งหวนลุกขึ้นทันที

“แกกล้าแอบบันทึกเสียงฉัน?”

“คุณเป็นคนพูดเองทั้งหมด”

เขาหันไปสั่งลูกน้อง “จับมันไว้ ปิดปากมัน!”

ในวินาทีนั้น ไฟฉายหลายดวงสว่างขึ้นจากรอบโกดัง ตำรวจบุกเข้ามาทางประตูด้านข้างและล้อมทุกคนไว้ เสวี่ยจิ้งหวนชะงัก ก่อนพยายามวิ่งไปทางหลังโกดัง แต่หลี่เจียงยืนขวางอยู่ตรงนั้น

“ห้าปีก่อนผมกลัวคุณ” หลี่เจียงพูดเสียงสั่น “แต่วันนี้ผมจะไม่หนีอีกแล้ว”

เสวี่ยจิ้งหวนถูกใส่กุญแจมือ เขายังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่หลักฐานหลายชิ้นถูกส่งต่อให้พนักงานสอบสวนแล้ว ทั้งรายงานวัสดุ คำให้การของหลี่เจียง เสียงบันทึกจากโกดัง ข้อมูลการโอนเงินสิบสองล้าน และข้อความระหว่างเขากับลูกน้องสองคนที่หายตัวไปหลังพ่อผมเสียชีวิต

หนึ่งในนั้นถูกจับได้ที่ชายแดน อีกคนยอมให้การหลังตำรวจยืนยันว่าจะได้รับการพิจารณาลดโทษตามกฎหมาย

ความจริงที่ถูกฝังมาห้าปีจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

เสวี่ยจิ้งหวนเป็นผู้สั่งเปลี่ยนวัสดุเพื่อเพิ่มกำไร เขาสั่งให้ลูกน้องตัดชิ้นส่วนสำคัญของนั่งร้านในคืนที่พ่อผมจะนำหลักฐานไปแจ้งความ และใช้เงินกับคนบางกลุ่มทำให้เหตุการณ์ถูกบันทึกเป็นอุบัติเหตุ ส่วนเงินสิบสองล้านที่หายไปจากบัญชีบริษัทถูกโอนผ่านบริษัทปลอมหลายแห่ง ก่อนจะไปอยู่ในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเขาและจางซิ่วหลาน

จางซิ่วหลานถูกจับในอีกสองวันต่อมา

เมื่อเธอถูกนำตัวมาสอบสวน เธอร้องไห้และบอกว่าเสวี่ยจิ้งหวนสัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ แบ่งหุ้นบริษัทให้ และพาเธอไปใช้ชีวิตต่างประเทศ เธอจึงยอมขโมยตราประทับบริษัท ปลอมเอกสาร และติดตั้งแอปดักฟังในโทรศัพท์ของผม

“ฉันคิดว่าเขารักฉัน” เธอพูด

ผมมองเธอผ่านกระจกห้องสอบสวน “เขาไม่ได้รักคุณ เขาเพียงใช้ความโลภของคุณเหมือนที่ใช้คนอื่นมาตลอด”

“คุณจะไม่ช่วยฉันหรือ?”

“ฉันช่วยคุณไม่ได้ และฉันไม่ควรช่วย”

การแต่งงานของเราจบลงโดยไม่มีคำพูดใหญ่โต ไม่มีการตบตีหรือฉากร้องไห้ต่อหน้าผู้คน ผมยื่นเอกสารหย่าให้เธอ และปล่อยให้กฎหมายจัดการส่วนที่เหลือ การยอมรับผิดของเธอช่วยให้ตำรวจตามเส้นทางเงินได้ แต่ไม่ได้ลบความจริงที่ว่าเธอเลือกทรยศผมด้วยตัวเอง

เสวี่ยจิ้งหวนถูกตั้งข้อหาทุจริต ปลอมแปลงเอกสาร ใช้วัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อผม คดีใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเข้าสู่กระบวนการเต็มรูปแบบ ทรัพย์สินของเขาถูกอายัด บริษัทถูกตรวจสอบใหม่ และครอบครัวของคนงานที่เสียชีวิตได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย

ผมไม่ได้รู้สึกสะใจในวันที่เห็นเขาถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้พ่อกลับมา และไม่อาจคืนห้าปีที่สูญเสียไปได้

แต่ในที่สุด พ่อก็ไม่ต้องถูกจดจำในฐานะคนงานที่เสียชีวิตจากความประมาทอีกต่อไป

วันที่คดีมีความคืบหน้า ผมไปที่สุสานพร้อมดอกไม้ช่อเล็ก ๆ หลี่เล่อเดินมาด้วย เขายืนอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ ขณะผมวางดอกไม้ลงหน้าหลุมศพ

“พ่อครับ ผมทำสำเร็จแล้ว” ผมพูด “คนที่ทำร้ายพ่อถูกจับแล้ว หลักฐานของพ่อถูกเปิดเผย และชื่อของพ่อได้รับความยุติธรรมคืนมา”

ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้ ผมหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดทับหัวใจมานานกำลังคลายออกทีละน้อย

หลี่เล่อเป็นคนช่วยผมรวบรวมหลักฐานมาตลอด เขาเคยเป็นวิศวกรรุ่นน้องของพ่อ และเคยได้รับความช่วยเหลือจากพ่อในวันที่เขากำลังจะลาออกจากวงการ หลังคดีจบ ผมจึงเชิญเขามาทำงานกับบริษัทในตำแหน่งรองประธาน

“ผมไม่เคยบริหารบริษัทมาก่อน” เขาพูดอย่างกังวล

“คุณรู้เรื่องวัสดุและรู้ว่าความซื่อสัตย์มีราคาเท่าไร นั่นสำคัญกว่าคนที่รู้แต่การประจบเจ้านาย”

บริษัทของผมไม่ได้กลับมายิ่งใหญ่ในทันที เราต้องชำระหนี้ ตรวจสอบโครงการเก่า และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทุกสัญญาถูกตรวจสอบอย่างเปิดเผย ทุกวัสดุมีเอกสารรับรอง และไม่มีใครสามารถสั่งให้ผมหลับตาต่อหน้าความผิดได้อีก

สามเดือนต่อมา บริษัทได้รับโครงการปรับปรุงสวนสาธารณะทางตะวันตกของเมือง สถาบันออกแบบแห่งหนึ่งเป็นผู้วางแผนงาน และบริษัทของผมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง

ในงานเลี้ยงประสานงาน เจ้านายของผมแนะนำหญิงสาวคนหนึ่งให้รู้จัก

“นี่คือเจียเจีย ลูกพี่ลูกน้องของฉัน เธอเป็นนักออกแบบภูมิทัศน์”

เจียเจียยิ้มและยื่นมือมา “ได้ยินเรื่องคุณจากพี่ชายบ่อยมากค่ะ เขาบอกว่าคุณทำงานละเอียดและไม่ยอมปล่อยให้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานผ่านเข้าหน้างานแม้แต่นิดเดียว”

“เขาชมเกินไปครับ ผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

“คนที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาห้าปีแล้วยังพูดแบบนี้ได้ นับว่าไม่ธรรมดาเลยนะคะ”

คำพูดของเธอทำให้ผมเงียบไปชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่มีใครมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความนิ่งเฉยของผม โดยไม่ใช้มันเพื่อทำร้ายหรือหาผลประโยชน์

เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องงาน จากนั้นเรื่องหนังสือ การวาดภาพ และการตกปลา ผมบอกเธอว่าผมตกปลาไม่เคยได้สักครั้ง แม้เจ้านายจะสอนมาหลายปีแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นสุดสัปดาห์นี้ไปลองอีกครั้งไหมคะ?” เธอถาม

ผมลังเลเล็กน้อย ก่อนยิ้มให้เธอ “ได้ครับ แต่ผมไม่รับประกันว่าจะได้ปลา”

“ไม่เป็นไรค่ะ การตกปลาคงไม่ได้มีไว้เพื่อให้ได้ปลาทุกครั้ง”

ในคืนนั้น หลังส่งเธอกลับบ้าน ผมได้รับข้อความสั้น ๆ ว่าเธอถึงบ้านแล้ว และขอบคุณสำหรับอาหารเย็น ผมวางโทรศัพท์ลงโดยไม่ได้รู้สึกหวาดระแวงว่ามีใครกำลังติดตามผมอีก

บนโต๊ะทำงานยังมีโทรศัพท์เครื่องเดิมอยู่ แอปดักฟังถูกลบออกแล้ว แต่ผมเก็บภาพหน้าจอของมันไว้ในแฟ้มหลักฐาน ไม่ใช่เพื่อจมอยู่กับอดีต หากเพื่อเตือนตัวเองว่าความไว้ใจที่มอบให้ผิดคนอาจทำร้ายเราได้ แต่การไม่ไว้ใจใครอีกเลยก็เท่ากับปล่อยให้คนที่ทำร้ายเราชนะ

คืนนั้นผมเปิดหน้าต่าง มองแสงไฟบนถนน และคิดถึงประโยคสุดท้ายของพ่อที่พูดถึงแบบก่อสร้างฉบับแรก

พ่อไม่ได้ทิ้งเพียงหลักฐานไว้ให้ผม เขาทิ้งความเชื่อว่าอาคารที่แข็งแรงต้องเริ่มจากฐานรากที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับชีวิตของคนเรา

ผมเสียบ้าน เสียภรรยา และเสียเวลาไปห้าปี แต่ผมได้ชื่อของพ่อคืนมา ได้บริษัทกลับคืนมา และได้เรียนรู้ว่าการเริ่มต้นใหม่ไม่จำเป็นต้องลืมบาดแผลเดิม

เช้าวันต่อมา ผมใส่เสื้อทำงาน หยิบแบบก่อสร้างฉบับใหม่ แล้วเดินเข้าสู่ไซต์งานพร้อมหลี่เล่อ

ข้างหน้าจะมีปัญหาอีกมาก และถนนที่รออยู่คงไม่ราบรื่นเสมอไป แต่ครั้งนี้ผมไม่ต้องเดินอยู่ในความมืดเพียงลำพังอีกแล้ว

เพราะหลังจากผ่านคืนที่ยาวนานที่สุดมาได้ แสงสว่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอคอยอีกต่อไป มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นด้วยมือของตัวเองในทุกวัน

Leave a Comment